ชาติกำเนิดไม่ใช่เครื่องจำกัดการทำความดี
(ม้วน 1/A)
พระสนิทวงศ์ : ขอนอบน้อมถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุด ทรงเป็นบวรครูของมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเหนือเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเหล่ากัลยาณมิตรผู้มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคงต่อหนทางการสร้างบารมี ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ)
วันนี้ชาวโลกทั้งหลายสมมติว่าเป็นวันแรงงานแห่งชาติ จึงตั้งใจว่าจะเอาเรื่องราวของบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนที่ได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ สติปัญญา ความสามารถมาสร้างบารมีกันอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพันมาฝากทุกท่าน
ก่อนอื่นขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับวันแรงงานแห่งชาติสักเล็กน้อย รัฐบาลไทยของเรานั้นได้กำหนดวันที่ ๑ พฤษภาคมเป็นวันแรงงานแห่งชาติ โดยเริ่มกันตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๓๒ สำหรับประเทศแถบยุโรปนั้นก็ได้กำหนดเอาวันนี้คือวันที่ ๑ พฤษภาคม เป็นวันแรงงานแห่งชาติเช่นกัน บางประเทศก็เรียกว่าวันกรรมกรสากล บางประเทศก็เรียกว่าวัน May Day ยกเว้นประเทศสหอเมริกาและประเทศแคนาดา ซึ่งเขาจะกำหนดเอาวันจันทร์แรกของเดือนกันยายนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ นี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับสมัยปัจจุบัน
แต่สำหรับสมัยพุทธกาลนั้น การใช้แรงงาน การทำงานของคนในสมัยก่อน ก็ได้ใช้แรงกาย แรงใจในการทำงาน และด้วยเหตุนี้ก็ได้แบ่งกลุ่มคนออกเป็น ๔ ชนชั้น ได้แก่ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร กษัตริย์นั้นก็เป็นกลุ่มคนที่ใช้แรงงาน แรงกายไปในการปกป้องคุ้มครองเมือง คุ้มครองพระนคร เป็นผู้นำของเหล่าชนทั้งหลาย ก็เป็นชนชั้นกษัตริย์
ต่อมาคือกลุ่มที่เป็นผู้นำทางด้านศาสนา เป็นที่พึ่งทางใจ เป็นผู้ประกอบพิธีกรรม กลุ่มนี้ก็เรียกว่าพราหมณ์
กลุ่มที่ ๓ ใช้แรงงานไปในการประกอบอาชีพค้าขาย หรือขายสินค้าจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง กลุ่มนี้เขาก็ชื่อว่าแพศย์
กลุ่มสุดท้ายใช้กำลังกายไปในการทำงาน โดยใช้แรงเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้ข้าวปลาอาหารมา กลุ่มนี้เขาก็เรียกว่ากลุ่มศูทร
ทั้ง ๔ ชนชั้นนี้ หรือ ๔ วรรณะนี้ พราหมณ์ถือว่าตนเองเป็นวรรณะที่สูงสุด เป็นที่เชื่อมระหว่างกลาง ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และเป็น ตนเองเท่านั้นที่สามารถจะพัฒนาตนเองให้บริสุทธิ์หลุดพ้น และเข้าสู่ดินแดนของพระเจ้าได้ แล้วใครก็ตามที่ได้ปฏิบัติตามหลักการของพราหมณ์แล้ว ย่อมเข้าถึงดินแดนของพระเจ้าเช่นกัน
แต่ในทัศนคติของพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่าความสะอาดบริสุทธิ์ ความดีงามของคนนั้นไม่ได้ขึ้นกับชนชั้น ไม่ได้ขึ้นกับวรรณะหรือตระกูล แต่ขึ้นกับความประพฤติ ขึ้นกับการใช้แรงกาย แรงใจ ไปในทางทำความดี ซึ่งก็มีกล่าวไว้ในอัสสลายนสูตร เรื่องเกี่ยวกับการลบล้างวรรณะ ๔ ของพราหมณ์ไว้
สมัยก่อนพราหมณ์ก็มีการโต้วาที มีการโต้เถียงกัน โดยเอาคนมีฝีปากเอก มีปัญญามาก มาโต้แข่งขันกัน ใครชนะก็ถือว่าลัทธิของตนเองนั้นเป็นเลิศ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น เหล่าพราหมณ์ทั้งหลายก็รู้ว่าหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นเลิศ แต่เพื่อจะดำรงลัทธิ ดำรงศาสนาของตนเอง ก็มักจะส่งผู้มีปัญญาไปโต้วาทีแข่งกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บ่อยครั้ง
มีครั้งหนึ่งก็ได้ทรงอัสสลายนมานพ ผู้ซึ่งก็ไม่มั่นใจและไม่ค่อยเต็มใจนัก ที่จะไปโต้วาทีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าเมื่อเหล่าพราหมณ์ลงมติให้ไปโต้วาที ก็จำเป็นจะต้องไป เขาก็ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงคิดอย่างไรกับคำของพราหมณ์ที่กล่าวไว้ว่าพราหมณ์นี้เป็นวรรณะที่ประเสริฐ วรรณะอื่นเลวหมด พราหมณ์นี้บริสุทธิ์ ผู้ไม่ใช่พราหมณ์นี่ชื่อว่าเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบโดยซักถามในคำถามต่างๆ เพื่อให้มานพหนุ่มนี้ได้ยอมรับ มีหัวข้อหนึ่งพูดเรื่องเกี่ยวกับวรรณะทั้ง ๔ ว่า ข้าแต่กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ หรือว่าศูทรนี้ ถ้ายังมีการฆ่าสัตว์อยู่ มีการลักทรัพย์อยู่เป็นต้น รวมหมายถึงศีล ๕ นั่นเอง ถ้ายังผิดศีล ๕ อยู่ แม้ตายไปก็ย่อมเกิดในอบาย เกิดในทุคติ วินิบาต และนรก ในทางกลับกัน วรรณะทั้ง ๔ นี้ ถ้าใครก็ตาม เว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ หลังจากตายไปแล้วย่อมเกิดในสุคติโลกสวรรค์เหมือนกันหมด
ในที่สุดอัสสลายนมานพนี้ก็ได้กล่าวทูลยกย่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์นั้นเป็นผู้ประเสริฐ หลักธรรมของพระองค์นั้นดีแล้ว และประกาศตนเป็นอุบาสกตลอดชีวิต ถือพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกอันสูงสุด นี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งว่าคนเรานั้นจะกระทำความดี จะเป็นคนดีได้ จะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้นั้นไม่ขึ้นอยู่กับตระกูล หรือว่าชาติกำเนิด แต่ขึ้นกับการใช้แรงกาย แรงใจ ในการทำความดี พัฒนาตัวเองยิ่งๆ ขึ้นไป
ในอีกพระสูตรหนึ่งที่เน้นย้ำถึงการกระทำความดี เพื่อจะได้เป็นคนดี บริสุทธิ์หลุดพ้น ชื่อว่า กรรณกัตถลสูตร ว่าด้วยความแตกต่างของวรรณะ ๔ เช่นกัน ในครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงไปทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องเกี่ยบกับวรรณะ ๔ ว่ากษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ และศูทร นั้นจะได้รับผลในสัมปรายภพแตกต่างกันหรือไม่
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบโดยยกองค์แห่งภิกษุ ๕ ประการ องค์ธรรมแห่งภิกษุ ๕ ประการว่า
๑. ถ้าภิกษุนั้นเป็นผู้ศรัทธา คือศรัทธาในพระปัญญาตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์นี้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้จำแนกแจกธรรมในสัตว์ทั้งหลายดีแล้ว ท่านเป็นผู้มีศรัทธาอย่างนี้ ก็เชื่อว่าเป็นหนึ่งในองค์แห่งภิกษุ ๕
ประการที่ ๒. ก็คือเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคเบาบาง ซึ่งจะมีผลให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง เหมาะสมที่จะประกอบความเพียรเพื่อที่จะบรรลุธรรมได้โดยง่าย
องค์แห่งภิกษุประการที่ ๓. ก็คือเป็นผู้ไม่โอ่อวด ไม่มีมารยา เป็นผู้จริงใจ เมื่อทำผิดก็ประกาศตนต่อเพื่อนพรหมจรรย์ สำนึกผิดแล้วก็ประพฤติในทางที่ดี อย่างนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นมรรคผลนิพพานได้
ประการที่ ๔. คือปรารภความเพียร ละอกุศลกรรมทั้งหลาย ยังกุศลกรรมทั้งหลายให้ถึงพร้อม มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลกรรมทั้งหลาย
ประการสุดท้ายประการที่ ๕. คือเป็นผู้มีปัญญา สามารถพิจารณาธรรมในขั้นอริยะได้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าทั้งองค์ธรรม ๕ ประการนี้แม้เปรียบเสมือน อุปมาเหมือนการฝึกช้าง ม้า หรือโค ถ้าช้าง ม้าหรือโคนี้ได้รับการฝึกตามหลักการที่ถูกที่ควรแล้ว ย่อมถึงพร้อมแห่งช้าง ม้า โค เป็นประโยชน์ฉันใด หากวรรณะทั้ง ๔ นี้ปฏิบัติธรรมตามองค์แห่งภิกษุ ๕ นี้ก็ได้ชื่อว่าได้ผลแห่งการปฏิบัติธรรมไม่เหมือนกัน ได้ผลแห่งการปฏิบัติธรรมไม่ต่างกัน ก็คือได้บรรลุมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน
ทั้ง ๒ พระสูตรที่ยกมานี้ก็เป็นเครื่องยืนยันอีกครั้งว่าชาติกำเนิดไม่ได้เป็นเครื่องจำกัด หรือบ่งบอกว่าคนๆ นั้นจะดีหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของคนนั้นว่าใช้แรงกายแรงใจของตนเองทำความดีหรือเปล่า ถ้าใช้แรงกายแรงใจของตนเองทำความดี ย่อมบังเกิดประโยชน์แต่ตนเอง จะขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องผู้ที่ใช้กำลังกายกำลังใจของตนทำความดี แล้วสำเร็จประโยชน์ในโลกปัจจุบัน เรื่องนี้มีในจุลลกเศรษฐีว่าด้วยเรื่องเศรษฐีชี้หนูตาย แล้วบอกว่าใครที่เป็นผู้มีปัญญา ก็สามารถทำหนูตายนี้ให้รวยได้
เรื่องก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งบำเพ็ญสมณธรรมเป็นพระโพธิสัตว์ เกิดเป็นเศรษฐีชื่อจุลลกะ เป็นบัณฑิต เป็นผู้มีความฉลาดหลักแหลม วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีจะเดินทางไปเฝ้าพระราชา ในระหว่างทางนั้นเองก็เห็นหนูตาย เมื่อคำนวณนักขัตฤกษ์แล้ว ก็ได้เอ่ยขึ้นว่าใครก็ตามที่เป็นผู้มีปัญญา ย่อมอาจทำหนูตายนี้ให้สามารถประกอบการงานได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือทำหนูตายนี่ให้รวยได้นั่นเอง คือเอาหนูตายไปทำให้เป็นคนรวยได้
ในครั้งนั้นก็มีกุลบุตรผู้ยากไร้คนหนึ่ง ได้ฟังคำของเศรษฐีแล้วก็คิดว่าเศรษฐีนี้เป็นผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต ถ้าไม่รู้จักไม่พูด แสดงว่าต้องรู้เหตุรู้ผล จึงพูดออกมาเช่นนี้ เขาจึงนำหนูตายนี้ไปขายเป็นอาหารแมว จากนั้นก็ได้ทรัพย์เพียงเล็กน้อยนี้ไปซื้อน้ำอ้อย แล้วก็เอาหม้อน้ำใส่น้ำจนเต็มไปตั้งไว้ในระหว่างที่คนเก็บดอกไม้จากป่าเดินทางมา จากนั้นก็ให้คนเก็บดอกไม้นี้ดื่มน้ำอ้อยและน้ำ คนเก็บดอกไม้จึงให้ดอกไม้คนละ ๑ กำมือเป็นการตอบแทน เขาก็ทำเช่นนี้ คือนำดอกไม้นี้ไปขายต่อ แล้วก็นำเงินไปซื้อน้ำอ้อย แล้วก็มาตั้งอยู่จนกระทั่งได้เงิน ๘ กหาปณะ
จากนั้นมีอยู่วันหนึ่งลมพายุก็พัด จนทำให้กิ่งไม้ในอุทยานล้มระเกะระกะลงมา เขาจึงอาสาคนเฝ้าอุทยานว่าจะช่วยเก็บกวาดใบไม้และเศษกิ่งไม้ทั้งหลายนั้น คนเฝ้าอุทยานก็เห็นดีด้วย เพราะจะได้ไม่ต้องออกแรงมาก มานพหนุ่มคนนี้ก็ไปชวนเด็กๆ โดยให้เด็กๆ ที่เล่นอยู่นั้นได้ดื่มน้ำอ้อยแล้วก็ดื่มน้ำ แล้วก็ขอกำลัง ให้มาช่วยเก็บกิ่งไม้ทั้งหลาย แล้วเขาก็เอากิ่งไม้เหล่านี้ไปขายให้กับช่างหม้อหลวง เพื่อที่จะนำกิ่งไม้ไปทำเป็นฟืนเผาเครื่องภาชนะดินเผาทั้งหลาย เขากิ่งไม้ได้เงินมาถึง ๖๖ กหาปณะ พร้อมทั้งภาชนะที่เป็นบำเหน็จอีก ๕ อย่างด้วยกัน ตอนนั้นเขามีเงินถึง ๒๔ กหาปณะ
เขาก็นำตุ่มน้ำที่ได้มานี้ เติมน้ำจนเต็มแล้วไปวางไว้ที่ประตูใกล้พระนคร รอให้คนหาบหญ้า ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๕๐๐ ผ่านมา เขาก็ให้ดื่มน้ำอ้อย ดื่มน้ำ ในครั้งแรกคนหาบหญ้าก็ดื่มแล้วก็จากไป แต่มานพหนุ่มก็ขอไว้ว่าถ้าเขามีกิจการงานใดนั้น ขอความช่วยเหลือ ขอให้คนหาบหญ้าทั้งหลายนี้ช่วยเหลือเขาด้วย คนหาบหญ้าก็รับปาก
มาวันหนึ่งเขาก็ได้ข่าวว่ามีพ่อค้าม้าเดินทางจากต่างเมืองมาสู่พระนคร เขาจึงไปบอกคนหาบหญ้าทั้งหลายว่าให้คนหาบหญ้านี้ ให้หญ้ากับเขาคนละกำมือ แล้วขอว่าถ้าเขายังไม่ขายหญ้าให้กับใคร อย่าให้คนหาบหญ้าทั้ง ๕๐๐ นี้ ขายหญ้าให้กับคนๆ นั้นเลย พ่อค้าม้ามาถึงเมื่อไม่มีหญ้า ก็ต้องมาซื้อกับมานพหนุ่มนี้ผู้เดียว ด้วยการขายหญ้าครั้งนั้น เขาจึงได้ทรัพย์มาถึงพันกหาปณะ
ล่วงไปอีก ๒-๓ วัน เขาก็ได้ข่าวว่าจะมีเรือใหญ่ที่บรรทุกสินค้าเต็มมาเลย ที่จะมาเมืองของเขา เขาจึงได้ให้แหวนวงหนึ่งแก่นายท่าเป็นของมัดจำ สินค้าในเรือทั้งหมด เมื่อมีพ่อค้าจากในเมืองนั้นมา จะขอสินค้า ก็จำเป็นจะต้องมาซื้อกับเขา ในชั้นแรกพ่อค้าทั้ง ๑๐๐ คนจากในเมือง ต้องซื้อหุ้น เพื่อที่จะได้เป็นหุ้นส่วนในสินค้าในเรือนั้นคนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ จากนั้นก็ต้องใช้อีกคนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ เพื่อที่จะซื้อสินค้าในเรือนั้น
ปรากฏว่าภายใน ๔ เดือน มานพหนุ่มผู้นี้ได้ทรัพย์มาถึง ๒ แสนกหาปณะทีเดียว ด้วยความมีปัญญา แล้วก็ใช้กำลังกาย กำลังใจของตนบากบั่นอย่างเต็มที่ และด้วยการรู้คุณของจุลกเศรษฐี มานพหนุ่มก็เลยแบ่งทรัพย์ ๑ แสนกหาปณะ เพื่อที่จะนำกลับไปมอบให้กับจุลกเศรษฐี และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีฟังแล้วก็พอใจ จึงยกลูกสาวให้ แล้วก็ให้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีประจำเมือง
นี้ก็เป็นตัวอย่างๆ หนึ่งของผู้ที่ใช้แรงงานใช้แรงกาย แรงใจของตนเองนั้นประกอบคุณงามความดี พลิกตัวเองจากชายเข็ญใจขึ้นมาเป็นเศรษฐีประจำเมืองได้ แสดงให้เห็นว่าวรรณะไม่ได้เป็นเครื่องบ่งชี้ หรือไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าคนเราจะบริสุทธิ์หลุดพ้น หรือจะเป็นผู้ที่ดีหรือไม่ดี
อีกตัวอย่างหนึ่งที่จะขอยกก็คือเป็นเรื่องราวของผู้ที่ใช้แรงกาย แรงใจของตน เพื่อกระทำความศรัทธาของตนเองให้ถึงพร้อม เป็นเรื่องในสมัยพุทธกาลที่มีชายเข็ญใจคนหนึ่งปรารถนาที่จะถวายทานแก่พระภิกษุสงฆ์ แต่เนื่องจากความยากจน เมื่อถวายแล้วภัตตาหารนั้นไม่ประณีตเท่าที่ควร ภิกษุผู้ยังมีปัญญาด้อยอยู่ เห็นอาหารที่ไม่ประณีต ก็สักแต่ว่ารับไว้ แต่ไม่ได้ทำภัตตกิจให้สำเร็จลง ชายเข็ญใจเห็นภิกษุเหล่านั้นทำอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกตำหนิพระภิกษุทั้งหลาย แต่หันกลับมามองตัวเอง นี้เป็นคุณธรรมประการหนึ่งของผู้ที่มีปัญญา เป็นบัณฑิต แม้จะยากจนก็รู้จักคิด มองกลับมาดูตัวเองว่าเป็นเพราะภัตตาหารของตนเองนี้ไม่ประณีตเท่าที่ควร พระภิกษุจึงไม่รับภัตตาหารนั้น
ด้วยความตั้งใจปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะถวายทานอันประณีต จึงได้นำลูกสาวของตนเองนั้นไปจำนอง แล้วได้รับเงินมา ๑๒ กหาปณะ จากนั้นก็ได้นำเงินมาประกอบภัตตาหารอันประณีตแล้วถวายพระภิกษุอีกครั้ง พระภิกษุเหล่านั้นก็ได้ทำภัตตกิจให้สำเร็จลง ชายเข็ญใจก็ปีติใจ ปลื้มใจว่าภัตตาหารของตนเองนั้นได้ถวายพระภิกษุแล้ว
จากนั้นก็เดินทางไปยังต่างเมือง เพื่อที่จะทำงานหีบอ้อย เพื่อที่จะนำเงินกลับมาไถ่ตัวลูกสาว เขาใช้เวลาทำงานอยู่ครึ่งปีจึงจะได้เงิน ๑๒ กหาปณะ แล้วก็ตั้งใจว่าจะกลับมาไถ่ตัวธิดาของตนเอง แต่ในระหว่างทางนั้นได้เจอพระเถระรูปหนึ่งซึ่งท่านกำลังจะเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ เห็นแล้วก็รู้สึกว่าอยากฟังธรรมจากนั้น ก็เลยคิดจะถวายภัตตาหาร พอดีมีคนเดินผ่านมาถือภัตตาหาร ห่อภัตตาหารมาด้วย เขาจึงขอซื้อภัตตาหารนั้น เริ่มตั้งแต่เงินเพียง ๒ กหาปณะ คนผู้นั้นก็ไม่ขาย เพิ่มขึ้นเป็น ๓ กหาปณะ ๔ ๕ ๖ ไปจนกระทั่งหมดเงินที่มีทั้งหมด ๑๒ กหาปณะ ชายผู้มีอาหารจึงยอมขายอาหารนั้นให้
ชายเข็ญใจก็ได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแก่พระเถระ พระเถระในชั้นแรกก็รับเพียงครึ่งหนึ่งเพื่อที่จะให้เขาได้ทานภัตตาหารนั้นด้วย แต่เขาก็บอกกับพระเถระว่าต้องการประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ให้พระเถระนั้นอนุเคราะห์เขาเถอะ พระเถระเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงรับอาหารทั้งหมด เมื่อฉันภัตตกิจ เมื่อทำภัตตกิจเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางไปพร้อมๆ กับชายผู้นั้น แล้วก็ถามความเป็นมาเป็นไปของเขา ชายเข็ญใจก็ได้เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟัง
พระเถระฟังแล้วก็สลดใจว่าชายเข็ญใจผู้นี้ได้กระทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ยาก พระเถระนั้นรู้สึกว่าตนเองนั้นเป็นหนี้ต่อชายเข็ญใจนัก เมื่อระหว่างทางพบวิหารจึงแวะเข้าไป เพื่อที่จะบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยความคิดว่าตนเองจะไม่เป็นหนี้ แล้วจะเป็นเนื้อนาบุญอันประเสริฐให้กับชายเข็ญใจผู้นี้ ในคืนนั้นก็ได้ตั้งใจว่าถ้าแม้นเลือดเนื้อจะแห้งเหือดหายไป ไม่บรรลุธรรมก็จะไม่ลุก ตลอดทั้งคืนนั้นพระเถระไม่สามารถกระทำญาณทั้งหลายให้บังเกิดได้ แม้กระทั่งโอภาสคือแสงสว่าง เมื่อรุ่งเช้าก็ได้คิดว่าอย่าไปสนใจเกี่ยวกับภัตตาหารเลย เราทุ่มเทกำลังกายกำลังใจของเรานี้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ได้บรรลุธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถอะ
ล่วงไปวันที่ ๒ วันที่ ๓ ธรรมทั้งหลายก็ยังไม่บังเกิด จนกระทั่งลุถึงวันที่ ๗ พระเถระได้ทำใจหยุดใจนิ่ง ดิ่งลงศูนย์กลางกาย บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในพระศาสนาได้ เมื่อบรรลุธรรมแล้ว ท่านก็รู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้าเหลือเกิน จึงพิจารณาสังขาร ก็รู้ว่าจะไม่สามารถดำรงอัตภาพอยู่ได้ จึงลุกขึ้นแล้วไปเคาะกลอนในวิหารนั้น เพื่อประชุมสงฆ์ แล้วประกาศว่าผู้ใดสงสัยในมรรคผลนิพพานก็ให้ถามท่าน ภิกษุทั้งหลายเมื่อฟังเช่นนี้ก็ทราบโดยปริยายว่าพระเถระบรรลุอรหันต์แล้ว จึงได้ถามความเป็นมาเป็นไปของพระเถระ ท่านก็เล่าให้ฟังถึงความรู้คุณของชายเข็ญใจ แล้วก็ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อความเป็นเนื้อนาบุญให้บุญกุศลที่ชายเข็ญใจทำนั้นได้ผลอันไพบูลย์ ได้ผลเต็มที่ กล่าวเสร็จท่านก็ปรินิพพาน
โดยก่อนหน้านั้นก็ได้อธิษฐานว่าในการประชุมเพลิงของท่านนั้น ถ้าชายเข็ญใจไม่มาในงาน ก็ขออย่าให้เพลิงลุกขึ้นได้ เมื่อพระราชาทราบข่าวว่าพระอรหันต์ได้ปรินิพพานในเมืองก็เสด็จมา และทำการเตรียมที่จะประชุมเพลิงพระอรหันต์ แต่ก็ไม่สามารถทำการประชุมเพลิงได้ เมื่อสอบถามพระภิกษุก็ได้ทราบว่าต้องรอชายเข็ญใจ จึงป่าวประกาศ จนกระทั่งชายเข็ญใจนั้นมา พระราชาจึงได้มอบทรัพย์สมบัติให้กับชายเข็ญใจนั้น จากนั้นชายเข็ญใจผู้นี้จึงได้เข้าไปกราบพระเถระ เมื่อกราบลงเสร็จเรียบร้อยแล้ว กุตาคารวางร่างของพระอรหันต์รูปนั้นก็ได้ลอยขึ้นไปยังเชิงตะกอน จากนั้นเชิงตะกอนก็มีเปลวไฟลุกขึ้นเอง
นี้ก็เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งของการทุ่มเทสร้างมหาทานบารมีของชายเข็ญใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นตัวอย่างที่ดีของพระเถระผู้ทุ่มชีวิตเป็นเดิมพัน เพื่อที่จะได้บรรลุธรรม
อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นเรื่องราวของบัณฑิตสามเณร ซึ่งเป็นบุพกรรมในอดีตของมหาทุคคตะ เรื่องนี้เกิดในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะ พระองค์ได้ตรัสว่าบุคคลบางพวกถวายทาน แต่ไม่ได้เชิญชวนบุคคลอื่นทำทานด้วย ก็จะได้ทรัพย์แต่ไม่ได้บริวาร บุคคลบางพวกทำทานด้วย ชักชวนคนอื่นทำทานด้วย ก็จะได้ทั้งทรัพย์ ได้ทั้งบริวาร
มีมานพหนุ่มผู้หนึ่งเห็นดังนั้น ก็ปรารถนาที่เจริญด้วยโภคทรัพย์สมบัติและบริวารสมบัติ จึงตั้งใจที่จะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน เมื่ออาราธนาแล้วก็ไปเที่ยวเชิญชาวบ้านทั้งหลายให้มาร่วมเป็นเจ้าภาพที่จะถวายภัตตาหารในครั้งนี้ เขาชวนไปทุกคนจนกระทั่งมาถึงมหาทุคคตะ มหาทุคคตะเมื่อได้รับคำชวน ก็นึกว่าชาตินี้ตนเองทุกข์เหลือเกิน ลำบากเหลือเกิน อยากที่จะพ้นทุกข์ คิดจะเอาบุญจากการถวายภัตตาหารแก่พระภิกษุสงฆ์นี้ เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงรับเป็นเจ้าภาพแก่ภิกษุ ๑ องค์
เช้าขึ้นมา มหาทุคคตะซึ่งเตรียมที่จะถวายภัตให้แก่ภิกษุ เมื่อไปเจอมานพหนุ่มเป็นเจ้าของ ก็สอบถาม มานพหนุ่มนั้นเมื่อเห็นหน้ามหาทุคคตะ ก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองนั้นลืมใส่ชื่อของมหาทุคคตะไป มหาทุคคตะได้ยินดังนั้นก็โศกเศร้าเป็นอันมากว่าตนเองนี้บุญน้อย เกิดมาลำบากแล้ว จะถวายภัตตหารก็ยังไม่มีโอกาส มานพหนุ่มเห็นดังนั้นจึงได้แนะนำว่าให้มหาทุคคตะไปทูลอาราธนาขอจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มหาทุคคตะเมื่อเดินทางไปถึงคันธกุฎี ซึ่งขณะนั้นแวดล้อมไปด้วยพระราชา เสนาบดี และเหล่ายุพราช รวมทั้งเศรษฐีทั้งหลาย เขาเข้าไปถึง ก็ก้มลงกราบที่ธรณีหน้าคันธกุฎีนั้น แล้วก็ทูลแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าขึ้นชื่อว่าคนที่ยากเข็ญ ยากจนในเมืองนี้ ไม่มีใครที่ยิ่งไปกว่าตนเองอีกแล้ว ขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเมตตา ทรงยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับตนเองเถอะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นอุปนิสัยในการทำทาน จึงได้มอบบาตรให้กับมหาทุคคตะ
พระราชาเห็นดังนั้นก็ได้มาขอซื้อด้วยทรัพย์อันมากมาย แต่มหาทุคคตะหวังประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่หวังประโยชน์ในโลกหน้าด้วย จึงไม่ขาย แล้วก็ตั้งใจทำภัตตาหารมาถวายอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เมื่อทำไปแล้วก็นำมาถวาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์เมื่อทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ก็ได้อนุโมทนา ฝนแก้ว ๗ ประการก็ได้ตกมายังเรือนของมหาทุคคตะนั้น เขาก็ได้กลายเป็นเศษฐีขึ้นในพริบตา จากนั้นก็ได้ทูลขอเพื่อที่จะถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ โดยมีพระสัมมาพุทธเจ้าตลอด ๗ วัน แล้วก็ทำทานอยู่เป็นเนืองนิจตลอดอายุขัย
ละโลกไปแล้วก็เสวยทิพยสมบัติอยู่ ๑ พุทธันดร มาในกาลสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
มา หนูน้อยชื่อว่าบัณฑิต ซึ่งอยูในตระกูลของพระสารีบุตร ตระกูลอุปฐากของพระสารีบุตร หนูน้อยคนนี้เมื่อเกิดขึ้นมาก็ยังความปลื้มปีติให้กับหมู่ญาติ และทำให้คนที่ใบ้หูหนวกทั้งหลายนี่กลับฟื้นเป็นปกติขึ้นมาได้ จึงเป็นที่รักของหมู่ญาติทั้งหลาย
เมื่อหนูน้อยนี้เจริญเติบโตขึ้นอายุได้ ๗ ขวบ ก็ได้ขอมารดาบวช บวชแล้วก็ได้บำเพ็ญสมณธรรม อยู่ในสำนักของพระสารีบุตร มีอยู่ครั้งหนึ่งได้เดินบิณฑบาตตามพระสารีบุตรไป แล้วก็ได้เห็นคนไขน้ำเข้านา เห็นช่างศรดัดลูกศรให้ตรง และเห็นช่างไม้ถากไม้ให้เป็นวงกลมเป็นล้อ จึงไต่ถามพระสารีบุตรผู้เป็นอุปัชฌาย์ ก็ได้ความว่าแม้น้ำก็ดี แม้ลูกศรก็ดี แม้ไม้นี้ก็ดี ไม่มีชีวิตจิตใจ ยังมาดัดได้ แล้วคนเรา ซึ่งมีชีวิตจิตใจ ทำไมจะฝึกจิตไม่ได้ คิดได้ดังนี้ก็ปรารถนาที่จะบำเพ็ญสมณธรรม จึงได้ขอให้พระสารีบุตรบิณฑบาตต่อไป ส่วนตนเองนั้นจะกลับไปบำเพ็ญสมณธรรม แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรม ทำใจหยุดใจนิ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นในข่ายพระญาณว่าสามเณรบัณฑิตนี้มีอุปนิสัยที่จะบรรลุอรหัตผลได้ แต่ถ้าพระสารีบุตรกลับมาก่อนเวลาอันควร ก็จะขัดขวางการบรรลุธรรมของสามเณรบัณฑิตนี้ จึงได้เข้าไปขวางไว้ แล้วพูดคุยเพื่อถ่วงเวลา จนกระทั่งสามเณรบัณฑิตบรรลุอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้งหลาย
นี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นบุคคล แม้เป็นสามเณรก็รู้จักจับแง่คิดและใช้เรี่ยวแรงร่างกาย สติปัญญา ความสามารถพัฒนาตนเอง ไปสู่จุดบริสุทธิ์หลุดพ้นจากอาสวะกิเลส เป็นพระอรหันต์ได้เช่นกัน
คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ของเราก็เช่นกัน ท่านก็มีกุศโลบายสอนลูกหลานเกี่ยวกับการใช้กำลังกาย กำลังใจ แรงงานในการทำความดี ครั้งหนึ่งท่านก็ได้ถามคนงานที่ปลูกต้นไม้ คนแรกท่านก็ถามว่าปลูกต้นไม้นั้นคิดอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่าปลูกให้เสร็จๆ ไป เพื่อที่จะไม่ให้ถูกหลวงพ่อว่า ท่านก็ไปถามต่อคนที่ ๒ ว่าขณะปลูกต้นไม้นี่คิดอะไรอยู่ คนที่ ๒ ก็ตอบว่าปลูกเพื่อให้ร่มเงา คนมาวัดก็จะได้ร่มเงาเย็นสบาย น่านั่ง ส่วนที่ ๓ เมื่อคุณยายไปถาม เขาก็ตอบว่าปลูกต้นไม้นี้เมื่อต้นไม้โตขึ้นก็จะได้ให้ร่มเงา เมื่อมีคนมาปฏิบัติธรรม ก็จะได้สบายตาสบายใจ และเข้าถึงธรรมได้ง่าย
นี้ท่านก็สรุปว่าเพียงแค่ปลูกต้นไม้ เหนื่อยก็เท่ากัน ใช้แรงงานก็เท่ากัน ได้เงินก็เท่ากัน แต่ได้บุญไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับใครจับแง่คิดผสมกับเรี่ยวแรงและทำประโยชน์ได้ดีกว่ากัน
หรืออีกภาพหนึ่งที่พวกเราคุ้นเคย ก็คือภาพของคุณยายกำลังถอนหญ้าบ้าง กำลังปลูกต้นไม้บ้าง เมื่อหลวงพ่อท่านถามว่าขณะที่คุณยายทำงานนั้น ท่านคิดอะไร คุณยายก็ตอบชัดว่าท่านก็ระลึกชาติไปดูว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์นั้นท่านสร้างบารมีกันอย่างไร จะได้สร้างบารมีตามไปด้วย นี้ก็เป็นตัวอย่างของครูบาอาจารย์ของเรา ที่ขณะทำงานทุกอิริยาบถ ก็เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมี พัฒนาตนเอง กลั่นจิตกลั่นใจของตนเองให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
แม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยผู้เป็นที่รักเคารพยิ่งของพวกเราทั้งหลาย ท่านก็ตั้งใจฝึกลูกๆ ของท่าน คือพวกเราทุกคนนี้ให้ทุ่มเทสร้างบารมีกันอย่างเต็มที่ ชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพันเช่นกัน ท่านคิดสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ให้พวกเราได้ทุ่มเท ให้ได้เป็นอู่แห่งทะเลบุญของพวกเรา เพื่อที่จะให้เราได้สร้างบารมีกันแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ให้ได้เต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถ เต็มกำลังทรัพย์เท่าที่มีอยู่กันอย่างเต็มที่
พวกเราคงจะรู้สึกกับตัวเองได้ว่าก่อนเข้าวัดนี้ บางคนทำทานเพียงร้อยบาทหรือ ๕๐๐ บาทก็ถือว่าเยอะแล้ว แต่เมื่อหลวงพ่อท่านได้ฝึกให้เราทำทานยิ่ง ๆ ขึ้นไป เดี๋ยวนี้บางคนทำล้านบาทยังเฉยเลย ถือว่าเป็นการฝึกขัดเกลาความตระหนี่ที่เกาะกุมใจของเรามานับภพนับชาติไม่ถ้วนให้หลุดร่อนยิ่ง ๆ ขึ้นไป ให้เราสร้างบารมีกันแบบทุ่มเทยิ่ง ๆ ขึ้นไป แม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายของเรา ท่านก็ได้ย้ำว่าการได้สร้างบารมีนั้นต้องสร้างอย่างตลอดเวลา สร้างอย่างต่อเนื่อง ท่านเองบวช ๑ วัน วันรุ่งขึ้นก็เจริญสมณธรรม บำเพ็ญสมาธิภาวนา ไม่ได้ขาดเลย ท่านบอกว่าถ้าลงมาเกิดแล้วไม่สร้างบารมี ไม่สร้างความดีใส่ตัว ก็ถือว่าเป็นคนที่โกงตัวเอง โกงบุญตัวเอง ท่านสอนให้เราทุกคนทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจในการสร้างบารมีเช่นกัน
แม้ที่สุดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา บรมครูผู้เป็นต้นแบบในการสร้างบารมีของพวกเรา ท่านก็ได้ใช้กำลังกาย เรี่ยวแรงของท่านในการทุ่มเทสร้างบารมีทั้ง ๑๐ทัศ ให้เต็มที่ เต็มกำลังเช่นกัน ย้อนไปในสมัยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร เมื่อ ๔ อสงไขยแสนมหากัปที่แล้ว เมื่อสุเมธดาบสได้รับพุทธพยากรณ์จากพระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต ท่านก็ตรวจดูเลยว่าทานอันใด บารมีอันใดที่ต้องสร้างเพื่อความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พบว่าบารมี ๑๐ ทัศนี้เป็นสิ่งที่ต้องสร้าง เป็นสิ่งที่ของสั่งสมเพื่อให้เต็มเปี่ยม เพื่อให้มีบารมีเต็มเปี่ยมเพียงพอที่จะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ท่านก็พิจารณาแล้วก็ตั้งใจที่จะสร้างบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ แต่ละบารมีท่านก็เอาชีวิตเป็นเดิมพันทั้งนั้น ชนิดทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจในการสร้างบารมีกันเลยทีเดียว
อย่างเช่นทานบารมี ท่านก็เปรียบเหมือนให้ทานเหมือนหม้อน้ำที่คว่ำแล้ว ไม่เหลือน้ำฉันใด ท่านก็จะให้ทานชนิดไม่ติดความตระหนี่ ไม่เสียดายฉันนั้น ให้ทานกันตั้งแต่ทรัพย์สมบัติทีมีอยู่ ให้ทานตั้งแต่ลูกเมีย อวัยวะ แม้ที่สุดชนิดของท่าน ท่านก็ทุ่มเท เดิมพันชีวิตเพื่อให้ได้ทำทานอย่างเต็มที่ ชนิดยอมตายไม่ยอมที่จะหมดโอกาสในการทำทาน
หรืออย่างการรักษาศีล การสั่งสมศีลบารมีของท่านก็ตาม ท่านก็มองว่าท่านจะรักษาศีลนี่ประดุจจามรีที่รักษาขน ปกติจามรีนั้นถ้าขนหางของตนเองไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ จะไม่ยอมให้ขนหางขาด แต่จะอยู่จนกระทั่งขนหางนั้นออกมาเอง ชนิดยอมตายไม่ยอมให้ขนหางขาด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็มองว่าท่านก็จะรักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย ยอมตาย แต่ไม่ยอมให้ศีลด่างพร้อย
นี้ก็เป็นตัวอย่างพอสังเขป ให้นักสร้างบารมีทั้งหลายได้เห็นว่าบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเองได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการสร้างบารมี โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ให้เราได้ดูไว้เป็นแบบอย่าง
วันนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ เป็นวันหยุดของชาวโลก ชาวโลกทั้งหลายก็ได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่ท่านทั้งหลาย บางท่านก็ได้มาแต่เช้าเริ่มจากการใส่บาตรพระตั้งแต่เช้า ถวายสังฆทานในตอนเช้า ช่วงสายก็ได้มาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ห้องปัญญา พอถึงเพลก็ได้ไปอาราธนาศีล เพื่อถวายสังฆทาน ช่วงบ่ายก็ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ช่วงเย็นช่วงค่ำก็มาปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์ นี้ชื่อว่าเป็นการปฏิบัติตามบัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อน ที่ทำประโยชน์ตนให้วันเวลาที่ผ่านไปในแต่ละวันนี้เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญอยู่เป็นนิตย์
ในช่วงท้ายนี้เราทั้งหลายก็จะได้ใช้แรงกาย แรงใจของเราปฏิบัติธรรมกับคุณยายอาจารย์ของเรากันทุกคนนะ ก็ให้เราทุกคนหลับตาเจริญสมาธิภาวนา นึกถึงบุญกุศลของเรา ที่เราได้ทุ่มเทเอาชีวิตเป็นเดิมพัน สร้างบารมีกันตั้งแต่ชาติแรก ใช้แรงกาย แรงใจของเราสร้างบารมีอย่างไม่รู้จักเหนื่อยรู้จักท้อ ให้บุญบารมีทั้งหลายนั้นมาประชุมรวมกันที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราทุกคน ให้ดวงบุญนั้นใส สว่าง ใส สว่าง ให้ดวงบุญนั้นมากลั่นจิตกลั่นใจของพวกเราทุกคน ให้สว่าง ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์
นึกอาราธนาคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรา มาประดิษฐาน ณ กลางกายของเรา ทำใจสบายๆ ทำใจหยุด ใจนิ่ง ประคองใจของเราให้เกาะเกี่ยว ประคองใจของเราให้หยุดนิ่งอยู่กับคุณยายอาจารย์ ประคองใจอย่างสบายๆ ให้แรงกายแรงใจของเราในวันนี้เป็นไปเพื่อการสั่งสมบุญบารมีตลอดเวลา ให้เราประคองใจอยู่กับคุณยายกันสักครู่นะ
สัพเพ…
PAGE
PAGE 1
หน้า
FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-01 FW-AAT.doc