ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อดกลั้นต่อคำล่วงเกิน ดั่งช้างศึกกับลูกศรในสมรภูมิ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(Master : หน้าB ไม่มีเสียง) (เริ่มม้วน 1/A) พระศุภชัย : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถรานุเถระ พระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตร อ่า เศรษฐีใจบุญลูกหลานทุกๆ ท่านนะ (สาธุ) อหํ นาโคว สงฺคาเม จาปาโต ปติตํ สรํ อติวากฺยํ ติติกฺขิสฺสํ ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชนํ.. เราจักอดกลั้นต่อคำอันบุคคลพึงกล่าวล่วงเกิน เปรียบดังช้างอันประเสริฐอดกลั้นอยู่ ซึ่งลูกศรอันตกจากแร่งในสงคราม เพราะว่าชนเป็นอันมากย่อมมีศีล อันโทษประทุษร้ายแล้ว คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ท่านเป็นบุคคลมหัศจรรย์ ท่านเป็นผู้ที่ทรงอภิญญา และมีคุณธรรมความดีมากมายมหาศาล จนยากที่ใครจะกล่าวสรรเสริญได้หมด ดังเช่นที่พวกเราได้มาฟังพระอาจารย์ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมากล่าวสรรเสริญคุณธรรมของท่าน ตลอดสองร้อยกว่าวันที่ผ่านมา อาตมาครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้ขึ้นมาแสดงธรรมในที่นี้ โดยคราวที่แล้วได้หยิบยกคุณธรรมในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนของคุณยายมากล่าวพรรณนา วันนี้เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ที่อาตมาจะได้หยิบยกคุณธรรมในเรื่อง ความอดกลั้นไม่โกรธของคุณยายอาจารย์มากล่าวยกย่องสรรเสริญ เพื่อให้พวกเราได้ตระหนักและซาบซึ้งจะได้นำไปประพฤติปฏิบัติตามอย่างคุณยาย ซึ่งมีความอดกลั้นไม่โกรธเป็นปกติ ดังพุทธพจน์ที่ได้ยกขึ้นมากล่าวเมื่อสักครู่นี้ พุทธพจน์บทนี้ เอ่อ มาจากขุทกนิกาย คาถาธรรมบท ในเรื่องพระนางสามาวดี พุทธพจน์บทนี้ได้ทรงเปรียบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า มีความอดกลั้นไม่โกรธ เพียงดังช้าง ช้างศึกที่ออกรบนี่ ช้างศึกในสมัยโบราณ พระราชาหรือว่าแม่ทัพจะขี่กับช้างนี่บนหลัง บนหลังช้าง แล้วก็ออกไปทำการศึกสงคราม อาวุธที่ใช้ก็จะมีพวกง้าว พวกดาบ หอก และก็ธนู ดังนั้นช้างที่จะมาเป็นช้างศึกได้ จึงต้องมีความกล้าหาญ มีความทรหดอดทน สามารถที่จะทนต่อความเจ็บปวดจากคมหอกคมดาบ และคมลูกศรที่จะยิงมาตกต้องตัวมันได้ คุณยายอาจารย์เมื่อท่านตัดสินใจออกจากบ้านเพื่อจะไปเรียนวิชา เพื่อตามหาโยมพ่อที่ปรโลกนั้น ก็เฉกเช่นกับช้างศึก ที่ออกสู่สงคราม ย่อมไม่หวั่นไหว ช้างศึกอดกลั้นต่อความเจ็บปวดจากคมหอก คมดาบ ในสงครามได้ฉันใด คุณยายอาจารย์ท่านก็สามารถที่จะอดกลั้นไม่โกรธต่อคำอันบุคคลที่มากล่าวล่วงเกินต่อท่านได้ฉันนั้น คุณยายอาจารย์ท่านเป็นชาวนาที่มีฐานะดี แต่ท่านยอมตนมาเป็นคนใช้เขา แม้จะถูกเขาโขกสับให้เขาทำงานหนักอย่างไรก็ตาม ท่านก็ไม่บ่นไม่โกรธ เมื่อมาอยู่วัดปากน้ำ ต้องถูกเขาดูถูกว่าเป็นคนรับใช้เขามา สิ่งของที่ได้รับก็เป็นของที่ชำรุดเสียหายแล้ว อย่างเช่นเตียงก็ได้เตียงเก่าๆ ขาหัก มุ้งก็เป็นมุ้งเก่า อ่า ขาดด้วย เหม็นอับด้วย แต่คุณยายท่านก็ไม่โกรธ ท่านเอามาทำความสะอาด ซ่อมแซมจนใช้ได้ แม้เวลาที่จะท่านอาหาร เขาก็กระแทกจานมา เสือกจานข้าวมาให้ หรือจะถูกเขาโขรกสับอย่างไรก็ตาม ท่านก็เฉย ดิ่งธรรมะของท่านเรื่อยไป แม้ในเวลาที่จะนอนหลับพักผ่อน เจ้าตัวเรือดก็จะมากัดกินตามเนื้อตัวของคุณยาย ถ้าเป็นพวกเรานี่จะรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง หลังจากที่ต้องทำภารกิจมาทั้งวัน พอมานอนหลับเจ้าตัวเรือดก็มากัด เจ็บแปล้บตามเนื้อตัวสะดุ้งตื่นขึ้นมา คุณยายท่านต้องนอนสะดุ้งตื่น ไม่ใช่แค่คืนเดียวครั้งเดียว แต่ท่านต้องถูกตัวเลือดกันนี่หลายๆ คืน คืนละหลายๆ ครั้ง ทุกครั้งที่ถูกกัดท่านก็จะลุกขึ้นมาแล้วก็จับตัวเลือดนั้นใส่ในลงในกระโถน เอาฝาปิดไว้ พอตอนเช้าก็เอาไปปล่อย ท่านจะไม่มีความโกรธอยู่ในใจเลย แม้เรื่องความโกรธนี้ อาตมาจะขอยกตัวอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องถูกนรชนคนพาลตามด่าถึง ๗ วัน ในตอนที่กล่าวพระนางสามาวดีนี้ พราหมณ์มาคันทิยะ และนางพราหมณีนั้นได้มาเข้าในข่ายพระยานของพระบรมศาสดาในเช้าวันหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงใคร่ครวญดูแล้วก็ทราบว่า ถ้าไปแสดงธรรมโปรดพราหมณ์ทั้งสองแล้วจะได้บรรลุธรรม จึงได้ทรงดำเนินเสด็จไปแต่ผู้เดียว ไปที่ใกล้โรงบูชาไฟของพราหมณ์นั้น พราหมณ์มาคันทิยะ เมื่อมาเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เป็นเอกบุรุษของโลก ก็เกิดความปีติตื้นตันใจ รีบเข้าไปหา กล่าวว่านี่ท่าน ข้าพเจ้ามีลูกสาว มีธิดาสาวอยู่คนหนึ่ง ซึ่งสวยงามมาก ท่านจงรออยู่ที่นี้ เดี๋ยวเราจะมาพามายกให้ท่าน พระพุทธองค์ท่านมิได้ทรงตรัสปฏิเสธหรือว่าตอบรับ เมื่อพราหมณ์ไปแล้วก็ได้ทรงอธิษฐานประทับรอยพระบาทไว้ ฝ่ายพราหมณ์รีบกลับมาที่บ้านร้องเอะอะโวยวายให้นางพราหมณีรีบอาบน้ำแต่งตัวให้ธิดาสาว บอกว่าได้เจอบุรุษที่สมควรแก่ธิดาของเราแล้ว พวกชาวบ้านชาวเมืองแถวนั้นก็แตกตื่นกัน เพราะในอดีตที่ผ่านมาจะมีเศรษฐี ลูกเศรษฐี คหบดี แม้บุตรของเสนาอำมาตย์ต่างๆ ได้ทรงเครื่องบรรณาการมาเพื่อจะมาขอธิดาของพราหมณ์นี้ แต่เมื่อพราหมณ์ได้พิจารณาเห็นบุรุษเหล่านั้นแล้วก็จะตอบปฏิเสธบอกว่า ท่านเหล่านั้นไม่สมควรแก่ธิดาของเรา เพราะว่าพราหมณ์กับพราหมณีนี้เป็นผู้ที่บูชาในเรื่องลักษณะของมนุษย์เรา ท่านจะไม่คำนึงถึงยศฐาบรรดาศักดิ์หรือความร่ำรวย แต่ต้องการลักษณะที่บริบูรณ์ครบถ้วน เหมาะสมกันเท่านั้น เมื่อมาเจอพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงดีใจ หลังจากนั้นจึงได้พาธิดาสาว และนางพราหมณีไปที่นั้น แต่ก็ไม่ได้พบพระบรมศาสดา นางพราหมณีเมื่อได้เห็นรอยพระบาทนั้นแล้ว ก็ได้กล่าวว่า “รอยเท้านี้เป็นรอยเท้าของผู้ที่ไม่มีความกำหนัด เป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว” แต่พราหมณ์ก็ไม่เชื่อ ได้เที่ยวหาอยู่จนกระทั่งพบพระบรมศาสดาได้ทรงประทับนั่งอยู่ที่ไม่ไกลนัก ได้พาธิดาสาวเข้าไปถามว่า ทำไมไม่คอยอยู่ที่นั้น จะนี่จะยกธิดาคนนี้ให้เป็นบาทบริจาริกา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ทรงตอบหรือปฏิเสธ แต่ได้ทรงกล่าวว่า ได้ทรงตรัสว่าจะเล่าเรื่องอะไรให้ฟัง และได้ทรงเล่าถึงในวันที่จะตรัสรู้ ได้มีธิดาของมารทั้งสาม คือ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา ได้มาประเล้าประโลมยั่วยวนต่างๆ นา นา เพื่อเมถุนธรรมแก่พระบรมศาสดา แต่พระองค์ก็มิทรงปรารถนาเลย และได้ตรัสพระคาถาให้แก่พราหมณ์ว่า “เมื่อเราเห็นธิดาของพราหมณ์ทั้งสาม ซึ่งมีความงามยิ่งกว่าเทพธิดา ความปรารถนาในเมถุนธรรมของเราไม่ได้มีเลย แล้วความปรารถนาในเมถุนธรรมของเราจะมีเมื่อเห็นธิดาของท่านซึ่งเต็มไปด้วยมูตรและกรีส จะมีได้อย่างไร เราไม่ปรารถนาแม้จะสัมผัสธิดาของท่านนี้ แม้ด้วยเท้า” พอพราหมณ์และก็พราหมณีนี่ ฟังพระกถาบทนี้จบก็เข้าถึงธรรมทันทีเลย เข้าถึงธรรมระดับที่สามด้วย คือ ระดับอนาคามิผล ฝ่ายนางมาคันธิยาธิดาสาว ซึ่งนั่งกระหมิดกระเมี้ยนอยู่ ก็รู้สึกอายและก็โกรธอย่างมาก ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่รับนางแล้วยังไม่พอ แต่ได้ทรงเปรียบนางนี่เป็นเหมือนกับกองอุจจาระปัสสาวะที่ไม่อยากจะสัมผัสแม้ด้วยเท้า แต่ก็ไม่ได้โวยวายอะไร เพียงแต่มีความโกรธและก็นึกพยาบาทไว้ในใจ ฝ่ายพราหมณ์และนางพราหมณีเมื่อบรรลุธรรมแล้วก็มิปรารถนาที่จะอยู่ครองเรือนต่อไป จึงได้พาธิดาสาวไปฝากไว้กับน้องชาย ชื่อ จุลมาคันทิยะ ส่วนพราหมณ์และพราหมณีทั้งสองก็ได้ไปบวชเป็นพระภิกษุ และภิกษุณี ต่อมาไม่นานนักก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ฝ่ายน้องของพราหมณ์ชื่อมาคันทิยะนี้ก็เห็นว่าหลานสาวของเรานี้เป็นผู้ที่มีความงามเป็นเลิศ ไม่เหมาะแก่ชายใดในโลกเว้นแต่พระราชาแล้วจึงได้พาธิดาสาวนี่ไปถวายแก่พระเจ้าอุเทนที่กรุงโกสัมพี พระเจ้าอุเทนนั้นเมื่อเห็นนางมาคันทิยาก็รู้สึกหลงไหลรักใคร่ จึงได้แต่งตั้งสถาปนาให้เป็นอัครมหามเหสีอีกพระองค์หนึ่ง โดยที่พระองค์มีอยู่แล้วสองพระองค์ คือ นางพระนางสามาวดี และพระนาง เอ่อ สุนทรา ต่อมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ไปโปรดชาวเมืองโกสัมพี นางหญิงค่อมชื่อ คุชุตะลาซึ่งเป็นทาสภายในวังนี่ มีหน้าที่ออกมาซื้อดอกไม้ให้พระสามาวดีทุกวัน และได้โกงค่าซื้อดอกไม้นี่ไปประจำทุกวันเลย วันนั้นมีโอกาสได้มาฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม และได้บรรลุธรรมเป็นโสดาบัน จึงมิได้โกงค่าดอกไม้อีกในวันนั้น พระนางสามาวดีเห็นดอกไม้เยอะแยะก็สงสัย เมื่อซักถามดูแล้วก็อยากจะฟังธรรมอันนั้นด้วย จึงให้นาคุชุตะลาแสดงธรรมให้ฟัง นางคุชุตะลาก็ได้แสดงธรรมให้กับพระนางสามาวดีพร้อมกับหญิงบริวารของพระนาง ๕๐๐ คน จนบรรลุธรรมโสดาบันทั้งหมดเลย เมื่อพวกนางบรรลุธรรมแล้วก็มีความปรารถนาที่อยากจะไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยากจะไปบูชาพระองค์แต่มิอาจที่จะออกจากวังไปได้ นางคุชุตะลาจึงได้แนะนำให้เจาะช่องกำแพงของแต่ละห้องนี่ เป็นช่องๆ ไว้ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาจะได้มองเห็น และก็เอาดอกไม้บูชาได้ ต่อมาพระนางมาคันทิยานี่ได้เสด็จผ่านมาแถวนั้น ได้เห็นช่องเหล่านั้นแล้วก็ตรัสถาม จึงได้ทราบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จที่เมืองโกสัมพีแล้ว ความแค้นความพยาบาทที่มีอยู่เดิมจึงได้ลุกโพลงขึ้น เมื่อเห็นพระนางสามาวดีและหญิงบริวารเหล่านั้นมีใจบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีความมีเกลียดมีความแค้นด้วย จึงได้ไปฟ้องต่อพระเจ้าอุเทนว่า พระนางสามาวดีและหญิงบริวารนี่มีใจออกห่าง คิดจะมีชายอื่นน่ะ พระเจ้าอุเทนมาตรวจเห็นแล้วก็ไม่ได้ว่าอะไร พระนางมาคันทิยาจึงได้ไปจ้างชาวเมืองให้ไปตามด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์เสด็จหนีไปจากเมืองนี้ ชาวเมืองนั้นก็ได้พาบริวารข้าทาสบริวารนี่ตามด่าทุกวันเลย ด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ จนพระอานนท์รู้สึกอึดอัดได้กราบทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เสด็จไปสู่เมืองอื่นอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า “แล้วถ้าเกิดเมืองอื่นมีคนเขาตามด่าอีกล่ะจะทำอย่างไร” พระอานนท์ก็ทูลว่า “ก็เสด็จไปเมืองอื่นต่อไปอีก” พระองค์ก็ถามอีกว่า “แล้วถ้าเมืองอื่นเขามาตามด่าอีกล่ะ” พระอานนท์ก็บอกว่า “ก็เสด็จหนีไปเมืองอื่นๆ ไปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ” พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “การทำเช่นนั้นไม่ถูก อธิกรณ์เกิดขึ้นที่ไหนเมื่ออธิกรณ์ระงับแล้วการไปสู่ที่อื่นจึงควร” และได้ตรัสพระคาถาซึ่งได้ยกมาในตอนต้นว่า “เปรียบว่าตัวพระองค์นั้นไม่โกรธเหมือนกับช้างที่ออกสู่สงคราม” และได้พยากรณ์ว่าอธิกรณ์ของพระพุทธเจ้านั้นจะยิ่งไม่ยิ่งไปกว่า ๗ วัน และเมื่อครบ ๗ วันแล้ว พวกชาวเมืองนั้นก็ไม่ได้ตามด่าอีก ฝ่ายพระนางมาคันทิยาเมื่อไม่สามารถที่จะให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนีออกจากกรุงโกสัมพีไปได้ จึงวางแผนที่จะทำร้ายพระนางสามาวดีและหญิงบริวารอีกต่อไป โดยการให้อาส่งไก่เป็นมาแปดตัว และไก่ตายมาอีก ๘ ตัว ให้มายืนอยู่หน้าท้องพระโรงและติดสินบนมหาดเล็กให้ส่งไก่เป็นเข้ามาก่อน ๘ ตัว เมื่อพระเจ้าอุเทนถามว่า “ไก่ทั้งแปดตัวนี้ใครสมควรจะเป็นผู้แกงดี” พระนางมาคันทิยาก็ทูลว่า “พระนางสามาวดีและหญิงบริวารนั้นว่างอยู่” สมควรจะเป็นผู้แกงให้พระราชา จึงสั่งให้มหาดเล็กนำไก่ทั้ง ๘ ตัวนี้ไปให้พระนางสามาวดีและหญิงบริวาร ฝ่ายพระนางสามาวดีและหญิงบริวารนั้นเป็นผู้บรรลุธรรม ไม่อาจที่จะฆ่าสัตว์ ทำปานาติบาตได้ แม้จะต้องตายก็ตาม จึงได้คัดค้านไม่ยอมทำ มหาดเล็กนั้นก็ได้มารายงานตามนั้น พระนางมาคันทิยาก็ได้ตรัส เอ่อ ได้ทูลว่าให้ส่งไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยให้บอกว่า “ให้แกงไก่ทั้งแปดตัวนี้เพื่อถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” มหาดเล็กก็นำไก่ออกมาแต่ได้ทำการเปลี่ยนไก่เป็น ๘ ตัว เป็นไก่ตาย ๘ ตัวไปแทน ฝ่ายหญิงเหล่านั้นเมื่อเห็นไก่ตายและทราบว่าให้แกงเพื่อถวายแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดีใจ กล่าว่า “งานนี้สมควรเป็นงานของพวกเราโดยแท้” รับไปทำด้วยความยินดี มหาดเล็กก็มารายงานให้พระเจ้าอุเทนว่านี่ พวกนางรับไก่ไปทำไปแกงด้วยความยินดี แต่ไม่ได้บอกว่ามีการเปลี่ยนไก่ตายไปแล้ว พระเจ้าอุเทนฟังแล้วก็รู้สึกหงุดหงิด แต่ก็มิได้ตรัสว่าอะไร ต่อมาเมื่อจะถึงคราว ถึงวาระที่จะไปอยู่ตำหนักของพระนางสามาวดี คือ พระเจ้าอุเทนนี่มีอัครมเหสี ๓ พระองค์ และจะเปลี่ยนไปอยู่ตำหนักของพระมเหสีแต่ละพระองค์นี่ตามวาระที่กำหนดไว้ พอจะถึงกำหนดที่จะไปอยู่ตำหนักของพระนางสามาวดี พระนางมาคันทิยาก็โกหกว่า ช่วงนี้นี่ฝันไม่ดีเลยเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายแก่พระราชา จึงได้ทูลทัดทานไม่ให้เสด็จไป พระเจ้าอุเทนก็ไม่ทรงเชื่อ ได้เสด็จไปพระนางก็จะขอเสด็จตามไปด้วย แม้จะถูกทรงห้ามก็ไม่ทรงเชื่อ โดยก่อนไปนั้นพระนางได้สั่งให้อานี่จับงูพิษถอนเขี้ยวมาหนึ่งตัว แล้วก็มาขังไว้ในพิณของพระราชา และก็เอาพวกดอกไม้นี่ปิดทับไว้ไม่ให้งูนั้นออกมาได้ พระราชาจะไปไหนนี่ก็จะพกถือพิณอันนี้ไปด้วยเสมอ เมื่อไปตำหนักของพระนางสามาวดี ได้ถือวางไว้บนที่บรรทม และก็ๆ เมื่อฉัน เมื่อเสวยพระกระยาหารแล้วก็ได้บรรทมในที่นั้น พระนางมาคันทิยาเมื่อเห็นปลอดคนก็แกล้งเดินไปเดินมาแล้วก็ไปปลดพวงดอกไม้นั้นออกมา ปล่อยให้งูนั้นออกมาได้ งูถูกจับขังอยู่สองวันก็ออกมาแผ่พังพานอยู่เหนือพระเศียรของพระราชา พระนางมาคันทิยาก็แกล้งส่งเสียงร้องหวีดเอะอะโวยวาย จนพระเจ้าอุเทนสะดุ้งตื่นขึ้นมา ทรงเห็นงูอยู่เหนือพระเศียรก็ตกพระทัย ด้วยกลัวต่อมรณะภัย พระนางมาคันทิยาก็ด่าดุด่าว่านี่เพราะเหตุไม่เชื่อพระนางนี่ ทำให้เกือบจะต้องสิ้นพระชนม์พระถูกงูพิษนี่จากที่พระนางสามาวดีและหญิงเหล่านั้นนี่ปองร้าย เพราะว่าคิดกบฏคิดจะมีชายผู้อื่น พระเจ้าอุเทนด้วยความหลัวต่อมรณะภัยได้ทรงลำรึกถึงเหตุการณ์ที่หญิงเหล่านั้นได้เจาะช่องเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ได้ลำรึกถึงเหตุการณ์ที่การส่งไก่ ๘ ตัวไปให้แกง และเหตุการณ์วันนี้ก็ทรงเชื่อพระนางมาคันทิยา จึงได้สั่งทหารให้จับพระนางสามาวดีและหญิงบริวาร ๕๐๐ มัดรวมเป็นแถว และได้โก่งธนูยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษไปที่หัวใจของพระนางสามาวดีและหญิงเหล่านั้น พระนางสามาวดี สามาวดีได้สอนหญิงบริวารทั้งหลายว่า อย่าได้โกรธพระราชาและพระนางมาคันทิยา แต่ให้ทรงแผ่เมตตานะ ให้พวกหญิงเหล่านั้นนี่แผ่เมตตาให้กับพระราชาและพระนางมาคันทิยา ลูกศรเมื่อหลุดจากแร่งได้พุ่งตรงไปหาพระนางสามาวดีและหญิงเหล่านั้น แต่ด้วยอานุภาพของความเมตตา ลูกศรก็ได้กลับ ย้อนกลับและก็พุ่งตรงมาหาพระเจ้าอุเทนมีที่หมายที่หัวใจและก็หยุดสะดุดหยุดลง พระเจ้าอุเทนเห็นเหตุอัศจรรย์อันนั้นก็รู้สึกตกพระทัย เสียววาบไปถึงพระหฤทัย คิดว่าลูกศรของเรานี้เมื่อยิงออกไปแล้วไม่เคยเลยที่จะตกไปอยู่ฝ่าไปที่อากาศเปล่า แม้ถูกศิลาก็สามารถที่จะทะลุไปได้ ลูกศรนี้เป็นของไม่มีชีวิตไม่ใช่สัตว์ไม่มีจิตใจ แต่ยังรู้คุณของพระนางสามาวดี เรานี้เป็นมนุษย์แต่กลับไม่รู้คุณของพระนาง จึงได้โยนธนูนั้นทิ้ง และเข้าไปนั่งกระโหย่งไหว้พระนางสามาวดีขอให้นางอดโทษ และขอให้พระนางเป็นที่พึ่งของพระราชา พระนางสามาวดีก็ทรงอดโทษให้พระราชา และขอให้พระราชานั้นเอาพระนางเป็นที่พึ่งและขอให้เอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ซึ่งเป็นที่พึ่งของพระนางนี่มาเป็นที่พึ่งด้วย จากนั้นได้พาพระราชาไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะ ได้กราบนิมนต์มาฉันที่พระราชวังร่วมกับภิกษุอีก ๕๐๐ รูป ตลอด ๗ วัน หลังจากนั้นก็อาราธนาให้พระอานนท์นี่มาแสดงธรรมให้กับพระนางสามาวดีและหญิงบริวารทุกๆ วัน ฝ่ายพระนางมาคันทิยาก็สุดแสนที่จะแค้นเคือง อุตส่าห์วางแผนตั้งหลาย หลายระดับ หลายขั้น หลายสเตป จนเกือบที่จะบรรลุเป้าหมายแล้ว เกือบที่จะทำลายพระนางสามาวดีซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งในเรื่องความรัก และก็เป็นลูกศิษย์เป็นอุปฐากของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่กลับกลายเป็นว่าพระนางสามาวดีได้รับการยกย่อง ได้รับความเคารพจากพระราชามากขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีลาภสักการะมากขึ้น ส่วนพระนางเองกลับตกต่ำลง ด้วยความแค้นนี้วันหนึ่งพระราชาได้เสด็จไปประพาสไปอุทยาน พระนางมาคันทิยาจึงได้ให้อาของนางนำผ้าชุบน้ำมันนี่ไปพันตามเสาเรือนพระตำหนักของพระนางสามาวดี และก็ขังพระนางสามาวดีและหญิงบริวารอีก ๕๐๐ อยู่ในพระตำหนักนั้น พร้อมกับจุดไฟเผา ด้วยบุพกรรมที่พระนางสามาวดีและหญิงบริวารได้เคยเผาพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต ทำให้พระนางและหญิงบริวารเหล่านั้นต้องถูกไฟคลอกตายหมด พระราชาเมื่อทราบว่าได้เกิดไฟไหม้ในพระราชวัง ก็รีบกลับมา แต่ไม่ทรงทันการณ์เสียแล้ว พระองค์ทรงรู้ว่าเหตุนี้เป็นฝีมือของใคร แต่เกรงว่าเขาจะไม่รับจึงได้แกล้งกล่าวว่า พระองค์ดีใจที่มีคนมากำจัดสามาวดีซึ่งคอยข่มขี่พระองค์อยู่ และจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำงานนี้ พระนางสามาวดีจึงได้ยอมรับ แล้วบอกว่าได้สั่งให้อาและญาตินี่เป็นผู้ทำการเผาเอง พระองค์ถึงบอกว่า งั้นให้เรียกญาติๆ มาก จะให้พร พระนางก็จะได้แจ้ง ได้แจ้งแก่ญาติของนาง พวกญาติเหล่านั้นก็รีบเข้ามาในวัง แม้คนที่ไม่ได้เป็นญาติก็อยากจะมาเป็นญาติด้วยตอนนี้ เพราะคิดว่าจะได้รางวัล พระราชาได้ฟังทหารให้ขุดหลุมที่เนิน เนินของพระพระราชานี่ให้ลึกประมาณแค่เอว แล้วก็ฝังจับพวกนั้นนี่ จับญาติของพระนางสามาวดี เอ้ย จับญาติของพระนางมาคันทิยาฝังไว้แค่สะดือ และก็เอาฟาง เอาหญ้าฟางกลบ จุดไฟเผา พอไฟไหม้หนังไหม้ กำลังไหม้ดิ้นทุรนทุรายอยู่นั้นนี่ ก็จะคาดเหล็กไถตามจนเนื้อหลุดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่วนพระนางมาคันทิยาก็จับมาเชือดเนื้อเป็นชิ้นๆ มาทอดน้ำมันให้ (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) (ไม่เห็นมีเนื้อหาต่อเลย ถอดเทปหมดหรือเปล่าลองเช็คดู) หน้า PAGE 9 440502FW-AAT