ไม่ประมาท
ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดของสัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า ขอกราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
ลูกหลานยายคงสังเกตธูปที่พวกเราจุดบูชาพระรัตนตรัย จะตั้งอยู่ได้ก็ต้องวางบนกระถางธูป หรือเทียนส่องธรรมจะตั้งอยู่ได้ ก็ต้องมีเชิงเทียนมารองรับ หลังคาสภาธรรมกายหลังนี้ที่ตั้งอยู่ได้ เพราะมีเสาถึง ๕๙๔ ต้นมารองรับ และที่สุด แม้มหาธรรมกายเจดีย์ที่เป็นเจดีย์แห่งพระรัตนตรัย ก็มีเสาเข็ม ๓,๓๓๓ ต้น และบนโดมเจดีย์ก็มีเสาค้ำฉันใด ลูกหลานยายทุกท่านที่จะสร้างบารมี ติดตามคุณยายให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ก็ต้องมีความไม่ประมาทเป็นแกนหลักรองรับฉันนั้น
ลูกหลานคุณยายทุกท่านจงอย่าประมาท เพราะคุณยายได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในธรรม และได้น้อมนำเอาปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฝึกตน และก็ขยายผลมาสู่พวกเราลูกหลานยายทุกท่าน คุณยายได้ฝึกตนเองสมดั่งภาษิตที่ว่า
อัปปะมาโท อะมะตัง ปะทัง คือความไม่ประมาทเป็นทางแห่งความไม่ตาย
ดังนั้นไม่ว่าคุณยายจะละสังขาร แต่ชื่อของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จะดำรงคงอยู่คู่มหาธรรมกายเจดีย์ไปตราบกาลนาน
อะไรคือความไม่ประมาท ตามที่บัณฑิตนักปราชญ์ได้กล่าวไว้ว่า ความไม่ประมาท คือ การมีสติกำกับในการพูด ทำหรือแม้แต่คิด หมายความว่าอย่าเผลอสติไปในทางที่เสื่อม แล้วก็ให้เลื่อมใสในการสร้างความดี เมื่อทำความดีก็ให้ตระหนักในสิ่งที่ทำ ละอายกรรมในสิ่งที่ต้องเว้น
คำว่าไม่ประมาทในธรรมเป็นเช่นใด ธรรมในที่นี้ก็คือพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หมวดธรรมหรือข้อธรรมทุก ๆ ข้อ ถ้าพวกเราตรองดูด้วยสติปัญญาของพวกเรา ก็จะเห็นว่าล้วนแต่เป็นการสอนถึงเหตุและผลทั้งสิ้นเลย ดังเช่นถ้าเราขยันนั่งธรรมะ ก็จะเข้าถึงธรรมะ ถ้าน้อง ๆ เด็ก ๆ ขยันเรียนหนังสือ ก็จะเจริญในการศึกษา ใครก็ตามขี้เกียจประกอบธุรกิจการงานใด ๆ ก็ตาม ก็จะถึงความเสื่อม เราคงคุ้นเคยกับคำพูดที่บอกว่าปลูกถั่วย่อมได้ถั่ว ปลูกงาย่อมได้งา คือทำดีก็ย่อมได้ดี
แต่มีบางคนสงสัยว่า ทำดียังไม่ได้ดี หลวงพี่ก็ขอแนะนำว่าจงทำดีต่อไป ทำต่อไปจนกว่าจะได้ดี เพราะว่าในทางกลับกัน คนที่เขาประมาทไปทำความผิดพลาด เขาบอกว่าไม่เห็นเป็นไร ก็จงทำชั่วต่อไป เดี๋ยวก็เจอไม่ดี
ดังนั้น คำว่าไม่ประมาทในธรรม ก็คือไม่ประมาทในเหตุ ถ้าตั้งใจประกอบเหตุที่ดีด้วยความมีสติ เมื่อบังเกิดผล ก็จะเกิดผลดีอย่างเดียว เมื่อเราทราบความหมายของคำว่าไม่ประมาทแล้ว เราลองมาดูตัวเราว่ามีลักษณะของความประมาทอยู่หรือเปล่า โดยลักษณะของผู้ที่ยังอยู่มี ๓ ข้อคือ
ข้อที่ ๑ พวกทุจริตะ ทุจริตะคืออย่างไร ฟังดูคล้าย ๆ กับทุจริต คือพวกทำเหตุเสีย แต่อยากได้ผลดี เป็นพวกประกอบเหตุที่เสียไว้ หรือไม่ก็ทำตามอำเภอใจ แต่อยากได้ผลดี ดังนั้นถ้าใครไปทำตามอำเภอใจเมื่อไหร่ล่ะก็ ไม่ได้ผลดี เผลอ ๆ ปปช. ก็จะมาตรวจสอบ
ข้อที่ ๒ พวกกุสีตะ คือพวกไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี ข้อเมื่อสักครู่นี้คือทำเหตุเสียแต่อยากได้ผลดี ส่วนกุสีตะนี้คือไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี เป็นพวกเกียจคร้าน อย่างเช่นพวกเรา ถ้าใครที่อยากจะได้ธรรมะ ถ้าไม่ประกอบการให้ทาน ไม่รักษาศีล ไม่ประพฤติปฏิบัติธรรม ก็ยากที่จะได้ไปสวรรค์หรือนิพพาน
ข้อที่ ๓ พวกสิถิละ ข้อนี้สำคัญมากเลย คือคนที่ทำดีเล็กน้อย แต่จะเอาผลดีให้มาก ๆ เป็นพวกค้ากำไรเกินควร ทำเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่อยากจะได้กำไรมาก ๆ เมื่อเราทราบดังนี้เราก็พิจารณาดูว่าเราเองยังมีความประมาทอยู่หรือเปล่า และสิ่งที่ไม่ควรประมาทอย่างยิ่งเลยก็คือ ไม่ควรประมาทในเรื่องของเวลา ในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของวัย ในเรื่องของความไม่มีโรค ในเรื่องของการงาน ในเรื่องของการศึกษา ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม
ข้อที่ ๑ คือไม่ประมาทในเวลาเป็นเช่นใด ในสุปุพพัณหสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเรื่องเวลาไว้ว่า สัตว์เหล่าใดประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า เวลากลางวัน หรือเวลาเย็น เวลาเช้า เวลากลางวันหรือเวลาเย็นนั้นเป็นเวลาดีของสัตว์เหล่านั้น หมายความว่าถ้าเราประพฤติด้วยความสุจริตทั้งกาย วาจา และใจ ถือเอาฤกษ์สะดวก ก็สามารถทำได้เลย แต่ต้องดูให้เหมาะกาลเทศะด้วย
ในอกาลราวิชาดก ก็บ่งบอกถึงเรื่องคนที่ไม่รู้จักกาลเทศะ โดยปรารภกุลบุตรคนหนึ่งชาวเมืองสาวัตถี ได้บรรพชาแล้ว ไม่เรียนวัตรหรือสิกขา ไม่รู้ว่าเวลาไหนควรทำวัตร เวลาไหนควรเรียน เวลาไหนควรปรนนิบัติ เวลาไหนควรท่องบ่น ก็ส่งเสียงดังรบกวน พวกภิกษุจึงพากันกล่าวโทษและกราบทูลเรื่องนี้ให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบ
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบแล้ว ก็ตรัสว่าแม้ในกาลก่อน ภิกษุนี้ก็ส่งเสียงไม่เป็นเวลา เพราะความที่ไม่รู้เวลา แล้วตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์เกิดอยู่ในสกุลอุทิจจพราหมณ์ เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้บอกศิลปะแก่มานพทั้ง ๕๐๐ พวกมานพเหล่านั้นมีไก่อยู่ตัวหนึ่ง เอาไว้ขันปลุก ให้ตื่นขึ้นมาตามเสียงขันทุกวัน ต่อมาไก่ตัวนั้นตาย พวกมานพจึงได้แสวงหาไก่ตัวใหม่จนได้ไก่ตัวหนึ่งมาเลี้ยงไว้ในป่าช้า พอโตขึ้นไก่ตัวนี้ก็ทำหน้าที่ของเขาเหมือนกัน ก็คือขันปลุก แต่เจ้ากรรมจริง ๆ เลย ปลุกไม่เป็นเวลา บางครั้งก็ตี ๔ บางทีก็ดึก ๆ คึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ขันเมื่อนั้น ทำให้มานพตื่นไม่เป็นเวลา ก็ง่วงนอนไม่สามารถเรียนศิลปะวิทยาได้
ข้อมนต์ที่ท่องบ่นไว้ก็ลืม จึงได้ปรึกษากันว่า ถ้าเราจะอาศัยไก่ตัวนี้ปลุก พวกเราคงเรียนไม่สำเร็จหรอก จึงช่วยกันหักคอไก่สิ้นชีวิต เรามาดูว่าทำไมไก่ตัวนั้นถึงขันไม่เป็นเวลา เพราะว่าขณะที่มานพนำมาเลี้ยงในสำนักทิศาปาโมกข์นั้น ไก่ป่าตัวนั้นไม่ได้เติบโตมากับพ่อแม่ของไก่ จึงไม่รู้จักกาลเวลาที่ควรขันหรือไม่ควรขัน ตรงนี้ เมื่อเราถือฤกษ์สะดวกแล้ว ก็ควรจะทราบว่ากาลเทศะนั้นก็สำคัญ
แม้ว่าคุณยายจะบอกกับพวกเราว่ายังหนุ่มยังแน่นรีบโกย รีบพาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า ก็คืออย่าประมาทในเรื่องเวลา แต่ถ้าจะให้ดี ลูกหลานทุกท่าน ก็คงเป็นไก่ขันยาม คือรู้กาลเทศะ จะไม่ไปเป็นไก่ที่อยู่ในชาม เป็นไก่ขันยามดีกว่า
ข้อที่ ๒ คือไม่ประมาทในชีวิต เราทราบดีว่าชีวิตนั้นเป็นของน้อย เพราะว่ามัจจุราชไม่มีเครื่องหมายนำหน้า ดังที่พระเจ้าปเสนทิโกศลได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระอัยยิกาของพระองค์มีพระชนมายุถึง ๑๒๐ ปี ตอนนี้สิ้นพระชนม์แล้ว ท่านเป็นที่รักของพระบรมวงศานุวงศ์มากเลย ถ้าหากนำช้างแก้ว ม้าแก้ว รัตนะต่าง ๆ ไปแลกเพื่อไม่ให้พระอัยยิกาสิ้นพระชนม์ ข้าพระองค์ก็จะยอม
พระศาสดาจึงตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เปรียบเหมือนอะไร เหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อปั้น ขณะที่กำลังปั้นอยู่นั่นเอง ภาชนะก็อาจแตกได้ แม้กระทั่งทำเสร็จแล้วหรือปั้นเสร็จแล้ว เมื่อนำออกจากแป้นหมุน ก็อาจแตกได้อีก แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด
ดังเช่นผู้ที่ละโลกไปแล้ว บางคนเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ บางท่านขณะคลอดมาท่าพิสดารไปหน่อย คลอดไม่สำเร็จ เสียชีวิตไป แม้ว่าคนที่รอดมาได้ มานั่งอยู่เช่นพวกเรานี้ ก็ไม่พ้นมัจจุราชเช่นกัน นี่คืออย่าประมาทในชีวิต
ข้อที่ ๓ ไม่ประมาทในวัย พวกเราลองนึกภาพดูนะ มีผู้หญิงคนหนึ่ง มีบุตรอยู่ ๒ คนเล็ก ๆ น่ารัก มีสามี ๑ ท่าน มีคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็พี่ชาย ๑ แต่โชคร้าย ทุกชีวิตมาละโลกไปในเวลาใกล้ ๆ กัน หญิงร้ายผู้นี้ชื่อปฏาจารา แม้เขาเกิดเป็นธิดาเศรษฐี แต่ด้วยบุพเพที่หันเห นางได้หนีไปอยู่ร่วมกับคนใช้อย่างสามีภรรยาในบ้านป่าแห่งหนึ่ง ต่อมานางมีครรภ์ เมื่อครรภ์แก่ใกล้คลอด นางก็กังวล เนื่องจากว่าเป็นท้องแรก ก็นึกว่าจะกลับไปคลอดที่บ้านเกิดให้คุณแม่คุณพ่อช่วยดู
แต่ในระหว่างทางที่จะไปบ้าน สามีได้ตามมาทัน และอ้อนวอนให้นางกลับ แต่นางไม่ยอมกลับ ในขณะนั้นเกิดเจ็บท้อง เป็นอาการใกล้คลอด นางจึงได้คลอดลูกออกมา ณ ที่นั้น พอคลอดเสร็จสามีก็พากลับไปบ้าน
พอตั้งท้องคนที่ ๒ ก็ไม่มั่นใจอีก เพิ่งผ่านการคลอดครั้งแรกก็ไม่มีใครช่วย ครั้งที่ ๒ ก็ตั้งใจอีกว่าจะกลับไปที่บ้านเกิด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวเองและลูกน้อยด้วย ครั้งนี้ก็ไปกับสามี สงสัยที่คลอดจะเหมาะสำหรับกลางทาง ปวดท้องอีกแล้ว ก็จะคลอด คลอดครั้งแรกสามีไม่เห็น แต่ครั้งที่ ๒ แม้ว่าจะมาด้วยกัน ก็ได้แต่ไปดูนะว่าจะคลอดตรงไหนนะ ตัดกิ่งไม้บ้าง ดูจอมปลวกบ้าง ฟ้าฝนก็ตก สายฟ้าก็ฟาดลงมาเปียกทั้งคู่เลย แต่ความเจ็บปวดมีมากกว่าความกลัว
ในขณะที่สามีได้ไปตัดกิ่งไม้ เข้าไปข้าง ๆ จอมปลวก อสูรพิษร้ายก็ฉก นางก็ร้องหาสามีอยู่ตั้งนานเลย ขณะที่ร้องปรากฏว่าเด็กก็คลอดออกมาพอดี แต่เนื่องจากฝนตกแรงมาก ลูกทั้งสองไม่อาจต้านทานกำลังลมและฝนได้ นางจึงเอาเข่าและมือทั้งสองยันลงกับพื้นได้คล่อมตัวลูกทั้งสองไว้ตลอดคืน เพราะเกรงว่าฝนจะถูกตัวลูก นางเสียเลือดทั้งคืน ตัวซีด ปากเขียวหมดเลย
พอรุ่งเช้าก็ฝืนใจ อุ้มทารกน้อย จูงมือคนโต เดินตามหาสามี เห็นสามีนอนตายตัวเขียวไปทั้งร่าง แต่นางก็มุ่งมั่นตัดสินใจว่าจะกลับไปที่บ้าน โดยอุ้มบุตรคนเล็ก แล้วก็จูงคนโตเดินไปด้วยความทุลักทุเล เพราะความเหนื่อยล้า
นางเดินทางมาถึงแม่น้ำตื้น ๆ สายหนึ่ง จึงคิดว่าเราไม่อาจพาลูกไปคราวเดียวกันได้ทั้ง ๒ คน จึงให้ลูกคนโตอยู่ที่ฝั่งนี้ แล้วอุ้มลูกคนเล็กข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ให้นอนบนเบาะเก่า แล้วกลับมารับลูกคนโต ขณะที่นางมาถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาโฉบลูกคนเล็กไปด้วยคิดว่าเป็นชิ้นเนื้อ นางจึงยกมือไล่เหยี่ยว ส่วนลูกคนโตยืนรอแม่อยู่ฝั่งนี้ ได้ยินเสียงแม่และเห็นแม่ยกมือทั้งสองขึ้น ก็นึกว่าแม่เรียก ก็รีบวิ่งลงไปในน้ำ จึงถูกกระแสน้ำพัดพาจมหายไป นางรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ เมื่อขึ้นฝั่งมาได้จึงเดินบ่นรำพึงรำพันไปว่า ลูกชายคนโตถูกน้ำพัดไป คนเล็กก็ถูกเหยี่ยวโฉบไป สามีก็ตายในป่าเปลี่ยว
เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางอก เมื่อทราบว่าคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชายได้ตายไปแล้ว อยู่ในเชิงตะกอนเดียวกันเรียบร้อยแล้ว นางจึงเสียสติ แทบบ้าเลย ใจแทบขาดสะบั้น แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ได้แต่เดินร้องไห้บ่นเพ้อไปว่า บุตร ๒ คนตายเสียแล้ว สามีก็ตายในทางเปลี่ยว มารดาบิดาและพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน
แต่โชคก็เข้าข้างเธอ เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุดแก่มนุษย์ทั้งหลาย ก็ดูในข่ายพระญาณ ก็ทรงเห็นแล้วว่านางสามารถบรรลุธรรมได้ ที่เกิดเหตุเภทภัยอย่างนั้นเพราะว่ากรรมเก่ามาบีบคั้น พระองค์ก็ทรงให้สติกับนาง เรียกชื่อแล้วก็บอกว่าจงได้สติเถอะ นางเองก็ได้ฟังพระธรรมเทศนาก็คลายโศก ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วทูลขอบวช เมื่อบวชแล้วไม่นานก็ได้บรรลุอรหัต เป็นพระอรหันต์เถรีรูปหนึ่ง
นั่นยังอยู่ในสมัยพุทธกาล มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาโปรดนะ ถ้าเป็นใครในยุคนี้ก็คงลำบากเหมือนกันนะ
ข้อที่ ๔ ไม่ประมาทในความไม่มีโรค พวกเราคงรู้จักพระฉันนะ พระฉันนะท่านเป็นพระรูปหนึ่ง หลังจากที่บวชอยู่มาสักพัก ท่านก็ป่วย มีความเจ็บปวดมาก พระสารีบุตรกับพระมหาจุนทะก็ไปเยี่ยม และถามว่าพอทนได้หรือกับทุกขเวทนาที่กำลังเป็นอยู่ พระฉันนะก็บอกว่า ทนไม่ไหวแล้ว ทุกขเวทนาที่กำลังเป็นอยู่นี่ไม่ทุเลาเลย มีแต่กำเริบขึ้น และจะหาศาสตรามาฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากจะมีชีวิตอยู่แล้ว พระสารีบุตรจึงถามปัญหากับพระฉันนะแล้วจึงกลับไป
ครั้นเมื่อพระสารีบุตรกับพระมหาจุนทะกลับไปแล้ว พระฉันนะทนความเจ็บปวดไม่ไหวนะ ก็หาศาตราวุธมาฆ่าตัวตาย ด้วยการตัดคอ ขณะที่ความตายกำลังจะมาถึง ท่านมีสติรู้ตัวว่า เรายังเป็นปุถุชน ก็เกิดสลดใจ ตั้งวิปัสสนาพิจารณาสังขาร สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วก็ปรินิพพาน ลูกหลานยายคงไม่ใช้วิธีนี้นะ เอานั่งสบาย ๆ ก็พอนะ
ข้อที่ ๕ ไม่ประมาทในการงาน หน้าที่การงานของเราก็ทำให้ดีที่สุด แต่การงานทางโลก เมื่อเกษียณอายุหรือว่าถอนโคนออกแล้ว อะไร ๆ ก็ไม่แน่แล้ว ที่แน่ๆ ที่จะนำติดตัวไปได้คือบุญกับบาป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับบุญเท่านั้น มีบุญตำแหน่งก็อยู่ ดังนั้นเราต้องทำการงานทั้งทางโลกและทางธรรมไปด้วย
ข้อที่ ๖ ไม่ประมาทในการศึกษา หน้าที่สำคัญของชีวิต ของลูกหลานยายนักสร้างบารมีอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรารภความเพียร เป็นการศึกษาธรรมะให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดูอย่างคุณยายสมัยก่อน คุณยายเองยังไม่เห็นธรรมะ ก็พยายามนั่ง เดินก็ตรึกไป ใจก็หยุด แล้วเข้าถึงธรรมจนได้ การเข้าถึงธรรมนี่แหละเป็นหน้าที่ที่ควรศึกษาที่สุด
ข้อที่ ๗ ไม่ประมาทในการปฏิบัติธรรม พวกเราได้ท่องคาถาเข้าถึงธรรม ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เมตตามอบให้ทุก ๆ ครั้งในวันอาทิตย์ เราก็คงเอาไปปฏิบัติด้วย ไม่ใช่ว่าอยู่ฟังเทศน์เสียหูตึง ฟังไม่ถนัดแล้ว นั่งขัดสมาธิก็เมื่อยแล้ว อย่างนั้นจะลำบาก จึงควรปฏิบัติธรรม เพราะว่าการปฏิบัติธรรมทำให้เกิดความสุข แก่ตนทั้งในโลกนี้แล้วก็โลกหน้า และเป็นวิธีเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต คือไปที่สุดแห่งธรรม
คุณยายได้อธิษฐานอยู่เรื่อย ๆ ว่าคนที่จะตามคุณยายไปได้ ต้องเป็นผู้ที่มีกาย วาจา ใจที่สะอาด บริสุทธิ์ไม่อยากเด่น ไม่อยากดัง มีความสันโดษ มักน้อย ซื่อสัตย์ ซื่อตรง และที่สำคัญที่สุดปฏิบัติธรรมให้มาก ๆ
วิธีที่จะฝึกให้เป็นคนไม่ประมาท
ข้อ ๑. คือละเว้นกาย วาจา ใจ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ถ้าเราทำผิดทำพลาด อย่าคิดนำไปก่อนว่าจะร้ายแรง เพราะว่ามารเขาจะแทรกผัง ยิ่งคิดผลเสียจะเกิดขึ้นในทางไม่ดี ขอให้เราอยู่ในบุญ เรื่องใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องเล็ก ถ้าคิดนำไปก่อน เรื่องเล็กก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ให้พวกเราได้นำใจมาจรดที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็จะสามารถแก้ไขได้
ข้อที่ ๒. ให้มีสติรำลึกถึงการประพฤติ สุจริตกาย วาจา ใจ เพราะว่าผู้ที่จะสร้างบารมีไปกับคุณยาย หรือไปเกิดร่วมกัน สร้างบารมีร่วมกันได้ตลอด ก็ต้องเป็นผู้ที่มีใจสะอาด คือจะทำอะไรก็ตาม ก็ต้องตั้งใจเอาบุญจริง ๆ เอาบุญอย่างเดียว คนที่ใจสะอาดเท่านั้น ถึงจะอยู่ใกล้ยายได้ ถ้าใจสกปรกล่ะก็ อยู่ด้วยกันไม่ได้ คุณยายบอกว่าเหมือนน้ำกับน้ำมันร่วมกันไม่ได้
และ ๓. ให้มีสติระลึกถึงความทุกข์ในอบายภูมิ พวกเราคงทราบกันดีว่า ขุมแรก ในนรก ความเจ็บปวดพอ ๆ กับ ถูกหอก ๓๐๐ เล่มพร้อม ๆ กัน และเป็นเวลานับล้าน ๆ ปี นานขนาดนั้น อย่างนี้ไม่พบคุณยาย เพราะว่าคุณยายบอกว่าท่านไม่อยากอยู่บนดุสิตนาน อยากเกิดมาในโลกมนุษย์แล้วก็จะได้สร้างบารมีให้มาก ๆ ต่อไป
ข้อ ๔. ระลึกถึงความทุกข์อันเกิดจากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ ในติณกัฏฐสูตร บอกไว้ว่าสังสารวัฏนี้ กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์มีอวิชชากางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้าตลอดกาลนานฉะนั้น ก็เพียงเหตุนี้ พอทีเดียวที่จะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายความกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น คือทุกคนได้เอาร่างตัวเอง ไปเพิ่มแผ่นดิน ที่ป่าช้า ถ้านับกระดูกก็กองเป็นภูเขาทีเดียวนะ
ข้อที่ ๕. มีสติระลึกถึงกรรมฐานภาวนา ที่จะละราคะ โทสะ แล้วก็โมหะ เราต้องคิดว่า ทุกครั้งที่ภาวนา สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง นั้นได้บุญทุกครั้ง สัมมาอะระหัง ทีไรก็ได้บุญทุกที หลับตาทีไรก็ได้บุญทุกที คุณยายบอกว่าเหมือนเอากำปั้นทุบดิน ทุบทีไรก็ถูกทุกที
ทุบเมื่อไหร่ ก็ถูกเมื่อนั้น คือนั่งเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะเข้าถึงธรรมเมื่อนั้น และเมื่อเป็นนักปฏิบัติธรรม ก็ไม่ต้องกลัวว่าใครเขาจะด่า เขาจะว่า ใครไม่เข้าใจก็ช่างเขา คุณยายบอกว่าให้เรานึกว่าเราทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพอใจก็พอแล้ว ทำไปเรื่อย ๆ นึกว่าสำเร็จก็สำเร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะสำเร็จ เหมือนคุณยายได้สร้างวัดให้กับพวกเรา สร้างสำเร็จได้เพราะว่าคุณยายตั้งผังสำเร็จ แล้วก็นึกว่าสำเร็จ
เวลาใดก็ตาม บัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นก็นับว่าได้ขึ้นสู่ปราสาทคือปัญญา ไร้ความเศร้าโศก สามารถมองเห็นประชาชนผู้โง่เขลา ผู้ยังต้องเศร้าโศกอยู่ เสมือนคนยืนอยู่บนยอดเขา มองลงมาก็เห็นคนที่ยืนอยู่บนพื้นดินได้ฉะนั้น
คุณยายเปรียบวัดพระธรรมกายเหมือนกับภูเขา บางคนเห็นภูเขาแล้วก็ไม่กล้าปีน บางคนขึ้นมาแล้วก็มองเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็เกิดอยากได้นั่น อยากได้นี่ ตรงนี้ก็น่าไป ตรงนั้นก็น่าไป ก็ทำให้ตกลงมา คนที่ไม่กล้าปีน ก็คือคนที่เห็นระเบียบวินัยของวัดแล้ว ไม่อยากทำตาม อยากฝืนระเบียบวินัย คุณยายเน้นให้พวกเราว่าเกาะรถให้ดี ๆ นะ อย่าให้ตกลงไปเด็ดขาด ต้องนั่งธรรมะให้มาก และพยายามทำจิตทำใจ ทำตัวให้เป็นบุญ แล้วทำสัมมาอะระหังไปเรื่อย ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่งจะเห็นธรรม
หลวงพี่สรุปว่าลักษณะของความไม่ประมาทก็คือ
ทุจริตะ คือทำเหตุเสีย อยากได้ผลดี
กุสีตะ ไม่ทำเหตุดี แต่จะเอาผลดี
สิถิละ ทำดีเล็กน้อย แต่จะเอาผลดีให้มาก ๆ
สิ่งที่ไม่ควรประมาทก็คือ ไม่ควรประมาทในเรื่องของเวลา ในเรื่องของชีวิต ในเรื่องของวัย ความไม่มีโรค การงาน การศึกษา และการปฏิบัติธรรม
พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้กล่าวไว้ว่า ประกอบเหตุ สังเกตผล ทนเอาเถิด ประเสริฐนัก
คุณยายผู้ไม่ประมาทในธรรม คือไม่ประมาทในเหตุ ตั้งประกอบเหตุที่ดี ด้วยสติรอบคอบเสมอมา สมดังพุทธภาษิตที่มาในมหาปรินิพพานสูตร เป็นปัจฉิมโอวาท ยกเป็นบาลีเทศน์ได้ว่า
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ
ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่าสังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด
และก็ขอฝากคติของหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า
ด้วยความหมั่น มั่นใจไม่ประมาท
รักษาอาตม์ ข่มใจไว้เป็นศรี
ผู้ฉลาดอาจตั้งหลัก พำนักดี
อันห้วงน้ำไม่มีมารังควาน
ก็ขอให้พวกเราได้รำลึกถึงความไม่ประมาทในธรรมของคุณยาย จนได้สร้างวัดพระธรรมกายแห่งนี้ให้พวกเราได้ร่วมสร้างบารมีติดตามคุณยายไป
*********************************** จบ ***********************************