ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สัจจะของคนจริง

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถระทุกรูปที่มีพรรษาแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ายอดนักสร้างบารมีทุกท่าน (สาธุ) ก่อนอื่น หลวงพี่ต้องขอบอกก่อนเลยว่าหลวงพี่นั้นไม่ใช่พระนักเทศน์ แต่ที่มาแสดงธรรมในครั้งนี้ก็ด้วยหัวใจที่อยากจะบูชาธรรมคุณยายอาจารย์ จากที่หลวงพี่ได้ฟังหลวงพี่สุวิชชาโภ ท่านเคยพูดถึงยายไว้ว่า ยายเป็นผู้ให้ที่แท้จริง ให้โดยที่ไม่เคยขอสิ่งใดตอบแทนเลย ทั้งที่ลูกศิษย์อยากจะให้ แต่ยายไม่เคยขอ จะขอก็แต่เพียง ให้พวกเราได้ทำบุญร่วมกับยายเยอะ ๆ เพื่อให้เราได้มีสมบัติติดตัวไป แต่พวกเราขออะไรยายบ้าง ขอให้ได้เป็นเศรษฐี ขอให้ได้สมบัติจักรพรรดิตักไม่พร่อง ขอให้ได้ทำมาค้าขายคล่องกำไรงาม ขอสารพัด ขอแทบทุกอย่าง และเราได้ให้อะไรยายบ้าง ส่วนตัวหลวงพี่เองนั้น ขอเหมือนกัน ขอแทบทุกวันเลย ขอให้ได้ร่วมสร้างบุญสร้างบารมีกับยาย ขอให้ได้รู้แจ้งเห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมะที่หลวงพ่อคุณยายได้บรรลุ ขอสารพัด ขอทุกอย่าง แล้วเราได้ให้อะไรแก่ยายบ้าง แล้วทำไมกับการที่หลวงพี่ขึ้นมาแสดงธรรมบูชายาย หลวงพี่จะไม่ทำบ้าง มีบุญคุณกับเรามากขนาดนี้ บางท่านอาจจะมาไม่ทันได้เห็นคุณธรรมของยาย แต่ให้พวกเรานึกเลยว่าถ้าไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย หลวงพี่ก็จะไม่ได้มานั่งเทศน์อยู่ตรงนี้ พวกเราก็เช่นเดียวกัน ไม่มีวัดพระธรรมกายแล้วเราจะไปอยู่กันที่ไหน หลวงพี่ลองมานึกดู ถ้าไม่ได้เข้าวัดแล้วจะเป็นยังไง ศีล ๕ จะรักษาได้ไหม พูดถึงการรักษาแล้ว หลวงพี่คิดว่าอย่าให้พูดถึงเลย แค่นึกถึงก็ยังไม่เคยนึก ก่อนที่จะบวชเป็นอย่างนี้จริง ๆ ศีล ๕ มีอะไรบ้างก็ไม่ทราบ ถ้าจะดูถึงศีลข้อที่ ๑ ปาณา ห้ามฆ่าสัตว์ ที่ว่าสัตว์ใหญ่ ๆ นี้ไม่ต้องพูด เอาแค่ยุงเท่านั้น ยุงนี่ตบมานับไม่ถ้วนแล้ว ฆ่าสัตว์มามากนักต่อนัก ศีลข้อที่ ๒ ห้ามลักทรัพย์ ก่อนบวช ถ้าจะว่าลักแล้ว ก็คงไม่เคย ถ้าจะมีก็คงจะเป็นของ นั่นแหละ ของคุณพ่อคุณแม่ หยิบมาโดยไม่ได้ขอ ศีลข้อที่ ๓ เป็นยังไงบ้าง กาเม ไม่ประพฤติผิดในกาม ก่อนบวชหลวงพี่ไม่เคยที่จะประพฤติผิดในกาม แต่ถ้าไม่ได้มาบวช หลวงพี่ว่าก็ไม่แน่เหมือนกัน ศีลข้อที่ ๔ มุสา ห้ามโกหก ก่อนบวชหลวงพี่ก็ว่า หลวงพี่เป็นคนพูดน้อย แต่หลวงพี่เรียนจบนิติศาสตร์ ทนายความ ถ้าไม่ได้บวชนี่สงสัยต้องโกหก โอ้โฮ สารพัดเลยนะ ศีลข้อที่ ๕ สุราเมรายะ ห้ามดื่มสุราเมรัย ก่อนบวชก็ดื่มบ้าง ไม่มาก แต่ก็มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนในช่วงฉลองปีใหม่ หลวงพี่ก็นึกอยากลอง เอ๊ะ เหล้านี้ที่เขาว่า กินแล้วเมา เมาแล้วเดินไม่ตรงมันจริงไหม อยากลอง พอลองแล้วผลเป็นยังไง ไม่ใช่เดินไม่ตรงนะ เดินไม่ได้ คลาน ๔ ขาเลย ถึงขนาดนั้นเลย ถ้าเราเป็นอย่างนี้ ศีล ๕ รักษาไม่ได้ขนาดนี้ แล้วเราจะตกนรกหรือไม่ หลวงพี่ว่าแน่นอนเลย เพราะฉะนั้นการที่หลวงพี่ได้มาบวช ก็เท่ากับว่าคุณยาย วัดพระธรรมกายได้ช่วยให้ไม่ต้องตกนรก ได้ช่วยไว้จริง ๆ ทำไมบางครั้งการที่เราตั้งใจทำสิ่งใดแล้วทำสำเร็จ แต่ทำไม บางครั้งเราทำไม่สำเร็จ บางเรื่องเราทำ เราตั้งใจแล้วเราทำได้ แต่บางเรื่องเราตั้งใจกี่ครั้ง ๆ ทำไม่ได้สักครั้ง หรือบางครั้งที่ทำได้ก็ทำได้ไม่ดี มันมีสาเหตุมาจากอะไร ความตั้งใจของเรานั้นก็คือสัจจบารมีของเรานั่นเอง เรามีสัจจบารมีมากน้อยแค่ไหน สัจจบารมีเป็น ๑ ในบารมี ๑๐ ทัศ วันนี้หลวงพี่จะมาเทศน์เรื่องสัจจบารมี ยกตัวอย่างก็จากตัวของหลวงพี่เองนี้แหละ ไม่ทราบว่าทุกคนในที่นี้เป็นเหมือนอย่างหลวงพี่หรือเปล่า ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ ป.๒ - ป.๓ ตั้งใจเลยนะ คราวที่แล้วผ่านมาไม่ได้ดูหนังสือ สอบมาได้ที่ไม่ดีเลย สิบกว่า ๆ พอเริ่มต้นปีใหม่นี่ ตั้งใจเลย จะดูหนังสือเลยนะตั้งแต่ต้นเทอม แต่ผลเป็นยังไง ดูเหมือนกัน ไม่เกิน ๑๐ วัน เราก็เลิกดู ไปเที่ยวไปเล่น เป็นอย่างนี้ได้ทุกปี เป็นอย่างนี้ได้ทุกทีไป หลวงพี่ก็สงสัย เอ๊ะ ทำไมเราตั้งใจตั้งสัจจะว่าจะดูหนังสือ ตั้งแต่ต้นเทอม แล้วทำไมทำไม่ได้ ทำได้ก็แป๊บเดียว แล้วหลวงพี่ไม่เหมือนคนอื่น บางคนอาจคิดว่าหลวงพี่ตั้งใจแค่ ๒-๓ ปี ๔ ปี ทำไม่ได้แล้วก็เลิก ไม่ใช่นะ จนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี ตั้งใจแบบนี้มาตลอด ไม่รู้จบมาได้ยังไงเหมือนกัน หลวงพี่เข้าวัดครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๒๖ ก่อนที่จะมาเข้าวัดได้ครั้งแรกนั้น ต้องรออยู่ ๓ ปี อยากจะมาวัดตั้ง ๓ ปีแล้ว แต่มาไม่ได้ ก็แปลกดี ทำไม บางท่านอาจจะมีหลายสาเหตุ เข้าวัดมาด้วยหลายอย่างที่แปลกแตกต่างกัน แต่ของหลวงพี่นี้รอมาตั้ง ๓ ปี รอที่จะให้ใครมาชวน เห็นป้ายโฆษณาชักชวนมาวัดที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลวงพี่เรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ปี ๑ ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เห็นเขาจัดนิทรรศการทางก้าวหน้า นิทรรศการมงคลชีวิต ก็ชอบนะ โอ้ เห็นก็ชอบ อยากมา ก็ไปชวนเพื่อนสนิทด้วยกัน ๔-๕ คน พอไปชวนเพื่อนเท่านั้น เพื่อนบอกโอ้โฮ วัดพระธรรมกายนี่ไกล เดินทางก็ลำบาก สมัยนั้นลำบาก ทางเล็กนิดเดียว ทางเป็นลูกรังด้วย ชวนเท่าไหร่ก็ไม่มา ไปถามอีกคน โอ๊ย ไม่ไปหรอก ไกลขนาดนี้ ไปเที่ยวดีกว่า ไปชวนกี่คนกี่คนก็จะได้เหตุผลได้คำตอบคล้าย ๆ กัน ตกลงแล้วปีนั้นหลวงพี่ไม่ได้ไป ๑ ปี พอขึ้นปี ๒ เห็นเขาจัดนิทรรศการ ก็อยากไปอีก ก็ไปเดินดูที่เขากำลังจัด น้อง ๆ ชมรมพุทธที่เขาจัดอยู่ ไปเดินดู เดินยิ้ม ๆ ไม่เห็นเขาทักทายเรา ชวนเรา เอ๊ะ หรือสงสัยหน้าตาเรามันไม่น่าเข้าวัดหรือไง หลวงพี่ก็นึกอย่างนั้น ผลสุดท้ายก็เลยต้องไปชวนเพื่อนอีก พอชวนแล้วก็ได้คำตอบเหมือนเดิม ตกลงแล้ว ๒ ปีแล้วก็ไม่ได้ไป พอมาปีที่ ๓ ก็เหมือนเดิมอีกแล้วไปดูเห็นนิทรรศการเหมือนเดิม อยากไปมาก อยากไปมากจริง ๆ เดินใกล้ ๆ น้อง ลองซิเขาจะชวนไหม ก็ไม่เห็นชวน เราก็กลัวมาคนเดียว ก็จะหว่าเหว่ เก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะไปไหน แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิม หลวงพี่ตัดสินใจไปชวนเพื่อนอีกที ถึงแม้เพื่อนไม่ไป หลวงพี่ก็จะไปเอง ตกลงแล้วสรุปแล้วก็ได้ไป แต่ใช้เวลาถึง ๓ ปี หลวงพี่ก็มาคิดมานึก ทำไมหลวงพี่เป็นอย่างนี้ ไม่เคยเป็นผู้นำบุญเลยหรือ ไม่เคยเป็นกัลยาณมิตรเลยหรือ ไม่เคยชวนใครทำความดี ชวนทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิเลยหรือ ถึงไม่มีใครมาชวนเลย ไปชวนเขา เขาก็ไม่ไป แต่อย่างพวกเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ หลวงพี่ว่าคงจะต่างกันกับหลวงพี่ ชาตินี้นี่ได้ทำบุญ ได้ชวนคนมาวัด ได้เปิดบ้านกัลยาณมิตร ทำกันถึงขนาดนี้แล้วนี่ ชาติหน้าก็คงมีคนมาชวนเรา ชวนเช้าชวนเย็นเลย แต่อย่าให้มาชวนเช้าชวนเย็น ชวนถึง ๔-๕ ปีแล้วยังไม่มานะ หลวงพี่ก็แปลกใจทำไมเป็นอย่างนี้ ตกลงแล้วก็ได้มาวัดครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๒๖ พอมาถึงวัดครั้งแรกได้ฟังธรรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ฟังไปนั่งสมาธิไปก็ประทับใจ พอนั่งได้ดี ใจใส ใจเบิกบาน พอกลับมาเท่านั้นแหละ ทำไมมันมีพลังใจมาก อยากจะทำความดีไปหมด นั่งสมาธิแค่แป๊บเดียว มันมีพลังใจ ตอนนั้นหลวงพี่เรียนรามฯ ปี ๓ ก็มีเพื่อนเป็นติวเตอร์ พอดีช่วงนั้นเขาไม่ว่าง เขาจะต้องขึ้นติวพรุ่งนี้ เขามาหาหลวงพี่บอก ธรรมศักดิ์ ช่วยติวแทนหน่อยซิ อะไรกัน โอ้โฮ คนมานั่งฟังเขาทีเป็นร้อย เราไม่เคยขึ้นเวทีเลย จะไปติวแทนได้ยังไง แต่ตอนนั้นไม่ยักจะคิดอย่างนี้นะ มันมีความมั่นใจหลังจากที่ได้มาวัด มานั่งสมาธิ มั่นใจมาก ตกลงโอเคเขาเลย รับปากเอ้า ติวก็ติว เดี๋ยวพรุ่งนี้ขึ้นไปติวแทน แล้วเป็นไง ติวได้ดีด้วยนะ เป็นเพราะจากการนั่งสมาธิทำให้เกิดพลังใจขนาดนี้ หลังจาก มาวัดครั้งแรก หลวงพี่ก็ตั้งใจเลยว่าจะมาบวชที่วัดพระธรรมกายหลังจากเรียนจบให้ได้ ตั้งใจอีกแล้วนะ ดูซิจะสำเร็จไหมคราวนี้ พอเรียนจบ ฝึกทนายอยู่ ๔-๕ เดือน หลวงพี่ก็ได้มาอบรมธรรมทายาทจริง ๆ ยังไม่แน่นะ อบรมเขาจะให้ผ่านหรือเปล่า พอดีปีนั้นอบรมปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นรุ่นที่พายุถล่ม พัดเต๊นท์ผ้าใบยักษ์ที่อยู่แถวสภาจาก ๑๓ หลัง พังทลายไปหมด ธรรมทายาทรุ่นนั้นอบรม ๑,๐๐๐ คน เป็นไง ถูกพายุพัดไป วันละร้อย ๒๐๐ คน ต่อมาอีกอาทิตย์ ฝนตกหนัก น้ำท่วมอีก ธรรมทายาทลอยไปตามน้ำอีก ตกลงแล้วเหลือบวช จากพันเหลือแค่ ๕๐๐ คน ตัวหลวงพี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนที่อบรมมีเพื่อนคนหนึ่งมาชวนหลวงพี่ บอกว่าทนทรมานเหลือเกิน มาอบรมธรรมทายาทนี่ไม่ไหวแล้ว ชวนหลวงพี่กลับบ้านดีกว่า ชวนหลวงพี่อยู่ ๓-๔ ครั้ง เสร็จแล้วเขาก็กลับบ้านไปจริง ๆ หลวงพี่ได้มาเห็นสมุดบันทึกของเขาเขียนทิ้งไว้ เขาเขียนไว้ว่าอย่างนี้ อบรมต่อไปก็ลำบากเหลือเกิน ทรมานเหลือเกิน ข้าวจะกินก็ลำบาก จะนอนก็ต้องนอนแช่น้ำ จะกลับบ้านหรือก็อายเขา ไม่อยากจะเอาหัวโล้นแบกหน้ากลับไปบ้าน แล้วก็ยังไม่ได้บวช เขียนว่าอย่างนี้ แต่ทำไมคราวนี้ หลวงพี่ตั้งสัจจะแล้วทำได้ มาคิดดูก็แปลก ทีตั้งใจดูหนังสือให้ครบตลอดทั้งปีทำไมทำไม่ได้ พอหลวงพี่บวชมาได้ ๕ พรรษาก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่ภูเรือ จ.เลย ปฏิบัติธรรมอยู่ ๗ วัน มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านไปนำนั่งด้วย โอ้โฮ นั่งได้ดีเลยนะ ใจใส ใจสว่าง ไหลลื่นเลย พอกลับมาก็ตั้งใจเลย เอาละ เป็นไงเป็นกัน คราวนี้จะต้อง ตอนนั้นพรรษา ๔ พรรษา ๕ นะ แต่ปัจจุบันนี้พรรษา ๑๔ สมัยนั้นตั้งใจมาก ฟิตมาก หลวงพ่อท่านพูดอย่างนี้ ท่านพูดอยู่เรื่อย ๆ ว่า จากคำของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ของจริงต้องคู่กับคนจริง ขอให้มันจริง ถ้าจริง ก็ต้องได้ จริงยังไง จริงแค่ชีวิตซิ แม้เลือดเนื้อจะแห้งเหือดหายไป เหลือแต่กระดูกหนังก็ช่างมัน ไม่ได้ยอมตาย ไม่ยอมลุกจากที่ หลวงพี่ฟังมาหลายครั้งหลายหน อยากทำบ้าง ลงมาจากภูเรือ เอาล่ะ คราวนี้เป็นไงเป็นกัน นัดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ไปภูเรือด้วยกัน เย็นนี้ไปกันที่โบสถ์ ไปถึงโบสถ์นั่นประมาณ ๓ ทุ่ม ก็นั่งไปได้สักพัก ยุงมันเยอะ ร้อนก็ร้อน ก็เลยเปลี่ยนที่นั่ง ตอนแรกนั่งอยู่หลังโบสถ์ ก็เลยเปลี่ยนไปนั่งในโบสถ์ พอนั่งแล้วหลวงพี่ก็เอาล่ะ ตัดสินใจอธิษฐานอย่างหลวงพ่อบ้าง แม้เลือดเนื้อแห้งเหือด จะแห้งเหือดหายไป เอาบ้าง ก็นั่งไปเลย ยุงพอมีบ้าง ในโบสถ์อบกว่าข้างนอก ก็นั่งไปสักพัก จนกระทั่งถึงเที่ยงคืนเป็นไง พระเพื่อนมาสะกิด โอ้ เมื่อยเหลือเกินไม่ไหวแล้ว ง่วงก็ง่วง กลับก่อน พอพระเพื่อนกลับ หลวงพี่ไหน ๆ เคยได้ตั้งอธิษฐานไว้แล้วใน วันที่บวชจริง ๆ แล้วเคยได้ตั้งสัจจะไว้ครั้งหนึ่งเหมือนกัน ครั้งนั้นนี่ตั้งสัจจะในโบสถ์เลยวันที่บวช ข้าพเจ้าจะขอตายคาผ้าเหลือง ไม่ขอสึก ที่จริงก็นำคำนี้มาจากหลวงปู่แหวน แต่ก่อนเคยอ่านหนังสือท่าน ศรัทธาท่าน พอเข้าโบสถ์บวชวันนั้นก็ตั้งสัจจะอย่างนี้ แปลกนะ ก็ทำได้ แล้วก็ช่วยประคับประคองให้หลวงพี่อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่พอมาวันที่นั่งเอาชีวิตเป็นเดิมพันอยู่ในโบสถ์ ก็เลยนึกถึง ไหน ๆ จะตายคาผ้าเหลืองแล้ว จะไปกลัวทำไม จะกลับตามเพื่อนไปทำไม เอาล่ะไม่กลับล่ะ นั่งอยู่อย่างนี้ ก็นั่งไปเรื่อย จนกระทั่งไก่ขัน ฟ้าสางแล้ว หลวงพี่ก็ลุกขึ้น ทำไมคราวนี้เราแพ้ ตั้งสัจจะคราวนี้ทำไมเราทำไม่ได้ เป็นเพราะอะไร หลวงพี่ก็กลับมานึกทบทวน มานึกดูถึงครูบาอาจารย์ของเรา หลวงปู่วัดปากน้ำทำไมท่านทำได้ แต่เราทำไมทำไม่ได้ หลวงปู่วัดปากน้ำนับตั้งแต่วันที่ท่านบวช จนถึง ๑๑ พรรษาที่ท่านบรรลุธรรม ท่านไม่เคยขาดนั่งสมาธิเลยแม้แต่วันเดียว แล้วหลวงพี่ล่ะ บวชมาแค่ ๔-๕ พรรษาเอง นั่งสมาธิขาดบ้าง เหนื่อยบ้าง ทำงานเยอะบ้าง วันนั้นไม่ได้นั่งบ้าง ป่วยบ้าง ไม่ได้นั่งบ้าง นับแล้ว ๔-๕ พรรษา จะเหลือวันที่นั่งจริง ๆ ถึง ๓ พรรษาหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ ไม่ใช่นั่งแบบหลับ แบบฟุ้งนะ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านทำได้เพราะท่านเป็นคนจริงอย่างนี้ จริงตั้งแต่วันแรกที่บวช จนกระทั่ง ๑๑ พรรษาที่ท่านบรรลุธรรม ทีนี้ เรามาดูคุณยายอาจารย์ของพวกเราบ้าง ท่านเด็ดเดี่ยวขนาดไหน เด็ดเดี่ยวขนาดที่ว่าอายุ ๒๖ ออกจากบ้าน เพื่อที่จะไปตามหาพ่อในสัมปรายภพ เพื่อขอขมา ทั้งที่ตัวเองก็เป็นผู้หญิง แต่ใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว วัดปากน้ำอยู่ไหนก็ยังไม่รู้เลย จะไปอยู่อะไรยังไงกับใครก็ยังไม่รู้ แต่ใจกล้าเด็ดเดี่ยวขนาดนั้น นี่ตัวอย่าง ต้องมีคุณธรรมขนาดนี้ ยายเป็นคนจริง พูดจริง ทำจริง จนมีคำกล่าวว่ายายพูดอย่างไร ยายทำอย่างนั้น ยายทำอย่างไร ยายพูดอย่างนั้น จนกระทั่งคุณยายทองสุขถึงกับเคยกล่าวไว้เลยว่า คำกล่าวของยาย ถ้าเอ็งว่าไม่แล้ว จะยังไง ๆ เอ็งก็ไม่อยู่นั่นแหละ นี่จริงอย่างนี้ เรื่องนี้ว่าไม่แล้ว จะขยั้นขยอยังไง คุณยายก็ไม่อยู่นั่นแหละ นี่คนจริง ลักษณะของคนจริงเป็นอย่างนี้ ทีนี้ หลวงพี่ก็เลยมาสรุปเลย หลวงพี่นี่ทำอย่างไรถึงจะตั้งสัจจะแล้วทำสำเร็จได้ ก็เลยสรุปมาได้ ๕ ข้อ ๑. บุญเก่าเราต้องมี ต้องมีพอสมควร ถ้าบุญเก่าไม่มีแล้ว ตั้งสัจจะอะไรไปแล้ว บุญเก่าเรื่องสัจจะไม่มี ตั้งแล้วการที่จะทำได้นั้นยาก แล้วก็ต้องประเมินกำลังตัวเองออกด้วย ตัวเองมีกำลังมากน้อยแค่ไหน ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกิดมาจนถึงบัดนี้ ตั้งใจตั้งสัจจะแล้วทำได้มากน้อยแค่ไหน ๒. ต้องทำสมาธิ ข้อนี้นี่สำคัญมากเลย การที่เราตั้งสัจจะแล้วจะสำเร็จไม่สำเร็จ ข้อนี้นี่สำคัญจริง ๆ ทำสมาธิ ต้องทำเป็นประจำด้วย ประจำยังไง ประจำให้ได้อย่างหลวงปู่วัดปากน้ำ ไม่ขาดเลยแม้สักวันเดียว ๓. ต้องมีอิทธิบาท ๔ พวกเราคงเคยได้ยินมาแล้ว อิทธิบาท ๔ มีอะไรบ้าง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ๔ ข้อ ฉันทะ ความพอใจ วิริยะ ความเพียร จิตตะ ความรับผิดชอบ วิมังสา นำมาประยุกต์ค้นหาเทคนิควิธี ทำให้สำเร็จ ฟังดูง่าย แต่ทำไมทำไม่ได้ เพราะอะไร เพราะสมาธินั่นเอง ต้องมีพลังใจที่จะทำ นั่นถึงทำได้ ถ้าขาดพลังใจแล้ว รู้วิธียังไงก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องนั่งสมาธิเป็นประจำ ๔. จะต้องรักษาสุขภาพ กายกับใจจะต้องไปด้วยกัน ถ้ากายไม่แข็งแรง ก็จะพลอยทำให้ใจไม่แข็งแรง ถ้าใจไม่มีพลัง ไม่แข็งแกร่ง กายก็อาจจะเสื่อมโทรม อาจจะท้อถอย ๕. ต้องแบ่งเวลาให้เป็น ข้อนี้ก็สำคัญเช่นกัน ดูตัวอย่างของคุณยายแล้ว คุณยายเรานี่เป็นไง ท่านแบ่งเวลานะ เช้านั่งสมาธิ บ่ายช่วยงาน ไปดูแลงานครัว ต้อนรับญาติโยม ตกเย็นออกกำลังกาย หลวงพี่จำภาพยายออกกำลังกายได้ เดินวนรอบลานธรรม เดินยกแขนขึ้นแขนลง จำได้แม่น แล้วก็ทำเป็นประจำด้วย เพราะฉะนั้นขอฝากพวกเราไว้เลยนะ การที่พวกเรา ได้ตั้งใจตั้งสัจจะ ตั้งกันมามาก ตั้งกันแทบทุกอาทิตย์เลยนะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านนำพวกเราให้ตั้งสัจจะ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจะไม่ขี้เกียจนั่งธรรมะอีกแล้ว เป็นไงจ๊ะ สำเร็จไหม เราตั้งสัจจะแล้วทำสำเร็จไหม หลวงพี่ว่าสำเร็จนะ หลวงพี่ว่าพวกเราทำได้ ถ้าเราทำ ๕ ข้ออย่างที่หลวงพี่ได้เล่ามานี่ ถ้าทำได้ รับรองสัจจะที่ตั้งทำสำเร็จแน่ อยากจะให้พวกเราลองทำดู ท้ายนี้ ก็ขอให้พวกเราได้นั่งหลับตา รวมใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย นึกถึงคุณยายมาตั้งไว้ที่กลางท้องของเรา นึกบูชาธรรมคุณยาย ที่ท่านมีพระคุณกับเรามาก จะนับจะประมาณมิได้ ถ้าไม่มีคุณยายก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ถ้าไม่มีวัดพระธรรมกายก็ไม่มีพวกเรานะ *********************************** จบ ***********************************