ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ทิฐิที่ถูกปราบ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระผดุงวิทย์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งในอดีต ปัจจุบันและในอนาคต กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกๆ คน (สาธุ) ตัวหลวงพี่เองก็ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมกล่าวถึงคุณธรรมของคุณยายครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรก หลายคนในที่นี้คงได้มีโอกาสที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับคุณยายกันทุกๆ คน งานบุญต่างๆ ที่คุณยายได้ชวนพวกเราได้ทำล้วนเป็นบุญใหญ่ที่คุณยายได้ตรึกตรองแล้ว แล้วจึงชวนพวกเราทำกัน และในเวลานี้หลวงพี่ก็จะมาแสดงธรรมเรื่องคุณธรรมที่คุณยายมอบให้ และความอัศจรรย์ที่ได้พบคุณยาย สาเหตุที่หลวงพี่ได้มาที่วัดพระธรรมกายนี้ก็คืออยากจะนั่งสมาธิ ตัวหลวงพี่เองหาที่นั่งสมาธิมาอยู่หลายแห่ง แต่ก็ไม่เป็นที่ประทับใจ จนกระทั่งได้มาฝึกสมาธิที่วัดพระธรรมกายแห่งนี้ตามวิชชาธรรมกาย ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพี่รู้สึกมีความประทับใจอย่างสูงมากในวิชชาธรรมกาย จึงตั้งใจเข้าวัดปฏิบัติธรรมมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ตัวหลวงพี่เองนั้นเจอความอัศจรรย์ของคุณยายครั้งแรกตอนที่หลวงพี่ก่อนจะเข้าวัดมา ๑ วัน คือเป็นอะไรที่แปลกมากในตอนนั้น หลวงพี่ฝันไปว่าตัวเองนี่เดินเข้าไปสู่เรือนไทย ซึ่งเป็นเรือนไทยที่สวยงาม หลวงพี่เดินก้าวเข้าไป เปิดประตูเข้าไปนี่ ก็ได้เจอว่าข้างในเรือนไทยนั้นมีพระเดชพระคุณ คือมีพระภิกษุอยู่รูปหนึ่งที่อายุมากแล้ว นั่งอยู่บน stage และฝั่งซ้ายมือข้างล่างก็มีพระภิกษุที่มีอยู่อายุอยู่รูปหนึ่ง แต่ท่านยังดูหนุ่มอยู่ และในด้านขวามือของภิกษุที่มีอายุมากนั้น ก็เป็นแม่ชีอยู่รูปหนึ่ง ที่มีร่างกายดูผอม แต่ดูแข็งแรง ตรงกลางของระหว่างท่าน ๓ นั้นมีดวงแก้วเท่าลูก เท่าลูกส้มโออยู่ลูกหนึ่ง ซึ่งมีความใส สว่างมาก หลวงพี่ก็นึกเอ๊ ทำไมแปลกใจจังเลย ทำไมตัวเองต้องฝัน และก็ฝันก่อนเข้าวัดด้วย ก็เลยคิดว่าตัวเองนี่คงจะเป็นนิมิตหมายที่ดีล่ะมั้ง คงตรงนี้แหละที่เราหามานาน ตรงนี้แหละคงจะเป็นที่สอนสมาธิให้กับเราได้ ก็เลย พอรุ่งเช้าขึ้นมาก็เลยเข้าวัดพระธรรมกายมากับสาธุชนที่ตรงสำโรง สาธุชนที่อยู่สำโรงก็คงจำหลวงพี่ได้ หลวงพี่ได้มาด้วย หลวงพี่ได้มาในตอนนั้นมีความรู้สึกประทับใจเพราะว่าตัวเองที่คิดไว้นี่ นึกว่าจะมาเจอแต่คนที่อายุมากกัน เพราะโดยส่วนมากนี่เรามาวัดนี่เราจะเจอคนที่มีอายุมาก ดังนั้นตัวเองก็รู้สึกประหม่าอยู่เหมือนกัน ไม่รู้จะไปคุยกะใครเพราะเราก็ยังหนุ่มอยู่ แต่เนื่องจากตัวเองอยากนั่งสมาธิ ก็เลยมา พอมาถึง มีความแปลกประหลาดใจอย่างที่สุด หลวงพี่ขอเล่าให้ฟังว่ามาเจอแต่คนที่หนุ่มสาว แล้วเจอเด็ก หลวงพี่ก้าวเข้ามานี่ รู้สึกว่ามีความสบายตาเป็นที่สุด พอเดินเข้ามาก็มีการสวัสดีครับ สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับครับ ยินดีต้อนรับค่ะ รู้สึกประทับใจจังเลย และมีความฉงนใจว่าเอ๊ะนี่ เด็กๆ เขาทำไมไม่ใช้เวลาไปวิ่งเล่นกัน ทำไมถึงมาใช้เวลาในการสวัสดีต้อนรับคนอย่างนี้ ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ต่อมาก็มาเรื่อยๆ ก็มีคนแจกหนังสือสวดมนต์ เราคงนึกภาพได้ออกนะ หลวงพี่ก็นึก แจกหนังสือสวดมนต์นี่ หลวงพี่นึกๆ มีความรู้สึกประทับใจที่สุดตอนที่เขาแจกหนังสือสวดมนต์เพราะว่าเขาแจกด้วยความที่มีคุณค่า เขาพนมมือไหว้หนังสือสวดมนต์ก่อน แล้วหยิบ ค่อยๆ หยิบหนังสือสวดมนต์ แล้วเขากล่าวอานิสงส์ของการสวดมนต์ให้เราฟังว่าการสวดมนต์นี่นะเป็นการบูชาพระรัตนตรัย เป็นการกล่าวสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย และเขาก็ค่อยๆ ยื่นหนังสือสวดมนต์ให้เรา แล้วกล่าวคำว่าอนุโมทนาบุญด้วย ซึ่งคำๆ นี้แหละที่ทำให้หลวงพี่คิดว่าเอ๊ะ อะไรอนุโมทนาบุญคืออะไร ก็ตัวเองก็เอาไว้ในใจไว้ก่อน เพราะตัวเองเพิ่งมาวัดเป็นครั้งแรก ต่อมาก็ได้มานั่งสมาธิกับพระอาจารย์ที่ในสภาธรรมกายหลังคาจาก ตอนนั้นนั่งสมาธิแล้วรู้สึกว่าตัวเองนี่ดีจังเลย ที่นี่เขาสอนง่าย แล้วตรงกับที่ตัวเองคิดด้วยว่าธรรมะของพระสัมมาสัมพทธเจ้านี่ต้องเป็นสิ่งที่ง่าย เพราะเราก็เคยได้อ่านมาเหมือนกันว่ามีพระอรหันต์ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์นี่ตอนอายุ ๗ ขวบบ้าง ๘ ขวบบ้าง เป็นสามเณรบ้าง เป็นพระภิกษุที่ความจำไม่ค่อยดีบ้างก็มี ฉะนั้นการเข้าถึงธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ต้องเป็นสิ่งที่ง่าย พอมานั่งสมาธิที่นี่ เขาก็บอกว่าให้ทำสบายๆ ให้ทำสบายๆ เอาไว้ที่กลางท้อง หลวงพี่ก็ทำตาม ก็รู้สึกว่ามีความสบายจังเลย อ๋อ นี่แหละเป็นสิ่งที่เราหามานานแล้ว ก็บอกกับตัวเองเลย แล้วตั้งแต่นั้นมาก็มีความประทับใจในตัวสาธุชนทั้งหลายที่มาวัดกัน และน้องๆ อาสาสมัครก็ประทับใจ ในจุดนั้นตัวหลวงพี่เองก็เริ่มเข้าวัดมาตลอด เพราะความประทับใจในตรงนั้น พอหลังจากนั้น ๑ เดือนนี่ หลวงพี่ก็เพิ่งมาเข้าใจว่าอ๋อ ที่เราได้ฝันไปในตอนที่ก่อนที่เข้าวัดมา ๑ วันนี่ ตัวเองได้ฝันเห็นพระภิกษุที่มีอายุมากนี่ ก็เพิ่งเข้าใจว่าองค์นั้นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แล้วพระภิกษุที่มีอายุ แต่ยังดูหนุ่มอยู่ในสมัยนั้นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี่เอง ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจมากขึ้นว่าเส้นทางนี้ตัวเองได้มาถูกแล้ว แล้วหลังจากนั้นนี่ อีก ๓ เดือน หลวงพี่ถึงมาพบกับคุณยาย มีสาธุชนอยู่ท่านหนึ่งเขาชวนหลวงพี่ว่าน้อง น้อง ไปกราบคุณยายกันไหม หลวงพี่ก็แปลกใจ เอ๊ะที่นี่มีคุณยายคือใคร คุณยายยังไงหรือ หลวงพี่ก็ถามเขานะ เพราะหลวงพี่ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน เพราะเพิ่งเข้าวัดมาใหม่ๆ เขาก็งงตกใจนะ อ้าวน้องไม่รู้หรือว่าคุณยายนี่เป็นอาจารย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ แล้วก็พี่ๆ อุบาสก อุบาสิกาในวัดนี่ หลวงพี่ก็ยิ่งฉงนใจใหญ่เลยว่าเอ๊ะ ผู้หญิงคนหนึ่งทำไมถึงมีภาวะจิตใจที่สูงส่งขนาดนี้ ถึงขนาดสร้างวัดขึ้นมาได้สวยงาม เป็นวัดที่ดีพร้อม เป็นวัดตัวอย่างเลยก็ว่าได้ และสร้างพระภิกษุที่มีความสวยงาม มีความสวยงามตา มีการปฏิสันถารที่เป็นเยี่ยม มีการพูดคุยที่ไพเราะ ใครคุยแล้วนี้ ใครพูดคุยแล้วนี้ก็รู้สึกว่าสบายใจ ตัวเองก็ได้ตัดสินใจไป ไปด้วย ไปกราบด้วย บอกพี่เขาไป แต่เนื่องจากทิฐิของตัวเองนี่ แล้วก็ความถือตัวในตอนนี้ ซึ่งมาเป็น มาตั้งแต่ ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วคือว่าหลวงพี่เองนี้เกิดอยู่ในครอบครัวที่มีลูกที่เป็นผู้ชายหมด ดังนั้นคุณแม่นี่เขาจะสอน เขาจะบอกในเรื่องการเป็นผู้นำของครอบครัว แล้วก็เป็นผู้มีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ที่เป็นช้างเท้าหน้า ว่างั้นเถอะ ดังนั้นตัวเองมีทิฐิถือตัวว่าตัวเองนี่เป็นถึงผู้ชาย ถ้าไปกราบนี่ ก็คงไม่กราบแน่นอน ก็ไว้ในใจตัวเอง แต่ก็ไม่ได้บอกใครนะ ไว้ในใจก็จะไม่ยอมกราบแน่นอนแหละ ก็ไป พอไปถึงปุ๊บ พอไปเห็นคุณยายนี่รู้สึก รู้สึกว่าดี เห็นแล้วมีความอยากจะเหมือนท่าน อยากมีคำพูดเหมือนท่าน อยากมีใบหน้าแจ่มใสเหมือนท่าน อยากมีความรู้สึกชุ่มชื่นใจตลอดเวลาที่แสดงออกมาทุกสิ่งทุกอย่างได้เหมือนท่าน หลวงพี่เห็นแล้วนี้ก้มลงกราบเลย โดยที่ลืมไปหมดเลยว่าทิฐิของตัวเองที่ก่อเกิดมานี่ แล้วก็ความถือตัวของตัวเองนี่ที่มาตั้งแต่ ตั้งแต่พ่อแม่ปลูกฝังจนอายุ ๒๐ ปีนี่ หมดเลย ก็ก้มลงกราบคุณยายอย่างใจจริงๆ ก้มด้วย ก้มกราบด้วยใจ ด้วยกายที่บริสุทธิ์จริงๆ ในตอนนั้น แล้วหลวงพี่โดนปราบทิฐิในตอนนี้นี่เอง ทำให้ตัวเองนี่ตั้งใจที่ฝึกตัวมากขึ้น มันเป็นคุณธรรมแรกที่คุณยายมอบให้ และเป็นครั้งแรกที่ได้พบคุณยายตัวจริงเสียงจริง ตัวหลวงพี่ก็อ๋อ เลยทันทีเลยตอนนั้น อ๋อ ที่เราฝันเมื่อตอนที่ก่อนที่มาวัดนี่ก็คือคุณยายนี่เอง ก็คือแม่ชีรูปนี้นี่เอง ก็เลยเข้าใจ และยิ่งมั่นใจมากขึ้นอีกว่าที่นี่แหละคือสถานที่ เป็นครูบาอาจารย์ของเราจริงๆ นี่คือความอัศจรรย์ที่หลวงพี่ได้เจอคุณยายในครั้งแรก ต่อจากนั้นมานี่ เรา เนื่องจากเราจะเป็นเหมือนยาย เราจะเป็นอย่างยาย อย่างนี้นี่ เราก็ต้องมาศึกษาดูว่าเอ๊ะ เราจะทำยังไงดีให้มีคุณธรรมเหมือนท่าน ในเมื่อเราอยากได้มีคุณธรรมเหมือนท่าน เราก็ต้องมาศึกษาว่าท่านนั้นมีคุณธรรมอะไร แล้วเราจะได้ฝึกตัว ฝึกตนนี่ให้ได้เหมือนท่าน ท่านมีกิริยายังไง เราจะได้ฝึกตัวฝึกตนได้เหมือนท่าน หลวงพี่ก็มาศึกษาโดยการนั่งมองท่าน เวลาท่านลงรับแขก ตัวหลวงพี่เองก็มองห่างๆ นะ เพราะว่าไม่กล้าที่จะเข้าไปใกล้ เพราะตอนนั้น ความบริสุทธิ์ของตัวเองนี่ ความบริสุทธิ์ใจ บริสุทธิ์กาย วาจา ใจของตัวเองไม่มี ศีลตัวเองก็กระพร่องกระแพร่ง รู้สึกละอายใจ แล้วก็กลัว กลัวว่าท่านจะถามว่าหลานเป็นยังไงบ้าง นั่งสมาธิไหม นั่งสมาธิเป็นยังไงบ้าง หลวงพี่รู้สึกว่ากลัวมาก กลัว ก็เลยไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ว่าอยากจะมีคุณธรรมเหมือนท่าน ก็นั่งหลบๆ อยู่ตรงเสา พวกเราคงจำได้ตรงที่ครัว ตรงห้องโถง ตรงครัวตรงกลาง จะมีเสาอยู่ตรงฝั่งด้านซ้ายมือ หลวงพี่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเป็นประจำ จะแอบมองคุณยายเป็นประจำ และเรายิ่งมองเราก็ยิ่งมีความสุข เพราะคุณยายนี่ใครเข้าใกล้แล้วก็มีความสุข แล้วใครระลึกนึกถึง ใครตรึกระลึกนึกถึงนี่ก็มีความสุข ใครเข้าใกล้นะหลวงพี่สังเกตเห็นนี่มีแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใส คุยกับคุณยายไป ก็ยิ้มไป พูดไป ก็มีความรู้สึกปีติเบิกบานใจ หลวงพี่ก็สังเกตอีกว่าพอเขาออกมาปุ๊ปนี่ เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เขาจะพูดถึงเรื่องบุญ เรื่องว่าคุณยายสอนเขาอย่างนี้ คุณยายบอกเขาอย่างนี้ แล้วก็คุณยายชมเขาอย่างนี้ เขาก็มาคุยกันแล้วก็มีความปีติใจกัน หลวงพี่จะฝันเสมอเลย อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง อยากจะเข้าไปใกล้ๆ ท่าน จนท่านอายุมากขึ้นได้ย้ายมาอยู่ตรงที่ใกล้ๆ ตรงสำนักพัฒนาบุคลากร หรือว่าตรงที่โรงเรียนปริยัติธรรมนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็เลยไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ไปกราบท่านเลย เรา พวกเราเองก็เหมือนกัน เรามาลองดูว่าคุณยายนี่ท่านมีคุณธรรมในสิ่งใดบ้าง หลวงพี่ก็ตั้งใจเลยนะ ตั้งใจในตอนนั้นเมื่อคุณยายครั้งแรกตั้งใจเลยว่ายังไงๆ เราก็ต้องมีเป็นคนดีให้ได้แหละ แล้วเราก็ไม่รู้ว่านี่คนดีนี่จะเป็นอย่างไร แล้วก็ตั้งใจมา ก็ได้มีโอกาสมาอยู่ธุดงค์แก้วเป็นครั้งแรก มาอยู่ธุดงค์แก้วนี่ก็ปล่อยไก่ไปตัวใหญ่เลยทีเดียวเลยล่ะ ว่าตัวเองไม่รู้เรื่องเลย หลวงพี่เองไม่รู้แม้กระทั่งน้ำปานะว่าเป็นอย่างไร ไม่รู้แม้กระทั่งศีล ๘ เป็นอย่างไร ตอนนั้นหลวงพี่ได้อาราธนาศีล ๘ เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ หลวงพี่ก็ถามพี่ที่อยู่ข้างๆ ว่า พี่ครับ พี่ครับ เมื่อไหร่เขาจะทานข้าวครับ ผมหิวแล้ว เขาก็หันหน้ามามองหลวงพี่เลยนะว่าเอ๊ะ เมื่อกี้รับศีล ๘ แล้วนี่ เขาก็ขู่ตะคอกๆ นึกว่าหลวงพี่กวนเขา แต่จริงๆ แล้วหลวงพี่ไม่รู้หรอก แล้วหลวงพี่ก็ตอบเขาว่านี่ศีล ๘ ก็ศีล ๘ ซิ แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าวเย็นด้วยล่ะ เขาก็ยิ่งงงใหญ่เลย เขาก็ถามว่านี่ เอ๊ะแล้วเมื่อกี้อาราธนาศีล ๘ แล้วไม่รู้ ก็ไม่รู้ เขาให้พูดอะไรไม่รู้ เพราะว่าตอนนั้นก็ไม่รู้ เป็นภาษาบาลีใช่ไหม เราก็ไม่รู้ เพราะเขาไม่ได้แปลให้เราฟัง อาราธนาไป ก็ไปตามเขาเรื่อย แล้วเขาก็ค่อยๆ อธิบายให้ฟัง เพราะว่าเขาคงเข้าใจว่าเราไม่รู้จริงๆ เขาก็อธิบายว่านี่นะ ศีล ๘ นี่นะมีอยู่ข้อหนึ่ง ที่เราอาราธนาเมื่อกี้ไง ว่าวิกาลโภชนานี่ เขาไม่ทานข้าวตั้งแต่หลังเที่ยงขึ้นไป แล้วเขาจะ ถ้าเราหิวจริงๆ นี่ เราทนไม่ได้จริงๆ เราก็มาทานปานะ หลวงพี่ก็ฉงนใจอีก เอ๊ะน้ำเปล่าๆ นี่มันอิ่มท้องหรือ เพราะหลวงพี่อยู่กับคนใต้มาเยอะ ก็เลยคิดว่านี่น้ำประปานะ เพราะว่าเขาพูดห้วนๆ กัน หลวงพี่ก็ไม่รู้ ก็ความเซ่อนะ เขาก็ชวนไปดื่มน้ำปานะ เขาก็ยกแก้วน้ำมะตูมให้ น้ำปานะ เราก็บอกน้ำมะตูม ก็บอกพี่เขานะ มันไม่รู้ พี่เขาบอกนี่แหละน้ำปานะ เขาก็เลยอธิบายให้อีกฟังว่านี่แหละคือน้ำปานะ คือน้ำที่ประทังความหิว สำหรับที่ การที่เราจะมาประพฤติปฏิบัติธรรมในช่วงแรกๆ ถ้าเราทนไม่ได้ เราก็จะทานน้ำนี่แหละ ก็เป็นคุณธรรมที่เราได้รับมาหลังจากนั้น หลวงพี่มั่นใจเลยในที่นี้คงเริ่มต้นไม่ใช่อย่างหลวงพี่แน่นอน คงจะเป็นต่อ คงรู้จักกันหมด ศีล ๘ คืออะไร น้ำปานะคืออะไร ฉะนั้นเราก็สามารถที่จะฝึกตัวฝึกตนให้มีคุณธรรมที่สูงขึ้นๆ ยิ่งไปได้ หลวงพี่ก็ได้อาศัยคุณธรรมข้อแรกที่คุณยายให้ในวันแรกน่ะแหละ คือคำว่าไม่ถือตัวไม่ถือตน แล้วไม่มีทิฐิ คุณธรรมข้อนี้เอง ทำให้คุณธรรมข้ออื่นๆ นี่ได้ก่อเกิดขึ้นมา ได้มีกำลังใจในการสร้างความดีขึ้น คุณธรรมข้ออื่นๆ ที่หลวงพี่ได้พบเจอเองบ้าง แล้วก็ได้ถามพี่อุบาสก อุบาสิกา พระอาจารย์ท่านบ้าง ท่านก็บอก เนื่องจากเราอยากจะเป็นเหมือนยาย เราก็ต้องศึกษาซิใช่ไหม ท่านก็บอกว่านี่คุณธรรมข้อหนึ่งนี่ ที่คุณยายชอบมากๆ คือเรื่องความสะอาด คุณยายท่านชอบความสะอาดมาก แล้วเขาก็อธิบายว่าคุณยายชอบความสะอาดถึงขนาดไหนรู้ไหม เวลาทำความสะอาดนี่ จะไม่ทำความสะอาดแค่ข้างหน้า ข้างหน้าคือบริเวณที่เรามองเห็นว่าเป็นยังไงใช่ไหม ปกติพวกเราจะชอบ ชอบเช็คกันแค่ข้างหน้าคือโชว์ๆ แค่นั้นเอง แต่ไม่ค่อยสนใจด้านข้างหลัง แต่คุณยายเวลาท่านทำความสะอาดแล้วนี่ ท่านจะทำความสะอาดทั้งข้างหน้าข้างหลัง ถ้ามีข้างนอกข้างในด้วย ท่านจะสะอาดทั้งข้างนอกข้างใน เพราะใจท่านนี่คุ้น คุ้นว่าเวลาทำความสะอาดนี่ต้องสะอาดทั้งหมด และอย่างที่ ๒. นี่คุณยายเป็นผู้ที่ อย่างเช่นหลวงพี่พูดเมื่อกี้คือว่าใครอยู่ใกล้ก็มีความสุข ใครตรึกระลึกนึกถึงก็มีความสุข ฉะนั้นคุณยายท่านต้องมีความเมตตากรุณาสูงมาก ท่านถึงได้มีคุณธรรมข้อนี้ ทำให้หลวงพี่เองนี่ตอนมาภายหลังมา ก็เริ่มให้อภัยคนเป็น มีโอกาสได้ให้คนอื่นก็ให้ ถ้าไม่มีโอกาสให้คนอื่นก็ พยายามจะพูดคุยให้เขารักในธรรมะ ฉะนั้นเราก็ฝึกตัวในความเป็นผู้ที่มีความเมตตาไปเรื่อยๆ แล้วคุณยายอาจารย์ก็มีอีกข้อหนึ่งคือว่าท่านมีความกตัญญูสูงมาก อย่างเช่นที่พวกเราได้ยินได้ฟังกันนี่ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำก่อนที่จะมรณภาพนี่ ท่านได้สั่งคุณยายอาจารย์ไว้ว่าให้ปักหลักอยู่ที่วัดปากน้ำ และช่วยสั่งสอนสมาธิให้แก่เหล่านิสิตนักศึกษา เยาวชนต่างๆ แล้วก็ให้ปลูกฝังเยาวชนเหล่านั้นรักธรรมะ และมีจิตใจในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ได้ไปทั่วโลก คุณยายก็ ท่านก็อยู่แล้วก็ทนสอนธรรมะในสิ่งที่เดิมๆ พวกเราคงงงว่าเอ๊ะ ก็สอนธรรมะ จะมีความกตัญญูอย่างไร คือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ของท่านนี่ได้มรณภาพลงนี่ คุณยายก็ไม่ทิ้งในคำสั่งคำนั้น ก็ถือปฏิบัติตลอดมา อันนี้คือคุณธรรมที่คุณยายมีความกตัญญูสูง แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือคุณยายเป็นคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนสูงมาก ในข้อนี้ ถ้าคนไหนไปกราบคุณยายบ่อยๆ นี่ รู้เลยทันทีเลยว่าคุณยายเวลาใครจะไปกราบ คุณยายจะยกมือไหว้ก่อน พอยกมือไหว้ แล้วเราก็กราบกันใช่ไหมเอ่ย หลวงพี่ก็ยังเห็นอย่างนี้ทุกครั้งแหละ เพราะตัวเองนี่แอบไปมองคุณยายทุกๆ ครั้ง เวลาคุณยายท่านรับแขก หลวงพี่ก็สังเกตเห็น โอ้ ท่านมีความอ่อนน้อมถ่อมตนมากเลย แม้กระทั่งลูกศิษย์ลูกหา แม้กระทั่งคนที่จะไปขอความเมตตาจากท่าน ขอบารมีท่านบ้าง ท่านยังอุตส่าห์ยกมือไหว้ก่อน แล้วได้ยินจากพระอาจารย์ที่อยู่ว่า นี่คุณยายนี่ เวลาใครมานี่จะทักก่อน คือเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่านี่ เวลาธรรมดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่จะเป็นผู้ที่ตรัสก่อน ถ้าในระยะที่ตรัสไม่ได้ ก็จะทักทายเป็นภาษาท่าทาง อย่างนี้ อันนี้คือคุณธรรมที่ทำให้หลวงพี่ประทับใจในตัวคุณยาย หรืออีกคุณธรรมหนึ่งที่ทำให้หลวงพี่มาบวชได้ ที่ได้ทราบมาจากคุณยายอาจารย์ก็คือคุณยายสอนให้อธิษฐาน คุณธรรมข้อนี้นี่สำคัญมาก ถ้าพวกเราทำบุญแล้วขาดการอธิฐานแล้ว ก็คงจะเหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ฉะนั้นการอธิษฐานคือการตอกย้ำเป้าหมายที่เราจะไปทำในจุดๆ นั้น หลวงพี่นี้ ตัวเองนี่เนื่องจากเป็นคนที่เริ่มต้นในการสร้างความดีนี่มาในแบบที่ติดลบ ฉะนั้นเวลาทำผิดทำพลาดอะไร จะพยายามให้อภัยตัวเองตลอดเวลา แล้วก็อธิษฐานจิตตอกย้ำตัวเองไป ถ้าตัวเองทำผิด ตัวเองจะอธิษฐานจิตทันทีเลยว่าขอให้ข้าพเจ้านี่มีกาย วาจา ใจ ใส สะอาด บริสุทธิ์ ให้ได้ฝึกตัวฝึกตน ให้ได้เป็นเหมือนคุณยาย ให้มีธรรมะเหมือนคุณยาย ให้ได้เป็นหนึ่งไม่มีสองเหมือนคุณยาย หลวงพี่ก็จะอธิษฐานจิตอย่างนี้ทุกครั้ง ตอนสมัยหลวงพี่ยังไม่ได้บวช หลวงพี่ก็จะบอกว่าขอให้ได้บวช แล้วก็ขอให้ได้บวชตลอดชีวิต ให้มีเป้าหมายมั่นคง หลวงพี่ก็จะอธิษฐาน ถึงแม้เวลาเห็นใครทำผิดทำพลาด หลวงพี่ก็จะอธิษฐานจิตอีกเหมือนกันว่าขอให้เราอย่าได้ไปทำอย่างนั้นอีกเลย ขอให้ตัวเองนี่มีจิตใจที่ตั้งมั่นในการสร้างความดี อย่าไปหลงผิด อย่าไปคิดผิด อย่าไปทำผิดอีก หลวงพี่ก็จะทำอย่างนี้แหละ ด้วยคุณธรรมข้อที่ว่าในการอธิษฐานนี่ ทำให้ตัวเองนี่ได้มาบวชได้ ถึงแม้จะผิดพลาดหรือว่าพลั้งเผลอไปบางครั้งก็ตามนี่ แต่แรงอธิษฐานนี่จะตอกย้ำ ย้ำเตือนในใจตัวเองตลอดเวลาว่าตัวเองนี่ผิดเป้าหมายแล้วนะ ผิดตัวเองที่ตั้งสัจจะไว้ในใจแล้วนะ จะบอกตัวเองตลอดเวลาเลย ทำให้อยู่ไม่ได้ จะต้องมาสร้างความดี อันนี้คือการอธิษฐานของหลวงพี่ แล้วอีกข้อหนึ่งที่คุณธรรมที่คุณยาย ก็คือคุณยายรักธรรมะเป็นชีวิตจิตใจ รักวิชชาธรรมกายมาก หลวงพี่อ่านประวัติคุณยายนี่ ถึงกับทึ่งเลยว่าคนที่มีอันจะกิน แต่ยอมที่เป็นคนรับใช้เขา เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย หลวงพี่ทึ่งมากใน ในคำๆ นี้ที่หลวงพี่อ่านครั้งแรกนี่ หลวงพี่ก็ฉงนใจ เอ๊ะทำไมถึงต้องยอมถึงขนาดนั้น ก็เพิ่งมารู้ตอนหลังนี่ว่าการศึกษาวิชชาธรรมกายที่ให้ได้ดี และได้ดีที่สุดนั้นก็คือการที่ต้องทิ้ง ต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกาะเกี่ยวในหัวใจนี่ออกไป แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมจะได้ผลดี และอีกประการหนึ่งคุณยายมีความอดทนสูง และมีความอดทนข้อนี้แหละ ทำให้หลวงพี่มีเพศบรรพชิตอยู่ต่อมาเรื่อยๆ และเป้าหมายไม่คลอนแคลน เพราะว่าธรรมดาของคนเรานี่ การอยู่ร่วมกัน ต่างพ่อต่างแม่ ต่างภูมิภาค ต่างที่ต่างถิ่นกันนี่ ย่อมมีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นถ้าเรามาอยู่ด้วยกันนี่ อย่างหนึ่งก็คือเราต้องมีความอดทน อดทนต่อในวัฒนธรรมของคนอื่นบ้าง อดทนต่อการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ บ้าง แล้วคุณธรรม แล้วตัวอย่างที่หลวงพี่เอาไว้ในใจตลอดเวลา ในการย้ำเตือนตัวเองก็คือเวลาคุณยายอาจารย์ ตอนนั้นที่ท่านได้มาทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำใหม่ๆ นี่ เวลาท่านไปรับประทานอาหารหรือทานข้าวนี่ เขาก็จะเสือกจานให้ หรือว่าโยนจานให้ โยนจานข้าวให้ แต่คุณยายไม่ได้คิดว่าเขาเสือกจานข้าวให้ เขาโยนจานข้าวให้ แต่คุณยายคิดแต่ว่าเรามาทานข้าว เรามาศึกษาวิชชาธรรมกาย แค่นี้เอง ด้วยคุณธรรมที่คุณยายเป็นแบบอย่างในจุดนี้ หลวงพี่ก็ไว้ในใจ เวลาหลวงพี่มีความกระทบกระทั่งในสิ่งใดก็ตามนี่ ตัวหลวงพี่ก็เอาตัวอย่างแบบอย่างนี่มาสอนคิดเตือนตัวเองว่าเราควรจะเหมือนครูบาอาจารย์ เวลากระทบกระทั่งกันนี่ ขนาดนี้ ขนาดครูบาอาจารย์เราโดนโยนจานข้าวให้ถึง ๑ ปีนี่ ท่านยังไม่ถือโทษโกรธเคืองใคร แต่เราเอง เล็กๆ นิดๆ น้อยๆ นี่ เราก็ควรให้อภัยซึ่งกันและกันไป ฉะนั้นในสิ่งนี้แหละที่ทำให้ตัวเองนี่ได้อยู่ในเพศบรรพชิตตลอดมา ก็คือความอดทนที่คุณยายได้ทำเป็นแบบอย่าง ในช่วงสุดท้าย หลวงพี่ก็อยากจะเชิญชวนพวกเรานี่มาบูชาธรรมคุณยายอาจารย์กัน เนื่องจากคุณยายอาจารย์ท่านมีพระคุณต่อพวกเรามากมายเหลือเกิน หลวงพี่อยากจะชวนทุกคนนี่มาร่วมกันสร้างลานแก้ว ตรงบริเวณธรรมกายเจดีย์ ลานแก้วก็คือลานที่เราเวียนเทียนกัน จุดเทียนเวียนเทียน ถ้าใครในที่นี้ได้มีโอกาสได้เวียนเทียนในทุกๆ ครั้ง ก็คงประสบปัญหาก็คือเจอน้ำบางที่แฉะบ้าง บางที่ไม่ราบเรียบบ้าง ฉะนั้นในคราวต่อๆ ไป ถ้าเราทำลานแก้วแล้วนี่ ก็จะไม่มีปัญหาในจุดนั้น แล้วอานิสงส์ผลบุญในจุดนี้นี่ เราก็จะทำให้เรานี่ได้มีหนทางสว่างไสวในการสร้างบารมี เพราะเราได้สร้าง สร้างทางให้แก่คนเดินในการบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละครั้งในทุกๆ ปีนี่ ขนาดของลานเวียนเทียนก็มีความกว้างอยู่ประมาณ ๑๘ เมตร ความยาวอยู่ ๘๔๐ เมตร หลวงพี่ได้เคยอ่านในพระไตรปิฎกว่าพระฉัคคติกาละเถระนี่ ท่านได้มาบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์นี่ ได้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ ๔ แล้วก็ได้คุณวิเศษต่างๆ เพียบพร้อมหมดทุกอย่าง ท่านก็ระลึกชาติตัวเองดูว่านี่อะไรหนอที่ตัวเองได้สร้าง ได้สร้างได้ทำ ถึงได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ ท่านก็ดูว่านี่ ตัวเองนี่มีชาติหนึ่ง ย้อนไปถึง ๑,๘๐๐ กัปที่ผ่านมา ตัวเองได้สร้างลานดินไว้สำหรับให้คนบูชาพระเจดีย์ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสาริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าอัตตทัสสี ซึ่งท่านพอปรินิพพานแล้วนี่ พระฉัคคติกาละเถระนี่ท่านก็ได้สร้างลานดินไว้ให้ พอท่านละจากอัตภาพนั้นไป ท่านไม่เคยมีทุคติเป็นที่ไปเลย มีแต่สุคติ วนเวียนอยู่ในมนุษย์และสวรรค์นี่ อยู่ ๒ ภพภูมิ พอมาชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ ตัวหลวงพี่เองพอได้มาอ่านในชาดกเรื่องนี้ก็มีความปีติใจ ว่าตัวเองนี่อนาคตข้างหน้า ถ้าตัวเองได้ทำลานแก้วของ บูชาธรรมกายเจดีย์นี่เพื่อให้เป็นบูชาธรรมคุณยายนี่ ตัวเองก็คงจะมีเส้นทางในการสร้างบารมีที่ราบรื่น ที่ราบเรียบ และมีแต่ชักชวนคนในการสร้างบารมี ดังนั้นหลวงพี่อยากจะชวนทุกๆ คนมาสร้างลานแก้วเพื่อบูชาคุณยายอาจารย์กัน สุดท้ายหลวงพี่ขอให้ทุกคนนั่งหลับตาเพื่อเอาบุญนี้บูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ ให้พวกเราหลับตา รวมใจไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ผ่อนคลาย ให้ทำตัวสบายๆ ให้ปรับท่านั่งในท่านั่งที่สบายที่สุด ให้ปรับใจให้สบาย แล้วเราค่อยๆ นึกถึงพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่ลอยเด่นในกลางนภา นึกถึงพระจันทร์ที่สุกใส สว่าง ไว้ที่กลางท้องของเรา ให้กลางท้องของเรามีความชุ่มเย็น ให้มีความเย็นกาย เย็นใจ ให้ตรึกระลึกนึกถึงคำสอนของคุณยาย ที่คุณยายได้ถ่ายทอดให้ ได้บอกได้เล่าได้กล่าวให้พวกเราฟัง แล้วได้ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ให้นึกถึงคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้ที่มีพระคุณอันสูงยิ่ง สำหรับพวกเรา ไว้ที่กลางกาย นึกกลั่นใจให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ นึกถวายบุญกุศลที่เราได้กระทำมา ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตที่เราจะได้กระทำ นึกถวายบุญกุศลให้กับคุณยายอาจารย์ สัพเพ… PAGE PAGE 11 หน้า FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\พระทั่วไป\Edit\44-05-03 FW-AAT.doc