กาลสมัยแห่งการสร้างบารมีอย่างอุกฤษฎ์
(ม้วน 1/A)
พระอารักษ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราทั้งหลาย ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระและพระเถระทุกรูป เพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานทุกคน (สาธุ)
วันนี้เองหลวงพี่ก็อยากจะนำเรื่องราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ปรารถเหตุในคราวที่พระพุทธองค์ได้ทรงจำพรรษาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นพรรษาที่ ๗ เพื่อโปรดพระพุทธมารดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราทรงโปรดสัตวโลกเป็นเวลาทั้งสิ้น ๔๕ พรรษา คือพระองค์ตรัสรู้เมื่อคราวอายุได้พระชนม์มายุได้ ๓๕ ประมาณพรรษาที่ ๗ นี่ พระองค์ทรงจำพรรษาอยู่ที่ชั้นดาวดึงส์ เป็นพรรษาเดียว เพื่อจะได้มีโอกาสได้โปรดพระพุทธมารดา
เมื่อพระพุทธองค์ไปถึงก็จะเสด็จนั่งบนแท่นศิลาอาสน์ของพระอินทร์ พระพุทธมารดาก็จะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อมาฟังพระธรรมเทศนา ณ ที่นั้นจะมีเทพบุตรอยู่ ๒ ท่าน ซึ่งจะเป็น ทำให้พระพุทธเจ้าได้ปรารภเหตุนี้ได้ ท่านหนึ่งก็คืออินทกะเทพบุตร อีกท่านหนึ่งก็อังกุระเทพบุตร อินทกะเทพบุตรนั้นก็นั่งอยู่ข้างขวาเหมือนกับพระพุทธมารดา ส่วนอังกุระเทพบุตรนั่งอยู่เบื้องซ้ายต่อหน้าพระพักตร์
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาถึงแล้ว เทวดาศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายก็จะมาเข้าเฝ้าพร้อมๆ กัน เมื่อเทวดาศักดิ์ใหญ่ได้มาพร้อมกัน ก็จะนั่งลดหลั่นไปตามลำดับ ตามกำลังบุญของเทวดาแต่ละท่าน เมื่อเทวดาศักดิ์ใหญ่มาถึง อังกุระเทพบุตรนั้นต้องถอยออกไปเรื่อยๆ ถอยออกไปเรื่อยๆ ไกลถึง ๑๒ โยชน์ ๑ โยชน์ก็เท่ากับ ๑๖ กิโลเมตร ถอยไปไกลมาก ๑๖ กิโลเมตรก็เท่ากับระยะทางจากวัดพระธรรมกายไปถึงดอนเมือง ๑๖ กิโลเมตรคือ ๑ โยชน์ ถอยไปถึง ๑๒ โยชน์
ส่วนอินทกะเทพบุตรนี่ ซึ่งมาพร้อมๆ กันนี่นั่งอยู่กับที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นเหตุอย่างนี้ จึงถือโอกาสเลย เมื่อหมู่เทวดามาพร้อมเพรียงกันดีแล้ว ก็ตรัสถามอังกุระเทพบุตรว่าตัวท่านเองนี่ทำทานมาอย่างไร ถึงได้มาอยู่ที่สมาคมแห่งนี้ และทำไมต้องถอยไปอยู่ไกลจากพระตถาคตถึง ๑๒ โยชน์ อังกุระเทพบุตรก็ได้กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บอกตัวข้าพเจ้านี่สมัยเป็นมนุษย์ ได้มีโอกาสได้ตั้งโรงทาน ตั้งเตาไฟเลี้ยงคนมาเป็นจำนวนมาก เตาไฟนี่เรียงกันไปถึง ๑๒ โยชน์ ทำการเลี้ยงคนมหาชนจำนวนมากเป็นเวลาถึงหมื่นปี ด้วยอานิสงส์อย่างนี้แหละ แต่เนื่องจากว่าทานที่ข้าพเจ้าทำไปแล้วนั้น ว่างเว้นจากทักขิไนยบุคคล มีแต่ผู้ทุศีลสมัยก่อน จึงได้ผลทานเพียงเท่านี้ ซึ่งแตกต่างจากทานของอินทกะเทพบุตร แม้ทำเพียงน้อยนิดก็ยังได้อานิสงส์รุ่งโรจน์กว่าข้าพเจ้าเสียอีก
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ปรารถเหตุนี้ว่าพืชแม้มากที่บุคคลหว่านแล้วในนาดอน ย่อมให้ผลไม่ไพบูลย์ ทั้งชาวนาผู้ปลูกก็ไม่ปลื้มใจ ฉันใด ทานมากมายอันบุคคลให้แล้วในผู้ทุศีล ย่อมไม่มีผลไพบูลย์ ทั้งทายกผู้ให้ ก็ไม่ปลาบปลื้ม ส่วนพืชแม้น้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำโดยสม่ำเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ปลาบปลื้มฉันใด ทานแม้น้อย อันบุคคลบริจาคแล้วให้ผู้มีศีล ก็ย่อมมีผลมาก
แล้วท่านก็ตรัสสอนอังกุระว่านี่ ทานนี่แหละต้องเลือกเนื้อนาบุญ เหมือนกับอินทกะเทพบุตร ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารเพียงทัพพีเดียวแก่พระอนุรุทธผู้เป็นพระอรหันต์นี่แหละ เพียงทัพพีเดียวเท่านั้นเอง ยังได้ผลบุญมากกว่าอังกุระเทพบุตร ที่ตั้งโรงทาน ตั้งโรงไฟ เตาไฟเลี้ยงคนเป็นเวลาถึงหมื่นปี อังกุระเทพบุตรต้องถอยไปถึง ๑๒ โยชน์ ส่วนอินทกะเทพบุตรคงนั่งอยู่กับที่ข้างๆ พระพุทธมารดา เพราะว่าทำถูกทักขิไนยบุคคล
คำว่าถูกทักขิไนยบุคคลนั้นก็หมายเอาถึงพระสงฆ์สาวก ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ได้เข้าถึงบรรลุธรรม ตั้งแต่ชั้นโสดาบันเป็นต้นไป จนถึงพระอรหัตผล จึงถือว่าเป็นพระทักขิไนยบุคคล ควรที่พุทธบริษัททั้งหลายจะได้ตักตวงบุญเอาไว้
นอกจากเรื่องของเทพบุตรบนชั้นดาวดึงส์แล้ว เมื่อพระองค์ออกพรรษาแล้วก็กลับมาสู่โลกมนุษย์ ก็ได้นำเรื่องราวของเทพธิดาตนหนึ่งในชั้นดาวดึงส์เหมือนกัน มาสอนพระภิกษุสงฆ์ แล้วก็สอนมนุษย์ทั้งหลาย ท่านก็ปรารภว่ามีเทพธิดาตนหนึ่ง เป็น ๑ ใน ๕๐๐ เทพบุตร อยู่ในสำนักของเทพบุตรตนหนึ่งชื่อว่ามาลาพาลีเทพบุตร
ขณะที่มาลาพาลีเทพบุตรนี่เวลาจะเข้าไปที่สวนทิพย์ของตัวเอง ก็มีนางอัปสร ๑,๐๐๐ กับเทพธิดา ๕๐๐ เมื่อเข้าสู่สวนทิพย์แล้ว เทพธิดาก็จะขึ้นไปที่ต้นไม้ทิพย์ ทำหน้าที่เด็ดดอกไม้ ก็มีเทพธิดานางหนึ่งจุติตรงกิ่งไม้นั่นเอง มาสู่โลกมนุษย์ที่เมืองสาวัตถี แต่ความที่ยังจำภพตัวเองได้ ก็มีความประสงค์อยากจะกลับไปสู่สำนักของเทพบุตรตนนี้ อายุ ๑๖ ปีก็มีแต่งงานมีเรือน ก็ตั้ง จนกระทั่งแต่งงานแล้วก็มีลูกอยู่ ๔ คน ตลอดชีวิตของการเป็นมนุษย์ เทพธิดาท่านนี้ก็คือนาง*ปฏิปูชิกานี่ ได้ตั้งใจทำทาน รักษาศีล ในเขตพุทธศาสนานี้ต่อเนื่องตลอดมา
ตอนสุดท้ายที่ก่อนจะลาโลก ยังได้มีโอกาสมาถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่เชตวันมหาวิหาร กลับไปแล้วก็ทำกาละ แล้วก็กลับไปที่สำนักของเทพบุตรคือมาลาพาลีเทพบุตรนี้ เทพบุตรก็ถามนาง*ปฏิปูชิกานี่ ซึ่งเป็นเทพธิดากลับมาที่เดิมว่า เมื่อเช้าเธอหายไปไหนมา นางปฏิปูชิกาก็ตอบว่าเราเพิ่งไปจุติ เกิดในโลกมนุษย์ มีครอบครัวแล้ว มีลูกแล้ว ตั้งใจทำบุญกุศลอธิษฐานกลับมาที่นี่ ก็เพิ่งกลับมาเดี๋ยวนี้เอง
เทพบุตรก็ต้องอัศจรรย์ใจ ก็ถามว่าทำไมอายุมนุษย์ถึงสั้นนัก เพราะสมัยนั้นเอง ๑๐๐ ปีของมนุษย์ก็อายุเพียงเท่า ๑ วันของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้นเอง เทพบุตรก็ถามเทพธิดากลับไปว่าแล้วมนุษย์เขาตั้งใจทำทาน รักษาศีลกันไหม ก็ปรากฏว่าส่วนใหญ่นั้นประมาท มีจำนวนน้อยที่จะตั้งอยู่ในบุญ ในศีล ภาวนา
ถ้าเราฟังเรื่องราว ๒ เรื่อง เราก็มาเปรียบเทียบกับตัวเราเอง จะเห็นได้ว่าพวกเราในที่นี้เป็นบุคคลที่โชคดีมาก นาง*ปฏิปูชิกานั้นเกิดในกาลสมัยที่อายุมนุษย์เฉลี่ยประมาณ ๑๐๐ ปี แต่พวกเรานี่อายุกำลังถดถอยลง อายุมนุษย์ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงทำนายไว้ล่วงหน้าว่าอายุมนุษย์จะลดลงทุกร้อยปี ก็หายไป ๑ ปี ก็เราสมัยขณะนี้ก็ตรงกับพ.ศ. ๒๕๔๔ ก็หมายถึงว่าอายุมนุษย์ก็ลดไปแล้วประมาณ ๒๕ ปี ปัจจุบันนี้ใครอายุ ๗๕ ปี ก็ถือว่าเป็นคนที่อายุปกติได้มาตรฐานของสมัยนี้ ใครอายุยืนกว่า ๗๕ ก็ถือว่าอายุยืน ต่ำกว่า ๗๕ ก็ถือว่าอายุสั้น
แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่อายุกำลังไขลง ไม่ใช่ไขขึ้น อายุมนุษย์นั้นบางทีก็ยืนยาวเป็นหมื่นปีแสนปีก็มี เช่นในกัปเรานี่แหละ มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้ว ๔ พระองค์
พระองค์แรก ก็คือพระกกุสันโธ พระพุทธเจ้านั้น สมัยนั้นอายุมนุษย์เฉลี่ยประมาณ ๔๐,๐๐๐ ปี
องค์ที่ ๒ คือ พระโกนาคมพระพุทธเจ้านี่ เกิดในกาลสมัยที่อายุมนุษย์เฉลี่ย ๓๐,๐๐๐ ปี
องค์ที่ ๓ คือพระกัสสปะพุทธเจ้า เกิดในกาลสมัยที่อายุมนุษย์เฉลี่ย ๒๐,๐๐๐ ปี
องค์ที่ ๔ ซึ่งเพิ่งเข้าปรินิพพานไปได้ไม่นาน คือพระสมณะโคดมพุทธเจ้า ท่านเกิดในกาลสมัยที่อายุมนุษย์เฉลี่ย ๑๐๐ ปี พวกเราที่เกิดในยุคที่อายุมนุษย์กำลังสั้นมาก คือ ๗๕ ปีเท่านั้นเอง อายุ ๗๕ ปี ก็ยังไม่ถึง ๑ ปีของชั้นดาวดึงส์เลย ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง
เราต้องนึกถึงโอกาสที่เหลือน้อยนี้ให้ดี และนึกถึงอุทาหรณ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เทศน์เรื่องราวของอังกุระเทพบุตร กับอินทกะเทพบุตร อังกุระเทพบุตรแม้จะมีอายุยืนถึงหมื่นปี แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ไม่มีพระอรหันต์ผู้หมดกิเลส ไม่มีผู้บรรลุธรรมตั้งแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไป โลกสมัยนั้นจึงว่างเว้นจากทักขิไนยบุคคล บุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การถวายทาน ว่างเว้นว่างเปล่า แม้จะมีอายุยืนหมื่นปี ตั้งใจถวายมหาทานยิ่งกว่าหมู่คนใดๆ ก็ตาม ก็ยังได้อานิสงส์ไม่มาก
แตกต่างจากอินทกะเทพบุตร แม้จะอายุไม่มาก แต่ก็เกิดในกาลสมัย ที่พระสมณะโคดมพระพุทธเจ้ายังพระชนม์ชีพอยู่ ยังมีพระอรหัตสาวกผู้หมดกิเลส ผู้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ดังเช่นพระอนุรุทธเป็นต้น ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระอนุรุทธเพียงทัพพีเดียว ครั้งเดียวเท่านั้นเอง ครั้นกลับไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็ยังมีบุญศักดิ์ใหญ่กว่าอังกุระเทพบุตรเสียอีก
พวกเราทุกคนในที่นี้ ซึ่งเป็นลูกหลานยายนี่ เรากำลังอยู่ในอายุ ที่อายุมนุษย์เพียงแค่ ๗๕ ปีเท่านั้นเอง ถือว่าสั้นมาก แต่ก็โชคดีที่ถึงแม้ว่าอายุ ๗๕ ปี แต่พุทธศาสนาวิชชาธรรมกายก็ยังคงอยู่ เนื้อนาบุญของโลกก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเราได้มาเกิดสมัยหลังที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี ท่านได้เข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว ได้รู้แจ้งแทงตลอดวิชชาธรรมกาย ตั้งแต่ปี ๒๔๖๐ ก็คือ ๘๔ ปี ถ้ารวมถึงปัจจุบันนี้แล้ว ก็ถือเป็นกาลสมัยที่เนื้อนาบุญของโลกบังเกิดขึ้น ยังมีอยู่ ต่อเนื่องอยู่
โดยเฉพาะคุณยายอาจารย์ของเรานั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ ท่านได้กล่าวไว้ว่าคุณยายของเราเหมือนกับเจดีย์ที่มีชีวิต เพราะในกลางของคุณยายนั้นมีพระธรรมกายไม่ถ้วน นับไม่ถ้วนพระองค์เลยนี่แหละ ไหลต่อเนื่องมาไม่ขาดสาย ใครก็ตามที่จะมีโอกาสได้บูชาธรรมคุณยาย จะด้วยอามิสบูชาก็ดี ปฏิบัติบูชาก็ดี ก็จะได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่ไพศาลนัก เกินควรเกินคาดเกินประมาณ
พวกเราที่มาอยู่ ณ ที่นี่ จะเพิ่งมาสร้างบารมีพร้อมๆ กับคุณยายตั้งแต่เริ่มสมัยก่อน หรือเพิ่งมาเดี๋ยวนี้ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นผู้มีโชค และเมื่อสักครู่ก่อนที่เราจะมาห้องนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ปรารภแล้ว แท้จริงท่านเสียดายบุญพวกเรานั่นแหละ ท่านรู้ดีว่าใครก็ตามที่มีโอกาสได้มาฟังสวดพระอภิธรรม ณ ห้องแห่งนี้ บุญนั้นเกิดขึ้นมหาศาลเลย มาแต่ละวันก็มหาศาล เพราะคุณยายอาจารย์ของเราตอนนี้ท่านเป็นสมณะเทพบุตร อยู่ที่ชั้นดุสิตนั่นแหละ ใครก็ตามที่มีโอกาสมาร่วมงานคุณยาย คุณยายท่านก็จะกลั่นแก้ อาศัยวิชชาธรรมกายนี่น่ะกลั่นแก้ผังทั้งหลายให้กับตัวเรา ผังที่ไม่ดีก็เอาออก ก็เติมบุญเติมบารมีตลอดเวลา ซึ่งเราเพียงแค่สละเวลามานั่งนี่ก็ได้บุญมหาศาล โดยที่เราเองไม่รู้มาก่อนเลย
ถ้าเราได้มีโอกาสได้เข้าถึงพระธรรมกาย ได้เห็นเรื่องราว เราจะรู้ดีว่าในแต่ละวันที่เราสละเวลามานี่ มันคุ้มแสนคุ้มทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านปรารภเหตุนี่ ก่อนที่พวกเรามา ท่านเสียดาย เมื่อวานนี้หรือวันศุกร์ วันเสาร์ได้เห็นมาว่านี่ ว่าจะมีคนรู้ค่าไม่มาก ท่านปรารภนี้เพื่อจะให้ลูกๆ นี่ได้บุญ เพราะโอกาสที่จะเอาบุญกับคุณยายนี่มีไม่มาก
โดยเฉพาะพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า เราก็จะมีพิธีจุดไฟแก้ว สลายร่างคุณยายอาจารย์ของเรานี่แหละในวันมาฆบูชา ปี ๒๕๔๕ ซึ่งก็นับจากนี้ไปอีกประมาณ ๘ เดือนเท่านั้น ๘ เดือนที่เราจะได้มาอยู่ใกล้ๆ กับสังขารสรีระของผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด จะหาใครในโลกอย่างคุณยายของเราเองนี่ คงไม่ได้อีกแล้ว คุณยายเราเป็นหนึ่งไม่มีสอง จะหาอย่างนี้ก็ไม่ได้อีกแล้ว เพราะงั้นเวลา ๘ เดือนนี้ก็ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้นเอง โอกาสต่อไปที่เราจะระลึกถึงคุณยายอย่างใกล้อย่างนี้ก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ห้องที่เราอยู่นี้ ก็เป็นโอกาสพิเศษ ซึ่งปกตินั้นเราไม่อนุญาตให้อุบาสก อุบาสิกา มาอยู่พักคืนเป็นเวลานานอย่างนี้ แต่ในกรณีนี้เป็นพิเศษเลย พวกเราทุกคนได้สามารถมาอยู่ที่ศูนย์กลางบุญ ซึ่ง ณ แผ่นดินตรงนี้ก็เป็นอู่แห่งทะเลบุญนั่นแหละ เป็นศูนย์กลางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในจักรวาลในโลกนี้เลย ใครก็ตามที่ได้อยู่ที่ ณ ตรงนี้ ก็จะได้อานุภาพไปด้วย ก็จึงอยากให้พวกเรานี่ได้มีโอกาสเก็บเกี่ยวบุญ
และสิ่งใดที่ต่อเนื่องเกี่ยวกับวิชชาธรรมกายนี่แหละ มันเป็นกาลสมัยที่เป็นโอกาสดีอันมหาศาลเลย ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้ชี้ให้พวกเราดูว่าให้รู้จักมองบุญนี่แหละ ให้มองเห็นบุญบ้าง ให้มองทะลุซาแลนไป ไปที่พื้น ไปที่เสา มองข้างบนก็เจอ ข้างล่างก็เจอ ข้างๆ ก็เจอ เป็นบุญล้วนๆ ทั้งนั้นเลย
ขนาดอินทกะเทพบุตรทำบุญเพียงทัพพีเดียวกับพระอนุรุทธ พระอรหันต์เถระ ยังได้อานิสงส์มากมายถึงปานนั้น คือนั่งอยู่แถวหน้าของเทพบุตรทั้งหลายเลย นั่งอยู่แถวหน้าเคียงข้างพระพุทธมารดา โดยไม่ต้องขยับที่ถอยหลังแม้แต่นิดเดียว แต่พวกเราซึ่งเกิดมาในยุคนี้ได้ทำบุญยิ่งกว่าอินทกะเทพบุตรนับไม่ถ้วนเลยนั่นแหละ อินทกะได้ถวายเพียงทัพพีเดียวนั่นแหละ เราลองคิดดูซิ ตั้งแต่เรามาได้พบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ มาพบคุณยายอาจารย์ ชีวิตเรานี่เปลี่ยนแปลงไป ได้โอกาสสั่งสมบารมีนี่อย่างมหาศาลต่อเนื่องกันตลอดระยะเวลายาวนานทีเดียว
ตั้งแต่สร้างโบสถ์ สร้างวัดพระธรรมกาย ซื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่ กระทั่งมีส่วนร่วมในการสถาปนา สิ่งที่มีความสำคัญต่อวิชชาธรรมกายทั้ง ๓ สิ่ง ไม่ว่าเป็นมหาธรรมกายเจดีย์ ได้มีโอกาสสร้างพระ ทั้งพระที่ยอดโดม ทั้งพระแกนกลาง พระด้านนอก ได้มีส่วนช่วยการสร้างลานธรรม วันวิสาขบูชาได้สร้างลานแก้ว ลานเวียนประทักษิณ สำหรับสาธุชนในวันมาฆบูชา มหาสมาคมทุกปี ณ ห้องนี้เราก็มีส่วนช่วยในการสร้างทั้งหมดเลย สภาธรรมกายสากลทั้งหลัง จะเป็นพื้น จะเป็นเสาก็ดีนี่ แม้แต่สุขพิมานเราก็มีส่วนช่วยกันสร้าง เลยด้านหน้าไปก็เป็นมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี เรามีส่วนช่วยในการเป็นเจ้าของเสาในจุดเริ่มต้น
และในอนาคตนี่เราก็ต้องเก็บเกี่ยวบุญนี้ให้เต็มที่ จนกว่าเราจะหมดอายุขัยนั่นแหละ ช่วงแห่งความเป็นมนุษย์นั้น เป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะว่าภพมนุษย์หรือกายมนุษย์นั้นเป็นภพเดียวที่สร้างเหตุได้ เราจะแก้ไขเหตุทั้งหลาย ต้องแก้ในภาวะที่เราอยู่ในโลกมนุษย์นี้ ภพหลังจากการตายเป็นภพแห่งการใช้ผล ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสุคติภูมิ หรือฝ่ายอบายภูมิก็ตาม เป็นการใช้ผลทั้งหมดเลย ภพที่สร้างเหตุก็มีภพเดียว มีโอกาสเดียวคือโอกาสที่ยังมีกายมนุษย์นี้ยังอยู่
เราจึงต้องช่วงชิงโอกาสนี้ให้ดี ภพแห่งการสร้างเหตุนั้น เราในนี้ก็เหลือเวลาไม่ถึง ๗๕ ปี ส่วนใหญ่ก็ผ่านครึ่งชีวิตมาแล้ว เหลืออีกไม่ถึงครึ่ง ก็จะต้องลาโลกไปแล้ว แต่ช่วงชีวิตที่เหลือนั้นน่ะเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะแก้ไขเหตุต่างๆ ที่ไม่ดีที่ติดตัวข้ามชาติมา ข้อบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของเรา ในสมบัติทั้ง ๓ ไม่ว่าจะเป็นรูปสมบัติก็ดี ทรัพย์สมบัติก็ดี คุณสมบัติก็ดี นี่ก็เพราะว่าเราทำไม่ดีมาแต่ปางก่อน มนุษย์ตัวเก่าๆ ของเราน่ะแหละ ที่ในชาติต่างๆ ที่เป็นมนุษย์ได้สะสมเหตุต่างๆ ไม่ดีมา มีทั้งดีแล้วก็มีทั้งไม่ดี มาประชุมในตัวเราในวันนี้ ในภพชาตินี้
เราต้องรู้จักวิเคราะห์ข้อบกพร่องของตัวเราเอง ซึ่งเป็นอุปสรรคถ่วงในการสร้างบารมีของเรา แล้วต้องมุ่งมั่นแก้ไขให้ได้ เหมือนอย่างเช่นคุณยายอาจารย์ของเรา สิ่งใดที่เป็นข้อบกพร่อง ท่านก็จะทำบุญเต็มที่แล้วอธิษฐานว่าภพชาติต่อไป อย่าไปเป็นอย่างนี้อีก เช่นชาตินี้ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ อ่านหนังสือไม่ออก กอ ข้อ ไม่กระดิกเลย ท่านก็ตั้งผังอธิษฐานภพชาติต่อไปนี่แหละ ให้ท่านมีปริญญา รู้แจ้งแทงตลอดวิชชาธรรมกายตั้งแต่วันแรกเลย ไม่เป็นอย่างในชาตินี้ ไม่ได้น้อยใจ แล้วก็เอาสิ่งข้อบกพร่องนี่แหละ มุ่งมั่นสร้างความดี แล้วก็อธิษฐานแก้กันไป
พวกเราในที่นี้ก็จะมีน่ะแหละ กรรมที่ไม่ดีติดตัวมา เป็นวิบากกรรม ทำให้เรามีพร่องในทรัพย์ มีร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง สมส่วน สติปัญญาไม่ฉลาดเท่าที่ควร ก็เป็นโอกาสดีนี่เราต้องตรวจสอบคุณสมบัติข้อไหนที่ถ่วงเรา ทำให้เราลำบาก สร้างบารมีสร้างไม่ได้เต็มที่ ไม่ได้ตั้งใจเรานี่แหละ เราก็ต้องแก้ไขให้ตก ถ้าแก้ไขตกในชาตินี้ ก็จะไม่ติดตัวไปข้ามชาติไปเลย
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเหลือในโลกนี้ก็มีน้อยมาก สมบัติทั้งสามเกิดขึ้นก็อาศัยบุญของการทำทาน รักษาศีล แล้วก็เจริญภาวนา ไม่มีทางอื่นเลยนั่นแหละ เป็นหน้าที่ของเราต้องสะสมกันต่อเนื่องตลอดไป ทั้งวันทั้งคืนนี่ ต่อเนื่องยาวนาน ทุ่มเทไปทุกๆ บุญน่ะแหละ จนกว่าเราจะหมดอายุขัยในโลกนี้ จึงจะได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบที่สุด หากตั้งใจทำต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน เหตุที่ไม่ดีทั้งหลายที่มาทวงพวกเราในการสร้างบารมี ก็จะละลายหายไป ลาโลกแล้ว เราจะได้ไปเสวยสุขที่ทิพยวิมานของพวกเรา เราจะได้มีโอกาสชื่นชมผลงานในโลกมนุษย์ หมู่เทวดาทั้งหลายก็จะได้มาล้อมหน้าล้อมหลัง สัมภาษณ์เรา เราก็จะได้ตอบอย่างความองอาจ ว่าที่เราได้มาเป็นเจ้าของวิมานนี้เพราะว่าสร้างบุญใหญ่ในโลกมนุษย์อย่างไร
และภพชาติที่เราลงมาเกิดอีกครั้งหนึ่งในโลกมนุษย์ ไม่ต้องห่วงเลยนี่แหละภพชาติต่อไปนั้น หลวงพ่อบอกไว้เลยว่าสมบัติเราจะมหาศาล จะมาคอยอยู่เลย เราจะไม่ลำบากอย่างนี้อีกแล้ว จะมีความสมบูรณ์ทุกด้านเลย เราจะได้เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ เราจะแข็งแรงมากๆ ในการสร้างบารมี อายุยืน ธรรมะก็สว่างไสวโดยง่ายด้วย ภพชาติต่อไปนั้นเราจะสร้างบารมีได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เลย จนกว่าเราจะไปถึงที่สุดแห่งธรรมพร้อมๆ กัน
ฉะนั้นคือเป้าหมายที่เราควรจะระลึกถึงตัวเอง เพราะฉะนั้นอายุเราก็นับถอยหลังกันทุกๆ คนแล้ว เราจึงควรเตือนตัวเอง แล้วก็อย่าไปเบื่อหน่ายท้อแท้ในการสร้างบารมี เราลงมาสร้างบารมีนั้น พระเดชพระคุณบอกเราไม่ได้พัก เราไม่ควรจะพักในโลกนี้ โลกมนุษย์ไม่ใช่ที่พักการสร้างบารมี เป็นที่สร้างสมแล้วก็ทุ่มเทลงไป ถ้าจะพัก โน่น กลับไปสู่วิมานของเรานั่นแหละ นั่นคือภพใช้ผล ภพสร้างเหตุก็มีเพียงแค่นี้เอง โอกาสเดียวโดยเฉพาะกาลสมัยที่อายุมนุษย์เฉลี่ย ๗๕ ปี ถือว่าสั้นมาก เหลือนิดเดียวเท่านั้นเอง ก็อยากให้ทุกคนได้มาทบทวน แล้วก็มองดูบุญต่างๆ ข้างหน้ายังมีอีกมากมาย ซึ่งเราจะต้องอธิษฐานและมุ่งมั่น เป็นเจ้าของทุกบุญให้ได้เลย
ให้ฟังสัญญาณให้ดีว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะของเรา ท่านให้สัญญาณอะไรนี่แหละ และเราตั้งใจฟังให้ดีเลย ผู้มีปัญญาก็จะเสาะแสวงหาบุญเสมอ บุญอะไรใหญ่ๆ จะเงี่ยหูฟังตลอดเวลาเลยแหละ พอพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านส่งสัญญาณเราก็รับทันที แล้วก็รีบลุยทันทีเลย เพราะบุญใหญ่ๆ นั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะตรวจตราดูแล้วว่าบุญไหนใหญ่ จะย่นภพย่นชาติพวกเราได้น่ะแหละ ตรวจตราดีแล้วก็จะมาบอกลูกๆ คือบุญใหญ่ทำแล้วถูกอู่แห่งทะเลบุญ ทำน้อยก็จะได้มาก ทำมากก็จะได้มาก มากขึ้นไปเรื่อย ทำมากก็ยิ่งมหาศาลน่ะแหละ เราจึงโชคดีไง ที่ได้มาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ซึ่งท่านจะตรวจตราแล้วก็ให้โอกาสอันดีกับลูกๆ เสมอ คราวใดที่เราเผลอบ้าง ท่านก็จะมาชี้แนะนั่นแหละ เราก็ต้องเป็นผู้ที่มีความตื่นตัวในการสร้างบารมี
เพราะฉะนั้นท้ายที่สุดนี้เราก็จะได้มีโอกาสได้มาเจริญภาวนากัน ซึ่งเป็นกิจสำคัญอย่างหนึ่งในการสะสมบารมีของพวกเราไป ขอเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตากันนะ เราก็ปรับท่านั่งให้สบายนะ ปรับกายของเราให้สบายเสียก่อน กายสบายนี่แหละเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการที่เราจะเจริญสมาธิภาวนา กายสบายตั้งแต่การหลับตานั่นแหละ สบายๆ คล้ายนอนหลับ ตาสบายแล้ว จะไม่กดลูกนัยน์ตานะ จะไม่เม้มตาแน่น ท่านใดที่ล้างลูกนัยน์ตานี่แหละ สู่ข้างล่างด้วยความห่วง อยากเห็นธรรมะมากเกินไป ผิดวิธีนะ หลับสบาย จะไม่ตึงที่หัวคิ้ว มันจะคลายนั่นแหละ อันดับนั้นเบาๆ คล้ายๆ กับเวลาเรามองภาพไปข้างหน้าน่ะแหละ เรารู้สึกว่าสบายนั่นแหละ
เราก็สังเกตตรงนี้ให้ดีก่อน เพราะว่าการหลับตาเป็นจุดเริ่มต้น หลับตานิ่งๆ เดี๋ยวระบบประสาทของเราจะคลี่คลาย สังเกตง่ายๆ นั่นแหละกล้ามเนื้อที่หว่างคิ้วเราจะคลายตัวออก คลายตัวออกไปถึงหน้าผาก หัวไหล่ทั้งสอง จะคลายไปเรื่อยๆ คลายไปทีละน้อย ใจเราก็นิ่งตรงกลาง กลางของกลางไปเรื่อยๆ เราสบายที่กลางกายเรา กลางตัว เอาจุดนี้แหละเป็นศูนย์กลางกายของเราในเบื้องต้นไปก่อน เราก็นิ่งในนิ่งตรงนี้แหละ นิ่งในนิ่ง นิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ อย่างสบาย มีความสุข
แล้วเราก็นอนรอประสบการณ์ภายในไปอย่างใจเย็นๆ ไม่มีความเร่งลุ้นใดๆ ทั้งสิ้นเลย เราก็จะทำใจนิ่งไปเรื่อยๆ การทำหยุด ทำนิ่งน่ะแหละทำให้ใจเราละเอียดอย่างละมุนละไม ธรรมะภายในเป็นของละเอียด เป็นของเย็นน่ะแหละ ถ้าใจเราละเอียดเท่ากับสิ่งที่อยู่ภายใน เราก็จะมีโอกาสได้สัมผัสธรรมะ ใจละเอียดเท่ากับความสว่างก็จะเป็นความสว่าง ถ้าละเอียดเท่ากับดวงธรรม ก็จะเห็นดวงธรรม ถ้าใจละเอียดเท่ากับธรรมกาย ก็จะเห็นธรรมกาย
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
หยุดนิ่งเฉย สบายน่ะแหละ ใจเย็นๆ เป็นตัวสำเร็จ เราก็เอาใจหยุดนิ่งไปเรื่อยๆ นะ แล้วก็เฉยๆ ไม่ยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้นน่ะแหละ นิ่งไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่กังวลอะไรในโลกเลย จะเรื่องคน สัตว์ สิ่งของ หรืออะไรก็ตาม แม้กระทั่งประสบการณ์ภายใน เราก็ไม่ได้กังวล หน้าที่ของเราก็นิ่งไปที่กลางอย่างเดียว หยุดนิ่งสบาย แล้วก็ไม่มีความคิดใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีคำถาม เรานิ่งอย่างเดียวน่ะแหละ
เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านได้ชี้ไว้แล้วว่าหยุดนิ่งเป็นตัวสำเร็จ ตั้งแต่เบื้องต้นกระทั่งเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่ยังมืดๆ นั่นแหละ กระทั่งเห็นความสว่างได้ เห็นดวงธรรมได้ เห็นกายในกายได้ เห็นพระธรรมกาย ก็อาศัยหยุดกับนิ่งอย่างเดียวตลอดเส้นทาง ไม่ได้อาศัยวิธีอื่นเลย วิชชาธรรมกายจึงอัศจรรย์ทีเดียว ใช้วิธีเดียวตั้งแต่ต้นกระทั่งถึงที่สุด แล้วก็เอานิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ นั่นแหละ แล้วก็นิ่งในนิ่งต่อไป นิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ จิตของเรา ใจของเราก็จะละมุนละไม ละเอียดอ่อนไปเรื่อยๆ ถ้าเราทำเฉยๆ ใจของเราก็ยิ่งสะอาด ยิ่งบริสุทธิ์ เราไม่ต้องทำอะไรเลยนั่นแหละ นิ่งไปเรื่อยๆ นิ่งอย่างเดียวเลย อย่างมีความสุข
ถ้าเรานิ่งมากเข้า เราก็ถูกส่วนมากขึ้น ยิ่งนิ่งก็ยิ่งเบา ยิ่งสบายนั่นแหละ ยิ่งเบาสบายก็แสดงว่ายิ่งถูก นั่นแหละ ก็มาถูกทางแล้ว ใจนิ่ง กายต้องสบาย ผ่อนคลายไปเรื่อยๆ เลย ยิ่งนิ่งยิ่งคลี่คลายยิ่งมีความสุข แม้ในเบื้องต้นจะเห็นอะไรก็ตาม กายก็เป็นสุขทีเดียว สดชื่น เบิกบาน ยิ่งเข้ากลางแล้วก็ยิ่งเบิกบานไปเรื่อยๆ ถูกส่วนก็จะสว่าง ก็จะปรากฏให้เราเห็นเอง ความสว่างภายใน หรือบางครั้งเราสัมผัสได้ที่ตัวเรานี่แหละ ใจยิ่งนิ่ง ใจยิ่งคลายไปเรื่อยๆ เรารู้สึกว่าตัวเราเบาขึ้นไปเรื่อยๆ บางครั้งเหมือนตัวเรายืดได้ ตัวขยายพองโตได้ เราก็อย่าไปตื่นเต้น หรือตกใจ หรือดีใจ ทำเฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ว่าตัวขยายนั่นแหละ กายจะต้องขยายออกไป กว้างออกไปทั้งตัวไม่มี กายภายในจะต้องผุดซ้อนขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นอาการปกติ
เพราะงั้นที่จะได้ธรรมะ กายภายนอกต้องขยายไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหยุด บางทีเราเห็นพระต่างๆ เกิดขึ้น บางครั้งอาจจะไม่ใช่ภาพดวงธรรม ก็อย่าไปตกใจหรือหงุดหงิดเสียก่อน ก็เฉยๆ ภาพนั้นอาจจะสีไม่ใส เราก็ดูไปเท่าที่มีให้ดู
สมัยคุณยายทองสุกนั่นแหละ ท่านขัดกระโถน แล้วมานั่งธรรมะ พอใจสบายก็เห็นกระโถนที่ขัดเอาไว้ที่วัดปากน้ำมันลอยมา แล้วท่านก็ไม่เอา ตอนหลังก็ทำเฉยๆ ก็ปรากฏว่าใสขึ้นไปเรื่อยๆ กระทั่งเป็นดวงในที่สุด เราก็เหมือนกัน ภาพที่เกิดขึ้นในสมาธิ เป็นภาพทางใจนั้นน่ะ เป็นภาพอะไรก็ตาม อย่างในขณะนี้ เกิดที่ตรงไหนเราก็เฉยๆ ไปก่อนนะ ทำใจหยุดใจนิ่งไปเรื่อยๆ ยิ่งนิ่งเบาๆ สบายๆ นั่นแหละ นิ่งอย่างเดียวไปเลยน่ะแหละ
แล้วก็ตามหนังสือที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านชี้แนะ ท่านเตือนว่ามีอะไรให้ดู ก็ดูเท่าที่มีให้ดู เมื่อเรานิ่งแล้ว มีอะไรให้ดู ก็ดูเท่าที่มีให้ดู มีแค่ไหนเราก็ดูแค่นั้นแหละ รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีคำถาม ไม่มีคำถามเลย ไม่ต้องเอ๊ะเลยว่ามาจากไหน หายไปไหน ไม่มีคำถามเลย การมาการไปก็เฉยๆ มาแล้วหายไป ก็ไม่ได้ตามหาย นิ่งต่อไปน่ะแหละ ดวงธรรมยังคงอยู่ เราก็เฉยๆ น่ะแหละ จะขยายไม่ขยาย เราก็เฉยๆ หน้าที่คือเรานิ่งอย่างเดียว นิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ อย่างสบาย มีความสุข ทำเพียงแค่นี้แหละ จิตของเราก็จะละมุนละไม จิตของเราก็จะละเอียดอ่อนไปเรื่อยๆ ทีเดียว
หากว่าทำถูกสูตร ถูกวิธี เราจะมีความก้าวหน้าแน่นอนในการปฏิบัติธรรม เราจะมีความสุขเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทีเดียว เราจะมีความมั่นใจ นี่แหละการปฏิบัติธรรมเป็นหัวใจที่สุดสำคัญในการสร้างบารมี นี่ถ้าเราได้ศึกษาวิชชาธรรมกายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้วนี่ เรายิ่งอัศจรรย์ใจในตัวเรา เห็นคุณค่าของการสร้างบารมียิ่งขึ้น สักวันหนึ่งในที่นี้ก็เป็นผู้มีบุญมากทั้งนั้น เมื่อใดก็ตามที่เรามีส่วนช่วยกันปลดกังวล ภารกิจหยาบจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา เพื่อให้ท่านได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย ได้ทำธรรมกาย ตอนนั้นเราก็จะมีโอกาสได้ศึกษาวิชชาธรรมกายไปด้วย ช่วยหลวงพ่อปลดกังวล แล้วก็ช่วยตัวเองได้ศึกษาวิชชาธรรมกาย อันเป็นวิชชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาลทีเดียว แล้วก็หยุดในหยุด นิ่งในนิ่งไปเรื่อยๆ นะ นิ่งไปเรื่อยๆ อย่างมีความสุข นั่งรอประสบการณ์อย่างมีความสุขทีเดียว งั้นต่างคนต่างทำกันให้ดีนะ
เมื่อใจเราใส ใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ดีแล้ว ต่อนี้ไป เราจะได้นึกน้อมบุญกุศลที่เกิดขึ้นในวันนี้ พวกเราได้มาฟังสวดพระอภิธรรมพร้อมๆ กัน ได้ฟังธรรมเทศนา ได้มีโอกาสปฏิบัติบูชาด้วยการทำภาวนานี่แหละ นึกรวมบุญเหล่านี้ไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา อุทิศบุญนี้แด่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย ซึ่งตอนนี้ท่านก็เป็นสมณะเทพบุตรอยู่ที่ดุสิตภพ ก็นึกน้อมบุญนี้ถวายแด่คุณยายอาจารย์ของเรา
แล้วก็นึกขอบุญบารมี ให้คุณยายท่านคุ้มครองรักษาพวกเรา ให้เราได้สร้างบารมีได้ตลอดรอดฝั่ง เป็นนักสร้างบารมีผู้เข้มแข็ง ให้จิตใจอาจหาญร่าเริงในการสร้างบารมี ไม่เบื่อหน่าย ไม่ท้อแท้ แม้มีอุปสรรคมากมายเพียงใด ก็ขอให้มีกำลังใจ มีปัญญาที่จะเอาชนะลุล่วงไปด้วยดี ให้เรารู้แจ้งแทงตลอดวิชชาธรรมกาย ธรรมใดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำบรรลุ คุณยายบรรลุก็ขอให้เราบรรลุธรรมนั้น นึกอธิษฐานตามใจชอบกันนะ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 12
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\พฤษภาคม\44-05-20 EW-YNT.doc