ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง กราบคารวะพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สาธุชน อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ)
ขันตี ปรมัง ตะโป ตีติกขา ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
หญ้าแพรกที่มีความทรหดอดทน ต้องแพร่ขยายพันธุ์ไปได้ทั่วทุกผืนแผ่นดิน ซึ่งพวกเรานิยมเอามาใช้ในวันไหว้ครูฉันใด บุคคลแม้มีความรู้น้อย มีกำลังทรัพย์น้อย แต่ถ้ามีความขวนขวาย และก็มีความอดทนเป็นเลิศ ก็ย่อมยังความสำเร็จให้กับชีวิตได้ฉันนั้น
วันนี้หลวงพี่ก็จะได้มาเล่าคุณธรรมของคุณยายเกี่ยวกับเรื่องความอดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประทับอยู่ในใจของหลวงพี่เรื่อยมา ความอดทนนั้นคืออะไร ความอดทนก็คือการรักษาสภาวะของใจให้เป็นปกติ ไม่ว่าจะกระทบกระทั่งกับสิ่งที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนา งานทุกชิ้นในโลกนี้ที่สำเร็จขึ้นได้ จะต้องมีความอดทนเป็นพื้นฐานที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จตามประสงค์ได้ ถ้าขาดขันติเสียแล้ว สิ่งต่างๆ ที่ได้บรรจงคิดสร้างขึ้นมาก็จะคั่งค้างได้
อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของงานแต่ละชิ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม คืออนุสาวรีย์ของความอดทนทั้งสิ้น ลองมาดูวัดพระธรรมกายและศูนย์กลางธรรมกายของโลกแห่งนี้ หลวงพี่อยากจะบอกว่านี่คืออนุสาวรีย์ขันติธรรมของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของพวกเรา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ยกเว้นปัญญาแล้ว เราสรรเสริญว่าขันติเป็นคุณธรรมอย่างยิ่ง ลักษณะของความอดทนนั้นเป็นอย่างไร ลักษณะของความอดทนข้อที่ ๑ คือความอดกลั้น จะอดกลั้นเรื่องอะไรบ้าง โบราณกาลท่านกล่าวไว้ง่ายๆ ว่าให้ทำตามตาไม้ไผ่ ให้ทำใจเหมือนแผ่นดิน ได้ยินเรื่องราวอะไรก็ให้เหมือนกับหูกระทะ ร่างกายของเราถ้าจะเอาชนะใครก็ตาม ก็ให้เหมือนผ้าเช็ดเท้า
เราดูว่าตาไม้ไผ่เป็นเช่นใด ตรงนี้ถ้าเราไปแถวๆ เพชรบุรีที่มีต้นตาลสูงๆ จะเห็นว่ามีบันไดที่เขาเรียกว่าผะอง ที่เขาใช้ปีนขึ้นไปเก็บลูกตาล ตาไม้ไผ่นี่ก็จะออกทั้ง ๒ ข้าง ซ้ายขวา ก็จะตัดประมาณสักคืบหนึ่ง แล้วก็ใช้ปีนขึ้นมาที่สูงๆ ได้อย่างสบายเลยนะ พอมีคนปีนขึ้นไปเก็บลูกตาล ไม่ว่าจะโดนเหยียบโดนย่ำสักกี่เท้าก็ตาม ตาไม้ไผ่ก็ไม่ได้ไปเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย ให้เราทำตาเช่นนั้นเลย เพราะว่าบางสิ่งที่เราไม่ควรจะดูก็ไม่ควรจะเอาใจไปออกทางตา แล้วก็ดูให้มันเป็น
แล้วใจเหมือนแผ่นดิน เป็นเช่นใด ถ้าพูดถึงคนทั่วไป ใจคนที่ไม่เคยฝึก ก็จะเหมือนกับขี้ผึ้งลนไฟ อ่อนปวกเปียก แต่พวกเรานักสร้างบารมีที่ผ่าน การฝึกตัวเองมา ถ้าเป็นลูกพระลูกเณรของพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็คือผ่านการฝึกฝน หล่อหลอมมาอย่างดีแล้ว ใจก็จะเป็นเหมือนแผ่นดิน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสกับสามเณรราหุลไว้ว่าแผ่นดินนี้ ใครจะเอาน้ำหอมไปราด มันจะดีใจไหม ก็ไม่ดีใจ หรือแม้จะเอาของสกปรกไปราดไปรด แผ่นดินไม่ทุกข์ใจ มันก็เฉยๆ ราหุล เธอทำใจให้ได้อย่างนั้นแหละ ถ้าทำใจได้อย่างนั้นล่ะก็ ใครจะมาพูดอะไรเธอก็ไม่ไปเอาเรื่องเอาราวใคร ให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมไป แล้วก็จะได้บรรลุธรรม เอาชนะกิเลสได้เร็ว พระองค์ก็ได้ตรัสอย่างนี้
ให้ทำหูเหมือนหูกระทะล่ะเป็นเช่นใด ประโยชน์ของหูกระทะก็คือเอาไว้แขวน หรือเอาไว้หิ้ว แต่ที่บอกว่าทำหูเหมือนหูกระทะก็คือว่าบางเรื่องเราเอง เอาหูเข้าไปฟัง พอฟังเสร็จก็เจ็บใจ ไม่ชอบใจ จริงๆ แล้ว ที่ผ่านมามีหลายท่านอาจจะบริภาษพวกเราหรือว่าหมู่คณะของพวกเรา พระเถระท่านก็ให้นัยยะว่าก็เหมือนกับเขาเอาของมาประเคน ครั้นไม่รับแล้ว ของไทยธรรมนั้นก็ตกกับผู้มาให้ ก็คือคำพูดใดก็ตามที่เขาพูดมา ถ้าเราไม่รับฟังเสียแล้วก็เป็นของผู้นั้นเอง ตรงนี้ทำหูเหมือนหูกระทะ
ร่างกายเราถึงแม้ว่าจะใหญ่โตก็ตาม แต่ถ้าอยากเอาชนะได้ให้ทำเหมือนผ้าเช็ดเท้า ลักษณะของผ้าเช็ดเท้า ก็คือไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม รองเท้าจะสกปรก หรือเลอะเทอะขนาดไหน เขาไม่เคยบ่นเลย ยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์และมั่นคงหมายความว่า พวกเราถ้าจะเป็นนักสร้างบารมีไม่ควรจะมีทิฐิมานะหรือว่าความถือตัวอยู่ในใจ
หลวงพี่ได้อ่านที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ตอบคำถามบอกว่าคุณยายมักจะพูดเสมอๆ ว่าตอนเด็ก ถ้าถึงคราวต้องไป รับจ้างเขาเทกระโถน คุณยายก็จะเอานะ เพราะว่าเป็นอาชีพบริสุทธิ์ แต่ถ้าจะให้ไปทำอย่างอื่นที่เป็นเรื่องไม่ดีงาม คุณยายไม่ทำ ตรงนี้คือความอดกลั้น ก็คือว่าตาเหมือนไม้ไผ่ ใจประดุจแผ่นดิน ได้ยินเรื่องอะไรก็ทำเหมือนหูกระทะ ถ้าจะเอาชนะใครก็ให้ทำเหมือนผ้าเช็ดเท้า
ลักษณะของความอดทนข้อที่ ๒ คือเป็นผู้ที่ไม่ดุร้าย ไม่กริ้วกราด สามารถข่มความโกรธไว้ได้ มีเทวดำรัสของท้าวสักกะที่กล่าวไว้ว่า ผู้ใดโกรธตอบ ผู้ที่โกรธก่อนแล้ว ผู้นั้นกลับเป็นคนเลวกว่าผู้ที่โกรธก่อน ผู้ที่ไม่โกรธต่อบุคคลผู้กำลังโกรธอยู่ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงคราม อันชนะได้ยากยิ่ง นี่คือเทวดำรัสของท้าวสักกะ
ลักษณะของความอดทนข้อที่ ๓ คือไม่ปลูกน้ำตาให้แก่ใครๆ หมายความว่าไม่ไปพูดทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับใคร
ลักษณะของความอดทนข้อที่ ๔ คือมีใจเบิกบานเป็นนิจ ปีติ อิ่มใจเสมอๆ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่โทษฟ้า ไม่โทษโชคชะตา ไม่โทษเทวดา แล้วก็พยายามทำงานด้วยความอดทนอย่างมีใจที่เบิกบานเป็นปกติ แต่ถ้ามาบอกว่า แล้วคนที่เฉื่อยแฉะ หรือว่าไม่พัฒนาตนเอง อย่างเช่นบางคนเกียจคร้านการทำงาน เด็กนักเรียนบางคนเกเร ไม่เรียนหนังสือ พอมีคนไปเตือน หรือมีใครไปชี้ขุมทรัพย์ก็จะบอกว่ากำลังบำเพ็ญขันติบารมี จริงๆ แล้วอย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด เพราะว่าลักษณะที่สำคัญยิ่งของความอดทนก็คือตลอดเวลาที่ทำอยู่นั้น ต้องมีจิตใจผ่องใสเบิกบาน ไม่เศร้าหมอง
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็มาดูว่าสิ่งที่เราต้องอดทน มีอะไรบ้าง
ข้อที่ ๑. อดทนต่อความยากลำบาก อย่างเช่นดินฟ้าอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนอย่างคุณยาย ทำนาตั้งแต่อายุยังน้อย เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มีความอดทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศเป็นเยี่ยม จนได้ฉายาว่าจันทร์แข้งเหล็ก พอมาสร้างวัดพระธรรมกาย จากทุ่งนาฟ้าโล่ง ท่านก็มีความทรหดอดทนเป็นเยี่ยม สร้างวัดร่มรื่นให้พวกเราได้อยู่ คุณยายท่านทนได้ทุกสภาพเช่นนี้เลย
ข้อที่ ๒ อดทนต่อทุกขเวทนา ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วย ขณะที่คุณยายและหมู่คณะรุ่นบุกเบิกชุดแรกได้มุมานะสร้างวัดกันอย่างเต็มที่ ทำให้คุณยายถึงกับล้มป่วย การป่วยครั้งนั้น คุณยายบอกว่าแทบเอาชีวิตไม่รอดเลย แต่คุณยายก็กล่าวว่าที่เอาชีวิตรอดมาได้ คุณยายต้องเอาตัวเองจุ่มอยู่ในบุญตลอดเวลาเลยนะ ใจจุ่มแช่อยู่ในบุญตลอดเวลาเลย ถ้าเป็นผู้เฒ่าคนอื่น ยายบอกว่าเป็นขี้เถ้าไปแล้วนะ นี่เป็นยายนะ ถึงจุ่มชุ่มอยู่ในบุญตลอดเวลา
ข้อที่ ๓. อดทนต่อความเจ็บใจ โดยเฉพาะเรื่องของคำพูด กิริยามารยาทที่ไม่งาม มีความไม่ยุติธรรมต่างๆ เราสังเกตว่าถ้าเราอยู่ร่วมกัน ๒ คนขึ้นไป ด้วยอัธยาศัยที่พื้นฐานต่างกัน เราต้องเตรียมความอดทนเอาไว้ เพื่อต่อต้านความเจ็บใจ และที่สำคัญที่สุดคือการอดทนต่ออำนาจกิเลส เพราะบางคนอาจจะรู้ไม่เท่าทันได้ ทำตามอำเภอใจ อย่างเช่นเด็กๆ ไปเที่ยวเตร่ ไปเสพสิ่งเสพติด เป็นแฟชั่นที่ไม่ค่อยจะรู้เท่าทันกิเลส ซึ่งคุณยายเคยบอกว่า ที่ไปทำอย่างนั้น เพราะถูกพญามารบังคับ และให้มีผลถึงปัจจุบัน
ดังนั้น คุณยายก็เลยกล่าวสำทับไว้ว่าถ้าเราเอาชนะมารชาตินี้ได้ ต่อไปก็จะชนะทุกภพทุกชาติ เหมือนการชักเย่อ ถ้าเราหมั่นสวดมนต์ภาวนา นั่งสมาธิ พญามารทั้งหลาย ก็จะไม่มามีอิทธิพลเหนือชีวิตและจิตใจของเรา คุณยายจึงกล่าวไว้ว่าสวดมนต์เป็นยาทา ภาวนาคือยากิน
แต่เราจะมีวิธีฝึกให้เกิดความอดทนได้อย่างไร อันดับแรกเราต้องคำนึงถึงหิริโอตัปปะ คุณยายได้กล่าวไว้ว่าใครทำบุญ แบกบุญไป ใครทำบาป ก็ทั้งแบกทั้งหาบบาปไปด้วย เพราะว่ามันหนีไม่พ้น
ดูอย่างพระโพธิสัตว์ในกาลก่อน ท่านได้เสวยพระชาติเป็นเตมียกุมาร มีครั้งหนึ่งขณะที่ยังเป็นทารกได้ออกท้องพระโรงกับพระราชบิดา ได้ยินพระราชบิดารับสั่งให้ลงโทษโจร ๔ คน ด้วยบุญบารมีของเตมียกุมาร เมื่อได้ยินอย่างนั้นจึงระลึกชาติได้ว่าภพในอดีต พระองค์ก็เคยเป็นกษัตริย์เหมือนกัน แล้วก็ได้สั่งให้ลงโทษโจรอย่างนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้ไปตกนรกอยู่เสียตั้งนาน
เมื่อท่านดำริอย่างนี้ ก็ไม่อยากจะครองราชย์ เพราะถ้าครองราชย์อาจจะต้องมาทำอย่างนี้อีก ตั้งแต่นั้นมาเตมียกุมารก็แกล้งทำเป็นใบ้ ง่อยเปลี้ยเสียขาบ้าง ไม่ขยับเขยื้อนเลย แม้ว่าตอนนั้นยังทารก ให้อดนม ๑ ปี ยังไม่ร้องสักแอะเลย แล้วพอโตขึ้นหน่อย ก็เอามดคันไฟมาไต่ เพื่อดูว่าจะขยับไหม แต่ก็ยังไม่ขยับ หนักๆ เข้า เอาไฟมาเผาล้อม ให้ร้อน ดูว่าจะทำยังไง จะขยับไหม ท่านก็ไม่ขยับ ทำสารพัดเลย ถึงขนาดที่ว่าเอาช้าง ใช้งาช้างแหลมๆ จะมาแทงให้ตาย ท่านก็ทรงนิ่ง เพราะว่าพระองค์ทรงดำริถึง ภัยในนรก และเกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมาอย่างเต็มที่ ก็ทรงมีความอดทนอยู่ได้
นานวันเข้า พระราชบิดาก็มองว่า พระราชโอรสของเราเป็นกาลกิณีหรือเปล่า ถ้าจะไม่เป็นผลดี ต่อบ้านเมือง ก็ให้นำออกไปนอกเมือง ตั้งใจจะรับสั่งให้ประหารชีวิต แต่พอพ้นประตูเมือง พระองค์ก็แสดงตัวเลยว่าไม่พิกลพิการ แล้วก็ทรงออกผนวช
ครั้นกาลต่อมา ก็ทำให้พระราชบิดาและเหล่าประยูรญาติทั้งหลาย เลื่อมใสศรัทธาได้ พากันออกบวชเป็นจำนวนมาก โดยที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าเตมียกุมารมีวิธีการฝึกตัวมาข้ามภพข้ามชาติ มีหิริโอตตัปปะอย่างเต็มที่ เมื่อถึงคราวระลึกถึงอดีตชาติ ก็ทรงมีขันติธรรมเป็นเยี่ยม แล้วก็เป็นที่พึ่งให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์
ตรงนี้ คุณยายก็ได้พูดให้ฟังว่ายาย นิ่งเงียบ เหมือนแพ้ แต่ชนะ คือไม่ว่าใครจะมาว่ายายเถียงยาย หรือแม้แต่จะชวนทะเลาะกับยาย จะเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหรือเป็นผู้ใหญ่กว่า เวลาเขามีอารมณ์ก็จะว่าคุณยาย ต้องอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ คุณยายก็จะเงียบ ยอมแพ้เขาไปก่อน ให้เขาพูดไป และว่าไป คุณยายจะเอาชนะทุกคนที่มาทำอย่างนี้กับยายด้วยความเงียบ ปล่อยให้เขามีอารมณ์ว่าไปคนเดียว พอเหนื่อยก็หยุดเอง คุณยายเงียบอย่างเดียว แล้วก็เอาชนะทุกคนแบบนี้ทั้งนั้น คุณยายนิ่งเงียบ ดูดิ่งธรรมะภายใน แล้วยายก็ชนะ คุณยายท่านได้ฝึก ทั้งอดทั้งทน
คุณยายบอกว่าอย่าไปสร้างกรรมอีกนะ ถ้าสร้างกรรมอีกล่ะก็ ต้องเจ็บอีก เดี๋ยวมารมันโขกสับอีก วิธีที่จะฝึกให้มีความอดทนขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง อีกชั้นหนึ่งก็คือต้องรู้จักเชิดอารมณ์ที่มากระทบนั้นให้สูงขึ้น มีอะไรก็ตามที่มากระทบ ให้เรานึกเสียว่าเขาทำกับเราอย่างนั้นดีแล้ว
อย่างเช่นในสมัยพุทธกาล พระปุณณเถระเดิมเป็นชาวสุนาปรันตะ ได้เดินทางไปค้าขายที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช พอบวชแล้วก็บำเพ็ญสมาธิภาวนาเรื่อยมา แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ จึงคิดจะไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่บ้านเดิมของท่านเอง จึงได้ทูลลาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะกลับไปที่เมืองสุนาปรันตะ พระองค์ก็ทรงตรัสถามว่าเธอแน่ใจหรือ เพราะว่าชาวเมืองสุนาปรันตะนั้นดุร้ายมาก ทั้งหยาบคายด้วย เธอจะทนไหวหรือ พระปุณณะเถระก็ทูลตอบว่าไหวพระเจ้าข้า แล้วก็ทูลตอบพระสัมมาสัมพุทธเป็นข้อๆ
หลวงพี่จะรวบรัดไปนิดหนึ่งว่า ถ้าเขาด่าก็ยังดีกว่าเขาต่อย ถ้าเขาต่อยยังดีกว่าเอาก้อนดินขว้าง ถ้าถูกก้อนดินขว้างก็ยังดีกว่าถูกตีด้วยท่อนไม้ ถ้าตีด้วยท่อนไม้ก็ยังดีกว่าถูกแทงด้วยหอกด้วยดาบ ถ้าถูกแทงด้วยหอกด้วยดาบ ก็ยังดีกว่าถูกหอกดาบอันคมฆ่าเสีย ถ้าถูกหอกดาบอันคมฆ่าเสียก็เป็นการดีเหมือน เพราะมีพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เบื่อหน่ายร่างกายและชีวิต ต้องไปแสวงหาศาสตราอาวุธมาฆ่าตัวเอง แต่ข้าพระองค์โชคดีกว่าไม่ต้องเสียเวลาก็ได้ศาสตราแล้ว นี่คือเรื่องของพระปุณณะเถระเป็นนักอดทนตัวอย่าง ซึ่งอดทนได้โดยวิธีเชิดอารมณ์ที่มากระทบให้สูงขึ้น
ซึ่งคุณยายได้กล่าวไว้ว่าคุณยายรู้เท่าทัน ไม่โกรธตอบหรอกนะ เมื่อเกิดเรื่องหนักๆ ขึ้น ในทุกครั้งคุณยายก็จะอยู่ในธรรมะให้มาก ยิ่งอยู่ในธรรมะมากเท่าไหร่ ใจคุณยายก็ยิ่งใสสะอาด ใจใสก็ดิ่งเข้าถึงวิชชาได้ละเอียดยิ่งขึ้น คุณยายจะไม่โกรธ ตอบคนที่โกรธยาย เพราะว่ายายมองไปที่ต้นตอ แล้วว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือใคร ยายก็จะบอกว่าเป็นไอ้ดำ คุณยายยอมตนเป็นคนรับใช้เพื่อที่จะมาเรียนวิชชา แต่ครั้นเมื่อมาเรียนวิชชาแล้ว ก็ถูกเขารังเกียจอีก บอกว่าเป็นคนรับใช้มา ไม่มีความรู้ แม้กระทั่งสังขารที่ผอมเกร็ง ก็บอกว่าป่วยเป็นวัณโรค แต่คุณยายเอง มีสิ่งที่เชิดอารมณ์ที่มากระทบให้สูงขึ้น
ที่เยี่ยมที่สุดก็คือขณะที่เอาข้าวมาให้ ก็กระแทกให้ คุณยายก็บอกว่าคุณยายทานข้าวของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไม่เป็นไร นี่ครูบาอาจารย์ของเรา หลวงพี่ประทับใจตรงนี้มาก จะบอกอีกครั้งหนึ่งว่าประทับใจอย่างไร วิธีที่จะฝึกความอดทนให้ยิ่งขึ้นไปที่เยี่ยมที่สุดก็คือการฝึกสมาธิให้มากๆ เพราะขันติคือความอดทนและสมาธิก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน ขันติจะหนักแน่นได้ต้องมีสมาธิรองรับ สมาธิจะก้าวหน้าได้ก็ต้องมีขันติอย่างสม่ำเสมอ อุปมาถ้ามือซ้ายเหมือนขันติ สมาธิก็เหมือนแขนขวา ถ้าเราจะล้างมือ ล้างข้างเดียวสะอาดไหม ก็ต้องสองมือช่วยกัน
มีตัวอย่างพระเถระในสมัยพุทธกาล ซึ่งถือว่ามีความอดทนเป็นเลิศคือพระโลมสนาคเถระ พระรูปนี้เป็นพระที่ทำสมาธิจนสามารถระลึกชาติได้แต่ยังไม่หมดกิเลส วันหนึ่งท่านนั่งสมาธิอยู่กลางแจ้งพอถึงตอนเที่ยง แดดก็ส่อง เหงื่อไหลท่วมตัว พระลูกศิษย์ก็มาเรียนท่านให้เข้าไปนั่งในที่ร่ม อากาศเย็นสบายดี แต่ท่านก็บอกว่า เราจะไม่นั่งในที่นั้น เพราะกลัวต่อความร้อน แล้วนั่งพิจารณาอเวจีมหานรกเรื่อยไป เพราะเคยตกนรกมาหลายชาติ ท่านเองจึงรู้ซึ้งถึงบรรยากาศของอเวจีมหานรกดี จึงไม่ลุกหนี ตั้งใจทำสมาธิต่อไป จนในที่สุดได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ นี่คือความอดทน
คุณยายได้บอกพวกเราไว้ว่าอดทนอีกชาติเดียว ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายแล้วนะ แม้จะยอมตนเป็นคนรับใช้ คุณยายก็ยอม ตรงนี้หลวงพี่โชคดีที่สุดในชีวิต เพราะว่าครั้งหนึ่งหลวงพี่มีโอกาสได้เป็นคนรับใช้ อดีตท่าน ผบ.ทร.เมื่อตอนที่ท่านป่วย ได้เชิญให้ไปเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล ๖ คน กะละ ๔ ชั่วโมง ซึ่งท่านเป็นเบาหวาน ต้องสูญเสียขาไปข้างหนึ่ง
หลวงพี่ก็ไปอยู่หลายเดือน จนอาการก็ยังไม่ดีขึ้นก็เลยเชิญกลับไปที่บ้าน โชคดีก็อยู่ตรงนี้แหละ หลวงพี่ต้องกลับไปที่บ้าน โดยปกติอยู่ที่โรงพยาบาลมีเจ้านายคนเดียว พอกลับไปที่บ้านมีเจ้านายเพิ่มขึ้นอีก ๗ คน คือทั้งครอบครัวเป็นเจ้านายเราหมดเลย ขออภัยนะ แม้กระทั่งสุนัขตัวเล็กๆ ที่บ้านเจ้านาย เราก็ต้องเอาใจเขา ตอนนั้นยังไม่ได้บวช นึกถึงหน้าโยมแม่ว่า ถ้าเกิดพ่อแม่เรารู้ว่า ลูกเป็นข้าราชการต้องมาเลี้ยงหมา ขออภัยนะ มาเลี้ยงสุนัขให้นาย แล้วก็ดูแลคนทั้งบ้าน พ่อแม่เราจะคิดอย่างไร
แต่นึกถึงคุณยายนะ เอาเถอะ คุณยายไปเรียนวิชชา ท่านก็ยอมตนเป็นคนรับใช้ เผื่อว่าเราจะได้วิชชาอะไรจากตรงนี้บ้าง เพราะว่าท่านเป็นถึงระดับผู้บังคับบัญชาสูงสุด ตรงนี้หลวงพี่ได้ลาบวช หลวงพี่เขียนใบลาขอบวช เพราะว่า มันสุดยอดจริงๆ บวช ๑ พรรษา ก็สึกออกไปนึกว่าจะรอดแล้ว ปรากฏว่าอีก ๕ คนที่เหลือ ลาออกหมดเลย หลวงพี่ก็ต้องกลับไปอีกรอบหนึ่ง อยู่ตรงนั้นถึง ๓ ปี มันตระหนักซาบซึ้งว่าการเป็นคนรับใช้ แม้กระทั่งเจ้าสุนัขตัวเล็ก ต้องเอาอกเอาใจขนาดนั้น ดีนะที่ว่าได้วิชชาทางด้านวิชชาพุทธ ขัดห้องน้ำ จัดรองเท้าจึงพอ ทำตัวให้ท่านเมตตาขึ้นมาหน่อย ตรงนี้ซาบซึ้งคุณธรรมคุณยายที่สุดเลย เพราะว่าชีวิตคนรับใช้นี่นะ คำว่าตื่นก่อนนอนทีหลัง หลวงพี่ไม่เคยเจอเพราะว่าอยู่ที่นั่น ๒๔ ชั่วโมง และท่านก็มีขาอยู่ข้างเดียว ต้องอยู่กับท่านตลอด
หลวงพี่ประทับใจคุณยายแล้วก็ได้ไปรับใช้ตรงนั้น ก็เอาสิ่งละอันพันละน้อยที่สังเกตจากการที่ท่านทำงานมาใช้ พอมาที่วัด ตรงนี้สำคัญ หลวงพี่ได้มีโอกาสรับบุญอยู่ที่สำนักศรัทธาภิบาล บุญจัดสรรจริงๆ หลวงพี่ต้องมีหน้าที่ ไปที่วัดต่างๆ ในจังหวัดปทุมธานี ช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ท่านก็ยังเมตตาฝึกขันติหลวงพี่วัดแล้ววัดเล่า ฝึกไปเรื่อยเลย หลวงพี่วัดเป็นยังไง วัดเป็นอย่างนี้ แล้วลองไปศึกษา ยังสถานศึกษาดู สถานศึกษานี่นะ ไม่น่าเชื่อไปเจอแต่ภารโรง พอไปถึงปุ๊บ ภารโรงก็จะออกมาก่อนเลยว่าท่านผอ.เพิ่งไปราชการ ทั้งๆ ที่เห็นหลังไวๆ
พระทุกรุ่น ถ้าใครลงปาฏิโมกข์แล้วก็ฟังพระอาจารย์ฐานวุฑโฒ ท่านได้เมตตาชี้แนะว่า ๑ วันในชั้นดุสิต ถ้าเทียบเวลาของมนุษย์คือ ๔๐๐ ปี ๑ วันมี ๔๐๐ ปี ถ้าคนเราอายุ ๑๐๐ ปี ก็เท่ากับหนึ่งในสี่คือ ๖ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงนี้ถ้ามีใครมาบอกว่าคุณทำงานเต็มที่เลยนะ ๖ ชั่วโมง ทนทุกอย่างเลย หลังจากนั้นจะสบายไปทุกภพทุกชาติ ก็น่าจะมีคนเอา
แล้วก็หมู่คณะของพวกเรา พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ชี้ทางพระนิพพานตลอด แล้วพวกเราก็มุ่งไปตรงนั้น ถ้าเรามาตรองกันตรงนี้เลยว่าแล้วเวลา ๖ ชั่วโมงที่เหลือ พวกเราเหลือกันคนละกี่นาที มันคงไม่ใช่ ๖ ชั่วโมงเต็มแล้วตอนนี้ เพราะว่าไม่ทราบว่านาทีสุดท้ายจะมาถึงเมื่อไหร่
ดังนั้น ๒-๓ วันที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตามอบบุญให้เราอย่างต่อเนื่องเลย หาโอกาสยากนะ ก็ให้เข้าใจว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที ไม่กี่นาทีแล้ว บุญก็จะเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ พอเราละโลก กลับไป บริวารที่รอคอยจะปีติเบิกบาน อนุโมทนาในบุญเราอย่างเยี่ยมเลย เหมือนกับขุนศึกขุนพลที่ออกไปรบแว่นแคว้น และชนะข้าศึกมา กลับมาได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองอย่างนั้นเลยนะ
ตรงนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่านับถอยหลังไปแล้วที่จะสลายร่างคุณยาย ถ้าใครยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ลองดูว่ากี่นาทีดีสำหรับชีวิตที่จะสร้างบารมีตามติดพระเดชพระคุณหลวงพ่อไป
ถึงตรงนี้จะสรุปให้พวกเราฟังว่าความอดทนก็เป็นการรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้ ไม่ว่าอะไรจะมากระทบ สิ่งที่พึงปรารถนาหรือไม่พึงปรารถนาก็ตาม นั่นคือความอดทน และมีลักษณะเช่นใด ข้อที่ ๑ ถ้ามีความอดกลั้น ก็จำง่ายๆ ว่าทำตาเหมือนตาไผ่ ทำใจประดุจกับแผ่นดิน ได้ยินเรื่องอะไรก็ให้เหมือนหูกระทะ ถ้าเราจะเอาชนะใครก็ตาม ก็ทำให้เหมือนผ้าเช็ดเท้า
ข้อที่ ๒. ก็คือข่มความโกรธไว้ให้ได้ อย่าทำให้ใครเจ็บใจ เพราะว่าผู้ที่ไม่โกรธต่อบุคคลผู้กำลังโกรธอยู่ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามอันชนะได้ยากยิ่ง
ข้อที่ ๓. ก็คือไม่ปลูกน้ำตาให้กับใครๆ แล้วก็มีใจเบิกบานเป็นนิจ ดังภาษิตโบราณ ท่านได้กล่าวไว้ว่าปิดหูซ้ายขวา ปิดตา ๒ ข้าง ปิดปากเสียบ้าง นอนนั่งสบาย ประเภทของความอดทนก็อยู่ที่เหตุที่มากระทบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความลำบาก ตรากตรำ สภาพดินฟ้าอากาศ ทุกขเวทนา โรคภัยไข้เจ็บ หรือจะเป็นความเจ็บใจ ความไม่ชอบใจ ขัดใจต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคืออำนาจกิเลส โดยวิธีที่จะเอาชนะ ได้ก็คือให้มีหิริโอตตัปปะ เมื่อเรามีหิริโอตตัปปะมากขึ้น ความอดทนย่อมเกิดขึ้นเต็มที่
ถัดมาก็คือเรื่องเชิดอารมณ์ที่มากระทบนั้นให้สูงขึ้น ทำเหมือนยาย ทานข้าวก็ทานข้าวพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และสุดท้ายอย่าลืมฝึกสมาธิ ขันติหนักแน่นต้องมีสมาธิรองรับ สมาธิจะก้าวหน้าก็ต้องมีขันติเป็นพื้นฐาน อุปมามือซ้ายเป็นขันติ สมาธิคือมือขวา จะล้างมือให้สะอาดก็ต้องช่วยกันล้างทั้งมือ จะล้างใจให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ก็ต้องมีทั้งขันติและสมาธิ เป็นคุณธรรมเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังบาลีอุทเทศ ที่ได้ยกขึ้นเบื้องต้นว่า
ขันตี ปรมัง ตะโป ตีติกขา ความอดทนคือความอดกลั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง
ต่อนี้ไปก็เรียนเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตา เจริญสมาธิภาวนาระลึกถึงความอดทนที่คุณยายมีอย่างเปี่ยมล้น สร้างคนให้เป็นคน สร้างวัดให้เป็นวัด แล้วก็สร้างพระให้เป็นพระ พวกเราได้เห็นอนุสรณ์ที่เป็นอนุสาวรีย์ของคุณยายเพื่อเป็นสิ่งที่รำลึก และจะใช้เวลาไม่กี่นาทีในโลกนี้ เพื่อทุ่มเทสร้างบารมีติดตามคุณยายเยี่ยงทหารกล้า แนวหน้าของกองทัพธรรม ทุกอนุวินาทีทีเดียว (สัพเพฯ)
*********************************** จบ ***********************************