ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

พิจารณาตน พิจารณาธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมนตรี : กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกาทุกๆ ท่าน (สาธุ) ช่วงเวลาที่ผ่านมา เราก็ผ่านช่วงเวลาของปีใหม่มากัน เป็นช่วงเวลาของปีใหม่สากล แต่อีกไม่กี่วันนี้ก็จะถึงช่วงเวลาของปีใหม่อีกเหมือนกัน แต่เป็นปีใหม่ของคนจีนเขา จะดูครึกครื้นเป็นพิเศษ ในช่วงเวลาปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องมาพิจารณาตัวของเราเอง ว่าที่ผ่านมาชีวิตของเราตั้งใจจะทำอะไรไว้ แล้วประสบความสำเร็จแค่ไหน ที่ประสบความสำเร็จก็ดีไป ที่ไม่ประสบความสำเร็จเราก็ต้องกลับมาดูกันว่าที่ไม่ประสบความสำเร็จมันเพราะอะไร เราจะปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ หลายๆ คนพอตั้งใจว่าจะทำอะไรแล้ว พอไม่ประสบความสำเร็จ ก็โทษในสิ่งต่างๆ แต่ก็ไม่ได้ย้อนกลับมาดูว่าทำไมไม่สำเร็จ แล้วก็เลยพาลกลัวไปว่าถ้าเราจะตั้งความปรารถนาหรือจะตั้งเป้าหมายในการทำอะไร มันจะไม่สำเร็จไปหมด ก็ไม่กล้าตั้งเป้าหมายชีวิตเอาไว้ การพัฒนาตัวเองมันก็หายไป ลดลง หลายๆ คนก็กลัวว่าถ้าทำไม่ได้มันจะเสียสัจจะ ก็เลยไม่กล้าตั้งเป้า ไม่กล้าจะทำ จริงๆ แล้วนี่ สิ่งที่ผ่านมาตลอดทั้งปี เราสามารถเอาธรรมะที่เราได้ศึกษากัน ที่เราได้ฟังกันเอามาพิจารณากับชีวิตของเราได้ ว่าที่ผ่านมานั้นน่ะเราทำอะไรสำเร็จหรือไม่สำเร็จเพราะอะไร ยกตัวอย่างหมวดธรรมะที่เอามาพิจารณาได้ดีที่สุดเลย และละเอียดที่สุดว่าชีวิตเราที่ผ่านมา เราบกพร่องตรงไหน ให้เอามงคลชีวิต ๓๘ ประการมาจับ ถ้าเราเอามงคลชีวิต ๓๘ ประการมาจับแล้ว เราไม่มีมงคลไหนบกพร่องเลย แสดงว่างานนั้นเราทำสำเร็จแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว มงคลชีวิต ๓๘ ประการถ้าใครทำได้ เป็นพระอรหันต์กันหมดแหละ ดูอย่างคุณยายของเรา คุณธรรมของท่านมีหมดเลยในมงคลชีวิต ๓๘ ประการ แต่วันนี้จะลองเอามงคลชีวิต ๓๘ ประการมาครึ่งหนึ่งมาให้พวกเราลองจับดู จริงๆ แล้วพวกเราเป็นผู้ครองเรือนอยู่ ในสัก ๑๘ ประการก็ถือว่าประสบความสำเร็จได้แล้วแหละ อย่างเช่นมงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล ตัวเราเองนี่ รอบๆ ตัวเรามีคนพาลอยู่ไหม แม้กระทั่งในตัวของเราเองบางเวลาพาลไหม ถ้ายังพาลอยู่ก็อย่าไปคบ คืออย่าให้มีในตัวเรา แล้วก็รอบๆ ตัวเราก็เลิกเสีย ข้อที่ ๒. คบบัณฑิตไหม บัณฑิตแปลว่าผู้รู้ แต่ไม่ใช่คนที่จบปริญญาถึงเรียกบัณฑิต อันนั้นยืมคำมา บัณฑิตแปลว่าผู้รู้และรู้อะไร คือรู้อะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร คนเหล่านี้เรารู้จักไหม ถ้าจะเปรียบกับทางโลกแล้ว ก็หาบัณฑิตที่มีความรู้ หาคนที่เราจะคบด้วยนี่ให้เขามีความรู้ในสิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำ เราจะได้มีคนไว้ปรึกษาได้ มงคลที่ ๓. ก็คือบูชาบุคคลที่ควรบูชา เรามี hero ประจำใจไหม ที่เราจะตั้งเป้าหมายว่าเราจะเอาอย่างนี้ มีคนเขาเคยกล่าวเอาไว้การที่เราจะพัฒนาตัวเองได้ดีมันมีหลายวิธี แต่การที่เราจะพัฒนาตัวเองได้เร็ว มีวิธีที่ง่ายๆ อยู่คือใช้วิธีการเลียนแบบ พูดง่ายๆ ก๊อปปี้เขามานั่นแหละ แต่แบบที่เราจะเลียนแบบนั้นน่ะมันต้องดีจริงๆ ถ้าจะให้เสนอว่าจะเอาใครเป็น hero ประจำใจนี่ หลวงพี่ก็เสนอว่าให้เอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นแหละ หลายๆ คนอาจจะบอกว่าโอ้โฮ มันไกลสุดเอื้อม ก็ลดลงมาหน่อย เอาพระอรหันตสาวกที่เป็นอสีติสาวกก็ได้ หลายๆ คนอาจจะท้วงว่าโอ้โฮ มันไกลไปตั้ง ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ก็เอาใกล้ตัวหน่อย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรา เลียนแบบปฏิปทาท่านได้เลยนี่ หรือจะเอาใกล้ตัวกว่านั้นอีก ก็คือคุณยายอาจารย์ของเรา เลียนแบบท่านได้ ถือว่าเป็นบุคคลที่ควรบูชาบุคคลหนึ่งทีเดียว มงคลที่ ๔ คืออยู่ในปฏิรูปเทสไหม เราจะทำอะไรให้สำเร็จที่อยู่ของเราก็มีผล ไม่ใช่อยู่ไปก็วันๆ มีแต่เรื่องกลุ้มใจ มันก็ทำอะไรไม่สำเร็จ มันบั่นทอนกำลังใจของเรา ต้องเลือกให้ดี ต้องเป็นปฏิรูประเทศเป็นยังไงบ้าง ในวันนี้จะไม่พูดถึงรายละเอียด เพราะถ้าพูดถึงรายละเอียดเวลาก็ไม่พอแน่ พวกเราได้เคยฟังกันมาแล้วทั้งนั้น มงคลที่ ๕ มีบุญวาสนามาก่อนไหม บุญวาสนามาก่อนก็คือเราวัดกันตั้งแต่ชาติก่อนๆ โน้นเลยน่ะ จนกระทั่งชาตินี้ที่เกิดมา ตั้งแต่วันแรกที่เราเกิดขึ้นมา มาถึงวัน เมื่อวานนี้เป็นบุญวาสนามาก่อนทั้งสิ้น อ้าวถ้าอย่างนั้น ถ้าเราไม่มีบุญวาสนามาก่อน เราจะทำยังไง ชาตินี้ฉันก็เอาดีไม่ได้น่ะซิ ก็ไม่ต้องไปห่วงขนาดนั้น เพราะว่าวันนี้จะเป็นบุญวาสนาที่จะส่งผลไปในวันพรุ่งนี้ด้วย เพราะวันนี้เป็นบุญวาสนาเก่าที่จะเป็นของวันพรุ่งนี้ด้วย เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วที่เราวางแผนไว้ว่าในอนาคตเราจะเป็นยังไง วันนี้ก็มีผล เพราะฉะนั้นทำวันนี้ให้ดีซะ ถือเป็นบุญวาสนามาก่อนได้เหมือนกัน นี่สำคัญมากเสียด้วย เช่นว่าปีนี้ใครคิดจะทำความดีอะไรนี่ วันนี้ต้องประกอบเหตุแล้ว มงคลที่ ๖ ตั้งตนชอบไหม พูดง่ายๆ ก็คือในชีวิตนี้ เรามีเป้าหมายชีวิตหรือเปล่า ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ว่ายังไง ถ้าเราโดยส่วนใหญ่แล้วนี่ ไม่มีชีวิตที่ควรบูชานี่โอกาสที่จะมีเป้าหมายชีวิตนี่มันยาก มันหาแบบไม่ได้ มันต้องไปอาศัยมงคลก่อนๆ หน้านั้นมาด้วย มันถึงจะมีเป้าหมายชีวิตได้ ถ้าหลายๆ คนไม่มีเป้าหมายชีวิตจะสังเกตดูได้ว่าชีวิตมันจะเลื่อนลอย ประเภทไม่รู้เกิดมาทำไม มงคลที่ ๗ เป็นพหูสูตไหม พหูสูตคือผู้รู้รอบรู้ทั่ว ภาษาอย่างเราก็คงเรียกว่ารู้ไปหมด แต่อย่างเราไม่จำเป็นต้องรู้ไปหมดหรอก เอาแค่รู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเรื่องที่เราจะทำก็พอแล้ว เรารู้ไหม อย่างเช่นว่าเราตั้งใจจะรักษาศีลให้ได้ปีนี้ทั้งปีเลย เรารู้ไหมศีลเขารักษากันยังไง องค์แห่งศีลมีอะไรบ้าง จะทำยังไงให้ศีลไม่ขาด รู้ไหม ปีนี้เราจะนั่งสมาธิทุกวันเลย ไม่ให้ขาดสักวันหนึ่ง เรารู้ไหมเขานั่งสมาธิกันยังไง นั่งแล้วดียังไง ต้องไปหาข้อมูลเหล่านี้ ต้องศึกษาเอาไว้ พอศึกษาได้แล้ว ก็จะมาถึงมงคลที่ ๘ มีศิลปะไหม คือรู้แล้วต้องทำให้ได้ด้วย รู้แล้วต้องทำให้ได้ด้วย ต้องฝึก ต้องขัดเกลาให้ทำให้ได้ ไม่ใช่รู้อย่างเดียว รู้แล้วต้องทำให้ได้ด้วย แม้แต่บางคนบอกว่าฉันเป็นเจ้านายเขา ทำไมฉันต้องทำได้ รู้ไว้กันลูกน้องหลอกก็พอแล้ว มันไม่พอนะ เพราะบางคนรู้ในงานที่จะทำ แต่ไม่รู้วิธีใช้คน ไม่โดนลูกน้องหลอกหรอก แต่หาลูกน้องมาทำให้ไม่ได้ ไม่มีศิลปะในการใช้คน ไม่มีศิลปะในการปกครองคน ไม่มีศิลปะในการครองใจคน มันก็ไม่ประสบความสำเร็จกันเหมือนกันน่ะแหละ มันต้องศึกษา ตรงนี้ต้องหัดทำให้ได้ด้วย มามงคลที่ ๙ ๘ มงคลที่ผ่านมาใครมาครบ คนๆ นั้นถือได้ว่าเป็นคนเก่งแล้ว เป็นคนเก่ง แต่ยังเอาตัวไม่รอด เพราะถ้าไม่มีมงคลที่ ๙ มากำกับคือมีวินัยนี่ ถ้าเทียบกันแล้ว ถ้าทางโลกๆ แล้วก็คือมีวินัยกะตัวเองไหมในการทำงาน หลายๆ คนเก่งแต่ขี้เกียจ หรือเก่งแต่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีวินัยกะตัวเอง ไม่มีวินัยกับการทำงาน งานก็เสียได้ แต่ถ้าทำ ทำ เราวัดกันถึงมีศีลไหม หลายๆ คนมีความรู้ความสามารถและไม่มีศีลกำกับก็อยู่ไปไม่นาน ใหม่ๆ เห็นแล้วจะดูดี แต่มันดีไปไม่นาน อยู่ไปไม่นานก็ล่ม โดนคนนั้นแกล้งบ้าง โดนคนนี้ฟ้องบ้าง ต้องมีวินัย ชีวิตมันถึงจะไปได้จริงๆ พอต่อมาก็จะมาเป็นมงคลที่ ๑๐ คือมีวาจาสุภาษิตไหม คนส่วนใหญ่พอเก่งปุ๊ป มันจะกร่าง ไปไหนนี่มันจะกระด้างไปหมด เพราะรู้สึกว่าตัวเองแน่กว่าคนอื่นเขา ทำอะไรไม่ค่อยเกรงใจใคร พูดจาฟังไม่เข้าหู พูดจาแล้วมีแต่ก่อศัตรู เพราะนึกว่าตัวเองแน่ ใครจะมาทำอะไรไม่ได้ จริงๆ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นก็เอาตัวไม่รอดอีกนั่นแหละ ต้องพูดจาเพราะๆ พูดจาให้น่าฟัง โดยอาศัยหลักของวาจาสุภาษิต มีครบตรงนี้จะเป็นบุคคลที่อยู่ในสังคมได้อย่างสบายเลยแหละ ถ้าถามอยู่ไปจริงๆ ไปรอดไหม ก็ยัง ต้องมีมงคลที่ ๑๑ มาสนับสนุนอีก คืออะไร ให้บำรุงบิดามารดานะ คุณพ่อคุณแม่เราดูแลดีไหม ไม่ใช่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างดี แต่ไม่เคยเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่เลย ไม่เคยตอบแทนที่ท่านดูแลเรามาเลย ท่านไม่มีความกตัญญูกตเวทีเจริญไปได้ไม่นานหรอก มามงคลที่ ๑๒ เลี้ยงดูบุตรไหม เลี้ยงดูบุตรให้ดี ลูกของเราดูแลดีไหม ไม่ใช่วันๆ โอ๊ย ลูกของเราไปก่อเรื่องต่างๆ นานาให้เรากลุ้มอกกลุ้มใจ แล้วเวลาเราทำงานเราก็ต้องเอาความคิดของเราแบ่งไปให้ลูกเรา คอยกลุ้มใจกับเรื่องเรา แล้วเราจะทำงานให้ดีได้ยังไง มาถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะค้านว่า อ้าวเมื่อกี้หลวงพี่บอกคุณยายมีคุณธรรมในมงคลชีวิต ๓๘ ประการครบเลย แล้วข้อนี้ล่ะ คุณยายท่านประพฤติพรหมจรรย์จะมีลูกได้ยังไง ดูเลยยิ่งกว่าลูกอีก ลูกศิษย์ ลูกศิษย์ของคุณยายเต็มไปหมดเลย ดูแลดีเสียด้วย ยกตัวอย่างใคร ยกตัวอย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองของเราน่ะแหละ เลี้ยงดูมาอย่างดีเชียว เลี้ยงดูบุตรได้สมบูรณ์ทีเดียว มามงคลที่ ๑๓ สงเคราะห์ภรรยาสามี อันนี้ก็จะต้องมาดูว่าเอ๊ะ แล้วคุณยายจะไปสงเคราะห์ภรรยาสามีได้ยังไง จริงๆ แล้วการสงเคราะห์ภรรยาสามีที่ดีที่สุดคืออย่าไปมี อยู่ตัวคนเดียวนั่นแหละดีแล้ว ถือโอกาสต้องบอกว่าเราให้โอกาสกับคนอื่นให้เขาเป็นอิสระ ไม่ต้องมาพันธนาการไว้กะเรา นั่นคือการสงเคราะห์ที่ดีที่สุด อย่าไปมีเลย คุณยายของเราก็โอ้โฮ ไม่ต้องไปมีตรงนี้ก็สบาย ปลอดโปร่ง โล่ง เบา สบาย ไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ แต่จริงๆ แล้วใครที่มีแล้วก็อย่าเพิ่งไปเลิกซะ ทิ้งกันไปเสียนะ คุณธรรมตรงนี้ต้องมีไว้ ต้องดูแลกันให้ดี มีศาสดาพระองค์เดียวเท่านั้นในโลกที่สอนแม้กระทั่งว่าเราจะดูแลครอบครัวเรายังไง เราจะเลี้ยงดูลูกของเรายังไง จะเอาใจภรรยายังไง จะเอาใจสามียังไง สอนละเอียดขนาดนั้น ในโลกนี้หาศาสดาองค์อื่นไม่ได้แล้ว มีแต่พระพุทธเจ้าเราเท่านั้นแหละ มามงคลที่ ๔ ทำการงานไม่คั่งค้าง ทำการงานไม่คั่งค้าง จะทำความดีอะไร จะตั้งเป้าหมายชีวิตอะไร งานการอย่างอื่นก็ต้องไม่คั่งค้างด้วย ต้องทำให้สำเร็จด้วย ให้เสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ หลวงพี่มักจะได้ยินพวกเราหลายๆ คนที่มาวัดบ่นกันเรื่องที่บ้าน คนนั้นไม่สนับสนุนให้มาวัด คนนี้ไม่สนับสนุน เวลามาวัดต้องประเภทหอบเสื้อผ้าออกมา มาแต่งตัวข้างนอกอะไรอย่างนั้นก็มี ลองไปย้อนดูนะมงคลที่ ๑๑ ถึง ๑๔ นี่เราสมบูรณ์แค่ไหน ขาดตกบกพร่องอะไรไหม ไม่ใช่แม่บ้านจะมาวัดเลยทิ้งบ้านให้รกอยู่ พ่อบ้านก็คงไม่ยอมหรอก แล้วอย่าให้เขาว่าได้ว่า อ๋อ มาวัดพระธรรมกายแล้วก็สอนให้ทำอย่างนี้หรือ เสียหายหมดนะ แต่ไหนแต่ไรมาแล้วนะ หลวงพี่จะกลัวคำๆ นี้มากเลย อ๋อ หลวงพ่อท่านสอนอย่างนี้หรือ อื้อฮือ กลัวมาก เราเสียไม่เป็นไร แต่ครูบาอาจารย์เสียไม่ได้ ยอมไม่ได้ เพราะงั้นจะต้องทำดีๆ เสียถึงครูบาอาจารย์ไม่ได้ พูดง่ายๆ ว่า ๔ มงคลนี้เป็นมงคลที่ทำให้เราไม่มีปัญหาในครอบครัว เราไม่มีปัญหาในครอบครัว อะไรๆ มันก็ง่ายขึ้น คนรู้ใจที่บ้านเรายอมแล้ว มันเหมือนมีกำลังใจสนับสนุนอย่างดีเลยในการทำความดี เพราะฉะนั้นต้องรักษาไว้ให้ดี แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พออีกนั่นแหละ ต้องมามงคลที่ ๑๕ ต้องบำเพ็ญทาน บำเพ็ญทาน พูดง่ายๆ ก็คือพอเรื่องในครอบครัวของเราเรียบร้อยดีแล้ว ตัวของเราเองก็เก่งพอตัวแล้ว คราวนี้ก็เริ่มถึงคนอื่นบ้าง รู้จักให้คนอื่นบ้าง ทำทานกับเขา ถ้าพูดกันง่ายๆ ทางโลกๆ ก็คือหาพวกไว้บ้าง เราให้เขา เขาก็จะเป็นมิตรกับเรา ให้เขาบ้าง เราก็จะมีพวกมีพ้องอยู่ในทุกที่ที่เราได้เคยให้เอาไว้ เป็นการปูทางมีความสำเร็จอย่างดีเลย มามงคลที่ ๑๖ บำเพ็ญทานแล้วต้องประพฤติธรรมด้วย นั่งสมาธิกันดีไหม มาวัดรักษาศีลกัน นั่งสมาธิปฏิบัติกันให้ใจมันใสๆ พอใจมันใสๆ อะไรมันก็ดูดีไปหมด ไอ้เรื่องที่มันเคยยุ่งๆ วุ่นวาย มันก็จะดีขึ้น จริงๆ แล้วคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากหรอก เวลาจะทำอะไรให้มันสำเร็จ เราดูเหมือนว่าเราต้องการแค่เพียงจังหวะชีวิตที่มันดีๆ เท่านั้น อย่างไปติดต่องาน ถ้าเรารู้ว่าต้องไปติดต่อคนนี้นะแล้วจะผ่านง่าย ถ้าจังหวะชีวิตเราดี เราไปถึงก็เจอคนนี้เลย แต่ถ้าจังหวะชีวิตเราไม่ดี ไปถึงอ้าว คนนี้ไม่อยู่ ไปเจอกับคนที่เขาไม่ได้ง่ายอย่างที่เราคิด ก็ยุ่ง แต่ถ้าเราใจใสๆ จังหวะชีวิตมันจะดี ไปปุ๊ป มันจะลงล็อคหมด ต้องไปเจอคนนี้ไปถึงคนนั้น คนนั้นก็ช่วย มันจะลงตัวไปหมด ต้องประพฤติธรรมด้วย มามงคลที่ ๑๗ สงเคราะห์ญาติไหม ไม่ใช่ดูแลแต่ครอบครัวเราดี ดูแลคนอื่นดี แต่ลืมญาติตัวเอง เขาจะครหาได้ ว่าครอบครัวนี้เราแต่ตัวรอด ไม่ห่วงวงศ์ตระกูล ต้องไปดูสงเคราะห์ญาติกันดี ญาติๆ เราต้องเอาให้ด้วย มามงคลที่ ๑๘ งานการที่เราทำน่ะมันมีโทษไหม พวกมิจฉาอาชีวะทั้งหลายอย่าไปทำ ประเภทค้าสัตว์นำไปฆ่าอย่างนี้ ขายเหล้า ขายบุหรี่ เลิกเสียเถอะนะ ขายเหล้า ขายบุหรี่นี่ คนแรกที่ได้รับผลก็คือตัวเราเองนี่แหละ คนในครอบครัวของเราก็ขี้เหล้าขี้ยาเหมือนกันไปด้วย เพราะเราไปสนับสนุนให้คนอื่นเขาทำ คนในบ้านเราก็จะทำด้วย ว่าของมันเห็นกันอยู่ เห็นทุกวันทุกวัน มันสั่งสม มันจะทำให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปนะ เลิกได้ให้เลิกเสีย ถ้าเลิกไม่ได้ก็ลดๆ ลงก่อน ค่อยๆ ๑๘ มงคลนี้ถ้าเราพิจารณากันดูดีๆ แล้ว การงานอะไรที่มันติดขัด ที่มันมีปัญหาอยู่ ต้องมี ๑ ใน ๑๘ ข้อนี้แหละที่บกพร่องอยู่ ลองไปพิจารณาดูว่าเราขาดตกบกพร่องอันไหน ธรรมะเหล่านี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์มาให้ฟังหลายครั้งแล้ว เทปก็มีขายอยู่ที่สหการ ลองไปซื้อฟังดู มีหลายๆ คนฟังแล้วลืมก็ไปทบทวนดู ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เราลืมได้อยู่แล้ว แต่ ๑๘ ข้อก็คงจะเยอะไปนะ ก็เลยจะลดให้สักครึ่งหนึ่ง ลดให้สักครึ่งหนึ่ง ในการที่เราจะมาพิจารณาว่าชีวิตของเราที่ผ่านมา มันขาดตกบกพร่องอะไร ลดลงมาเหลือสัก ๘ ข้อพอ ๘ ข้อนั้นคืออะไร ๘ ข้อนั้นก็คือมรรคมีองค์ ๘ เราเอามรรคมีองค์ ๘ มาจับก็ได้ ว่าการงานหรือสิ่งที่เราทำ มันไม่สำเร็จ มันขาดตกบกพร่องอะไรไป ข้อแรกเลยก็คือสัมมาทิฐิ เรามีความเห็นถูกไหม เช่นว่าเราคิดว่าทำอย่างนี้มันดี แต่จริงๆ แล้วมันไม่ดี เช่นไปขโมยของเขามันดี เพราะว่ามันได้มาง่าย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ดี เรามีความเห็นผิดอย่างนี้ไหม ไปโกงบ้านโกงเมืองเขามา รวยเร็วดี คิดว่าเรื่องนี้ดี แต่จริงๆ มันไม่ดี เรามีความเห็นผิดอย่างนี้หรือเปล่า สมัยนี้มีเยอะเลยนะ ประเภทเห็นผิดเป็นถูกอย่างนี้ สัมมาทิฐิ ข้อที่ ๒. สัมมาสังกัปโป สัมมาสังกัปปะ มีความคิดถูกไหม ไม่ใช่เห็นถูกอย่างเดียวแต่คิดไม่ได้เรื่องเลย คิดผิดตลอด มันก็ไม่ได้ มันต้องคิดให้ถูกด้วย คิดให้ดีเชียว ข้อที่ ๓. สัมมาวาจา พูดเพราะไหม มีวาจาสุภาษิตหรือเปล่า ข้อที่ ๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบไหม พูดง่ายๆ การงานก็คืองานในหน้าที่ของเรา เราทำได้สมบูรณ์แค่ไหน เช่นเรามีหน้าที่เป็นคุณพ่อ เราทำงานหน้าที่คุณพ่อได้สมบูรณ์ไหม เราเป็นคุณแม่ทำงานหน้าที่ของคุณแม่ได้สมบูรณ์ไหม ดูแลงานที่บ้านดีไหม เราเป็นพี่ ทำตัวเป็นพี่ได้สมบูรณ์หรือเปล่า ช่วยเหลืองานในบ้านไหม เป็นน้องดื้อไหม เป็นลูกเราดื้อกับคุณพ่อคุณแม่ไหม ทำเรื่องปวดหัวให้ท่านหรือเปล่า ทบทวนดูให้ดี สัมมากัมมันตะ ข้อต่อมาคือสัมมาอาชีวะ เราทำอาชีพชอบไหม มันก็จะไปคล้ายๆ กับมงคลที่ ๑๘ นั่นแหละ เมื่อเราทำการงานได้ถูก ทำการงานมีประโยชน์ ไม่ทำมิจฉาอาชีวะ ข้อที่ ๖. สัมมาวายามะ มีความเพียรชอบไหม พูดง่ายๆ คือขยันหรือเปล่า ทำอะไรขยันไหม ไม่ใช่รู้หมดแต่ฉันไม่ยอมทำ มันก็ไม่ได้เรื่องทั้งนั้นแหละ ข้อที่ ๗. สัมมาสติ ทำอะไรใช้สติหรือเปล่า ไม่ใช่ทำแล้วใจลอย หรือทำอะไรด้วยอารมณ์ ขาดสติ กำลังโมโห โกรธก็ทำลงไปเลยอย่างนั้น เรื่องตามมาทีหลังอีกเยอะแยะ บางทีเราก้าวพลาดแค่ครั้งเดียว เรื่องบานปลายต้องคอยตามแก้กันอยู่นั่นแหละ เช่นเราโกรธใครขึ้นมาเราไปด่าเขา มองหน้ากันไม่ติดเป็นเดือน บางทีเข้าใจผิดกันด้วยซ้ำ ใจเย็นๆ ค่อยๆ ใช้สติ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ทำอะไร มีสมาธิหรือเปล่า เราปฏิบัติธรรมไหม นั่งสมาธิไหม นั่งสมาธิให้ใจเราใสๆ แล้วค่อยทำอะไรก็สำเร็จ เราสามารถเอามรรคมีองค์ ๘ มาจับงานของเราก็ได้ ที่ยกมานี่จะยกให้ดูว่าธรรมะที่เราเรียนมามันใช้ได้ ไม่ใช่ที่เรียนแล้ว หรือฟังแล้วปลื้มอยู่ที่นี่ แล้วกลับไปก็ลืมหมด ไม่ได้ แต่ ๘ ข้อของมรรคมีองค์ ๘ บางคนก็ยังบอกว่ายังยาวไปนะ ยังยาวไป ลดให้อีก ลดให้ ถือว่าในเทศกาลปีใหม่ ลดให้อีกเหลือ ๓ ข้อพอ เหลือ ๓ ข้อ อะไร เราต้องดำเนินชีวิตของเราอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา อยู่ในไตรสิกขานี้ ศีล สมาธิ ปัญญา พิจารณาง่ายๆ เลย ว่าเราจะทำอะไร มันอยู่ในศีลหรือเปล่า ตัวของเรามีศีลไหม อย่าให้มันผิดศีล อย่าให้มันเสียศีล มันจะเสียภูมิคนมาวัดอย่างเราหมด อย่าให้เป็นอย่างนั้น สมาธินั่งดีไหม นั่งดี เอาแค่ว่านั่งสมาธิทุกวันหรือเปล่า ไม่ต้องมากหรอก ขอแค่เช้าตื่นขึ้นมาได้สักครึ่งชั่วโมง กลางคืนก่อนนอนอีกสักครึ่งชั่วโมง ก็ดีถมแล้ว แต่ถ้าใครทำได้กว่านั้น ก็อนุโมทนาบุญด้วยนะ ในสมาธิเราสม่ำเสมอ ปัญญาล่ะ จะใช้ยังไง เราทำอะไร อย่าทำบนพื้นฐานของอารมณ์ ให้ทำบนพื้นฐานของปัญญา ใช้เหตุใช้ผลทำขึ้นมา โดยเฉพาะถ้าเรานั่งสมาธิดี แล้วปัญญามันจะเกิด แล้วเราก็จะทำอะไรด้วยปัญญา ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ ข้อนี้ ถ้าใครยังคิดว่ามันยังเยอะไปอยู่ ก็ต่อให้อีกนะ ลดให้อีก เหลือข้อเดียว เอาข้อเดียวเท่านั้น ๓ ข้อยังเยอะไป เอาข้อเดียวพอ อะไร ข้อเดียว เวลาเราจะทำอะไรก็ตาม ถามตัวเราเองก่อนว่าใจของเราน่ะมันใสไหม ให้ใจของเราใสๆ แล้วทำ หรือทำใจใสๆ ให้ได้ตลอดเวลา อะไรๆ มันก็จะสำเร็จ มันจะง่ายไปหมด มันจะลงตัวไปหมด แต่ถ้าเราทำอะไรแล้วใจไม่ใส เราประสบปัญหา แล้วเราไม่รู้สาเหตุของการที่ว่าทำไมใจมันไม่ใส ให้ดูย้อนกลับขึ้นไปนะ ๓ ข้อ ว่าศีล สมาธิ ปัญญา ของเราสมบูรณ์ ถ้าดู ๓ ข้อแล้วยังไม่รู้เรื่องถอยขึ้นไปอีก ถอยขึ้นไปที่ ๘ ข้อ มรรคมีองค์ ๘ ของเราขาดตกบกพร่องข้อไหน ถ้ายังไม่เห็นอีก ก็ถอยย้อนขึ้นไปอีก มงคล ๓๘ ประการ ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งแหละที่มันบกพร่อง ถ้าพิจารณา ๑๘ มงคลไม่เจอ ก็เอา ๓๘ เลยแหละ จริงๆ แล้วธรรมะเราใช้ในชีวิตประจำวันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นอิทธิบาท ๔ ก็ดี คุณเครื่องแห่งความสำเร็จ อยากจะทำอะไรให้สำเร็จใช้อิทธิบาท ๔ หนทางแห่งการมีฤทธิ์ มันจะได้ทำอะไรสำเร็จ ก็เอามาพิจารณาได้ ทิศทั้ง ๖ ทิศเบื้องหน้า คุณพ่อคุณแม่ เบื้องขวา ครูบาอาจารย์ เบื้องหลัง สามีภรรยา บุตรธิดา เบื้องซ้าย เพื่อนฝูง เบื้องล่าง บริวารของเรา เบื้องบน นักบวช คนรอบข้างเหล่านี้ เราปฏิบัติตัวกับเขาเป็นยังไง ก็เอาพิจารณาได้ เอามาศึกษาได้ หรือบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการก็ใช้ได้ เอามาพิจารณาได้หมดเลย แต่หลักสำคัญเลยจริงๆ ให้วัดที่ใจของเราว่าใสไหม เพราะฉะนั้นในช่วงเวลาต่อจากนี้เราจะมาทำใจให้ใสๆ กัน ขอเรียนเชิญทุกท่านนั่งหลับตาทำใจใสๆ ทำใจสบายๆ กันสักครู่หนึ่งนะ เราก็เลือกท่านั่งของเราให้สบายๆ ปรับท่านั่งของเราให้เบาสบาย ผ่อนคลายร่างกายของเราให้เบาสบาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผ่อนคลายให้เบาสบาย แล้วเราก็หลับตาของเราเบาๆ หลับตาลงเบาๆ พอสบายๆ อย่าไปหลับตาแน่น อย่าไปเม้มลูกตา หลับตาแค่พอแผ่วๆ เบาๆ ก็พอแล้ว ปล่อยใจของเรา ปล่อยวางใจของเราจากภารกิจเครื่องกังวลต่างๆ ปล่อยให้ใจของเราว่างๆ โล่งๆ โปร่งๆ เบาๆ สบายๆ ปล่อยให้ใจของเราบางเบา เบาอย่างกับขนนก เบาเหมือนกับปุยนุ่น เบาอย่างกะปุยเมฆที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ทำความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวของเรานี่ว่างๆ โล่งๆ โปร่งๆ เบาๆ สบายๆ อวัยวะภายในเหมือนไม่มี มีแต่เพียงตัวของเราที่ประกอบไปด้วยแผ่นหนัง เหมือนกับภายในตัวของเราพองลมอยู่ เป็นตัวของเราที่ว่างๆ โล่งๆ โปร่งๆ เบาๆ สบายๆ ตัวของเราบางเบา เหมือนอย่างกับแผ่นหนังที่ประกอบเป็นตัวของเรามันบางเบา แล้วก็ใสๆ ใสๆ บางๆ เบาๆ บางเบา เหมือนอย่างกับอากาศ สามารถพัดผ่านตัวของเราได้อย่างนั้น ตัวของเราบางๆ เบาๆ เบาเหมือนอย่างกับจะเหาะจะลอยได้ แล้วเราก็วางใจของเรา วางใจของเรานิ่งๆ วางใจของเราเบาๆ เอาไว้ที่กลางท้องของเรา แตะเบาๆ แตะแผ่วๆ เบาๆ ด้วยระบบสัมผัสที่กลางท้องของเรา ปล่อยให้ใจของเราหยุดอยู่นิ่งๆ เฉยๆ อย่างเบาๆ สบายๆ แตะแผ่วๆ แตะเบาๆ เหมือนอย่างกับใจของเรามันไม่มีน้ำหนัก มันบางเบา บางเบาทั้งกายทั้งใจ ถ้าเราอยากจะนึกนิมิต เราก็อาศัยเวลานี้แหละ นึกนิมิตขึ้นมา จะนึกนิมิตเป็นองค์พระแก้วใสๆ ก็ได้ จะนึกนิมิตเป็นดวงแก้วกลมๆ ใสๆ ก็ได้ หรืออยากจะนึกนิมิตเป็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ได้ หรือจะนึกเป็นคุณยายของเราก็ได้ นึกได้แล้วเราก็เอามาตั้งไว้ที่กลางท้องของเรา ตั้งแผ่วๆ ตั้งเบาๆ สบายๆ แล้วเราก็มองดูท่าน มองดูนิมิตของเรา มองเพลินๆ มองผ่านๆ มองผ่านเข้าไปที่ตรงกลาง ตรงกลางของนิมิตของเรา มองเบาๆ เรามองด้วยใจนะ ไม่ได้มองด้วยตา หรือแตะใจของเราเบาๆ เข้าไปที่ตรงกลาง แตะเบาๆ เข้าไปที่ตรงกลางของนิมิตของเรา มองเบาๆ เข้าไปที่ตรงกลาง มองด้วยใจ ก็คือการนึกถึงนั่นเอง เราก็นึกถึงไปเรื่อยๆ อย่างเบาๆ สบายๆ อยากจะภาวนา สัมมาอะระหัง หรือไม่อยากจะภาวนา สัมมาอะระหัง ก็ได้ แต่ถ้าจะภาวนาก็ให้ภาวนาเบาๆ ภาวนาในใจของเราเบาๆ ภาวนาเหมือนอย่างกับเราร้องเพลงอยู่ในใจ เป็นเพลงที่เนื้อร้องว่า สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ภาวนาไปเรื่อยๆ ภาวนาไปจนกว่าเราไม่อยากจะภาวนา หรือภาวนาไปจนกว่าคำภาวนาจะเลือนหายไป เราก็ไม่ต้องกลับมาภาวนาอีก ไม่ว่าเราจะทำแบบไหน จะภาวนา สัมมาอะระหัง หรือไม่ภาวนา จะนึกนิมิตหรือไม่นึกนิมิต ได้ทั้งนั้นเลย สำคัญอยู่ที่ว่าทำแล้วใจเราสบายไหม ให้ใจของเราเบาๆ สบายๆ เป็นใช้ได้ สัพเพ… หน้า PAGE 1 440119FW-AAT