ชีวิตพรหมจรรย์
(ม้วน 1/A)
พระศักดา : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า นมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานยายผู้เปี่ยมด้วยบุญบารมีทุกๆ ท่าน (สาธุ)
ภูผาไหน ไม่สะท้าน ต้านพายุ
ภูผานั้น ยังพังผุ เป็นผุยผง
สิ่งใดๆ ที่ลือลั่น ว่ามั่นคง
สุดท้ายปลง อจิรัง ยังพังพิง
แต่อำนาจ ใดๆ ที่ไหนเล่า
ถึงแผดเผา สามภพ ลบสูญสิ้น
อำนาจนั้น แม้นมาดหวัง สร้างราคิน
แต่ดวงจินต์ ยายยังมั่น มิหวั่นภัย
หลานรักฝัน รักยาย คอยร่วมสาน
ปณิธาน ที่สุดธรรม นำสืบสาย
จักน้อมนำ คำสอน ของคุณยาย
มาแสดง แถลงไว้ ในโลกา
วันนี้ก็เป็นอีกวาระที่พวกเราลูกหลานยายทุกคนจะได้มาเอาบุญใหญ่กับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง กันอีกครั้งหนึ่ง วันนี้นับว่าเป็นวันที่ ๒๓๕ นับตั้งแต่คุณยายอาจารย์ของเราได้ละสังขารจากพวกเราไป
แม้ว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเราหลายๆ คนอาจจะได้มาร่วมงานบุญใหญ่กันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๕ พวกเราก็ต่างมาเอาบุญใหญ่ด้วยการบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย เพื่อสร้างลานแก้วสำหรับเวียนประทักษิณรอบมหาธรรมกายเจดีย์ พอถึงวันอาทิตย์ต้นเดือนที่ ๖ พวกเราต่างก็มาร่วมบุญบูชาข้าวพระอาทิตย์ต้นเดือน ถึงวันที่ ๗ วันจันทร์ พวกเราก็มาปฏิบัติธรรมกันอีกในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันแสงสว่างแห่งโลก ภาคบ่ายเราก็ไปร่วมกันอนุโมทนามหาปีติกับพระ กับสามเณรที่บวชอุปสมบทอุทิศชีวิตเป็นพุทธบูชาจำนวนถึง ๑๐ รูปด้วยกัน
จนกระทั่งคืนนี้พวกเราทุกคนก็ต่างมาเอาบุญใหญ่กับคุณยายกันอย่างมิขาดสาย หลวงพี่คิดว่าถ้าคุณยายท่านยังอยู่ ท่านก็คงปลาบปลื้มใจไม่น้อย หรือว่าท่านรับรู้ด้วยญาณทัสสนะของท่าน ท่านคงปลาบปลื้มใจที่พวกเราทุกคนเป็นนักสร้างบารมีที่ไม่เคยว่างเว้นจากการสร้างบารมี และพวกเราทุกคนในที่นี้ก็ไม่เคยมีข้อแม้เงื่อนไขในการสร้างบารมี สมกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ท่านได้กล่าวชื่นชมพวกเราทุกคนในที่นี้ว่าเป็นมนุษย์พันธุ์อกาลิโก เพราะว่าแม้จะให้เวลามากหรือเวลาน้อยเพียงใดก็ตาม ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างบารมีเลย
พวกเราในที่นี้ทุกคนเลยหลวงพี่ว่าโชคดีมากที่ได้เกิดมาแล้วรู้เป้าหมายแล้วก็คุณค่าของการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะชีวิตของคนๆ หนึ่งนี่ ใครจะให้คำตอบได้บ้างว่าชีวิตของเขานี่จะมีระยะเวลาของชีวิตยาวนานสักแค่ไหน จะมีอะไรเป็นสุดยอดปรารถนาของชีวิต และกำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายปลายทาง ณ ที่ใด
หลวงพี่ก็เช่นเดียวกัน หลวงพี่เองเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งซึ่งไร้แสงธรรมส่องนำ ถ้าหากว่าไม่ได้หักเหชีวิตมาสู่วัดพระธรรมกายแล้ว คุณค่าของการเกิดมาก็คงสูญเปล่า เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก หลวงพี่เคยตั้งคำถาม ถามตัวเองว่าเอ๊ะ คนเรานี่เกิดมาจากไหนกัน เราเกิดมาทำไม และเรามีเป้าหมายอะไรในชีวิต ตายแล้วภพเบื้องหน้ามีไหม เราจะตายแล้วไปไหนกัน หลวงพี่ก็พยายามที่จะแสวงหาคำตอบเรื่อยมา
หลวงพี่เองขอเล่าประวัติสักเล็กน้อย หลวงพี่เกิดที่จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นจังหวัดใต้สุดของประเทศไทย บ้านหลวงพี่เองหน้าบ้านเป็นภูเขาสูง มองลงมาจากยอดเขาก็จะเห็นบ้านเรือนของชาวมาเลเซียนี่เต็มไปหมดเลย รอบบ้านหลวงพี่ ข้างบ้านทางขวามือตลอดแนวถนนเป็นชาวไทยพุทธ นับถือศาสนาพุทธ แต่ว่าทางซ้ายมือนี่กลับไม่ใช่ชาวพุทธเสียแล้ว แต่เป็นชาวพุทธที่นับถือศาสนาอิสลาม ไปจนตลอดแนวถนนเหมือนกัน
หลังบ้านหลวงพี่เองเป็นคลองเล็กๆ ถัดออกจากคลองไปสักเล็กน้อยนี่ ก็จะเป็นบ้านของ บ้านเพิงหมาแหงนของชนเผ่าซาไก อยู่ห่างประมาณไม่มากนัก ประมาณสัก ๔๐ ๕๐ ก้าว บ้านของชนเผ่าซาไกนี่เขาจะอยู่กันเป็นครัวเรือน ประมาณสัก ๓๐ ครัวเรือน คนพวกนี้ก็จะมีลักษณะที่แปลกอยู่ พวกเราอาจจะเคยได้ยิน เรื่องคณาเงาะน้อย พวกนี้เขาจะมีผิวดำ แล้วก็ผมหยิกหยอยคล้ายฝอยขัดหม้อเลยก็ว่าได้ พวกนี้เขาจะชอบนุ่งผ้าสีแดง ทัดดอกไม้สีแดง อาวุธของพวกเขานี่ก็จะมีกระบอกไม้ไผ่ พร้อมกับลูกศรสำหรับล่าสัตว์เป็นอาวุธ ก็จะยิงลูกดอกนี่ไปถูกสัตว์ แล้วสัตว์นั้นก็จะตายอย่างรวดเร็ว
แต่เดิมคนพวกนี้เขานับถือบรรพบุรุษ เป็นผีบรรพบุรุษ ก็เหมือนกับชาวเขาทางเหนือ พวกนี้เขาอาศัยกันอยู่ในป่า แล้วก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องของการรักษาโรค เขาจะหายาสมุนไพรในป่านี่แหละรักษาโรค จนกระทั่งได้รับสมญานามเขาว่ากันว่าเป็นจ้าวแห่งสมุนไพร อันนี้หลวงพี่ก็ไม่ทราบ
ต่อมาภายหลังคนพวกนี้ก็กลับมานับถือ เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าหลวงพี่นี่ก็จะเกิดในดินแดนที่อาจจะไม่ใช่ปฏิรูปเทสสักเท่าไหร่ แต่ว่าหลวงพี่คิดว่าหลวงพี่เองก็ยังโชคดีนะที่ได้ มีโอกาสได้บวช สมัยหลวงพี่ยังเป็นเด็ก หลวงพี่จำได้ ตอนนั้นอายุประมาณสัก ๑๔ ๑๕ หลวงพี่ก็มีโอกาสบวชเป็นสามเณรที่วัดใกล้ๆ บ้าน แต่ถ้าถามว่าใกล้บ้านหรือเปล่า หลวงพี่ก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าวัดกับบ้าน วัดที่ใกล้ที่สุดห่างจากบ้านประมาณสัก ๒๐ กิโล คงไม่ต้องพูดถึงนะว่าจะห่างจากวัดพระธรรมกายสักเท่าไหร่นะ แม้ว่าจะบวชเพียงระยะเวลาสั้นๆ ดูเหมือนว่าหลวงพี่อาจจะไม่ได้อะไรเท่าไหร่ แต่ว่าแท้ท่จริงแล้วนี่การบวชในครั้งนั้นก็ทำให้รักที่จะทำความดี แล้วก็กลัวบาป เพราะว่าที่บ้านก็ทำผิดศีลปาณาติบาตบ่อยครั้งเหมือนกัน
หลวงพี่เคยคิดว่าสักวันหนึ่งหลวงพี่จะบวชเป็นพระที่ดีให้ได้ บวชให้จงได้เลย แต่ถ้าว่าจะบวชที่ไหนนั้น หลวงพี่ก็ยังไม่มีคำตอบ และว่าจะดียังไงนั้นหลวงพี่ก็ไม่ทราบ แต่หลวงพี่ก็ยังค้างคาใจอยู่ในคำถามที่เคยถามมาตั้งแต่ต้นว่าคนเรามาจากไหน เกิดแล้วไปไหน ตายแล้วเราจะไปไหนกัน สิ่งเหล่านี้ก็ยังค้างอยู่ในใจหลวงพี่ตลอดมา ด้วยความที่หลวงพี่ยังเป็นเด็ก แม้ว่าหลวงพี่จะได้บวชแล้วนี่ แต่คำตอบที่หลวงพี่ถามตัวเองก็เพียงแค่แสวงหาคำตอบไปนี่ ก็ได้แค่เพียงรู้เท่านั้นเอง รู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วยังไม่เข้าใจ หรือว่าเข้าใจก็ยังไม่ได้ซาบซึ้งอย่างแท้จริงเลย
หลวงพี่ขอยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ นะ ก็ปริศนาธรรมที่คนโบร่ำโบราณเขาผูกมาเป็นโคลงกลอน เขาก็บอกว่า พวกเราลองฟังดูนะ เขาบอกว่า
ยามเช้า เจ้า ๔ ขา เดินไปมาร้องไห้แง
เที่ยงวัน กลับผันแปร เป็น ๒ ขา น่าแปลกใจ
สายัณห์ตะวันเย็น กลับกลายเป็น ๓ ขาได้
สัตว์นี้ชื่ออะไร ใครตอบได้ ไปนิพพาน
พวกเราทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ว่าสัตว์ที่หลวงพี่พูดถึงก็คือ ไม่ใช่อื่นไกลเลย ก็มนุษย์นี่เอง ตอนเด็กๆ นี่เราก็ยังเดินไม่ได้ ก็ต้องคลาน ๔ ขา แต่พอโตขึ้นมา ก็ได้ขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เราก็เริ่มเดินได้ ยืนได้อย่างสง่างามด้วยเท้า ๒ เท้าของเรา พอเริ่มแก่ตัวเข้า แก่เป็นผู้เฒ่ามากขึ้น ก็ต้องอาศัยไม้เท้าค้ำยัน ค้ำจะเดินไปไหนก็อาศัยไม้เท้า
แต่ถ้าจะถามว่าพวกเราตอบถูกไหม หลวงพี่บอกได้เลยว่าก็ถูกเหมือนกัน แต่ว่าถูกไม่หมด เพราะว่าไม่ถูกต้องตรงตามจุดมุ่งหมายของคนโบร่ำโบราณ ที่เขามุ่งหมายที่จะให้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่านั้น นั่นก็คือว่าเขาหมายความว่าสรรพสิ่งทั้งหลายนี่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็มีอันเสื่อมสลายไป ไม่เว้นแม้กระทั่งชีวิตของตัวเราเอง ทุกสิ่งเปลี่ยนไปหมดเลย อันนี้หลวงพี่ก็ยกมาเป็นตัวอย่างให้พวกเราเห็นว่าบางสิ่งบางอย่างนี่เรารู้ เราเข้าใจ แต่เราไม่ซาบซึ้ง
หลวงพี่คิดว่าไม่ใช่แค่หลวงพี่เท่านั้นหรอกที่มีความคิดอย่างนี้ สงสัยเช่นนี้ แสวงหาคำตอบอย่างนี้ แต่หลวงพี่ว่าพวกเราทุกๆ คนในที่นี้ หรือแม้แต่ว่าทุกคนบนโลกใบนี้ก็ตาม ก็ล้วนแต่คิดเช่นนี้ทั้งสิ้น เพราะว่าทุกๆ คนก็อยากจะมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ อยากมีชีวิตที่มีแต่ความสุขอย่างแท้จริง หลวงพี่ว่าหลายต่อหลายคนบนโลกเรานี่อยากจะเรียนรู้เรื่องราวของชีวิตให้หมดให้จบ แต่เขาเหล่านั้นก็ล้วนแต่จบชีวิตไปหมดแล้ว แล้วก็ในที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบ ยังไม่ทราบความจริงว่าชีวิตของคนเรานั้นเกิดมาทำไม ชีวิตที่เขาเกิดมาก็เลยสูญเปล่าไป
แม้แต่พระโพธิสัตว์ของเราเองก่อนที่จะได้ตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นโลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลกนี่ พระองค์ก็ยังต้องเสียสละหลายสิ่งหลายอย่าง แม้กระทั่งชีวิตของพระองค์เอง เพื่อแสวงหาคำตอบของชีวิต หลวงพี่อยากเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ครั้งหนึ่งพระโพธิสัตว์นี่ท่านบังเกิดอยู่ในตระกูลพราหมณ์ พอบิดามารดาของท่านนี่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านก็บริจาคทรัพย์ แล้วก็ออกบวชเป็นพระฤาษี อยู่ที่ภูเขาปัณลระ
พระโพธิสัตว์วันหนึ่งท่านได้เห็นแม่เสือตัวหนึ่ง กำลังที่จะคาบ จะกินลูกเสือ จะกินลูกของตัวเอง พระโพธิสัตว์เห็นแล้วก็บังเกิดความสลดใจ แล้วก็คิดสงสาร จึงใช้ให้ลูกศิษย์ไปช่วยหาอาหารอื่นมาแทน เอามาให้แม่เสือแทน พระโพธิสัตว์ท่านทรงเล็งเห็นว่าร่างกายของคนเรานี่มันเกลือกกลั้ว เกลือกกลั้วด้วยบาปไม่ใช่น้อย ร่างกายของคนเรานี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ พระองค์จึงคิดค้นหาว่าเอ๊ะ อุบายใดที่จะปลดเปลื้องเรานี่ให้พ้นจากทุกข์ได้ ครั้นแล้วพระองค์ก็ดำริขึ้นในใจว่าด้วยอำนาจบุญกุศลที่เกิดจากการที่ข้าพเจ้าได้สละสิ่งที่สละได้ยาก อดทนต่อสิ่งที่อดทนได้ยาก ขอบุญกุศลนี้จงทำให้ข้าพเจ้านี่ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตภายภาคเบื้องหน้าด้วยเถอะ และขอให้ข้าพเจ้านี่จะได้ช่วยสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากกองทุกข์ด้วย
ชั่วเวลาที่ศิษย์ยังมาไม่ถึงนั่นเอง พระโพธิสัตว์ก็เลยตัดสินใจที่จะโดดลงไปจาก กระโดดลงไปจากยอดภูเขา พอตกลงไป ก็ตกลงไปตรงหน้าแม่เสือ แม่เสือก็แทนที่จะคาบลูกเสือกิน ก็เลยหันมากินพระโพธิสัตว์แทน พระโพธิสัตว์ของเราจึงได้บังเกิดในเทวโลก ด้วยกุศลกรรมที่กระทำในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์แม้ว่าจะได้สร้างบารมีอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว
จนกระทั่งพระองค์ได้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นโลกวิทูแล้ว พระองค์ก็ได้สอนภิกษุทั้งหลายให้เข้าใจโลกของเรานี่โดยความเป็นของไม่เที่ยง พระองค์ตรัสว่าอย่างไร พระองค์ตรัสว่าอย่างนี้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าหวังอะไรให้มากนัก จงมองดูชีวิตอย่างผู้ช่ำชอง อย่าวิตกกังวลอะไรล่วงหน้า ชีวิตนี้เหมือนเกลียวคลื่น ซึ่งก่อตัวขึ้นแล้ว ม้วนเข้าหาฝั่ง แล้วก็แตกกระจายเป็นฟองฝอย จงยืนมองดูชีวิตเหมือนบุคคลผู้ยืนอยู่บนฝั่ง มองดูเกลียวคลื่นในมหาสมุทรฉะนั้น
หลวงพี่ว่าพวกเราทุกคนในที่นี้มีบุญลาภอันสูงสุด เพราะว่าการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เขาว่ายากแล้วนะ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เกิดมาแล้ว แล้วก็การที่ได้พบพระพุทธศาสนา ได้ฟังพระสัทธรรมว่ายากยิ่งไปกว่านั้นนี่ พวกเราก็ได้พบแล้ว ได้ฟังแล้ว และที่ยากยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็คือพวกเราทุกคนได้เกิดมาพบวิชชาที่สำคัญที่สุด แล้วก็มีประโยชน์ที่สุดนั่นคือวิชชาธรรมกาย เราได้สร้างบารมีอยู่ภายใต้ร่มเงาของวัดพระธรรมกาย ถามว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่มีคุณยาย คุณยายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย คุณยายเป็นผู้ชี้หนทางพ้นทุกข์ให้พวกเราทุกคนได้เดินตามอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณยายได้สอนให้เราเข้าใจชีวิต
ท่านกล่าวไว้ว่าอย่างไร คุณยายกล่าวว่า ยายมองชีวิต มองให้ทะลุ ให้เข้าใจตัวของตัวเองอย่างชัดเจน มองตั้งแต่หยาบก่อนว่าเป็นอย่างไร มองให้เข้าใจทีเดียว และมองละเอียดเป็นขั้นๆ ไป พอมองตัวเองเข้าใจแล้ว ก็เข้าใจสิ่งอื่น คนอื่นได้หมดทุกอย่าง ขอให้เราเข้าใจตัวของเราเองอย่าางแท้จริง ก็สามารถที่จะเข้าใจสิ่งอื่น คนอื่นได้หมดว่าเป็นอย่างไร เพราะโลกคือตัวเรา ถ้ามัวแต่มองคนอื่น ให้เข้าใจคนอื่น มองแล้วก็ร้อนใจ เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจ อยากเข้าใจคนอื่น แต่ลืมมองตนเอง คนเราเกิดมานี่ โชคดีที่สุดแล้ว เราเกิดมาก็เพื่อสร้างความดี มาหาความดี มาหากำไรใส่ตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ดีอย่าให้มันติดตัวเราไป ให้มีแต่สิ่งที่ดีๆ ติดตัวเราไป
คุณยายท่านได้ดำรงชีวิตเป็นต้นแบบของผู้ที่มีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง นั่นคือชีวิตของคุณยาย เป็นชีวิตของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ชีวิตพรหมจรรย์ที่คุณยายเป็นนั้น หลวงพี่จะได้กล่าวถึงว่ามีลักษณะสำคัญอย่างน้อยก็ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ชีวิตของคุณยายเป็นชีวิตที่เดี่ยว เป็นอิสระ และอยู่เหนือสิ่งเกี่ยวพัน สิ่งข้องเกี่ยวผูกพันทั้งปวง ปราศจากเครื่องจองจับใดๆ ดังที่คนโบราณเขาได้กล่าวผูกไว้เป็นโครงคำกลอน เขากล่าวไว้ว่า
มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี่ยว พันคอ
ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้
สามีภรรยาเยี่ยงบ่วงปอ รึงรัด มือนา
สามบ่วงใครพ้นได้ จักพ้นสังสาร
คุณยายท่านได้ให้ข้อคิดว่าคนเราที่อยู่ร่วมกัน หรือว่าทำงานร่วมกัน เราอาจจะผูกพันกันทางกายได้ ทำงานร่วมกันได้ แต่ว่าอย่าผูกพันทางใจ นั่นคือคุณยายของเราสอนให้ระมัดระวังที่ใจของเราเป็นสำคัญ ให้ใจของเรานี่ไม่เกาะเกี่ยว เป็นใจที่เด็ดเดี่ยว เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง
ชีวิตพรหมจรรย์ของคุณยายประการที่ ๒. ก็คือเป็นชีวิตที่จืด จืดที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชีวิตที่จืดชืด ชีวิตพรหมจรรย์เป็นชีวิตที่มีรสเอมโอษฐ์อย่างแท้จริง แต่ที่จืดนี่ก็คือจืดจากรสของกามคุณ ๕ รสของกามคุณ ๕ ท่านเปรียบเหมือนน้ำเค็ม แต่รสของธรรมะเปรียบเหมือนรสของน้ำจืด รสของน้ำเค็มไม่เกิดประโยชน์ใดๆ แต่ว่ารสของน้ำจืดย่อมยังประโยชน์ให้กับโลก อย่างน้อยก็ ๓ ประการด้วยกัน
ประการแรก ทำให้คนได้บริโภคดื่มกิน
ประการที่ ๒. เป็นเครื่องชำระล้างสิ่งสกปรกโสโครกทั้งหลาย
และประการสุดท้าย ก็สามารถที่จะยังพืชพันธุ์ธัญญาหารให้อุดมสมบูรณ์ได้
ชีวิตพรหมจรรย์ประการที่ ๓. ที่หลวงพี่จะได้กล่าวถึงคือชีวิตของคุณยายเป็นชีวิตที่ไม่มี คือไม่มีสิ่งใดอย่างแท้จริง ไม่มีสมบัติ ไม่มีอะไรเลยที่เป็นของเรา ถึงแม้ว่าจะมีอยู่ ก็มีแค่เพียงสมมติ แต่ภายในนั้นคุณยายไม่เคยถือมั่น ไม่เคยยึดมั่นว่าเป็นสิ่งของของตนเอง เพราะคุณยายฝึกที่จะเป็นผู้ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวตนที่จะยึดถือ คุณยายท่านสอนว่าที่สุดในโลกของเรานี่ก็มีแต่บุญและบาป มีแต่ธาตุกับธรรมเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเลย มนุษย์นี่เป็นเพียงแค่หุ่นที่ถูกเชิดด้วยบุญและบาป นอกจากคุณยายของเราจะประพฤติตนเป็นต้นแบบแล้ว คุณยายของเรานี่ยังสอนลูกศิษย์ทั้งหลายให้ได้ประพฤติพรหมจรรย์ตามท่านไปด้วย
ท่านได้เคยกล่าวกับอุบาสิกาซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับท่าน ท่านบอกว่าคนเรานี่มันจะแต่งงานกันไปทำไมนะ อยู่คนเดียวแสนสบาย เหมือนนกน้อยจะบินไปไหนก็ได้ คุณยายท่านเปรียบชีวิตพรหมจรรย์เหมือนกับนกน้อย เพราะว่านกนี่มีสมบัติเพียงแค่ ๒ อย่าง ๒ ข้าง ๒ ชิ้น ก็คือปีกทั้ง ๒ ข้าง พอจะโบยบินไปไหนก็อาศัยปีกทั้ง ๒ ข้างนี่แหละบินไป จึงเป็นชีวิตที่อิสระ แล้วก็ไม่มีห่วงกังวล
หลวงพี่ว่าคคุณยายท่านนี่คงไม่ได้กล่าวถึงชีวิตพรหมจรรย์แบบชีวิตของนกกระจอก เพราะว่านกกระจอกนี่จะชอบอยู่ร่วมกันเป็น คลุกคลีกันเป็นหมู่คณะเป็นฝูง พูดคุยปรุงแต่งเรื่องราวเพ้อเจ้อแล้วก็ฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา ประเดี๋ยวมีอะไรนิดอะไรหน่อยมากระทบก็แตกรัง กระจัดกระจายออกไปอย่างขาดสติ อย่างที่เขาว่าเหมือนอย่างที่เราทราบนกกระจอกแตกรัง
ชีวิตของคุณยายหลวงพี่ว่าต้องเป็นชีวิตอย่างนกอินทรี ซึ่งเป็นพญานก เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เข้มแข็ง แข็งแกร่ง แล้วก็เด็ดขาดด้วย คุณยายท่านได้ถ่ายทอดปฏิปทาของนักสร้างบารมีว่าชีวิตที่สมบูรณ์ของนักสร้างบารมีแล้ว ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ท่านจึงดำรงตนเป็นทั้งต้นแบบ แล้วท่านยังพร่ำสอนครั้งแล้วครั้งเล่า คุณยายไม่เคยเหน็ดเหนื่อย และไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะสอนศิษย์ เพราะว่าคุณยายตระหนักแล้วว่าความลำบากที่คุณยายได้สอน จะสร้างคนให้เป็นคน แต่ความสบายทั้งหลายจะฆ่าคน ดังนั้นคุณยายจึงมีกุศโลบายที่จะฝึกความอดทนของศิษย์ แล้วก็ประคับประคองศิษย์ให้สามารถประพฤติพรหมจรรย์ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
หลวงพี่จะอุปมาถึงการสอนของคุณยายให้เราเห็นภาพได้ชัดเจน การสอนของคุณยายอาจจะเปรียบเทียบได้กับการสอนการเลี้ยงลูกและฝึกอบรมของแม่ แม่นกอินทรี ชีวิตของลูกนกอินทรีจะเด็ดเดี่ยว แล้วก็เข้มแข็งสักแค่ไหน เราลองมาฟังกันดูนะ เบื้องต้นเลย แม่นกอินทรีนี่พอคลอดลูกออกมาแล้วนี่ ออกลูกออกมาเป็นฟองแล้ว แม่นกอินทรีก็จะหาก้อนหิน ซึ่งจะเป็นรัง สำหรับมาวางไข่ ขนาดก้อนหินก็หาที่รูปร่างพอเหมาะพอเจาะ แล้วก็เหมาะสม ปลอดภัย แล้วแม่นกอินทรีนี่ก็จะหากิ่งไม้เล็กๆ มาวางไว้เป็นฐานปูรองไว้ จากนั้นก็จะหาหนาม หนามแหลมๆ มาวางไว้บนกิ่ง วางไว้บนกิ่งไหม้ แล้วจากนั้นแม่นกอินทรีก็จะบินไปอีก ทีนี้บินไปเอาใบไม้มากองทับปิดหนามไว้ แล้วสุดท้ายแม่นกอินทรีก็จะสลัดขนของตัวเองนี่ปูลงบนรังนั่นเอง
เราคงเห็นภาพนะว่ามีก้อนหิน มีก้อนไม้ มีหนามแหลมๆ มีใบไม้ แล้วก็สุดท้ายมีขนนก ทีนี้ พอลูกนกอินทรีนี่กระเทาะเปลือกไข่ออกมา แม่นกอินทรีนี่ก็จะให้ลูกนกนอนบนขนของแม่นกอินทรี ลูกก็ยังตัวเล็กนิดเดียว เพราะฉะนั้นลูกก็จะนอนอย่างสบาย กลิ้งอย่างสบายเลย พอลูกเริ่มแข็งแรงขึ้นซิ แม่นกก็จะสลัดขนของตัวเองทิ้งออกไปให้หมด แล้วจากนั้นก็จะปล่อยให้ลูกนี่นอนบนใบไม้ พอลูกกลิ้งไปกลิ้งมา แม่นกอินทรีนี่ก็จะเอาใบไม้ออก ปล่อยให้ลูกนี่นอนบนหนาม ถามว่าตรงนี้แม่นกอินทรีฝึกอะไรกับนก ตอบว่าแม่นกอินทรีกำลังฝึกความอดทนให้กับลูก ฝึกความเข้มแข็ง ฝึกให้ลูกนี่รู้ที่จะดำรงตนให้ปลอดภัย จะทำอย่างไรให้รอดจากน้ำ จะทำอย่างไรให้ช่วยตัวเองได้
แล้วจากนั้นแม่นกอินทรีก็จะเอาหนามออก พอเห็นว่าลูกนี่เริ่มที่จะเดินได้แล้ว ก็ให้ลูกนี่เดินบนกิ่งไม้ ให้นอนบนกิ่งไม้ จากนั้นแม่นกอินทรีพอเห็นว่าลูกเริ่มแข็งแรงมากขึ้น ก็จะเอากิ่งไม้ออก ดึงกิ่งไม้ออกมา จากนั้นแม่นกอินทรีก็จะให้ลูกนอนอยู่บนแผ่นหินที่กระด้าง พออากาศร้อน ลูกก็จะร้อน แล้วก็จะโดน เหมือนกับแดดนี่แผดเผาไหม้ แต่พอฝนตก ฝนตกแล้วก็อากาศหนาว ลูกนกอินทรีก็จะเย็นยะเยือก
จากนั้นแม่นกอินทรีพอเห็นว่าลูกเริ่มเดินได้ แม่นกอินทรีก็จะสอนลูกให้บิน สอนอย่างไร แม่นกอินทรีก็จะคาบลูกนกอินทรีนี่ขึ้นไปให้สูงที่สุด แล้วจากนั้นแม่นกอินทรีก็จะปล่อยลูกให้ตกลงมา แต่ว่าไม่ได้ปล่อยแล้วเลยตามเลยนะ แม่นกอินทรีก็จะหันมามองลูกด้วยใจจรดใจจ่อ พอลูกนกตกใกล้ถึงพื้น แม่นกอินทรีก็จะบินมาคาบลูกนกขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ยิ่งสูง ยิ่งสูงมากขึ้น
พอลูกนกอินทรีเริ่มที่จะคุ้น มีสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดได้ ลูกนกอินทรีก็จะกระพือปีกของตัวเองบินได้ ทีนี้พอเริ่มบินมากเข้า ปีกเริ่มแข็ง บินได้แข็งมากขึ้น แม่นกอินทรีก็จะพาลูกไปหาอาหาร พาไปหาเหยื่อแล้วทีนี้ พอลูกนกอินทรีนี่สามารถที่จะเลี้ยงตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ดีแล้ว แม่นกอินทรีก็จะบินลาลับหายไปกับตา โดยที่จะไม่หันกลับมามองลูกนกอินทรีอีกเลย เพราะว่าอะไร เพราะว่าหมดหน้าที่ของแม่ แม่นกอินทรีแล้ว แม่นกอินทรีก็จะปล่อยให้ลูกนี่เลี้ยงตัวเองแล้วก็สร้างรัง มีครอบครัวอยู่ตามลำพังต่อไป
พวกเราจะเห็นได้ว่าจุดมุ่งหมายของแม่นกอินทรีในการที่จะฝึกลูกนั้นก็เพื่อให้ลูกนี่มีความอดทน เด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง แล้วก็ให้ลูกเฉลียวฉลาด รู้เท่าทันสิ่งแวดล้อม แล้วก็สามารถที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม มีชีวิตอยู่โดยลำพังได้ แต่หลวงพี่ว่าจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของคุณยายที่จะฝึกศิษย์ ให้มีชีวิตพรหมจรรย์ที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจดนั้น หลวงพี่ว่ามีความหมายมากยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่เพียงให้รอดปลอดภัยแค่ภายนอก แต่ว่าคุณยายของเรานี่ปรารถนาให้ศิษย์ของคุณยายนี่รอดปลอดภัย แม้กระทั่งภายใน นั่นคือคุณยายอยากให้ศิษย์ของท่านนี่สามารถที่จะรักษาใจของตนเองให้มั่นคง รักษาใจของตนไว้ ณ ศูนย์กลางกาย ให้ใจสะอาด ให้ใจสว่าง และให้ใจสงบ นั่นคือให้ศิษย์ของท่านถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยสมาธิ และด้วยปัญญาอย่างแท้จริง
ชีวิตพรหมจรรย์ของคุณยายจึงเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด เป็นชีวิตที่ยังความอยากให้หยุด ยังความทุกข์ให้คลาย ยังความตายให้เป็น ยังความเป็นให้ปลื้ม และยังความมืดให้สว่าง เหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญฉะนั้น ชีวิตของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป อาจจะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่น่าละอาย ดำรงอยู่ได้ด้วยเรื่องที่ยุ่งยากแล้วก็สับสน และจบลงด้วยเรื่องที่น่าเศร้า เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้นทุกคน ล้วนแบมือออก เหมือนจะเตือนให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง สำนึกแล้วก็เป็นพยานว่าเขาเหล่านั้นมิได้เอาอะไรไปเลย
แต่สำหรับคุณยายของเราแล้ว คุณยายหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ชีวิตทั้งชีวิตของคุณยาย เป็นชีวิตพรหมจรรย์ที่สะอาด บริสุทธิ์ หมดจดงดงาม ยากจะที่จะหาผู้ใดในโลกเสมอเหมือน แม้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต รอยยิ้มของคุณยายยังปรากฎอยู่บนใบหน้าที่ผ่องใส คล้ายๆ กับคุณยายของเราจะบอกให้พวกเราทุกคนทราบว่าคุณยายของเราได้กอบโกยบุญบารมีไปอย่างเต็มที่แล้ว ยายได้คว้าธงชัยของยายแล้ว คุณยายได้จากไปแล้วอย่างผู้มีชัยชนะเหมือนละจากภาชนะดิน แล้วไปเสวยภาชนะทองคำ
ลูกหลานทุกๆ ท่าน ร่างของคุณยายที่ทอดกายสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้าของพวกเราทุกคนนี้ แม้ว่าท่านจะได้ละสังขารจากพวกเราไปแล้วก็ตาม แต่ทว่าลมหายใจของคุณยายยังไม่หมดสิ้นลง ลมหายใจของยายยังคงสืบต่อไป เพราะว่าคุณยายของเราเกิดมาเพื่อที่จะสืบสายธรรมวิชชาธรรมกาย เกิดมาเพื่อที่จะสืบต่อลมหายใจของพระพุทธศาสนา ตราบใดที่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายยังคงอยู่คู่โลกของเราต่อไป ตราบนั้นคุณยายของเราก็จะคงสถิตอยู่ในดวงใจ เป็นดวงจันทร์ในดวงใจของพวกเราลูกหลานทุกๆ คน
ท้ายที่สุดนี้หลวงพี่ก็ขอเชิญชวนพวกเราทุกคนมาร่วมกันปฏิบัติธรรมเป็นการปฏิบัติบูชาด้วยการหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันสักครู่หนึ่งนะ
เราหลับตานึกน้อม ตรึกระลึกนึกถึงที่ศูนย์กลางกายอย่างสบาย ให้ใจเราใส ให้ใจเราสว่าง ให้ใจเราใส สว่าง ให้เรามีคุณยาย ให้คุณยายนั่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา เรานึกถึงท่านด้วยใจที่ผ่องใส นึกให้คุณยายใส สว่าง ให้ใจเราใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ตรึกระลึกไปถึงที่ศูนย์กลางกายอย่างเบาที่สุด อย่างสบายที่สุด ให้ใจเราเกาะเกี่ยวที่ศูนย์กลางกาย เกาะเกี่ยวกับคุณยาย กลั่น นึกกลั่นคุณยายให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้คุณยายใส สว่าง ให้ท่านนั่งขัดสมาธิ ใส สว่าง เท่าที่คุณยายปรารถนาจะให้ลูกศิษย์ของท่าน นึกถึงท่านบ่อยๆ ก็คือท่าที่ท่านนั่งสมาธิ ท่าเดียวกันนี้เป็นท่าเดียว ท่าเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับนั่ง ในวันที่ทรงตรัสรู้อนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ
(หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
กลั่นใจเราให้ใส สว่าง ตรึกระลึกไปที่ศูนย์กลางกายอย่างเบาสบาย ให้ใจเราหยุดนิ่ง หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง ไปตรงกลาง
สัพเพ…
หน้า PAGE 11
FILENAME \p \ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-09 FW-AAT.doc