ระลึกชาติ
(ม้วน 1/A)
พระพิเชษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันยิ่งด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา เหล่ากัลยาณมิตร ลูกหลานคุณยายอาจารย์ทุกๆ คน (สาธุ)
บุคคลให้ทานในเขตใด แล้วมีผลมาก พึงเลือกให้ทานในเขตนั้น การเลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญ ทานที่บุคคลให้แล้วในทักขิไนยบุคคลทั้งหลาย ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดีฉันนั้น
เป็นโอวาท เป็นพุทธพจน์ วันนี้เป็นวันพระ เป็นวันแรม ๑๕ ค่ำเดือน ๖ วันอังคารที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ล่วงเวลาจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จขันธ์สู่ปรินิพพานแล้ว ๒๕๔๔ พรรษา พุทธศาสนาที่ได้ปักหลักลงในประเทศไทย การเผยแผ่พุทธศาสนาในประเทศไทย เมื่อมุมมองไปทั่วโลก สิ่งที่ชาวโลกรับรู้ รับทราบอีกประการหนึ่งว่าพุทธศาสนามีความมั่นคงอยู่ในประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง
ในวันนี้จะได้มีโอกาสนำคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย อีกมุมหนึ่ง โดยจะนำเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการระลึกชาติ พวกเราหลายๆ คนคงจะได้มีโอกาสเคยเห็นภาพปฏิทินประจำปีนี้ ก็คือในเรื่องพฤษภาคมนี่เป็นภาพของคุณยายอาจารย์ของเรา ซึ่งกำลังปลูกต้นไม้อยู่ เราเหล่านักรบกองทัพธรรมเคยได้ยิน เคยได้ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติของคุณยาย การที่คุณยายไปสวรรค์หรือไปนรกต่างๆ นี่ เราก็เคยได้ยินมา
ในวันนี้จะได้มีโอกาสที่จะนำเอาพระสูตรบางพระสูตร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติมาให้พวกเราฟังดูบางประการ เรื่องของการระลึกชาตินี่ในประเทศฝั่งตะวันตก ทางแถบอเมริกาเมื่อประมาณ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมานี่ได้มีนักวิชาการหลายท่านนี่ ได้ทำให้โลกของเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาจิตวิญญาณนี่เกิดความตื่นเต้นกันขึ้น ก็คือปรากฏมีนายแพทย์อยู่ท่านหนึ่งนะ ท่านเป็นนักจิตวิทยาบำบัดนี่ ได้มีโอกาสรักษาคนไข้ชื่อแครีน ด้วยจิตบำบัด โดยการสะกดจิต
ในระหว่างที่สะกดจิตครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าได้พบสิ่งที่แปลกใหม่ก็คือคนไข้นี่สามารถจะระลึกชาติได้ นายแพทย์ท่านนี้ก็เลยบันทึกเทปต่างๆ นี่เอาไว้ ถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติถึง ๘๔ ชาติของคนไข้คนนี้ แล้วก็พิมพ์ลงในหนังสือเกี่ยวกับว่าการบำบัดด้วยใช้การสะกดจิต ทำให้วงการจิตวิทยาในสหรัฐนี่เกิดการตื่นเต้นเป็นการใหญ่
ในเนื้อหาสาระที่ได้กล่าวถึงคนไข้ที่ชื่อแค แครอลนั้น บางตอนได้กล่าวถึงการระลึกชาติของคนไข้คนนี้เป็นเรื่องราวที่ชัดเจน บางชาตินั้นก็เกิดเป็นผู้ชาย บางชาติก็เกิดเป็นผู้หญิง พูดถึงสถานที่เกิดในบริเวณพื้นที่นั้น เหตุการณ์ที่ดำเนินชีวิต จนกระทั่งสิ้นชีวิต นายแพทย์ท่านนี้ตอนแรกก็ไม่เชื่อเท่าไหร่ แต่เมื่อมีโอกาสไปตรวจสอบหลักฐานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของคนไข้คนนี้ ก็เกิดความทึ่งใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานั้นมันพ้องกับเหตุการณ์ในอดีตต่างๆ นี่ บางเรื่องการเกิดขึ้นมาหลายสิบปี บางเรื่องก็เกิดขึ้นเป็นร้อยปี บางเรื่องยาวนานถึงประมาณพันปี โดยอาศัยเรื่องราวเกี่ยวกับหนังสือตำราต่างๆ นี่ค้นคว้า
นี่เป็นเรื่องการระลึกชาติของฝรั่งที่เขาตื่นเต้น แล้วก็ตื่นตระหนกกันมากว่าเหตุการณ์อย่างนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเชิงทางวิทยาศาสตร์นี่มันเกิดขึ้นแล้ว แต่เรื่องการระลึกชาติในพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่พวกเรานี่มักจะได้ยินกันเป็นประจำอยู่แล้ว ในฐานะชาวพุทธศาสนานี่ เราหลายๆ ท่านนี่บางทีได้อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ที่ลงเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติของเด็กบางคนก็มี หรือบางทีเป็นผู้ใหญ่ก็มี แล้วก็พาไปดูเหตุการณ์เรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตของเขานี่ บางครั้งก็เป็นไปอย่างแม่นยำ ถูกต้อง แต่บางครั้งสืบไปสืบมาก็กลายเป็นเรื่องโกหกก็มีนะ
ในพระสูตรเกี่ยวกับในพระไตรปิฎกนี่ได้พูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาตินี่ไว้เป็นจำนวนมากมายเลย อย่างเช่นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ทรงระลึกถึงเรื่องการสร้างบารมีของพระองค์นี่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาดกนี่ถึง ๕๕๐ เรื่องก็มี หรือจะเป็นเรื่องที่นอกมาในพระสูตรอื่นๆ นี่ก็มีอีกตั้งเยอะแยะ
มีเรื่องราวอยู่ในพระสูตรหนึ่งที่เราเคยได้ยินว่าเทพธิดาท่านหนึ่งนี่ กำลังเด็ดดอกไม้อยู่ในสรวงสวรรค์กับเพื่อนๆ ที่เป็นเทพธิดาด้วยกัน ในขณะที่เด็ดดอกไม้อยู่นั้น ปรากฏว่าได้จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี่ ลงมาสู่ในเรือนที่มีตระกูลแห่งหนึ่งนะ พอตอนเกิดขึ้นมาก็สามารถระลึกชาติได้เลยนะ แล้วจนกระทั่งตัวเองนั้นอายุได้ ๑๖ ปี ก็มีเรือน ในระหว่างนี้ หญิงสาวคนนี้ก็ทำบุญทำทานแล้วก็รักษาศีล หาโอกาสนี่ทำบุญด้วยดอกไม้บ้าง ถวายภัตตาหาร ถวายผ้า ปัจจัย ๔ แด่พระภิกษุสงฆ์นี่อยู่ตลอด
แต่ทุกครั้งที่หญิงสาวคนนี้นี่ได้ถวายนี่ ก็จะอธิษฐานบอกว่าขอให้ผลทานที่ตนเองทำนี้ จงเป็นปัจจัยส่งให้ตัวเองนี่กลับไปสู่สำนักของสามี จึงทำให้หญิงสาวคนนี้นี่ได้ชื่อว่าปติปูชิกา ซึ่งหมายถึงว่าเป็นบุคคลที่บูชาสามี เมื่อหญิงสาวคนนี้ได้อยู่ครองเรือนจนกระทั่งมีบุตรครบ ๔ คน ต่อมาก็สิ้นชีวิตลง พระภิกษุสงฆ์ก็สนทนากันว่าหญิงสาวคนนี้ตายแล้วไปไหน ก็ไปกราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสตอบกับหมู่ภิกษุว่า
บัดนี้หญิงคนนี้ได้กลับไปสู่สำนักของเทพบุตรนั้นที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว อันนี้เป็นตัวอย่างของเรื่องการระลึกชาติที่เป็นแบบสัมมาทิฏฐิ ก็คือสามารถระลึกชาติแล้วนี่ ก็ประกอบด้วยบุญ ประกอบกุศลต่างๆ นี่ ยังผลให้ตัวเองนั้นกลับไปสู่สุคติได้
มีอีกตัวอย่างๆ นะ ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับการระลึกชาติที่น่าสนใจอีก ก็คือมีสมัยหนึ่งนี่มีพระเจ้าแผ่นดินท่านหนึ่ง เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการรบเป็นอย่างมาก ในคืนวันเพ็ญวันหนึ่งนี่ ท่านได้เห็นพระจันทร์เต็มดวง ก็มีความสบายใจ ก็เลยปรึกษากับอำมาตย์ที่เป็นที่ปรึกษาทั้ง ๓ ท่านนะ ว่าคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงนี่ เราจะไปเที่ยวที่ไหนดี
อำมาตย์ท่านหนึ่งก็บอกว่าขอให้พระราชานี่ทรงจัดกองทัพไปรบกับข้าศึกตามหัวเมืองต่างๆ ที่ยังไม่ได้ขึ้นตรงต่อเมืองของเรานะ พระราชาได้ยินอย่างนั้นก็บอกว่าอย่าเลย ประชาชนทั้งหลายนี่จะเดือดร้อน แล้วก็ทรงนิ่ง
อำมาตย์อีกท่านหนึ่งก็เลยทูลบอกว่าถ้าอย่างนั้น การรบนี่เป็นเรื่องที่โหดร้าย ทารุณแล้วก็ต้องเสียกำลังคน เสียกำลังทรัพย์มาก ในเมื่อเรามีทรัพย์สมบัติแล้ว ทำไมเราไม่แสวงหาทรัพย์สมบัตินั้นด้วยการจัดงานรื่นเริง แล้วก็หาสตรีสวยๆ นี่มาให้ความสุขกับพวกเรา หาสุราที่อร่อยๆ นี่มาดื่มกินกันล่ะ พระราชาได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งอีกนะ ไม่ตรัสว่าอย่างไร
อำมาตย์อีกท่านหนึ่งชื่ออำมาตย์วิชัย ก็เลยทูลกราบบอกว่าถ้าอย่างนั้นเราไปหานักปราชญ์ผู้ทรงความรู้กันนี่ แล้วไปสนทนาธรรมกับท่านดีไหมพระเจ้าข้า เพราะได้ทราบข่าวว่าท่านนักบวชท่านนี้นี่เป็นปริชก เป็นพระอรหันต์ น่าจะไปกราบท่าน พระราชาก็เห็นด้วย ก็จัดขบวนทัพไป
เมื่อได้สนทนากับปริชกแล้วนี่ ได้พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ก็เลยมีคำถามอยู่คำถามหนึ่งว่าการที่คนเราทำความดีทำความชั่วนี่มันมีผลไหมท่านอาจารย์ ฝ่ายปริชกก็บอกว่าอ๋อ เรื่องการทำความดีนี่มันไม่ดีหรอก คนเรานี่เมื่อทำความชั่วหรือทำความดีนี่ พอทำไปถึงระยะหนึ่งแล้ว ประมาณ ๘๔ กัป ทุกคนก็จะบริสุทธิ์หมด เพราะงั้นผลของการทำความชั่วความดีนี่มันไม่มี
พระราชาได้ยินอย่างนั้นก็ถูกใจ พอถูกใจอย่างนี้ก็บอกอ๋อ ถ้าอย่างนั้นสมัยก่อนที่เราเคยคิดว่าเรื่องการมีความดี การมีความชั่วที่ทำบาปนั้นน่ะ เราคิดผิดไปแล้ว ตอนนี้เราเจอพระอรหันต์แล้ว ท่านบอกอย่างนี้ เราจะเลิก การที่จะออกราชการแล้วมาหาความสุขเองดีกว่า ก็เลยสั่งให้ข้าราชบริภารทั้งหลายนี่ได้จัดงานรื่นเริงภายในพระราชวัง แล้วก็ไปหาสตรีต่างๆ พร้อมกับสุรานี่มาเลี้ยงในพระราชวัง เสร็จแล้วพระราชาก็ไม่ได้ออกว่าราชการเลย
จนกระทั่งถึงวันพระ พระราชธิดารุจินี่ ซึ่งเป็นผู้ที่ใฝ่ฝักในธรรมะก็เข้ามากราบทูลพระราชาให้ทรงทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับบุญ เรื่องราวเกี่ยวกับบาป พระราชาด้วยความเอ็นดูก็เลยบอกว่าลูก สมัยก่อนที่พ่อให้เจ้าครั้งละ ๑ พันเหรียญกหาปนะน่ะ ให้เจ้าไปทำบุญนั่นน่ะ พ่อว่าพ่อคิดผิดแล้ว ทำไมขณะที่ลูกเป็นสาวๆ ลูกทำไมไม่หาความสุขเหมือนอย่างพ่อที่ทำอยู่ในขณะนี้ล่ะ เพราะพ่อไปถามพระอรหันต์แล้วนี่ ท่านบอกว่าการทำความดีมันไม่มีผลหรอก การทำความชั่วมันก็ไม่มีผล เมื่อพอไปถึงระยะหนึ่งแล้วทุกท่านก็จะบริสุทธิ์นะ เทพธิดาก็เลยบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นพระเจ้าค่ะ
ในขณะนั้นมีขอทานอยู่คนหนึ่งได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชาได้ตรัสกับเทพธิดาก็ร้องไห้ ส่งเสียงดังเลย พระราชาก็ให้คนไปถาม ขอทานนั้นก็บอกว่ากระผมขอยืนยันเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องบาปบุญคุณโทษมันไม่มี เพราะกระผมนี่สามารถจะระลึกชาติได้ ๑ ชาติ สมัยก่อนนี่กระผมนี่เป็นเศรษฐีในเมืองแห่งหนึ่ง ตั้งใจหมั่นทำบุญทำทาน แล้วทำไมมาเกิดมาชาตินี้นี่ กระผมถึงกลายเป็นขอทานล่ะ และไอ้ความดีที่ผมทำในสมัยเป็นเศรษฐีนี่ ตั้งใจทำบุญทำทาน มันทำไมถึงไม่ส่งผลให้กับผม
พระราชาได้อย่างนั้น นี่ลูก เห็นไหมนี่ มีขอทานเขามาบอกกับพ่อว่าอย่างนี้นี่ ฝ่ายอำมาตย์อีกท่านหนึ่งก็บอกว่าพระเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันว่าในสมัยก่อนข้าพเจ้าก็ระลึกชาติได้ว่าในชาติหนึ่งข้าพเจ้าเป็นคนฆ่าวัวฆ่าโค เอาเนื้อมาขายในตลาด ทำกรรมอยู่อย่างนี้ตลอดชีวิตเลย แต่ทำไมผลกรรมที่ข้าพเจ้าทำชั่วอยู่ตลอดเวลาน่ะมันไม่เห็นส่งผล กลับมาชาตินี้ข้าพเจ้ากลับได้ดำรงเป็นอำมาตย์ เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่นี่ งั้นผลของการทำความดีความชั่ว กระผมขอยืนยันว่ามันไม่มีจริงพระเจ้าค่ะ
พระราชาได้ยินอย่างนั้นก็บอกเลยนี่ เห็นไหมลูก ๒ คนยืนยันแล้วว่าระลึกชาติได้นี่ มองดูแล้วผลของความดีความชั่วมันไม่มีหรอก ฝ่ายาลูกสาวพระราชธิดาก็บอกว่าการที่ ๒ คนนั้นน่ะระลึกชาติได้เพียงแค่ชาติเดียวนี่มันยังไม่ถูกต้องพระเจ้าค่ะ เพราะว่าการที่ขอทานเขาระลึกชาติได้นี่ว่าสมัยหนึ่งเป็นเศรษฐีแล้วนี่ อดีตชาติของเศรษฐีคนนี้ครั้งหนึ่งเคยทำวิบากกรรมกับพระอรหันต์รูปหนึ่ง และผลจากการที่ตัวเองทำวิบากกรรมตรงนี้นี่ จึงส่งผลให้มาถึงภพชาตินี้นี่กลายเป็นขอทาน
ส่วนท่านอำมาตย์ที่ว่าเมื่อก่อนเคยเป็นคนฆ่าโคนั้นน่ะ เพราะว่าในสมัยชาติหนึ่งตัวเองไปทำผิด เคยไปทำผิด แล้วก็เคยทำความดีด้วย ก็คือได้เอาดอกไม้นี่อังกาบไปบูชาที่พระสถูปเจดีย์ และผลบุญจากที่บูชาพระเจดีย์นี้จึงส่งผลมาในชาตินี้ทำให้ตัวเองนั้นเป็นอำมาตย์
พระราชาได้ยินอย่างนั้น ก็ด้วยความเอ็นดูก็บอกลูกนะ พ่อว่าไอ้เรื่องบาปกรรมมันไม่มีจริงหรอก ๒ คนก็ยืนยัน งั้นให้ลูกนี่ที่ไปยืนยันว่าลูกระลึกชาติได้ถึง ๑๔ ชาติ พ่อว่ามันก็แล้วๆ ไปก็แล้วกัน ว่าแล้วพระราชาก็เสวยสุขอยู่ในพระราชวังต่อ
ฝ่ายราชธิดานี่ได้ยินอย่างนั้นก็ไม่สบายใจ ส่วนพ่อตัวเองตอนนี้เป็นมิจฉาทิฏฐินะ ก็เลยได้แต่ภาวนาแล้วก็บูชาว่า ถ้าหากว่าท่านผู้ที่มีฤทธิ์ มีคุณแล้วนี่ สามารถจะปราบทิฏฐิของพ่อของตัวเองได้นี่ ก็ขอให้นี่ได้ดลบันดาลมาช่วยด้วย
ในขณะนั้นพระพรหมที่นามชื่อว่านาราถะนี่ ท่านได้ทราบด้วยญาณของท่าน ก็เลยเหาะมาจากสรวงสวรรค์ชั้นพรหมลงมาสู่เมืองมนุษย์ แล้วก็มาปรากฏต่อหน้าพระราชา ในขณะนั้นก็บรรดาให้เกิดแสงสว่างขึ้นในพระราชวัง พระราชาเห็นแสงสว่างขึ้นก็ตกพระทัย เกิดความกลัวต่อมรณภาพขึ้น เพราะว่าคิดว่าแสงสว่างนี้จะมาทำร้ายตัวเอง ก็เลยถามบอกว่าท่านเป็นใครนะ เป็นเทวดา หรือว่าเป็นอสูร หรือว่าเป็นคนธรรพ์นะ
พระพรหมก็เลยบอกว่าข้าพเจ้าเป็นพระพรหม ที่จะมาคราวนี้ก็จะมาเตือนท่านว่าเรื่องการทำความดีความชั่วนั้นมันมีจริง พระราชาก็บอกเออ ถ้ามีจริงอย่างนั้นข้าพเจ้าขอยืมทอง ๑๐๐ ชั่งนะ ขอยืมทอง ๑๐๐ ชั่งกับท่านก็แล้วกัน แล้วชาติหน้าจะใช้คืน พระพรหมบอกเรื่องอะไรจะให้ยืม เพราะท่านยืมทองไป ๑๐๐ ชั่งแล้วนี่ ท่านไม่มีโอกาสคืนข้าพเจ้าหรอก อ้าว พระราชาบอกอ้าว ก็ชาติหน้าข้าพเจ้าสัญญาว่าจะคืนไง พระพรหมบอกท่านจะคืนได้ไง เพราะว่าท่านมัวแต่หลงไหลดื่มสุรานารีอยู่ในขณะนี้นี่ กรรมที่ท่านทำอยู่ด้วยการไปฉุดคร่าผู้หญิงคนอื่นนะ ฆ่าลูก พรากสามีเขามา พรากพ่อแม่เขามานี่ มันเป็นกรรม ท่านทำกรรมอย่างนี้ก็ตกนรก แล้วเมื่อตกนรกแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ข้าพเจ้า งั้นข้าพเจ้าไม่ให้
แล้วก็ชี้แจงต่างๆ นานา จนกระทั่งทำให้พระราชานั้นเกิดความเกรงกลัวต่อนรก ก็เลยถามว่าหนทางที่จะทำความดีนั้นทำยังไง พระพรหมท่านก็ได้แสดงให้ธรรมว่าเพื่อให้รู้จักการรักษาศีล แล้วก็ทำทานอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำได้อย่างนี้แล้ว ก็จะมีสุคติเป็นที่ไป
เพราะงั้นตัวอย่างที่ ๒ นี่จะเห็นว่าการระลึกชาติของคนบางคนเพียงแค่ในระยะสั้นสามารถทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิได้ คนที่ไม่ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับความจริง ในเรื่องราวเกี่ยวกับกฎแห่งกรรม ก็ไปเหมาเอาว่าคนที่ทำความดีมาตั้งมากมายนั้นน่ะ มันไม่มีหรอก หรือคนที่ทำความชั่วมากๆ แล้วมันบอกว่าไม่เห็นได้รับโทษสักทีหนึ่ง ก็เลยไม่เชื่อ นั้นเป็นตัวอย่างๆ หนึ่งที่ว่าการระลึกชาติและทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิ จนกระทั่งได้กัลยาณมิตรก็คือพระราชธิดา แล้วก็*นาราถะพรหมนี่มาเป็นกัลยาณมิตร ทำให้พระราชานั้นได้สำนึก เพราะงั้นสิ่งต่างๆ ที่ได้ยินมานี้เป็นเรื่องการระลึกชาติ
ย้อนมาถึงภาพของคุณยายอาจารย์ของเรา ในสมัยที่ท่านกำลังดายหญ้าอยู่ข้างกุฏิ วันหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็เดินมา มาด้านหลัง กำลังเห็นคุณยายกำลังดายหญ้าอยู่แล้วก็ถอนหญ้า เห็นอยู่ ก็รออยู่สักครู่หนึ่ง คุณยายเห็นก็เหลียวหลังมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะก็ถาม ยาย ยายก็อายุมากแล้วนี่ ยายถอนหญ้าไม่เหนื่อยหรือ คุณยายก็ตอบพระเดชพระคุณหลวงพ่อว่า อ๋อ ยายไม่เหนื่อยหรอก เพราะเวลาถอนหญ้าไปนี่ ยายก็ตรึกธรรมะไปด้วย
พระเดชพระคุณก็ถามต่อ แล้วคุณยายตรึกเรื่องอะไรล่ะ คุณยายก็บอกว่ายายก็ระลึกชาติไปดูว่าในอดีตชาติพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านสร้างบารมีอย่างไร พระปัจเจกพุทธเจ้านี่ท่านสร้างบารมีอย่างไร พระอรหันตเจ้าท่านสร้างบารมีอย่างไร แล้วยายก็เอามาตรวจดูนะ ยายก็เอามาตรวจดู แล้วยายก็พิจารณาว่าการสร้างบารมีของบัณฑิตในกาลก่อนนี่ ท่านมีวิธีการยังไง และยายก็เอามาใช้นะ จนกระทั่งยายสร้างวัด ทำงานใหญ่ๆ ต่างๆ ได้ ก็เป็นแบบอย่าง
ก็คุณธรรมบางอย่างนี่เราก็จะได้เอาเป็นแบบอย่างนะ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ทรงสร้างบารมีนั้น เป็นต้นแบบให้ดู นี่เป็นตัวอย่างว่าคุณยายระลึกชาตินี่ ระลึกย้อนไปดูการระลึกชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าเราได้ฟังแค่นี้นี่ เราก็ยังรู้สึกเฉยๆ เราลองมาดูว่าการระลึกชาติไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์น่ะ การระลึกชาติได้น่ะมันไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายๆ เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แต่ละพระองค์สร้างบารมีมานี่ บางพระองค์ใช้เวลาถึง ๒๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป บางพระองค์ก็สร้างบารมีถึง ๔๐ อสงไขยแสนมหากัป บางพระองค์ก็สร้างบารมีมาถึง ๘๐ อสงไขยแสนมหากัป ดูที่ระยะเวลาที่พระองค์ทรงสร้างบารมี มันช่างยาวนานเหลือเกิน
และมหาปทานสูตรนี่ ในอังคุตตระนิกายยังได้กล่าวอีกว่าการระลึกชาติของคนทั่วๆ ไป หรือพวกเดียรถี สามารถระลึกชาติได้ถึง ๔๐ ชาติ บางท่านก็ได้ ๕๐๐ ชาติ ส่วนพระอรหันต์นี่ท่านสามารถสร้างบารมีนี่ก่อนจะมาเป็นพระอรหันต์อย่างน้อยที่สุดก็ต้องแสนอสงไขย เพราะงั้นท่านสามารถระลึกชาติได้ถึงแสนอสงไขยเหมือนกัน
ส่วนพระอสีตินะ สร้างบารมีมา ๑ อสงไขยกับแสนมหากัป เพราะงั้นเวลาระลึกชาตินี่ ก็ระลึกชาติได้ ๑ อสงไขยแสนมหากัป ก็เช่นพระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ ทรงระลึกชาติได้ถึง ๒ อสงไขยกับอีกแสนมหากัป เป็นระยะเวลาที่พระองค์ทรงสร้างบารมี ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นทรงระลึกชาติได้อย่างไม่มีประมาณ สามารถระลึกชาติไปตลอดเลย
พอเรามาได้ฟังอย่างนี้แล้วนี่ ระยะเวลาการระลึกชาติที่เรียกว่าเป็นกัป เป็นอสงไขยมันยาวนานขนาดไหน คำว่ากัปนี่เป็นหน่วย หน่วยที่วัดระยะเวลา โดยมีคำเปรียบเทียบว่า ๑ กัปนั้นน่ะ อุปมาเหมือนมีภูเขาแท่งทึบ ซึ่งมีรัศมี ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ แล้วก็สูง ๑ โยชน์ ใน ๑๐๐ ปีทิพย์ มีเทพธิดาเอาผ้าบางๆ ขนาดเท่ากับควันบุหรี่มาลูบทีหนึ่ง จนกว่าภูเขานี้จะเรียบสนิทกับพื้นนั้น นั่นคือระยะเวลา ๑ กัปนะ
ส่วนอสงไขยนะ เป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก บางท่านก็อุปมาว่าเหมือนกับเอา ๑ คูณด้วย ๑๐ ยกกำลังร้อยสี่สิบ หรือจะอุปมาเหมือนกับว่าระยะเวลานะ ที่ฝนตกอยู่ในชมพูทวีปนี่ เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันถึง ๓ ปี ท่วมไปเลย มีภูเขาแท่งทึบ มีลูกเต๋าลูกบาศ์กนี่รองรับฝนตกตลอด ๓ ปี เต็มเมื่อไหร่นั่นคือระยะเวลา ๑ อสงไขย
คราวนี้ ระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้นี่ ถ้าเราฟังดูแล้วนี่ การที่คุณยายใช้เวลาระลึกชาติไปขนาดนี้ ลองคิดดูซิว่ายาวนานขนาดไหน เพราะคำว่า ๑ มหากัปนี่ ก็คือในระยะเวลาที่โลกของเรานี่แบ่งออกมาเป็น ๔ ระยะ ก็คือ
ในระยะหนึ่งที่โลกถูกทำลายไปแล้วนะ เป็นระยะที่ ๑
พอระยะที่ ๒ โลกก็เริ่มจากธาตุทั้ง ๔ มารวมกัน จนกระทั่งจับเป็นก้อนนะ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟนี่ จับกันเป็นก้อนวัตถุ ขึ้นเป็นระยะที่ ๒
ระยะที่ ๓ คือเป็นระยะที่โลกกำลังเจริญ ก็จะมีพวกต้นไม้ ภูเขาอะไรต่างๆ แล้วก็มีประชาชนอาศัยอยู่
ส่วนในระยะที่ ๔ ก็คือโลกถูกทำลาย
เพราะงั้นในระยะเวลาแต่ละช่วง ก็จะมีระยะเวลาที่มีมนุษย์มาเกิด นับตั้งแต่มีอายุนี่ประมาณ ๑ แสนปี แล้วค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ นะ จากแสนก็ ๙ หมื่น ๘ หมื่น ๗ หมื่น ลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอายุเหลือเพียงแค่ ๑๐ ปี แล้วจาก ๑๐ ปีนี่ก็ค่อยอายุเพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นนะ จนอายุเท่ากับแสนเท่าเป็น ๑ รอบ ใน ๑ รอบนี่นับดูถึง ๖๔ ครั้ง เป็นช่วงระยะเวลาที่เรียกว่า ๖๔ อันตระกัป เพราะงั้นใน ๔ ช่วงนี่ ซึ่งแบ่งเป็น ๖๔ (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
คิดดูซิว่าระลึกทีหนึ่งไปถึงการส้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ แต่ละพระองค์นั้นมันใช้ความสามารถขนาดไหน เมื่อเราได้ยินอย่างนี้แล้วนี่ เราก็ลองมาดูว่าเอ๊ะ ไอ้การระลึกชาตินี่มันระลึกยากไหม
มีอยู่คราวหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ถามคุณยาย ยาย ไอ้เรื่องการระลึกชาตินี่ ยายทำยังไง คุณยายก็บอก มันจะยากอะไร ท่านก็นึกถึงองค์พระซิ นึกองค์พระใสๆ สว่างๆ แล้วเข้ากลางไปเรื่อยๆ ครั้นพอเข้ากลางไปเห็นความสว่าง ความสว่างเท่ากับดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งพอไหม ยายบอกไม่พอนะ ยายบอกต้องเอาดวงอาทิตย์เป็นดวงๆ เป็นพันดวงมาเรียงซ้อนๆ ญาณที่สว่างที่เกิดขึ้นในขณะนั้นน่ะ ก็ศึกษาวิชชาธรรมกายไปเรื่อยๆ ถึงจะสามารถระลึกชาติไปดู อาศัยแสงสว่างขององค์พระธรรมกายที่ละเอียดซ้อนเข้าไป เราก็ไปดู นี่ นี่คือวิธีการระลึกชาติ
เพราะงั้นสิ่งที่กล่าวมาอย่างนี้แล้ว เมื่อเราได้ยินอย่างนี้ คุณธรรมของคุณยายนี่ ไม่ว่าจะเป็นธรรมะที่ละเอียด เราเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับการที่คุณยายนี่ไปช่วยพ่อขึ้นจากนรก หรือการที่คุณยายไปช่วยบุคคลทั้งหลายที่มาขอบุญ เกี่ยวกับเรื่องว่าตายไปแล้วไปอยู่ที่ภพภูมิไหน แล้วคุณยายก็เอาบุญไปช่วย เป็นเรื่องที่เราได้ยินปกติ
แต่วิธีการระลึกชาตินี่ เรามักจะไม่ค่อยได้ยินกัน เพราะงั้นในวันนี้เราได้ยินก็ถือว่าเป็นโอกาสดีของพวกเราที่จะได้ทราบว่าคุณธรรมอย่างน้อยประการหนึ่ง ที่พวกเราเวลาสร้างบารมีที่บอกว่าได้บุญใหญ่บุญใหญ่ เป็นเพราะว่าคุณยายอาจารย์นะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็ระลึกชาติไปดูว่าการสร้างบารมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของปัจเจกพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ หรือบัณฑิตในกาลก่อน สร้างบารมีอย่างไร และทำยังไงถึงจะให้ได้บุญเยอะๆ ก็ไปดูวิธีการ แล้วก็จำลองออกมา
จนกระทั่งเป็นงานบุญที่มหัศจรรย์เกิดขึ้นให้กับพวกเราหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นบุญที่เกิดจากการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ก็ดี ที่พวกเราได้อุตส่าห์นะ ช่วยกันตั้งแต่ฐานราก จนกระทั่งนี่บัดนี้องค์พระเจดีย์ภายนอกนี่ ก็สำเร็จนะ ในระดับหนึ่งแล้ว หรือจะเป็นบุญใหญ่ที่เราได้สร้างสภาธรรมกายสากล ที่เราไว้ใช้ประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วก็จัดงานให้กับพวกเรา เราลองคิดดูว่าสมัยก่อนที่เราไม่มีสภาธรรมกายสากล เวลาเราจัดงานทีหนึ่งนี่ เกิดฝนตก พวกเราก็คงจะจำภาพที่พวกเรายังเปียกปอนกัน ถึงกับพวกอุบาสก อุบาสิกา และก็หลายๆ คนมาช่วยกันวิดน้ำบ้าง แต่บัดนี้สภาธรรมกายสากลของเราก็สำเร็จขึ้นมาอีกในระดับหนึ่ง นั่นก็เป็นบุญใหญ่ หรือจะเป็นมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีที่เราได้ลงเสาเข็มไปแล้ว ตอกเสาเข็มเสร็จเรียบร้อย แล้วก็จะเตรียมที่จะดำเนินการมหาวิหารพระมงคลเทพมุนีในเร็วๆ นี้อีก
บุญอย่างนี้นี่พวกเราเกิดมากี่ภพกี่ชาติเราเคยได้ยินไหม หรืออย่างที่เมื่อเร็วๆ นี้ ที่เราได้มีโอกาสจัดงาน นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้มาสอบพระแท้ ถึงเป็นจำนวนเป็นเรือนแสน ในชีวิตของเราจะมีโอกาสสร้างบุญใหญ่ๆ อย่างกันได้ขนาดนี้ไหม เพราะงั้นบุญใหญ่ๆ ที่ว่านี่ก็คือสิ่งที่คุณยายไปจำลองเอามา พระเดชพระคุณหลวงพ่อจำลองมา เพื่อที่จะอยากจะให้พวกเรานี่ได้บุญใหญ่ๆ กัน
เพราะงั้นในวันนี้คุณธรรมประการหนึ่งของคุณยายที่เกี่ยวกับการระลึกชาตินี่ ก็เป็นไปเพื่อการสร้างบารมี ไม่ใช่เป็นเพื่อที่จะอวดดูว่าตัวเองนั้นเป็นผู้ที่ทรงอภิญญา จึงทำให้พวกเราทั้งหลายลูกๆ หลานๆ ได้บุญใหญ่กัน
อีกประการหนึ่ง การระลึกชาติของคุณยายนี่เป็นเรื่องราวของที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่ทำให้พวกเราทั้งหลายนี่ได้มีโอกาสสร้างบารมีกัน ให้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งไหนเป็นบุญ สิ่งไหนเป็นบาป และเราก็สร้างบารมีกัน ในขณะที่คนอื่นเขาสร้างบารมีกันแบบไปตามกำลง แต่พวกเราสร้างบารมีแบบสุดกำลัง เพราะว่าเราจะเอาบุญใหญ่ เราจะเอาบารมีจนกระทั่งไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม
เพราะงั้นในวาระสุดท้ายนี้ เพื่อที่เราจะได้เจริญรอยตามเหมือนอย่างคุณยายอาจารย์ ขอให้พวกเราทุกๆ คนให้พวกเราหลับตาเจริญภาวนากันสักครู่หนึ่งนะ ให้พวกเราทั้งหลายปรับร่างกายของเรานั้นให้สบาย ให้ร่างกายของเราผ่อนคลาย แล้วเราก็นึกน้อมระลึกถึงบุญกุศลทั้งหลายของเรา ที่เกิดจากการที่เราได้สร้างสภาธรรมกายสากล สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี แล้วก็สิ่งที่เนื่องด้วยสิ่งมหัศจรรย์ทั้ง ๓ อย่าง หรือจะเป็นบุญที่เนื่องด้วยของคุณยายอาจารย์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นมหารัตนสุวรรณภูษาที่อยู่ต่อหน้าของเรา ก็ล้วนแล้วแต่สำเร็จด้วยมือของพวกเรา ที่เราได้สร้างบารมีกัน
เพราะงั้นให้เราน้อมระลึกถึงภาพการสร้างบารมีของเราตั้งแต่ต้น เห็นเป็นภาพปรากฏขึ้นที่ศูนย์กลางกายของเรา ท่านใดที่สามารถน้อมระลึกเป็นดวงธรรมได้ ก็เอาใจจรดนิ่งไปในกลางดวงธรรมของเรา ท่านใดที่สามารถจะน้อมระลึกถึงเป็นพระองค์ได้ ก็เอาใจจรดนิ่งไปในกลางองค์พระ ปล่อยใจให้ไหลลงไปในกลาง กลางของกลางองค์พระ กลางของกลางดวงธรรม หรือกลางของกลางความสงบนิ่งที่เราเข้าถึงแต่ละสภาวธรรม เราก็ใจจรดนิ่ง ให้เข้ากลางของกลาง กลางของกลางไปเรื่อยๆ
ต่อจากนั้นให้เรานึกน้อมระลึกถึงผลบุญที่เกิดจากการสร้างทานบารมี เกิดจากการรักษาศีล เกิดจากการภาวนา เกิดจากการฟังธรรมกันมาอย่างสม่ำเสมอ ให้กระแสบุญทั้งปวงนี้มารวมตัวกันที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้เป็นดวงบุญที่ใส สว่าง ประดุจเอาดวงอาทิตย์เป็นดวง ดวง ดวง เรียงที่ศูนย์กลางกาย แล้วเราก็นึกอธิษฐาน ใจจรดนิ่ง
ท่านใดที่เข้า ระลึกถึงภาพคุณยายได้ ก็น้อมระลึกภาพคุณยายอาจารย์ให้ปรากฏขึ้น คุณยายอาจารย์ของเรานั้นเป็นทาง หรือเป็นฐานทัพขององค์พระธรรมกายที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน เพราะงั้นทุกคำที่เราได้อธิษฐานในกลางของคุณยาย คุณยายก็จะช่วยคุมบุญถึงตรงต่อพระนิพพาน ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต่อองค์พระธรรมกายซ้อนละเอียด เพราะงั้นให้เรานึกอธิษฐานกันดีๆ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤษภาคม\44-05-22 FW-AAT.doc