ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

การบำเพ็ญบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบแทบเท้าพระมหาเถระ ผู้มีพระพรรษากาลแก่กว่ากระผม กราบคารวะเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร ท่านกัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่าน วันนี้จะได้นำเรื่องที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้โอวาท เมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา ขณะนี้ท่านเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจต่างประเทศ เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวคงยังไม่ได้นำมาเล่าให้พวกเราได้ทราบกัน เป็นเรื่องของการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาได้เคยฟังเรื่องการบำเพ็ญบารมีมาหลายครั้ง แต่ส่วนมากจะเป็นการได้ยินได้ฟังเป็นข้อๆ ไม่เคยได้ฟังว่าบารมีแต่ละข้อนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร อีกประการหนึ่ง โยมป้าอุบาสิกาถวิล วัติรางกูล ได้ฝากมรดกธรรมไว้เล่มหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องพุทธประวัติ ก่อนที่ท่านจะละสังขาร ท่านได้เขียนหนังสือเอาไว้ให้ ตามที่ได้รับมอบหมายจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่าอยากจะมีหนังสือพุทธประวัติสักเล่มหนึ่งให้กับเยาวชนได้อ่าน ให้พวกเราได้อ่านง่ายๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณป้าท่านถนัดมาก ท่านก็ได้เขียนหนังสือดังกล่าวเอาไว้ ชื่อว่าต้องเป็นให้ได้ดั่งเช่นพระพุทธเจ้า เนื้อหาหนังสือมีอยู่ ๓ ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรก ว่าด้วยเรื่องของกำเนิดจักรวาล ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยเรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติปัจจุบัน และส่วนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ท่านได้สร้างบารมีมาอย่างไร เชื่อว่าอีกไม่นาน พวกเราคงได้อ่านกัน คุณป้ามีภูมิธรรมความรู้ทั้งปริยัติและภาคปฏิบัติ จะเป็นหนังสือพุทธประวัติอีกเล่มหนึ่งที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างบารมีได้น่าอ่านทีเดียว เรื่องที่กล่าวในวันนี้ คือเรื่อง ความสัมพันธ์ของบารมีทั้ง ๑๐ ประการ เรื่องนี้มีการกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก ในระหว่างบำเพ็ญบารมีที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบส ขอเกริ่นความสักนิดหนึ่งเนื่องจากพวกเราอาจจะได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาไม่เท่ากัน ก่อนหน้าที่พระบรมโพธิสัตว์จะบังเกิดเป็นสุเมธดาบส ท่านได้สร้างบารมีเพื่อปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนหน้านั้นแล้ว โดยได้บำเพ็ญบารมีมาในช่วงแรก ตั้งความปรารถนาในใจ ๗ อสงไขย ซึ่งชาติเริ่มต้นเริ่มจากชาติที่ท่านพาแม่เดินทางข้ามเรือไปต่างแดน เพื่อไปสร้างฐานะ เพราะกลัวว่ายามแก่แล้ว แม่จะลำบาก แล้วเรือล่มระหว่างทาง ท่านแบกมารดาข้ามมหาสมุทร ตั้งความปรารถนาในมหาสมุทรนั้น ว่าเราพ้นทุกข์แล้ว จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายพ้นจากกองทุกข์ไปด้วย บำเพ็ญบารมีแล้วก็ตั้งความปรารถนาในใจ ยังไม่บอกใคร ใช้เวลาอยู่ ๗ อสงไขย ผ่านจาก ๗ อสงไขยมาแล้ว มีความเชื่อมั่น มีความอาจหาญ จากนั้นเริ่มเปล่งวาจาให้มหาชนทั้งหลายได้ทราบว่าตัวท่านนี้ มีความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ที่จะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายพ้นจากกองทุกข์ ขอเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตเบื้องหน้า อย่างนี้อีก ๙ อสงไขย คำว่าอสงไขยแปลว่านับไม่ได้ แต่มีอรรถาธิบายเอาไว้เป็นการอุปมาว่าฝนตกครั้งใหญ่ในจักรวาล ตกต่อเนื่องกันไม่ได้หยุดเลยตลอด ๓ ปี ปริมาณเม็ดและหยาดน้ำฝนที่ตกนั้นประมาณด้วยคำว่าอสงไขย ตั้งความปรารถนาในใจหลังจากสร้างบารมีแล้ว ๗ อสงไขย ประกาศให้มหาชนทราบอีก ๙ อสงไขย รวมแล้วเป็น ๑๖ อสงไขย ในพระชาติที่เป็นสุเมธดาบสเป็นชาติที่สำคัญ เพราะเป็นชาติที่เปลี่ยนจากพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เที่ยงแท้แน่นอน ภาษาพระเรียกว่าอนิยตโพธิสัตว์ จะได้เป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้แน่นอน ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภาษาพระเรียกว่านิยตโพธิสัตว์ เปลี่ยนตอนได้รับพุทธพยากรณ์จาก พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า คำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสอย่างไรเป็นการอย่างนั้น เพราะเป็นการตรัสจากอนาคตังสญาณของท่าน คือญาณที่เห็นแจ้งไปในอนาคต ว่าอีก ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป ดาบสผู้นี้จะได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาตินั้นสุเมธดาบสเกิดในตระกูลเศรษฐี มีทรัพย์มาก เจริญเติบโต เรียนจบไตรเพท ต่อมาบิดามารดาตายลง ผู้ดูแลคลังก็เปิดสมบัติให้ดู สุเมธดาบสสั่งสมบารมีมามาก จึงสอนตัวเองได้ เห็นสมบัติมากมายขนาดนั้น จิตใจของท่านนึกอยู่แต่ว่าบรรพบุรุษของเราหลายชั่วคนสั่งสมทรัพย์มาให้ แต่ว่าบรรพบุรุษเหล่านั้นไม่สามารถนำทรัพย์ติดตัวไปได้เลย เราจะนำทรัพย์นี้ติดตัวไป คิดอย่างนี้แล้วท่านก็นำทรัพย์ออกบริจาค หลังจากบริจาคทรัพย์นั้นแล้ว ก็ออกบวชเป็นดาบส ชื่อสุเมธดาบส บำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นาน ท่านก็ได้บรรลุอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ครั้งหนึ่งท่านเหาะมา เห็นชาวเมืองกำลังเตรียมหนทางต้อนรับพระพุทธเจ้า ท่านลงมาสอบถามดู เนื่องจากท่านผ่านพระพุทธเจ้ามาในอดีตหลายพระองค์ พอได้ยินคำว่าพุทโธ ศรัทธาที่เต็มเปี่ยมอยู่ในใจ ทำให้ท่านเกิดความปีติอาจหาญร่าเริง ขอเตรียมสถานที่เพื่อจะเอาบุญ ประชาชนเขาก็ให้ที่ ที่ค่อนข้างลำบากเพื่อให้เหมาะสมกับที่ฤทธิ์ที่ท่านมี อย่างที่พวกเราเคยได้ยินได้ฟังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่าให้ฟัง ท่านมีฤทธิ์มาก แต่ท่านจะเอาขันติบารมี ไม่ได้ใช้ฤทธิ์นั้นในการทำหนทางให้ราบรื่น ท่านใช้แรงกายของท่านปรับพื้นที่ทำหนทางนั้นให้เรียบ ให้สม่ำเสมอ แต่ยังไม่ทันเสร็จ พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมพระสาวกก็เสด็จมาถึง ท่านก็เอาเครื่องนุ่งห่มของท่านปูรอง แล้วใช้สรีระของท่านนอนพาดทางเดิน อาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เหยียบพระบาทลงบนกายของท่าน ข้ามทางเดินนั้นไปในส่วนที่ยังไม่เสร็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นสุเมธดาบสแล้ว ทรงพยากรณ์ว่าอีก ๔ อสงไขยแสนมหากัป ดาบสท่านนี้จะได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกทั้งชื่อ บอกทั้งเมืองที่เกิด บอกทั้งชื่อของพุทธมารดา พุทธบิดา และพระสาวกเรียบร้อย หลังจากที่ท่านได้รับพุทธพยากรณ์แล้ว เป็นธรรมชาติของพระบรมโพธิสัตว์ที่จะ ใคร่ครวญตรวจตราว่าจะต้องบำเพ็ญคุณความดีอะไรบ้าง เพื่อให้บรรลุตามความปรารถนา ซึ่งตรงนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวได้ให้ข้อสังเกตเอาไว้ว่าขณะนั้นสุเมธดาบสท่านมีอภิญญา ท่านระลึกชาติได้ เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของหมู่สัตว์ทั้งหลาย เห็นวิบากแห่งกรรมของสัตว์ทั้งหลาย การเกิดมาเพื่อสั่งสมบารมีอีก ๔ อสงไขยแสนมหากัป ได้เต็มที่ก็ต้องใช้กายมนุษย์ กายมนุษย์นี้มีธรรมชาติตกอยู่ในอำนาจไตรลักษณ์ คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่และเสื่อมสลายไป ทรงอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น อยู่ได้ด้วยอาหาร ต้องมีปัจจัย ๔ และเครื่องนุ่งห่มเป็นสิ่งหล่อเลี้ยง ขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ร่างกายก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ดังนั้น หากเกิดมาแล้วขาดปัจจัย ๔ ขาดอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เวลาที่มีอยู่ในช่วงชีวิตนั้น กำลังกาย กำลังสติปัญญาก็ต้องหมดไปกับการแสวงหาปัจจัย ๔ ต้องให้เวลากับการแสวงหาปัจจัย ๔ เพื่อมาหล่อเลี้ยงชีวิตให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ และที่สำคัญคือท่านไม่ได้ปรารถนาจะบรรลุธรรมไปเพียงผู้เดียว ท่านปรารถนาจะพาสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณให้เข้าพระนิพพานไปด้วย เพราะฉะนั้นจะต้องมีทีมงาน มีบริวารที่ช่วยงานมากมาย ๑. ต้องอาศัยทีมงานมากมายช่วยกัน เผยแผ่พระพุทธศาสนา และช่วยกันบำเพ็ญบารมีในระหว่างทาง เมื่อมีทีม ก็ต้องอาศัยเสบียงในการหล่อเลี้ยง ถ้าปัจจุบันก็ว่าต้องมีทั้งทีม มีทั้งทุน ไม่งั้นขยายงานประกาศพระศาสนาไปไม่ได้ แล้วจะต้องมีสถานที่ในการรองรับบริวารเหล่านั้น ยิ่งทำงานกว้างไกลมากเท่าไหร่ ก็ต้องอาศัยสถานที่เพื่อรองรับการบำเพ็ญบารมีมากเท่านั้น ทั้งทีม ทั้งทุนและสถานที่นั้น ความจริงแล้วที่สำคัญคือต้องอาศัยทุนมารองรับ เพราะฉะนั้นถ้าขาดเสบียง ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้บรรลุพระโพธิญาณในช่วงเวลา ๔ อสงไขยแสนมหากัป แล้วทุนหรือเสบียงนี้เกิดจากอะไร ด้วยอภิญญาของท่าน ท่านทราบว่า การบริจาคการให้ เป็นวิบากที่ทำให้เกิดเสบียง ถ้าขาดทานบารมีแล้ว เสบียงก็ไม่เกิด จะเกิดได้ก็ต้องแสวงหาด้วยความยากลำบาก ต้องเสียเวลา เสียกำลังกาย เสียกำลังสติปัญญาในการไปแสวงหาสิ่งเหล่านั้นมา จะให้มีเสบียงมาก แล้วเป็นเสบียงที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ต้องเป็นทานแบบบารมี ไม่ใช่ทานธรรมดา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะได้ขยายความคำว่าบารมีเอาไว้ว่าการทำความดีโดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันนั้นจึงเรียกว่าบารมี ท่านก็ทราบว่าอ้อ ทานบารมีนี้สำคัญ ขาดทานบารมีแล้ว มันเสียเวลา เสียกำลังกาย และกำลังสติปัญญาไปกับการแสวงหาปัจจัย ๔ เวลาในการบำเพ็ญบารมีก็ลดลง เพราะว่ากายนี้ถูกจำกัดด้วยไตรลักษณ์ที่ครอบคลุมอยู่ มีช่วงเวลาชีวิตจำกัด ท่านจึงสอนตัวเองว่าท่านจะบำเพ็ญทานบารมี เหมือนกับหม้อที่คว่ำ คลายน้ำออกหมด ไม่ให้เหลือเลย นี่เป็นคำอุปมาที่ท่านสอนตัวเอง เพราะฉะนั้นอย่างแรก ต้องบำเพ็ญทานบารมี ขาดทานบารมีแล้ว จะต้องเสียไปกับเรื่องการแสวงหาปัจจัย ๔ แล้ววิบากของความตระหนี่ ผู้ตระหนี่ไม่ทำทาน ทั้งขัดขวางผู้อื่นไม่ให้ทำทานด้วย พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่า จะต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง ไปเป็นสัตว์นรกบ้าง แม้ถ้าได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเกิดในตระกูลที่ยากจน เพราะฉะนั้นบารมีอย่างแรกที่ สุเมธดาบสใคร่ครวญพิจารณาตรวจตราแล้ว เห็นว่าทานบารมีนี้ต้องมาก่อน จากทานบารมีแล้ว ท่านก็ใคร่ครวญดูต่อว่าเมื่อเรามีโภคทรัพย์สมบัติแล้ว ทำไมถึงยังไม่ได้สร้างบารมี ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึง คติ ๕ ทางไปของสัตว์ ๕ ทาง ๑. เทวดา พรหมก็จัดอยู่ในพวกเดียวกัน ๒. มนุษย์ ๓. สัตว์เดรัจฉาน ๔. เปรต และประการสุดท้าย สัตว์นรก คุณยายเคยสอนเอาไว้ว่าสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมานี้ มนุษย์เท่านั้นที่เกิดมาสร้างความดี สัตว์เหล่าอื่นเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม เทวดาเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมดีที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ เสวยวิบากแห่งความสุข จะสั่งสมบุญบ้างก็ไม่เต็มที่ ส่วนสัตว์เดรัจฉาน เปรต สัตว์นรกนั้น เกิดมาเพื่อชดใช้กรรมชั่วที่ตัวเองเคยทำเอาไว้ มีโอกาสน้อยในการบำเพ็ญบารมี ทำได้ยาก มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่สร้างความดีได้เต็มที่ พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายในชาติที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องเกิดเป็นมนุษย์ บำเพ็ญทานบารมีมาดี มีทรัพย์มากแล้ว แต่ทำไมไม่ได้สร้างบารมี อ้อ เพราะไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ วิบากของการไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์เพราะอะไร เพราะเบียดเบียนชีวิตเบียดเบียนของอันเป็นที่รัก เบียดเบียนคนอันเป็นที่รักของเขาเอาไว้ ทำให้ต้องไปเสวยผลแห่งวิบาก ไปเกิดในอบาย ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ได้สร้างบารมี เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร จึงรักษาต้นทุนการเกิดเป็นมนุษย์เอาไว้ ก็ต้องบำเพ็ญศีลบารมี ถึงแม้จะถูกผู้อื่นเบียดเบียนก็จะไม่เบียดเบียนเขา แม้ด้วยชีวิต จึงเป็นศีลบารมี ประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา มีข่าวต่างประเทศ มีสุนัขตัวหนึ่งเป็นสุนัขของเศรษฐีในต่างประเทศ เศรษฐีท่านนี้ไม่มีทายาท มีสมบัติเป็นร้อยล้าน ต่อมาเสียชีวิตลง สมบัตินั้นตกเป็นของสุนัข เลยเป็นสุนัขเศรษฐี มีทนาย มาจัดการสมบัติให้เรียบร้อย ดูแล้วกัน สั่งสมทานบารมีมาดี แต่ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่รู้จะใช้ทรัพย์นั้นได้อย่างไรให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างบารมี ทรัพย์นั้นก็สูญเปล่า สุนัขจะมาสั่งให้ทนายเอาไปทำบุญก็ทำไม่ได้ บำเพ็ญทานบารมีมา แต่ศีลบารมีบกพร่อง ท่านสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญศีลบารมีให้เหมือนกับจามรีรักษาขนหาง ธรรมชาติของจามรีเป็นสัตว์ที่มีลักษณะ คล้ายกระทิง ขนหางสวย เขามีธรรมชาติรักขนหางมาก เวลาขนหางไปติดที่กอไผ่ เขาจะไม่กระชาก ทำให้ขนหางนั้นหลุดลุ่ย แต่จะคอยปลดขนหางนั้นจนกว่าจะหลุด จะไม่ยอมให้ขนหางนั้นขาด สุเมธดาบสก็นำมาสอนตนเองให้รักษาศีล เหมือนจามรีรักษาขน นี่ข้อที่ ๒ ข้อที่ ๒ เรียกว่ายอมตาย ไม่ยอมเบียดเบียนใคร สุเมธดาบสก็ตรวจตรา มีทรัพย์มาก ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว ทำไมยังบำเพ็ญบารมีได้ไม่เต็มที่ ในจักรวาลของเรา ประกอบด้วยภพทั้งสาม อย่างแรกเรียกว่ารูปภพ เป็นที่อยู่รูปพรหม อย่างที่ ๒ อรูปภพ เป็นที่อยู่ของอรูปพรหม อย่างที่ ๓ กามภพ เป็นที่อยู่ของเทวดา ของมนุษย์ ของสัตว์ทั้งหลายที่นอกเหนือจากอรูปพรหม และรูปพรหม กามภพนี้ครอบงำสัตว์ทั้งหลาย ให้ติดอยู่ ให้ผูกพันอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันเป็นที่น่าชอบใจ ท่านตรวจตราก็พบว่า กามคุณนี่เองครอบงำสัตว์ทั้งหลาย แม้มีโภคทรัพย์สมบัติมาก ได้เกิดเป็นมนุษย์แล้ว กามคุณนี่เองผูกพันให้สัตว์ทั้งหลาย ใช้เวลา ใช้กำลังกาย กำลังสติปัญญา ไปกับการดูแลกามคุณ เพราะติดอยู่ในกามคุณทั้งหลายนี่เอง ดังนั้นการที่จะใช้เวลา กำลังกาย กำลังสติปัญญา ที่มีอยู่อย่างจำกัดในแต่ละชาติ สั่งสมบารมีให้เต็มที่นั้นก็จำเป็นจะต้องบำเพ็ญบารมีข้อที่ ๓ คือเนกขัมมบารมี เพื่อให้ไม่เสียเวลา ไม่เสียกำลังทรัพย์ ไม่เสียกำลังกาย ไม่เสียกำลังสติปัญญา ไปกับการดูแลสิ่งเหล่านั้น อันนี้ขอกล่าวถึงสุเมธดาบสนะ ท่านเห็นอย่างนี้แหละ แล้วท่านก็ตั้งความปรารถนาสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญเนกขัมมะบารมี เหมือนกับคนที่ติดคุกอยู่ ปรารถนาจะพ้นจากคุกคือภพทั้ง ๓ บำเพ็ญบารมีมาตั้ง ๓ ประการแล้ว คือทานบารมีเพื่อให้มีเสบียงมาก ให้มีทรัพย์มาก ศีลบารมีเพื่อรักษาต้นทุนความเป็นมนุษย์เอาไว้ ให้ได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เนกขัมมะบารมีเพื่อจะได้ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้ทรัพย์ที่ได้มาจากการบำเพ็ญทานบารมี ใช้กำลังกาย กำลังสติปัญญาที่มีอยู่ ไปแสวงหาบารมีอย่างอื่น ไม่เสียเวลาไปกับการดูแลรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหลาย เมื่อมีทั้ง ๓ อย่างนี้แล้ว อะไรอีกที่จะเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านตรวจตราแล้วก็พบว่า ความไม่รู้ อวิชชา ความโง่เขลา ความมืดนี่เองครอบงำสัตว์ทั้งหลายไม่สามารถหลุดพ้นไปได้ ดังนั้นจะต้องแสวงหาความรู้ ตั้งแต่ความรู้จากการได้ยินได้ฟัง ความรู้จากการพินิจพิจารณาไตร่ตรอง รวมทั้งความรู้แจ้ง อันเกิดจากการทำสมาธิภาวนา มาทำลายความไม่รู้ ทำลายอวิชชาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจะต้องบำเพ็ญบารมีอย่างที่ ๔ คือปัญญาบารมี ท่านก็สอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญปัญญาบารมี เหมือนภิกษุเที่ยวเดินบิณฑบาต จะบิณฑบาต ไปตามลำดับ ไม่ว่าผู้ที่ใส่บาตรจะมาจากตระกูลไหน วรรณะใด ชนชั้นใดก็ตาม จะรับบิณฑบาตทั้งหมด เหมือนกับผู้แสวงหาความรู้ ต้องการความรู้ ความรู้นั้นอยู่ในบุคคลใด เพศใด อยู่ในวัยไหน อยู่ในฐานะใด เกิดในชนชั้นใด ขอให้มีความรู้ที่นำมากำจัดอาสวะกิเลสได้ จะไปขอความรู้จากเขา นี่ท่านสอนตัวเองแบบนี้ จะแสวงหาปัญญาเหมือนภิกษุเที่ยวเดินบิณฑบาต ผ่านไปแล้วนะ ๔ บารมี มีความสัมพันธ์กันแบบนี้ ต่อมาเมื่อได้ปัญญาบารมีแล้ว พวกเราก็คงสังเกตออก หลังจากที่เราได้เข้าวัด ฟังธรรม ได้นั่งสมาธิ เกิดปัญญา เห็นความบกพร่องของตัวเอง แต่เดิมเคยมีนิสัยไม่ดีอย่างไร ก็มีความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้น กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะแก้ไข คำว่ากล้านี้มาจากภาษาบาลี คือคำว่าวีระ วิริยะ กล้าที่จะแก้ไขตัวเอง โดยอรรถาธิบายแล้ว วิริยะนี่มีอยู่ ๔ ประการคือ ประการที่ ๑. กล้าที่จะแก้ไขความบกพร่องตัวเอง คือสิ่งใดที่ไม่ดี เคยชินอยู่อย่างนี้ก็จะเปลี่ยน เคยนอนตื่นสาย ก็จะมานอนตื่นเช้า เคยสูบบุหรี่กินเหล้า ก็จะเลิกสูบบุหรี่กินเหล้า คือกล้าแก้ไขความไม่ดีที่มีอยู่ ประการที่ ๒. ละเว้น หลีกเลี่ยง ความไม่ดีทั้งหลายที่ไม่เคยทำก็จะไม่ทำ ทั้ง ๒ ประการแรก เป็นเรื่องที่เนื่องด้วยความไม่ดี ความบกพร่องความชั่วทั้งหลาย อีก ๒ ประการหลังเป็นเรื่องที่เนื่องด้วยความดี ความดีอะไรที่เรามีอยู่แล้ว นั่งสมาธิทุกวัน รักษาศีล ๕ ทุกวัน ตักบาตรทุกวันอย่างนี้เป็นต้น ก็รักษาแล้วก็พอกพูนให้มากขึ้น นี่เป็นวิริยะอย่างที่ ๓ ความดีที่ดีอยู่แล้ว ก็จะรักษาและพอกพูนให้มากขึ้น ประการสุดท้าย ความดีอะไรที่ยังไม่เคยทำ ความดีที่ใครๆ ในโลกไม่กล้าทำ พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลายกล้าทำ กล้าทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่มีใครทำ เพราะการจะบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ยิ่งประโยชน์นั้นมีอานิสงส์มากมายเพียงใด ก็ต้องบำเพ็ญบารมีที่ยิ่งยวดขนาดนั้น ท่านสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญวิริยะบารมีทั้ง ๔ ประการนี้เหมือนกับ พญาราชสีห์ที่ฝึกตัวเองทุกอิริยาบถ เพราะราชสีห์เป็นจ้าวป่า อิริยาบถก็ต้องเหมาะกับความเป็นจ้าวป่า มีอรรถาธิบายเอาไว้ว่าเวลา ราชสีห์นอนเมื่อตื่นขึ้นมา ถ้าท่านอนไม่เรียบร้อยเหมือนตอนนอน แม้จะหิวเท่าไหร่ก็จะไม่ลุก ฝึกนอนใหม่ แม้นอนยังต้องฝึกเลย อย่างนี้ เป็นต้น สุเมธดาบสสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญวิริยะบารมี บำเพ็ญความเพียรประดุจดังราชสีห์ฝึกอิริยาบถ นี่วิริยะบารมี พวกเราคงผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว สังเกตไหมเมื่อเรากล้าที่จะแก้ไขและกล้าทำอะไรใหม่ๆ เรามักจะหลีกเลี่ยงไม่พ้น คำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ สิ่งนี้เราผ่านมาทั้งนั้น เคยมีความไม่ดี ความบกพร่องใดๆ กล้าแก้ไข กล้าเปลี่ยนแปลง ในท่ามกลางของเพื่อนเก่าๆ สังคมเก่าๆ แต่เรากล้าเปลี่ยนแปลง ความดีใดๆ ที่ไม่เคยทำ เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ มาวัดทุกวันอาทิตย์ ใส่ชุดขาวเดินท่ามกลางมหาชน จนกระทั่งเขาก็รู้ว่าใส่ชุดขาวนี่มาวัดพระธรรมกายแน่นอน เมื่อกล้าทำความดีอย่างนั้น เสียงวิพากษ์วิจารณ์ เสียงเย้ยหยัน เสียงดูถูกดูแคลน สายตาอันไม่น่าพึงประสงค์ สิ่งต่างๆ อีกมากมายตลอด ๓ ปีที่ผ่านมาคงซาบซึ้งดี เมื่อเราบำเพ็ญวิริยะบารมีแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเกิดโดยปริยาย ไม่ว่าในยุคนี้ หรือแม้ต่อไปในอนาคตก็ตาม เพราะฉะนั้นบารมีต่อไปที่ต้องรักษาต้องให้ยิ่งยวดขึ้นก็คือขันติบารมี เพราะหนีไม่พ้น คู่กันมา กล้าเปลี่ยนแปลงความไม่ดีที่เคยทำอยู่ กล้าทำความดีที่ใครๆ ก็ไม่ทำ เสียงค่อนขอดวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขันติบารมีก็ตามมา รักษาความเป็นปกติของใจ ไม่หวั่นเมื่อถูกการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ไหวเมื่อถูกคำยกย่องสรรเสริญ ท่านสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญขันติบารมีสั่งสมพอกพูนเหมือนกับแผ่นดินที่ไม่หวั่นไหว แม้จะมีของหอมหรือของเหม็นมาราดรด ผ่านมาแล้ว ๖ บารมี ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ มีความเป็นมาและมีความสัมพันธ์ดังที่กล่าวมาข้างต้น คราวนี้หลังจากบำเพ็ญบารมีมา ๖ ประการ แก้ไขตัวเอง สั่งสมความดีมาตามลำดับ โดนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่หวั่นไหว เมื่อความดี ความรู้พอกพูนมาตามลำดับ สิ่งที่มาตามคือลาภ สิ่งที่พึงใจ เป็นของบ้าง เป็นคนบ้าง ยศ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สรรเสริญ คำยกย่องชมเชย ความสุข ความเพลิดเพลินในรูป รส กลิ่น เสียงทั้งหลาย ก็พอกพูนมาตามลำดับ ผลประโยชน์ก้อนโตๆ ก็จะตามมา หรือบางที เอาตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ มาล่อ ถ้าหวั่นไหวออกนอกเส้นทางแห่งความดีที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่บรรลุถึงประโยชน์อันสูงสุดนั้นๆ ท่านสุเมธดาบสตั้งใจจะบำเพ็ญสัจจะบารมี ถึงแม้จะเอาผลประโยชน์ก้อนโตมาให้ เอาตำแหน่งสูงสุดมาล่อก็ไม่ยอมนอกเส้นทางของความดีเป็นสัจจะบารมี แล้วท่านก็สอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญสัจจะบารมี เหมือนกับดาวประกายพฤกษ์ ดาวประจำเมืองจะโคจรอยู่ในเส้นทาง จะไม่ออกนอกเส้นทางโคจร ระหว่างที่บำเพ็ญบารมี นอกจากไม่ออกนอกเส้นทางแล้ว เมื่อทำงานใหญ่มากขึ้น แม้ที่วัดผ่านมาตั้ง ๓๑ ปี อุปสรรคใหญ่ตัวโตๆ ที่มักจะเจอ ตัวแรกคือเรื่องผลประโยชน์ ตัวที่ ๒ ความริษยา และตัวที่ ๓ ก็คือความหวาดระแวง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็เจอ อย่างในสมัยพุทธกาล ทรงประกาศพระศาสนา ถือว่าเป็นศาสนาใหม่ศาสนานั้น คือศาสนาพราหมณ์ ที่ยึดครองพื้นที่ของประชาชน ต้องถือว่าเป็นศาสนาที่นับถือกว้างขวางในยุคนั้น พอพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นใหม่ มีกุลบุตรออกบวชมาก ออกบวชจากทุกวรรณะ แม้วรรณะกษัตริย์ก็ออกบวช ทำให้ลาภสักการะของศาสนาเดิมร่อยหรอลงไปตามลำดับ พวกเดียรถีย์วานให้นางจิณจมาณวิกา นางสุนทรีโจทก์ พระพุทธเจ้า นี่ก็เป็นเพราะผลประโยชน์ หรือลาภสักการะที่เดียรถีย์เคยได้รับต้องลดน้อยถอยไป เพราะพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองขึ้น นี่เกิดมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว ความริษยาก็มีตัวอย่างคือพระเทวทัต มีความปรารถนาใหญ่ เคยทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าสละตำแหน่งประมุขสงฆ์ให้กับท่าน จนกระทั่งพระศาสดาทรงตักเตือน พระเทวทัตก็ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ ๑. ขอให้ภิกษุอยู่ป่าตลอดชีวิต ๒. ขอให้ภิกษุเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต ๓. ขอให้ภิกษุใช้ผ้าบังสุกกุลตลอดชีวิต ๔. ขอให้ภิกษุงดฉันเนื้อตลอดชีวิต ๕. ขอให้ภิกษุอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต ใครอยากจะทำก็ไม่ห้าม แต่จะไม่บัญญัติสิกขาบท ถ้าบัญญัติทั้ง ๕ ประการเป็นสิกขาบท ป่านนี้ก็คงไม่มีพระสงฆ์เหลือมาถึงปัจจุบันแล้ว ก็เป็นตัวอย่างพระเทวทัตที่ปรารถนาอยากใหญ่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาลแล้ว อุปสรรคมากมายอย่างนี้ พระเทวทัตพยายามหาทางทำร้ายพระบรมศาสดาหลายครั้ง หลายคราว แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อบำเพ็ญบารมีมามากเข้าแล้ว ยิ่งทำงานใหญ่มากเท่าไหร่ อุปสรรคก็มากขึ้นเท่านั้น ท่านก็ตรวจดู ตราบใดที่ยังไม่บรรลุความปรารถนาอันสูงสุด แม้อุปสรรคนั้นจะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม หมั่นตอกย้ำปณิธาน จะไม่ล้มเลิกระหว่างทางเป็นอธิษฐานบารมี สุเมธดาบสก็สอนตัวเอง ว่าจะตั้งใจบำเพ็ญ พอกพูนอธิษฐานบารมีตอกย้ำความปรารถนา ตอกย้ำปณิธาน ตอกย้ำอุดมการณ์อันสูงสุด ยังไม่บรรลุก็จะไม่เลิกรา ตั้งมั่นประดุจภูเขาที่ไม่หวั่นไหวต่อแรงลมที่พัดมาจากทิศทั้ง ๔ หลังจากที่บำเพ็ญบารมีมาตั้ง ๘ แล้ว ท่านตั้งความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ทั้งหลายเข้าสู่พระนิพพาน สัตว์ทั้งหลายก็ต้อง อยากเข้าใกล้ อยากเข้ามาหา คนที่จะน่าเข้าใกล้ ต้องบำเพ็ญเมตตาบารมี คือมีความปรารถนาดีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย สม่ำเสมอกันถ้วนหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีความปรารถนาดีสม่ำเสมอถ้วนหน้า แม้ในพระราหุล แม้ในพระเทวทัต และท่านก็อธิษฐานว่าจะบำเพ็ญ เมตตาบารมีประดุจดังน้ำที่ให้ความเย็นต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายจะเป็นใครก็ตาม ประการสุดท้าย จะบรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ความปรารถนาที่บำเพ็ญบารมีมาตลอดทั้ง ๙ ประการนี่ จะยึดมั่นในทำนองคลองธรรมในบารมีทั้งปวง นี่เป็นนัยยะแรก ประการที่ ๒ จะไม่ลำเอียงเพราะอคติ และประการที่ ๓ ถึงคราวประพฤติปฏิบัติธรรม ก็จะอุเบกขา ปล่อยวางเรื่องต่างๆ เอาไว้ เพื่อที่จะตั้งใจปฏิบัติธรรม จึงจะสามารถบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ อันนี้เป็นอุเบกขาบารมี ท่านสอนตัวเองว่าจะบำเพ็ญอุเบกขาบารมีประดุจดังแผ่นดิน ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งทั้งปวง บางที่โบราณจารย์ก็อุปมาอุเบกขาบารมีเหมือน ลมที่พัดไปในอากาศ ไปเจอภูเขา เจอแม่น้ำ เจอทะเล เจอของหอม ของไม่หอม ของไม่น่าดูไม่น่าชมทั้งหลาย เวลาลมพัดผ่านไปแล้วไม่ติดเลย ไม่ยินดียินร้าย สรุปทั้ง ๑๐ ประการที่ท่านสุเมธดาบสตั้งใจ ตั้งความปรารถนาเอาไว้ จะเอาทรัพย์ เอาอวัยวะ และชีวิตเข้าไปแลกเพื่อพอกพูนบารมีทั้งหลายให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ บรรลุความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีข้อสังเกต บารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้ ชาวพุทธส่วนใหญ่ก็รู้จักกันทั้งนั้น หลายๆ ท่านก่อนเข้าวัดก็คงเคยได้ยินได้ฟัง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ยากยิ่ง คือคนที่จะให้กำลังใจ ให้คนอื่นบำเพ็ญบารมี อาตมาได้ยินได้ฟังเสมอเลย เวลาพวกเราออกมาเล่าประสบการณ์ ในการสร้างความดีในรายการสู้ต่อไป บางคนเปิดใจว่าก่อนเข้าวัดนี่ทำบุญ ๑๐ บาท ร้อยบาทนี่ก็ถือว่ามากแล้ว แต่หลังจากเข้าวัดมามากเข้า กล้าจะบำเพ็ญทาน ไม่ใช่ทานธรรมดา ทานบารมี ๑๐ บาท ร้อยบาท พันบาท หมื่น แสนหรือมากกว่านั้น รู้สึกว่ากล้าที่จะทำได้ง่ายกว่าตอนที่เริ่มเข้าวัดใหม่ๆ ตั้งแต่ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี ที่ยิ่งยวดขึ้นไปเรื่อยๆ มากกว่าก่อนที่ยังไม่ได้เข้าวัด เราย้อนไปดูซิว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดได้เพราะใคร เกิดเพราะท่านผู้เป็นยอดกัลยาณมิตรที่ทอดสรีระอยู่ ณ เบื้องหน้าของเรา รวมทั้งพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา บารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้ผู้ที่รู้แล้วให้กำลังใจคนอื่นให้บำเพ็ญตาม นี่แหละหาได้ยากยิ่ง นี้เองเป็นบุญของพวกเราที่ได้มาพบครูบาอาจารย์ ยอดกัลยาณมิตร ที่ให้กำลังใจ ประคับประคอง ติดตามเรา ถามเรา เชียร์เรา ชมเรา ให้บำเพ็ญบารมีทั้ง ๑๐ ประการเยี่ยงพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย วันนี้ใช้เวลามาพอสมควร ในช่วงสุดท้ายนี้เราตั้งใจบูชาธรรม ครูบาอาจารย์ผู้ให้กำลังใจในการบำเพ็ญบารมีของเราด้วยการปฏิบัติธรรมกันสักครู่หนึ่งนะ ********************************* จบ *********************************