ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

แสวงหาโมกขธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระพรชัย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่หลวงพี่จะได้มาแสดงธรรมเพื่อเป็นทัศนานุปทานแด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเราทุกคนนะ หากจะกล่าวถึงการแสวงหาแล้ว มีผู้รู้กล่าวไว้ว่าบุคคลมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่แสวงหาสิ่งใด เขาย่อมได้พบสิ่งนั้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทุชนแสวงหาแต่ทางที่จะทำความชั่ว ก็ได้พบความชั่ว สาธุชนแสวงหาแต่ทางที่จะทำความดี ก็ได้พบความดี นักปราชญ์แสวงหาแต่ทางปัญญา ก็ได้พบปัญญา มุนีผู้ใฝ่สงบ มุ่งความสงบ ก็ได้รับความสงบเย็นใจ อันการแสวงหานั้นที่ประเสริฐก็มี ที่ไม่ประเสริฐก็มี โดยปริยายเบื้องต่ำ สัมมาอาชีวะเป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ มิจฉาอาชีวะเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ โดยปริยายเบื้องสูง การแสวงหาอามิสคือลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุขไม่ประเสริฐ การแสวงหาธรรมะประเสริฐ การแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาไม่ประเสริฐ การแสวงหาสิ่งที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ ความต้องการออกจากโลกเป็นโลกุตระชนนั้น เป็นทัศนะและเป็นอุดมคติของนักปราชญ์ ดังเรื่องของอุปติสสะและโกลิตะ ที่ออกแสวงหาโมกขธรรมเพราะเล็งเห็นด้วยปัญญาอันชอบว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ควรเข้าไปยึดมั่น ถือมั่น สิ่งที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น สิ่งนั้นก่อให้เกิดทุกข์เสียทุกครั้งไป ความสุขเล็กน้อยไม่พอกับความทุกข์ที่กระหน่ำอยู่ทุกเวลามิได้เว้น นับถอยหลังไปในสมัยพุทธกาล อุปติสสะและโกลิตะเกิดในครอบครัวพราหมณ์มหาศาล ทั้ง ๒ ตระกูลนี้เป็นสหายเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้นบรรพบุรุษ และทั้ง ๒ ท่านนี้ก็มีอายุอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกันจึงเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเติบโตขึ้นทั้ง ๒ ได้ศึกษาศิลปศาสตร์วิทยา อันเป็นทางนำมาซึ่งการเลี้ยงชีพ และเป็นทางนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศสำเร็จทุกประการ เขาชอบไปดูมหรสพทั้งในเมืองราชคฤห์และบนยอดเขา ย่อมหัวเราะในที่ควรหัวเราะ เศร้าสลดในที่ควรเศร้าสลด และให้รางวัลแก่ผู้แสดงที่ตนชอบ ต่อมาวันหนึ่งขณะที่ทั้ง ๒ นั่งดูมหรสพอยู่บนยอดเขา ก็ความที่ทั้ง ๒ ได้อบรมบารมีมาอย่างแก่กล้าแล้ว จึงให้มีความรู้สึกว่ามหรสพนี้มีอะไรน่าดูบ้าง มีอะไรที่เป็นสาระบ้าง คนเหล่านี้ทั้งหมดทั้งคนแสดงและคนดูมีอายุไม่ถึงร้อยปีก็จะต้องตายกันหมด เราน่าจะแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์ อันเกิดจากความแก่ เจ็บ และตาย ความทุกข์จากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ เมื่อคิดดังนี้จึงไม่มีอาการร่าเริงสนุกสนานอย่างวันก่อน อุปติสสะนั่งเฉยเหมือนคิดอะไรอย่างหนึ่งอย่างลึกซึ้ง โกลิตะเห็นอาการของเพื่อนแปลกไปอย่างนั้นจึงถาม อุปติสสะจึงเล่าความรู้สึกของตนออกไป โกลิตะบอกว่าตัวของเราเองก็มีความรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน คือรู้สึกว่าความเพลิดเพลินในมหรสพนี้มีอะไรที่เป็นสาระบ้าง เราน่าจะแสวงหาอะไรที่ดีกว่านี้ แสวงหาความหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง เมื่ออุปติสสะและโกลิตะตกลงใจว่าจะสละโลกียสุข ออกแสวงหาโมกขธรรมนั้น แต่การแสวงหาโมกขธรรม น่าจะได้บวชในสำนักใดสำนักหนึ่ง จึงพาบริวารออกบวชเป็นปริพาชกในสำนักของอาจารย์สัญชัย ซึ่งอยู่ใกล้เมืองราชคฤห์นั่นเอง ตั้งแต่ท่านทั้งสองและบริวารบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกก็เป็นผู้เลิศด้วยลาภและบริวาร ล่วงไป ๒ ถึง ๓ วัน อุปติสสะและโกลิตะก็สามารถเรียนจบคำสอนของอาจารย์ เมื่อทราบจากอาจารย์ว่าไม่มีคำสอนอื่นใดยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว คือหมดสิ้นความรู้ของอาจารย์แล้ว เขาทั้งสองคิดว่ากันว่าเท่านี้หาเพียงพอไม่ ความรู้เท่านี้ไม่พอกับปัญหาของชีวิตและความทุกข์ของชีวิต เราออกแสวงหาความหลุดพ้น ความรู้ของอาจารย์ในสำนักนี้ไม่พอเพื่อความหลุดพ้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอาจารย์สัญชัยจึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป แต่ชมพูทวีปนี้กว้างใหญ่นัก เราน่าจะท่องเที่ยวไปตามนิคมชนบทราชธานี คงจะได้พบอาจารย์ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยตนเอง และแสดงโมกขธรรมนั้นแก่เราเป็นแน่แท้ ตั้งแต่นั้นมาได้ยินใครพูดว่าที่ใดมีสมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ทั้งสองก็ดั้นด้นไปหา ทำการสากฉา ปัญหาใดๆ ที่เขาถาม อาจารย์ทั้งหลายไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้ แต่เขาสามารถแก้ปัญหาที่อาจารย์ทั้งหลายถามได้ เขาเที่ยวสอบถามอาจารย์ทั่วชมพูทวีป แต่ไม่พบอาจารย์อันเป็นที่พอใจหรือเป็นที่จุใจของเขา จึงได้กลับสู่สำนักเดิม นัดหมายกันว่าใครได้บรรลุธรรมก่อน ขอจงบอกแก่กัน อยู่ต่อมาวันหนึ่งอุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิในขณะที่ท่านกำลังออกบิณฑบาต จึงได้เดินตามอยู่ห่างๆ กิริยาอาการของท่านจับตาจับใจของเขายิ่งนัก เขาคิดว่าสมณะรูปนี้น่าจะได้บรรลุธรรมอันประเสริฐเป็นแน่แท้ จึงทำให้ท่านมีอินทรีย์สงบและผ่องใสเช่นนั้น มาถึงบริเวณร่มไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง พระอัสสชิแสดงอาการว่าจะนั่ง อุปติสสะจึงรีบจัดหาอาสนะพร้อมน้ำฉันไว้ให้เรียบร้อย เห็นอาการท่านฉันยิ่งเลื่อมใสยิ่งขึ้น ท่านฉันด้วยอาการที่สงบ ดั่งผู้กำหนดรู้ในอาหาร รอจนท่านฉันเรียบร้อยแล้วจึงเข้าไปถามว่าอินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก มารยาทของท่านงดงามยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผ่องใส ท่านบวชอุทิศใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร พระอัสสชิตอบว่าข้าพเจ้าบวชอุทิศพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เสด็จออกบวชจากศากยะตระกูลโคตมะโคตร พระองค์ทรงเป็นศากยมุนี ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระองค์ท่าน อุปติสสะจึงกล่าวเชิญอ้อนวอนอย่างนอบน้อมว่าขอได้โปรดแสดงธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแล้วแก่ข้าพเจ้าด้วยเถอะ พระอัสสชิตอบว่าข้าพเจ้ามาสู่ธรรมวินัยนี้ไม่นานนัก ยังเป็นผู้ใหม่อยู่ ไม่อาจแสดงธรรมโดยพิสดารได้ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ บุตรแห่งนายบ้านอุปติสสะคาม ใกล้นครราชคฤห์นี่เอง ขอท่านผู้เจริญได้โปรดจำชื่อของข้าพเจ้าไว้ และขอได้โปรดกล่าวธรรมตามสามารถเถอะ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ การเข้าใจในธรรม แทงตลอดในธรรมเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น พระอัสสชิจึงกล่าวว่า ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระพุทธองค์ตรัสบอกเหตุแห่งธรรมนั้น และความดับไปแห่งธรรมนั้น ทันทีที่พระอัสสชิกล่าวจบลงนั้น อุปติสสะก็ได้มีดวงตาเห็นธรรม บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล ณ ที่นั้นเอง อุปติสสะลุกขึ้นนั่งพนมมือกล่าวขึ้นว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ เป็นลาภอันประเสริฐของข้าพเจ้าแล้ว สิ่งที่พบได้ยาก ข้าพเจ้าได้พบแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงท่านว่าเป็นปรมาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เสร็จแล้วอุปติสสะก็กราบลาพระอัสสชิไปหาโกลิตะที่ปริพาชกการาม เมื่อพบโกลิตะแล้วจึงเล่าความทั้งปวงให้กับสหายรักฟัง ตั้งแต่ได้เห็นพระอัสสชิขณะบิณฑบาต และได้เดินตามท่านไปจนได้ฟังธรรมจากท่าน เขาเล่าอย่างละเอียดละออ โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคลเช่นเดียวกับอุปติสสะ จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่าผู้ที่มีปัญญาจะดำเนินชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท เพราะรู้ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ก็จะทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา ออกแสวงหาธรรมะ ออกแสวงหาความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวล คุณยายของเราก็เช่นเดียวกัน คุณยายผู้มีใจที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอยากจะศึกษาธรรมะ อยากจะศึกษาวิชชาธรรมกาย เพื่อที่จะไปตามหาพ่อในสัมปรายภพ จึงยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างออกจากบ้าน บ้านซึ่งมีความพร้อมทุกอย่าง มาแต่ตัวกับหัวใจที่เด็ดเดี่ยวกับเงินที่แม่ให้ติดตัวมา ๒ บาท มายอมตนเป็นคนรับใช้เขา มาเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้กับครูบาอาจารย์ที่สามารถสอนให้เข้าถึงธรรมได้ และความที่คุณยายเป็นคนรักความสะอาด รักความเป็นระเบียบเป็นปกติ ยายจึงทำบ้านของคุณนายเลี๊ยบให้สะอาด จัดข้าวของให้เป็นระเบียบสวยงาม เจ้านายจึงไว้วางใจให้คุณยายอาจารย์เป็นผู้ดูแลกำปั่นเงินของบ้าน แล้วยังได้อนุญาตคุณยายอาจารย์ขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนชั้นดาดฟ้าร่วมกับเจ้านายด้วย เพราะคิดว่าถ้าเอาใจมาไว้อยู่ที่คุณยายรับรองว่าเชื่อถือได้ ในระหว่างนี้คุณยายต้องทำงานหนักขึ้น คือทั้งทำงานหยาบและงานละเอียดควบคู่กันไป งานหยาบก็ต้องดูแลให้เรียบร้อย งานละเอียดก็ต้องประคองใจไว้ที่ศูนย์กลางกายให้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะนั่ง จะนอน จะยืน หรือจะเดิน เมื่อยายคิดว่าถ้าหยาบทำได้ไม่ละเอียด แล้วละเอียดจะทำได้ละเอียดจริงๆ ได้อย่างไร คุณยายเป็นคนจริง ทำอะไรจึงทำจริง มีความพยายามทำความเพียรเรื่อยไป เริ่มจากตอนแรกๆ ก็คิดฟุ้งมาก จนกระทั่งฟุ้งน้อย จากฟุ้งน้อยจนไม่ฟุ้งเลย และจากไม่ฟุ้งเลยมาถึงขั้นตัวโล่ง โปร่ง เบา สบาย และในที่สุดก็เห็นจุดสว่างเล็กๆ เหมือนดวงดาวในอากาศเกิดขึ้นภายใน แล้วจึงเห็นกายในกายเรื่อยไป จนกระทั่งวันหนึ่งคุณยายนั่งได้ผลดีมาก สามารถเข้าถึงธรรมกายบนดาดฟ้านั่นเอง จากนั้นคุณยายก็นั่งพากเพียรปฏิบัติต่อไปอีก จนใจหยุดนิ่งสนิทและสว่างมาก ถึงระดับไปนรกไปสวรรค์ได้ คุณยายจึงใช้วิชชาธรรมกายที่คุณยายเข้าถึงไปช่วยพ่อจากนรก พาไปส่งที่สวรรค์ได้สำเร็จ เมื่อยายเข้าถึงกายธรรมโคตรภู คุณยายถึงกับรำพึงว่าเราได้เห็นธรรมะขั้นต้นๆ ยังสุขใจเพียงนี้ ถ้าได้เข้าถึงธรรมะขั้นสูงที่ลึกซึ้ง จะมีความสุขเพียงไหน นี่ถ้าใครเอาทองคำหนักเท่าตัวเรามาแลกเอาธรรมะไป ไม่ให้เราเห็นธรรมะอีก เราจะไม่มีวันยอม ในโลกนี้ไม่มีอะไรช่วยเราได้ มีแต่ธรรมะนี่เองที่เป็นที่พึ่งที่แท้จริงของเรา เราจะเห็นได้ว่าคุณยายได้เข้าถึงธรรม ธรรมะนั้นได้เปลี่ยนให้คุณยายจากผู้ไม่รู้มาเป็นผู้รู้ จากผู้หลับอยู่กลายเป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีอานุภาพ คุณยายนอกจากท่านจะได้เข้าถึงธรรมะแล้ว ท่านยังสอนศิษย์ให้เข้าถึงธรรมะได้ และยังได้สร้างวัด สร้างหมู่คณะที่งดงาม เป็นหมู่คณะที่รักการสร้างบุญสร้างบารมีอย่างที่พวกเราได้รู้ การที่เราจะได้รู้ว่าเราเกิดมาเพื่อสร้างบารมีได้นั้น ถ้าหากไม่ได้ฟังพระสัทธรรมหรือจากผู้รู้แล้ว ก็เป็นการยาก แต่ที่เราได้รู้ในสิ่งเหล่านี้เกี่ยวกับเรื่องของการสร้างบารมีนั้นก็เป็นเพราะคุณยายอาจารย์ของเรานี่เองที่เป็นต้นบุญต้นแบบให้เราได้เห็น ให้เราได้รู้ และได้สร้างบารมีติดตามคุณยายอาจารย์ไป คุณยายท่านจึงเป็น ถือได้ว่าเป็นปูชนียาจารย์ที่ควรค่าแก่การเคารพนบนอบ เป็นผู้ที่น่าเทิดทูนบูชา และให้เราประพฤติปฏิบัติตามท่าน ถ้าเราทำอย่างท่านได้ เราก็จะเป็นอย่างท่าน ยายคว้าธงชัยของยายได้แล้ว ยามยายอยู่ ยายก็อยู่อย่างผู้ชนะ ยามยายจาก ยายก็จากไปอย่างผู้ชนะ ดังพุทธพจน์ที่ว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยตีติ ฯ แปลความว่าความชนะใดกลับแพ้ได้ ความชนะนั้นไม่ใช่ความชนะที่ดี ส่วนความชนะใดไม่กลับแพ้ได้ ความชนะนั้นแล เป็นความชนะที่ดี สุดท้ายนี้ขอให้พวกเราทุกท่านได้นั่งหลับตา นั่งธรรมะเป็นธรรมบูชาแด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ของเราทุกคนนะ ให้เรานั่งหลับตาเสมือนหนึ่งว่ามีคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านนั่งอยู่กับเราด้วย ท่านนั่งคุมบุญคุมบารมีให้กับเรา ให้ศูนย์กลางกายของเราเป็นศูนย์กลางกายของยาย ให้มียายอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเราที่ชัด ใส สว่าง ให้นึกน้อมบุญบารมีที่เราได้สั่งสมมาไว้ด้วยดีแล้วนับภพนับชาติไม่ถ้วน และบุญบารมีที่เราได้ตั้งใจทำในปัจจุบันนี้ นึกน้อมถวายเป็นธรรมบูชาแด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ของเรา แล้วก็นึกขอพรจากท่าน ให้ท่านช่วยกลั่นกาย วาจา ใจของเรานั้นให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใสยิ่งๆ ขึ้นไป ให้เราเป็นผู้ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้สามารถแทงตลอดในธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โดยง่าย เราก็นึกขอพรจากท่านให้ท่านมาคุมบุญคุมบารมี กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ยิ่งๆ ขึ้นไป สัพเพ …. PAGE PAGE 6 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤษภาคม\44-05-23 FW-AAT.doc