หัวใจของกัลยาณมิตร
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดของสัตว์โลกทั้งในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตร ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกท่านนะ
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ นับเป็นวันที่ ๒๖๐ ที่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเราได้ละสังขารจากกายหยาบไปดำรงอยู่ด้วยสังขารอันละเอียดด้วยกายทิพย์ ณ สรวงสวรรค์ชั้นดุสิต
ในช่วงแรกนี้ก่อนอื่นหลวงพี่มีคำถามที่จะถามพวกเรา โดยให้พวกเราตอบในใจกันสักเล็กน้อยว่าใครหรืออะไร ที่ทำให้พวกเราได้เป็นเรา ณ วันนี้ วันที่สร้างบารมีอย่างมีความสุข ใครหรืออะไรที่ทำให้พวกเราห่างไกลจากอบายมุขทั้งหลาย ความชั่วร้าย ความไม่ดีทั้งปวง ใครหรืออะไรที่ทำให้กายของเรางดเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ จากการลักทรัพย์ จากการประพฤติผิดในกาม และการดื่มสุรายาเมาทั้งหลาย ใครหรืออะไรที่ทำให้วาจาของเราห่างไกลจากคำหยาบ คำส่อเสียด คำเพ้อเจ้อ ใครหรืออะไรที่ทำให้ใจของเราคิดแต่เรื่องดี ๆ มีสารประโยชน์ คิดแต่ที่จะทำทาน จะรักษาศีล จะเจริญภาวนา
ใครหรืออะไรที่ทำให้เราได้มีโอกาสเข้ามาสู่เส้นทางบุญสายนี้ อย่างกล้าที่จะบอกใคร ๆ อย่างภาคภูมิใจว่าเราคือลูกหลวงพ่อ คือหลานคุณยาย คือนักศึกษาวิชชาธรรมกาย และมีเป้าหมายไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ถามว่าใครหรืออะไร หลวงพี่เชื่อว่าพวกเราทุกคนคงจะมีคำตอบที่เหมือนกัน หรือไม่ก็ใกล้เคียงกันว่าใครหรืออะไรที่หลวงพี่ได้ถามพวกเราไปแล้วนั้น ก็คือกัลยาณมิตร
บุคคลที่โลกได้ขนานนามว่ากัลยาณมิตรนั้นคือบุคคลที่หลวงพี่จะได้มากล่าวสรรเสริญเกียรติคุณความยิ่งใหญ่ให้พวกเราได้ฟังกันในวันนี้ เพราะว่าโลกเราขาดบุคคลประเภทนี้ไม่ได้ เมื่อสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงตรัสยกย่องการสรรเสริญคุณของกัลยาณมิตรเอาไว้อย่างมากมาย
ครั้งหนึ่งพระองค์ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ ผู้ปรารถนาธรรมอันประเสริฐจากโยคะ เมื่อกล่าวถึงปัจจัยภายนอกแล้ว เรามองไม่เห็นปัจจัยสิ่งอื่นมากเท่า ความมีกัลยาณมิตรเลย ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีกัลยาณมิตรย่อมละอกุศล เจริญกุศลได้ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิตฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตของการเกิดขึ้นแห่งอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ ของภิกษุฉันนั้น ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังได้ซึ่งสิ่งนี้คือจักเจริญ จักทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘
และในคราวหนึ่งพระอานนท์ได้ออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็น และได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้กราบทูลตามความคิดของตนว่ากัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ แต่ว่าพระพุทธเจ้าของเรา พระองค์ตรัสว่ากัลยาณมิตรนั้นเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ทีเดียว และพระองค์ก็ได้ตรัสขยายความเอาไว้อีกว่าเพราะอาศัยเราเป็นกัลยาณมิตร สัตว์ผู้มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์โทมนัสต่างๆ เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์โทมนัส
เพราะอะไรล่ะ เพราะผู้มีกัลยาณมิตรย่อมหวังได้ซึ่งคุณธรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น จะเป็นผู้ที่มีศีลดี มีธรรมงาม จักได้สดับตรับฟังสิ่งที่ควรได้ยินได้ฟังถ้อยคำอันเป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลส จะทำให้เป็นผู้มีความเพียรไม่ย่อท้อถอยหลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในศีลธรรม จักเป็นผู้มีปัญญาหยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
เข็มทิศช่วยบอกทางชีวิต กัลยาณมิตรช่วยชีวิตให้รู้ทาง พระอาทิตย์ให้แสงสว่างในกลางวัน พระจันทร์ให้แสงสว่างในกลางคืน แต่กัลยาณมิตรให้แสงสว่างในกลางใจทั้งกลางวันและกลางคืน หากกลางคืนไม่มีแสงจันทร์สาดส่อง โลกคงจะมืดมิด หากกลางวันไม่มีแสงอาทิตย์สาดส่อง โลกคงจะมืดมัว แต่หากกลางใจไม่ได้กัลยาณมิตรนำทาง โลกและเราคงจะมัวเมา พระอาทิตย์ส่องสว่างในกลางวัน กลางคืน จันทร์ทอแสงใส ให้ฟ้าสวย แต่กลางใจเราสว่าง ห่างความซวย เพราะกัลยาณมิตรช่วย ชี้นำทาง
เชือก ช่วยให้นักไต่เขาปีนขึ้นไปจนถึงปลายทางคือยอดเขาได้ฉันใด กัลยาณมิตรก็ช่วยให้นักสร้างบารมีเดินทางไปสู่ปลายทางคือพระนิพพานได้ฉันนั้น บุคคลผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นเอง พระองค์เป็นทั้งต้นบุญและต้นแบบในทุก ๆ ด้าน จนทำให้เกิดกัลยาณมิตรขึ้นมามากมาย ติดตามพระองค์ไป ช่วยกันทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ไปชวนคนมาสร้างบุญสร้างบารมี สร้างความดีไปสู่พระนิพพาน บุคคลเหล่านั้นก็ได้แก่พุทธบริษัท ๔ นั่นเอง คือพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งพวกเราทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้นี่แหละ
หลวงพี่ขอยกตัวอย่างการทำหน้าที่ของพระพุทธองค์ให้พวกเราฟังสักนิด พระพุทธเจ้าของเรานั้นแม้จะเป็นผู้ที่ประเสริฐสุด ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ตาม แต่ก่อนที่จะมาเป็นอย่างนี้ได้ พระองค์ก็อาศัยกัลยาณมิตรเหมือนกัน ย้อนหลังกลับไปเมื่อสมัยที่พระองค์เกิดเป็นมนุษย์หนุ่มชื่อว่าโชติปาละ พระองค์มีเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทสนมชื่อฆฏิการะ ฆฏิการะนี้เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก หมั่นไปฟังธรรมอยู่เนืองนิจ แต่ตัวโชติปาละพระโพธิสัตว์เองกลับไม่เป็นอย่างนั้น แม้ว่าฆฏิการะเพื่อนรักจะชวนไปฟังธรรมเรื่อย ๆ ก็ตาม
จนกระทั่งวันหนึ่ง ทั้งสองได้ชักชวนกันไปเล่นน้ำในลำธารแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับที่ประทับของพระพุทธองค์ เมื่อทั้งสองเล่นน้ำกันจนชุ่มฉ่ำใจกันแล้ว ฆฏิการะก็นึกขึ้นมาได้ว่า บัดนี้ถึงเวลาฟังธรรมแล้ว จึงได้กล่าวกับโชติปาละว่า โชติปาละเพื่อนรัก บัดนี้ได้เวลาฟังธรรมแล้ว เราไปฟังธรรมด้วยกันเถอะ แต่โชติปาละกลับบอกว่า อย่าเลย เราไม่ไปหรอก การไปหาสมณะโล้นจะมีประโยชน์อะไร ฆฏิการะ ฟังอย่างนั้นแล้วก็ไม่ได้ย่อท้อ และได้กล่าวชักชวนเพื่อนรักอีกถึง ๒ ครั้ง แต่ก็ได้รับคำปฏิเสธถึง ๒ ครั้งเช่นกัน
ในที่สุดฆฏิการะจึงตัดสินใจจับมวยผมของเพื่อน และทำท่าว่าจะดึงขึ้น โชติปาละรู้สึกตกใจมาก เพราะว่าการจับศีรษะกันในยุคนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้โชติปาละฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเหตุที่เพื่อนเรากล้าทำกับเราอย่างนี้ แสดงว่าการไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้านั้นต้องมีอะไรดีแน่ ๆ เลย
คิดได้อย่างนั้นแล้ว จึงยอมตามเพื่อนไปแต่โดยดี เมื่อไปถึงและได้ฟังธรรมแล้ว ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจในรสของพระธรรมยิ่งนัก เกิดความซาบซึ้งดื่มด่ำในรสพระธรรมอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าเมื่อฟังธรรมจบ ก็ได้กราบทูลพระพุทธองค์ขอบวชกันเลยทีเดียว และแล้วโชติปาละก็ได้บวชเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งในสมัยนั้น ท่ามกลางความปลื้มปีติใจของฆฏิการะ เพื่อนรักเป็นอย่างมาก
พวกเราจะเห็นว่าถ้าโชติปาละ ไม่ได้ฆฏิการะเป็นกัลยาณมิตรให้ในตอนนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะมีพระสมณะโคดม พระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้หรือเปล่า นี่คือเรื่องราวอดีตชาติของพระพุทธเจ้าของเรา ซึ่งพระองค์ได้ตรัสเล่าเรื่องนี้ให้กับภิกษุทั้งหลายฟัง เมื่อเล่าจบลง พระองค์ก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าภิกษุทั้งหลาย เธออย่าสำคัญว่าฆฏิการะผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้นคือเรา ตถาคต แท้ที่จริงแล้วโชติปาละต่างหากคือเรา ตถาคต
จากจุดเริ่มต้นครั้งนั้นทำให้ โชติปาละในภพชาติต่อ ๆ ไปได้ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตให้ได้ และตั้งใจสั่งสมบุญ สร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งได้มาตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบันของเรานี่แหละ
ต่อไป เรามาดูเรื่องราวการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของพระอรหันตสาวกกันบ้างดีกว่า หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ได้มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎกหรือจัดหมวดหมู่ทบทวนพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ขึ้นหลายครั้งโดยเฉพาะในครั้งที่ ๒ นั้น มีพระอรหันตเถระผู้เป็นผู้นำในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ท่านได้ใช้ธรรมจักษุตรวจดูว่าในอนาคตข้างหน้าจะมีภัยใหญ่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาอีกหรือไม่ ก็ได้เห็นว่าในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทำให้พระภิกษุสงฆ์มีลาภสักการะเกิดขึ้นมากมายกับพระภิกษุสงฆ์ เดียรถีย์นักบวชนอกพระพุทธศาสนาก็เลยปลอมตัวเข้ามาบวชเพราะหวังลาภสักการะ สร้างความปั่นป่วนให้กับพระศาสนา
พระอรหันตเถระเมื่อเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็ทราบดีว่าพวกท่านไม่สามารถอยู่ทันถึงตอนนั้นได้ เลยตรวจดูต่อไปอีกว่าจะมีใครหนอ มีใครบ้างหรือเปล่าที่พอจะแก้ไขเหตุการณ์นี้ได้ ก็ได้เห็นไปอีกว่าตลอดทั้งมนุษยโลก ทั้งสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้นไม่มีใครเลยที่จะแก้ไขกอบกู้พระศาสนาได้ จะมีก็แต่ท้าวมหาพรหมที่ชื่อว่าติสสะมหาพรหม ซึ่งอยู่ ณ พรหมโลก
พอเห็นดังนั้นแล้ว พระเถระทั้งหลายก็พากันไปยังมหาพรหม และเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ท้าวมหาพรหมฟัง ท้าวมหาพรหมฟังแล้วเกิดความปลื้มปีติใจอย่างมากว่า ตนจะมีโอกาสในการกอบกู้พระพุทธศาสนา จึงได้รับคำของพระเถระ เมื่อพระเถระลงมาแล้วทราบดีว่าตอนที่ท้าวติสสะมหาพรหมลงมาปฏิสนธินั้น ตนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ถึงตอนนั้นแล้ว เพราะว่าต้องทำนิพพานไปก่อน จึงได้มอบหมายหน้าที่นี้ให้กับพระเถระอีก ๒ รูป ก็คือพระสิควะเถระ และพระจันทวัชชีเถระ
เมื่อท้าวติสสะมหาพรหมลงมาปฏิสนธิในโลกแล้ว ก็ได้มาบังเกิดในครอบครัวของพราหมณ์ชื่อโมคคัลลีพราหมณ์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพระสิควะเถระ ก็ได้เริ่มต้นทำหน้าที่กัลยาณมิตรทันที โดยการไปบิณฑบาตที่บ้านของพราหมณ์ทุก ๆ วันตลอดต่อเนื่อง ไม่ขาดเลยแม้แต่วันเดียว ตลอดระยะเวลาถึง ๗ ปี
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ว่าตั้งแต่วันแรกที่พระเถระไปบิณฑบาตที่นั่น จนผ่านไป ๑ ปี ผ่านไป ๒ ปี ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี ๖ ปี กระทั่งครบ ๗ ปี พระเถระไม่เคยได้แม้เพียงข้าวต้ม ๑ กระบวย หรือข้าวสวย ๑ ทัพพี แต่พระเถระก็ไม่ได้ย่อท้อ เคยบิณฑบาตอย่างไร ก็ไปบิณฑบาตอย่างนั้นเช่นเคย
จนอยู่มาวันหนึ่งพระเถระได้ไปบิณฑบาตที่นั่น ซึ่งวันนั้นโมคคัลลีพราหมณ์มีธุระนอกบ้าน วันนั้นเมื่อพระเถระไปบิณฑบาตที่บ้านของพราหมณ์ พอไปถึงแล้วคนในบ้านก็บอกว่านิมนต์ไปโปรดบ้านข้างหน้าเถอะเจ้าค่ะ พระเถระก็เดินกลับด้วยอาการสงบเช่นทุกวัน ระหว่างทางได้สวนกับโมคคัลลีพราหมณ์ที่กำลังกลับมาพอดี พราหมณ์ก็เลยถามพระเถระว่าเมื่อกี้ท่านได้ไปบ้านของเราหรือเปล่า พระเถระก็บอกว่า ได้ไปซิพราหมณ์ พราหมณ์ก็ถามต่อ แล้วท่านได้อะไรบ้างหรือเปล่า พระเถระก็บอกว่าได้ พราหมณ์ แล้วก็แยกกันไป
พราหมณ์ฟังอย่างนั้นแล้ว เมื่อกลับไปถึงบ้านก็ถามคนที่บ้านว่า มีคนได้ให้อะไรกับพระเถระบ้างไหม คนในบ้านก็บอกว่า ไม่ได้ให้อะไรเลย พ่อพราหมณ์ พราหมณ์ฟังดังนั้นแล้ว วันรุ่งขึ้นก็เลยนั่งรอพระเถระที่ประตูบ้านนั่นแหละ ตั้งใจจะจับผิดพระเถระที่พระเถระกล่าวโกหก
พอพระเถระมาถึงพราหมณ์ก็ถามเลยว่า เมื่อวานนี้ ท่านมาบิณฑบาตที่บ้านของเราไม่ได้อะไร แต่ทำไมท่านบอกว่าได้ล่ะ การกล่าวคำเท็จนี้เป็นการสมควรสำหรับท่านผู้เป็นสมณะหรือ พระเถระก็กล่าวด้วยอาการสงบว่า พราหมณ์ เรามาบิณฑบาตที่บ้านของท่านตลอดระยะเวลา ๗ ปีไม่เคยได้อะไรเลย แต่เมื่อวานนี้เมื่อมาบิณฑบาตเราได้ยินคำว่า นิมนต์ท่านไปโปรดบ้านข้างหน้าเถอะเจ้าค่ะ เราจึงบอกว่าได้อย่างนั้นแหละพราหมณ์
พราหมณ์ฟังอย่างนั้นแล้ว ก็มาคิดว่า พระเถระรูปนี้แม้เพียงคำพูดเพียงเท่านี้ก็กล่าวสรรเสริญว่าเราได้ให้แล้ว ถ้าหากว่าท่านได้ข้าวปลาอาหารขึ้นมา ท่านจะกล่าวสรรเสริญเราขนาดไหน จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา ได้นำอาหารส่วนของตนมาใส่บาตรพระเถระ แล้วนิมนต์พระเถระมาที่บ้านของตนทุก ๆ วัน เมื่อพราหมณ์ได้เห็นกิริยาอาการอันสงบเสงี่ยมสำรวมของพระเถระ บ่อยเข้า ๆ ทำให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้นไปอีก จึงได้นิมนต์พระเถระมาฉันที่บ้านของตนในวันต่อมา
เมื่อเป็นอย่างนั้นพระเถระก็รู้แล้วว่าบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะนำบุตรของพราหมณ์มาบวชให้ได้ เพราะตลอดระยะเวลา ๗ ปี เรายังไม่เคยได้คุยกับบุตรของพระเถระเลย เมื่อโอกาสเปิดขนาดนั้นทิฐิของพราหมณ์ลดลง ความเลื่อมใสบังเกิดขึ้นแทนแล้ว พระเถระก็เลยมีโอกาสคุยกับบุตรของพระเถระ แล้วก็สามารถชักชวนให้บุตรของพราหมณ์คือติสสะมานพมาบวชได้ในที่สุด โดยท่านนั่นแหละเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยได้บวชเป็นสามเณรก่อน
เมื่อพระสิควะเถระได้บวชให้กับติสสะมานพแล้ว จึงได้ส่งไปยังพระเถระอีกรูปหนึ่งคือพระจันทวัชชีเถระนั่นเอง พระจันทวัชชีเถระ ได้ให้สามเณรเรียนพุทธพจน์จนแตกฉาน จากนั้นไม่นานพระเถระทั้งสองก็เลยหมดอายุขัยคือ นิพพานไปก่อน ต่อจากนั้นสามเณรได้บวชเป็นพระภิกษุ แล้วเจริญสมาธิภาวนาจนได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลาย
และแล้วเหตุการณ์ที่พระเถระในกาลก่อนเห็นเอาไว้ก็เกิดขึ้นจริง ๆ ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งตรงกับพุทธศักราช ๑๑๘ พระองค์เป็นผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมาก ลาภสักการะเป็นอันมากจึงเกิดขึ้นกับพระภิกษุสงฆ์ ทำให้เดียรถีย์ซึ่งเป็นนักบวชนอกพระพุทธศาสนาปลอมตัวกันมาบวชเยอะแยะมากมายเพราะหวังลาภสักการะ สร้างความปั่นป่วนให้กับวงการคณะสงฆ์สมัยนั้นอย่างมาก
มีผลทำให้ความเลื่อมใสศรัทธาในพระสงฆ์ลดลง พระเถระหลาย ๆ รูปรวมทั้งพระเจ้าอโศกมหาราชพยายามที่จะแก้ไขก็แก้ไขไม่ได้ จนกระทั่งทราบว่ามีพระเถระผู้ทรงธรรมรูปหนึ่งอีกรูปหนึ่งก็คือพระติสสะเถระนี่เอง พระเจ้าอโศกมหาราชจึงนิมนต์พระติสสะเถระมาแก้ไขเหตุการณ์ ในที่สุดก็สามารถชำระล้างมลทินให้กับพระพุทธศาสนาได้
พระติสสะเถระหรือชื่อเต็มว่าพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระนี้ได้เป็นผู้นำพระภิกษุซึ่งเป็นพระอรหันต์จำนวนถึง ๖ ล้านรูปทำสังคายนาพระธรรมวินัยขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ถ้าหากว่าในครั้งโน้น พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระหรือท้าวติสสะมหาพรหมที่ลงมาเกิด ไม่ได้กัลยาณมิตรอย่างพระอรหันตเถระทั้งหลายแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพระพุทธศาสนาของเราจะเป็นอย่างไรบ้าง จะสืบทอดมาถึงพวกเราหรือไม่
นี่ก็เป็นเรื่องราวการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ทีนี้เรามาดูการทำหน้าที่กัลยาณมิตรของบัณฑิตในกาลนี้กันบ้าง หลวงพ่อวัดปากน้ำภาษีเจริญท่านได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรครั้งยิ่งใหญ่ เป็นครั้งประวัติศาสตร์ให้กับชาวโลก ด้วยการทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันในการค้นเอาวิธีการเข้าถึงพระรัตนตรัยภายใน ซึ่งเป็นวิธีการเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ตรัสรู้ธรรมมา หลังจากที่วิธีการนี้ได้เลือนหายไปหลังจากที่พระพุทธองค์ปรินิพพานแล้ว ๕๐๐ ปี หลังจากนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำของเราก็ได้ใช้วิชชาธรรมกายนี่แหละทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อ ด้วยการแก้ไขทุกข์ของมนุษย์ และรักษาปกป้องประเทศไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อย่างที่พวกเราส่วนใหญ่เคยฟังกันมาบ้างแล้ว
หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ตามคุณยายมาทำวิชชา ตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยให้ลงมาเกิดสร้างบารมีสืบทอดวิชชาธรรมกาย พระคุณของท่านที่ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับชาวโลกนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ยากเกินกว่าที่ใครจะพรรณนาสาธยายให้จบลงได้ ดังเช่นกับพระพุทธเจ้าของเราเคยตรัสเอาไว้ว่า แม้พระองค์เองจะกล่าวสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน หากจะใช้เวลาถึง ๑ พุทธันดร ก็คือตั้งแต่พระพุทธเจ้าของเรา พระองค์หนึ่งปรินิพพานไปจนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าพระองค์ต่อมา แม้จะใช้เวลาถึงขนาดนี้ก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้าให้หมดลงได้
คุณยายของเราก็เหมือนกัน ท่านได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรต่อชาวโลก ด้วยการร่วมทำวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำ และได้ตามหมู่คณะลงมาเกิดสร้างบารมี โดยเฉพาะพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองของเรา ก็ได้คุณยายนี่แหละทำหน้าทีกัลยาณมิตรให้ จนทำให้พระพุทธศาสนาได้มีกำลังหลัก กำลังสำคัญในการเผยแผ่ธรรมะมาถึงปัจจุบัน ซึ่งพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณยายนี้ หากจะมีใครกล่าวพรรณนาพระคุณของท่านให้จบลงได้นั้น หลวงพี่ว่าเป็นเรื่องที่ยากแสนยากทีเดียว
หากจะนับดวงดาวที่พราวฟ้า ผู้มีญาณแก่กล้าอาจนับได้
แต่จะนับพระคุณของคุณยาย นับไม่ได้นับไม่ครบจบถ้วนความ
พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ท่านก็ได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรในสมัยบ้านธรรมประสิทธิ์ ด้วยการเชิญชวนพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ในสมัยที่กำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยกัน จนกระทั่งพาหลวงพ่อทัตตะมาหาคุณยาย ก็เลยได้คุณยายเป็นกัลยาณมิตรที่ดีเยี่ยมอีกคนหนึ่งให้ จนกระทั่งในที่สุดจึงได้มาสร้างวัดพระธรรมกายแห่งนี้
พวกเราเองทุกคนรวมทั้งหลวงพี่ด้วย หากว่าไม่ได้ครูบาอาจารย์ของเราทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้จะเป็นอย่างไร ก็คงไม่มีโอกาสเป็นได้อย่างวันนี้ วันที่สร้างบารมีอย่างมีความสุข อย่างไรก็ตาม ก่อนที่สัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งพวกเราทุกคนจะมาพบเส้นทางที่ถูกต้อง มุ่งไปสู่พระนิพพานได้ ทุกคนก็ต้องอาศัยกัลยาณมิตรคนแรกด้วยกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นกัลยาณมิตรคนแรกจึงเป็นบุคคลที่สำคัญที่เราจะต้องจารึกจดจำเอาไว้ และหาโอกาสตอบแทนคุณอยู่เสมอ หลวงพี่ขอสรุปถึงกัลยาณมิตรคนแรกของบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนและกาลนี้ให้พวกเราฟังกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา พระองค์ปัจจุบันนี้ท่านได้โชติปาระเป็นกัลยาณมิตรให้ในสมัย ที่ยังเป็นพระบรมโพธิสัตว์อยู่
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญในภพชาตินี้ท่านก็ได้ตัวของท่านเองนั่นแหละเป็นกัลยาณมิตรคนแรกให้ คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านก็ได้คุณยายทองสุข สำแดงปั้น เป็นกัลยาณมิตรคนแรกให้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ก็ได้คุณยายนั่นแหละเป็นกัลยาณมิตรคนแรกให้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวก็ได้หลวงพ่อธัมมชโยเป็นกัลยาณมิตรคนแรกให้
ส่วนหลวงพี่เองก็ได้โยมพี่สาวแล้วก็โยมพี่ชายเป็นกัลยาณมิตรให้ โดยเฉพาะโยมพี่สาวของหลวงพี่เป็นกัลยาณมิตรให้กับครอบครัวทุกคน ท่านได้เสียสละตัวเองส่งให้หลวงพี่แล้วก็น้อง ๆ ได้มีโอกาสเข้าวัด และท่านก็ทำหน้าที่กัลยาณมิตรข้างนอกก่อน แล้วค่อยหาโอกาสตามมาทีหลัง ส่วนโยมพี่ชายของหลวงพี่เอง เนื่องจากท่านได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับหลวงพี่ หลวงพี่กลัวจะขาดทุน ก็เลยได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรกลับคืนบ้าง ด้วยการชักชวนท่านมาบวช ซึ่งท่านได้บวชในรุ่น ๕๗ ปี พระราชภาวนาวิสุทธิ์
ทีนี้มาถึงพวกเรา พวกเราลองนึกดูซิว่ากัลยาณมิตรของเรานั้นคือใคร นึกดูดี ๆ นะ เพราะฉะนั้นกัลยาณมิตรคนแรกจึงเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งเลยที่เราจะต้องจดจำและระลึกถึงคุณ รวมทั้งหาโอกาสตอบแทนคุณให้ได้อยู่เสมอ ทีนี้พวกเราคงเห็นแล้วว่าหน้าที่กัลยาณมิตรของบุคคลอีกหลายท่านด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าปลื้มปีติใจมาก หลวงพี่ขออนุโมทนาบุญกับพวกเราทุกคนด้วย
พวกเราคงจะทราบกันดีแล้วว่าคำว่ากัลยาณมิตรและหน้าที่กัลยาณมิตรนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา ไม่ใช่หน้าที่เหมือนกับรับราชการ ทหาร เป็นครู หรืออะไรต่าง ๆ เลย แต่เป็นหน้าที่อันทรงเกียรติเป็นหน้าที่อันยิ่งใหญ่ หากว่าพระพุทธศาสนาหรือวัดพระธรรมกายไม่ได้กัลยาณมิตรอย่างพวกเรา ก็อาจจะไม่ได้ยิ่งใหญ่แล้วก็เผยแผ่ธรรมะได้ถึงขนาดนี้ก็ได้
เพราะฉะนั้นหน้าที่ที่พวกเราได้ทำมาอย่างดีแล้ว จึงเป็นหน้าที่ที่น่าภาคภูมิใจมาก ๆ ให้พวกเราจงมั่นใจและภาคภูมิใจในหน้าที่อันทรงเกียรตินี้และขอให้ตั้งใจทำหน้าที่นี้ต่อไป ชักชวนคนมากระทำความดี ช่วยงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้สำเร็จ เราจะได้มานั่งหลับตา และโลกเราจะได้สว่างไสวด้วยธรรมกายโดยเร็วพลัน
เวลาที่เหลือจากนี้ ขอเชิญพวกเราทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตัวเองด้วยการปฏิบัติธรรมบูชาธรรมคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ ให้พวกเราทุกคนระลึกนึกถึง ยอดกัลยาณมิตรของเราก็คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง โดยการนึกท่านอย่างเบา ๆ ไว้ที่กลางท้อง เปิดโอกาสให้ท่านได้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับเรา ณ ศูนย์กลางกาย นึกเบา ๆ ให้เห็นท่านนั่งขัดสมาธิ ประคองเบา ๆ ทำไปช้า ๆ
********************************** จบ **********************************