เวลาที่ยังเหลืออยู่
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานคุณยาย ผู้ไม่ประมาทในการสร้างบุญสร้างบารมีทุกท่านนะ (สาธุ)
พวกเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า ถ้าหากชีวิตของเราเหลืออีกเพียง ๖ ชั่วโมงเท่านั้น เราจะใช้เวลาที่เหลือนี้ทำอะไร หลวงพี่คิดว่าถ้าเป็นบุคคลทางโลกทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้มาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาก็คงใช้เวลาที่เหลือนี้ทำในสิ่งที่เขาอยากจะทำ บางท่านอาจจะนำเวลาที่เหลือไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ที่เขาไม่เคยไป บางคนอาจจะใช้เวลาที่เหลือกระทำในสิ่งที่เขาไม่เคยลองทำ และอยากจะทำมานาน โดยที่ไม่สนใจว่าจะเป็นบุญหรือเป็นบาป บางคนอาจจะมัวแต่ร่ำร้องไห้พิไรรำพัน กล่าวคำอำลาแด่หมู่ญาติมิตรอันเป็นที่รัก บางคนอาจจะมัวยุ่งกับการเขียนพินัยกรรมว่าจะมอบสมบัติชิ้นนี้ให้แก่ใคร จะสละของสิ่งนี้ให้แก่ใคร
แต่หลวงพี่เชื่อมั่นว่าพวกเราซึ่งเป็นลูกหลานคุณยายทุกคน ถ้าเรามีเวลาเหลือเพียง ๖ ชั่วโมงอย่างนี้ พวกเราทุกคนก็คงใช้เวลาที่เหลือนี้สร้างบุญสร้างบารมีอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียว บางท่านอาจจะสละสมบัติสร้างมหาทานบารมีครั้งสุดท้ายในชีวิต เฉกเช่นเดียวกับพระบรมโพธิสัตว์ที่สละราชสมบัติออกผนวชฉันนั้น บางท่านอาจจะตั้งใจรักษาศีลอย่างยิ่งยวด ไม่ให้ศีลด่างพร้อยเลยแม้แต่นิดเดียว หรือบางท่านอาจจะตั้งใจเจริญสมาธิภาวนาอย่างเต็มที่ เพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกายให้ได้ใน ๖ ชั่วโมงสุดท้ายนี้
ที่แท้จริงแล้ว ในสภาวะความเป็นจริง พวกเชื่อไหมว่าชีวิตของพวกเรานักสร้างบารมีทั้งหลายตลอดจนชีวิตของชาวโลกทุกคนบนโลกนี้ ก็อยู่ในสถานะเช่นนั้นเหมือนกัน คือพวกเราล้วนแต่เหลือเวลากันคนละไม่เกิน ๖ ชั่วโมงเท่านั้น ทำไมหลวงพี่จึงพูดเช่นนี้ ที่หลวงพี่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ในปัจจุบันนี้ โดยทั่วไปแล้วมีประมาณ ๗๕ ปี หรือถ้าใครมีอายุยืนก็จะไม่เกินร้อยปี อายุร้อยปีบนโลกมนุษย์ของเรานี้ เมื่อเทียบกับสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นชั้นของนักสร้างบารมีทั้งหลาย พระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย ร้อยปีในโลกมนุษย์ของเรานี้ เป็นเพียง ๖ ชั่วโมงบนสวรรค์ชั้นดุสิตเท่านั้นเอง เพราะว่า ๑ วัน ๑ คืนบนสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นเทียบเท่ากับเวลาในโลกมนุษย์ ๔๐๐ ปี ดังนั้น ๑๐๐ ปีในโลกมนุษย์ก็เท่ากับ ๑ ใน ๔ ของวัน ก็คือ ๖ ชั่วโมงบนสวรรค์ชั้นดุสิต
เพราะฉะนั้นเวลาที่เพื่อน ๆ นักสร้างบารมีของเราบางท่านที่ท่านละสังขารไปแล้ว ละโลกไปแล้วมองดูพวกเรา เขาก็จะมีความรู้สึกเหมือนกับว่าวงจรชีวิตของเรานั้นสั้นนัก เปรียบเหมือนกับเราผู้ซึ่งเป็นมนุษย์ มองดูวงจรชีวิตของแมลงตัวเล็ก ๆ ที่มีเวลาอยู่เพียง ๖ ชั่วโมง เรามองแมลงนั้นว่ามีชีวิตสั้นฉันใด เทวดาชั้นดุสิต เพื่อนสหธรรมิกของเรา ก็มองเราว่ามีอายุสั้นเช่นนั้นเหมือนกัน
เท่านั้นยังไม่พอ จริง ๆ แล้วเวลานี้พวกเราทุก ๆ คนก็ล้วนใช้ชีวิตกันมาคนละ ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง มากกว่านั้นบ้าง เราใช้เวลากันมามากพอสมควรแล้ว เหลือไม่ถึง ๖ ชั่วโมงแล้ว และนอกจากนี้ยังมีโบราณบัณฑิต ผู้รู้นักปราชญ์ในกาลก่อน ท่านได้แบ่งชีวิตของมนุษย์เอาไว้เป็น ๑๐ ช่วงด้วยกัน แบ่งชีวิตของมนุษย์ทุก ๆ คนเป็น ๑๐ ช่วง ช่วงละ ๑๐ ปี
โดย ๑๐ ปีแรก ท่านเรียกว่ามันทะทสกะ ช่วงอายุมนุษย์ ๑ ถึง ๑๐ เป็นช่วงชีวิตแห่งความเป็นเด็กอ่อน
ช่วงที่ ๒ ท่านเรียกว่าขิฑฑาทสกะ อายุ ๑๑ ถึง ๒๐ ปี เป็นช่วงเวลาแห่งความคึกคะนองของวัยรุ่น
ช่วงที่ ๓ อายุระหว่าง ๒๑ ถึง ๓๐ ปี ท่านเรียกว่าวัณณะทสกะ เป็นช่วงชีวิตแห่งความสวยงามทางด้านผิวพรรณวรรณะ
ช่วงชีวิตช่วงที่ ๔ ๓๑ ถึง ๔๐ ปี ท่านเรียกว่าพละทสกะ เป็นช่วงชีวิตแห่งความมีกำลังวังชาสมบูรณ์
ช่วงชีวิตช่วงที่ ๕ ๔๑ ถึง ๕๐ ปี ท่านเรียกว่าปัญญาทสกะ เป็นช่วงที่มีปัญญาสมบูรณ์ ฉลาดรอบรู้ในสิ่งต่าง ๆ
ช่วงที่ ๖ ช่วงอายุ ๕๑ ถึง ๖๐ ปี ท่านเรียกว่าหานิทสกะ คือเป็นช่วงชีวิตแห่งความเสื่อมของร่างกาย
ช่วงที่ ๗ ช่วงอายุมนุษย์ ๖๑ ถึง ๗๐ ปี ท่านเรียกว่าปัพภาระทสกะ เป็นช่วงแห่งความมีกาย เงื้อมไปข้างหน้า
ช่วงที่ ๘ ช่วง ๗๑ ถึง ๘๐ ปี ท่านเรียกว่าวังกะทสกะ เป็นช่วงแห่งความมีกายคดโกง
ช่วงที่ ๙ ช่วง ๙๑ ถึง ช่วง ๘๑ ถึง ๙๐ ปี ท่านเรียกว่าโมมูหะทสกะ เป็นช่วงชีวิตแห่งความหลงเลอะเลือน
และช่วงสุดท้าย ช่วง ๙๑ ถึง ๑๐๐ ปี ท่านเรียกว่าสยนะทสกะ เป็นช่วงชีวิตแห่งการนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่
ถ้าเราสังเกตให้ดี เราจะพบว่าช่วงชีวิต ๕๐ ปีสุดท้ายเป็นช่วงชีวิตที่ไม่เอื้อต่อการสร้างบารมีเลยแม้แต่น้อย เป็นช่วงแห่งความเสื่อมบ้าง เป็นช่วงแห่งความมีกายเงื้อมไปข้างหน้าบ้าง เป็นช่วงแห่งความมีกายคดโกงบ้าง เป็นช่วงแห่งความหลง เลอะเลือนบ้าง เป็นช่วงแห่งการนอนนิ่ง ๆ อยู่กับที่บ้าง
จะเห็นได้ว่า เวลาไม่ถึง ๖ ชั่วโมงที่เราเหลืออยู่นี้ เป็น ๖ ชั่วโมงที่ไม่สมบูรณ์ เป็น ๖ ชั่วโมง ที่ต้องพบกับความเสื่อมของร่างกายอีกมากในช่วงบั้นปลายของชีวิต ฉะนั้นใครที่คิดไว้ในช่วงแรกที่หลวงพี่ถามว่าถ้าเราเหลือ ๖ ชั่วโมงเราจะทำอะไร ใครตั้งใจไว้อย่างไร ก็จงตั้งใจทำให้ดี ๆ ผู้ฉลาด ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ไม่ประมาท ย่อมใช้เวลาของชีวิตในการสร้างบุญสร้างบารมีอย่างเต็มที่
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา ท่านเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชีวิตที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ท่านสามารถใช้เวลา ๖ ชั่วโมง นี้สร้างมหาทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ ท่านสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ ทุ่มเทชีวิตจิตใจพลีให้แก่พระพุทธศาสนา จนกระทั่งมาเป็นวัดพระธรรมกาย อันเป็นดินแดนในการสร้างบารมีของพวกเราทั้งหลาย จนกระทั่งมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว แล้วก็คณะพระภิกษุสงฆ์ทุกรูปตลอดจนถึงพวกเราทุกท่าน ณ วันนี้ นี่ล้วนแต่เป็นความทุ่มเทกาย ใจ การสละกำลังทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของท่าน ในการสร้างบารมีทั้งสิ้น
คุณยายท่านสามารถใช้ ๖ ชั่วโมง นี้ฝึกฝนอบรมตนเองจนมีความบริสุทธิ์พร้อมทั้งกาย วาจา ใจ เป็นเพชรงามในพระพุทธศาสนา ชีวิตของท่านบริสุทธิ์ตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง และในที่สุด ท่านสามารถฝึกฝนอบรมตนเองอย่างยากที่จะหาใครจะฝึกอย่างท่านได้
และคุณยายของเรา ท่านยังสามารถใช้เวลาเพียง ๖ ชั่วโมงนี้ทำสมาธิ ฝึกสมาธิเจริญภาวนา ศึกษาวิชชาธรรมกายอย่างยิ่งยวด อย่างที่พวกเราทั้งหลายคงทราบกันดีว่าในสมัยก่อนที่ท่านจะสร้างวัดนั้น ท่านนั่งสมาธิถึงวันละ ๑๒ ชั่วโมง ไม่ใช่เป็นปี ไม่ใช่ ๒ ปี ไม่ใช่ ๕ ปี ไม่ใช่ ๑๐ ปี แต่เป็นหลาย ๆ สิบปี ท่านทำของท่านมาอย่างนั้น จนญาณทัสสนะของท่านแม่นยำ เฉียบแหลมเป็นเลิศ จนถึงกับพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำท่านกล่าวชมในท่ามกลางบรรดาลูกศิษย์ว่าคุณยายของเรานั้นเป็นหนึ่งไม่มีสอง
หลวงพี่มองชีวิตของคุณยายแล้ว หลวงพี่ก็นึกอัศจรรย์ใจว่าไม่น่าเชื่อว่าชีวิตของบุคคลคนหนึ่งจะสามารถสั่งสมสิ่งที่มหัศจรรย์ สิ่งที่เป็นไปได้ยากเหล่านี้ให้บังเกิดขึ้นในช่วงชีวิตเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนได้ชื่อว่าเป็นลูกหลานคุณยาย จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาปฏิปทาของท่าน ศึกษาการดำเนินชีวิตของท่าน ศึกษาแนวคิด คำพูดและการกระทำของท่านไว้อย่างละเอียด เพื่อที่เราจะได้เดินตามรอยของท่าน ท่านคิดอย่างไร เราคิดอย่างนั้น ท่านพูดอย่างไร เราจะพูดอย่างนั้น ท่านทำอย่างไร เราจะทำอย่างนั้น เพื่อที่ว่า ๖ ชั่วโมงที่เราลงมาเป็นมนุษย์ มาเกิดมาสร้างบารมีในครั้งนี้จะได้เป็น ๖ ชั่วโมงที่สมบูรณ์ที่สุด และเป็น ๖ ชั่วโมงที่ทำให้บารมีของเราเต็มเปี่ยม เพื่อมุ่งไปที่สุดแห่งธรรมได้โดยเร็วพลัน
ในวันนี้หลวงพี่ก็มีข้อคิดสั้น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากพวกเราเพียงเท่านี้ เวลาต่อจากนี้ไปขอเรียนเชิญทุกท่านได้ตั้งใจปฏิบัติธรรม เจริญสมาธิภาวนาตามอย่างที่คุณยายท่านได้แนะนำพร่ำสอนเอาไว้นะ ให้เราปรับร่างกายของเราให้สบาย ๆ ปรับใจของเราให้นิ่ง นิ่งในนิ่ง นิ่งในนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกาย ให้เราได้ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเราทุกท่านไว้ที่ศูนย์กลางกาย นึกน้อมให้ท่านคลุมร่างกายของเรา คลุมจิตใจ คลุมศูนย์กลางกายของเราเอาไว้ ให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับท่าน ท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเรา
หยุดใจอย่างแผ่วเบาสบาย ประคองนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกาย พวกเราทุกคนล้วนมีบุญลาภอันประเสริฐ มีโชคอันยิ่งใหญ่ที่ได้มารู้ ที่ได้มาเห็น ที่ได้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ในบุคคลมหัศจรรย์ บุคคลผู้ประเสริฐยิ่งอย่างคุณยายของเรา คนเรามีความเคารพนับถือใคร บูชาบุคคลแบบใด ก็จะเป็นแบบนั้น การที่เราได้มาบูชาคุณยาย ได้มาเป็นลูกศิษย์ท่าน มาเป็นลูกหลานของท่าน ก็จะทำให้เราได้ศึกษาปฏิปทา และจะได้เดินตามรอยของท่าน และยังจะได้อยู่ในความคุ้มครองดูแลของท่านตลอดไป
ฉะนั้นเวลาที่เหลือต่อจากนี้ เราจะได้ตั้งใจปฏิบัติบูชาเจริญสมาธิภาวนา ให้เวลาที่เหลืออยู่ไม่ถึง ๖ ชั่วโมงนี้เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญกุศลล้วน ๆ สร้างบารมีอย่างเต็มที่ ประดุจเดียวกับเรือนที่ถูกไฟไหม้ ผู้เป็นเจ้าของย่อมนำสิ่งของออกไปให้ได้มากที่สุดฉันใด ร่างกายของเราถูกความชรา ถูกพยาธิ ถูกมรณะแผดเผาอยู่ทุกวี่ทุกวัน สิ่งที่เราจะนำออกไปได้นั้นก็มีแต่บุญบารมีเท่านั้น ให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรม ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
*********************************** จบ ***********************************