ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้ทรงอานุภาพ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระชัยยันต์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้ก็เป็นอีกวาระหนึ่งที่หลวงพี่ได้มีโอกาสมาเล่าเรื่องราวคุณธรรมของคุณยาย ซึ่งในวันนี้ก็จะมีสิ่งที่เป็นคุณธรรมของคุณยาย แล้วก็อานุภาพของวิชชาธรรมกายที่พวกเราทุกคนจะได้มีโอกาสมารับฟัง แต่ก่อนที่จะได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ให้พวกเราทุกคนได้ยินได้ฟังนั้น อยากจะทบทวนเหตุการณ์วันที่ผ่านพ้นไป ที่เป็นวันที่ดีที่เราทุกคนจะต้องจดจำ เราอาจจะไม่สังเกตว่าในปีนี้พวกเราทุกคนเป็นปีที่โชคดีที่สุด ที่กล่าวไว้ว่าพวกเราโชคดีที่สุด ก็เพราะว่ามีบ้างไหมที่เป็นปีที่สุดท้ายของปีเก่า ในปีนี้ตรงกับวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๓ นี่ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ลงมาเป็นประธานในการนั่งธรรมะกับพวกเราทุกๆ คน แล้วท่านก็มีโอกาสให้พวกเรามาปฏิบัติธรรม ณ เรือนทองของคุณยายในตอนกลางคืน พวกเราหลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้ว่าคืนนั้นดีอย่างไร แต่หลวงพี่เองเมื่อก่อนก็ไม่ทราบ ยังจำเหตุการณ์คืนนั้นได้ ประมาณสัก ๒ ทุ่ม พระเดชพระคุณหลวงพ่อมีโอกาสเดินมาบริเวณทางเข้า ๕ ฝั่งด้านหน้ามหาธรรมกายเจดีย์ และท่านก็บอกว่าให้ทราบว่าคืนๆ นี้นี่จะเป็นคืนที่ดีที่สุด ที่กล่าวไว้ว่าดีที่สุดก็คือว่าคุณยายของเรานี่ทำมาตลอดชีวิตทีเดียว ตั้งแต่คุณยายเข้าถึงวิชชาธรรมกาย และรู้จักวิชชาธรรมกาย คุณยายทำตลอดทุกคืนเลยในคืนนี้ นั่นคือคืนที่วันสิ้นสุดปีเก่า ย่างเข้าสู่ปีใหม่ เป็นวันที่ เป็นเวลาที่รอยเชื่อมต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ คุณยายจะเรียกเวลานี้ว่าเวลาเที่ยงนิ่ง จะเรียกเวลาตรงนี้ว่าเวลาเที่ยงนิ่ง คือเวลาที่สิ้นสุดปีเก่า แล้วเข้าสู่ปีใหม่ ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ คุณยายท่านจะบอกหลวงพ่อว่าเวลานี้เป็นเวลาที่อธิษฐานอะไรก็ตาม จะสำเร็จสมความปรารถนาทุกประการทีเดียว ทำไมที่กล่าวเช่นนั้น ที่กล่าวไว้ว่าเป็นเวลาเที่ยงนิ่งนี่ พอถึงเวลานี้ปั๊บ คุณยายจะทิ้งภารกิจความกังวลทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็นั่งสมาธิทำใจนิ่งๆ ใสๆ ทีเดียว แล้วก็อธิษฐานทุกสิ่งทุกอย่างในกลางกายท่าน ที่บอกว่าสำเร็จทุกอย่างนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อเลยเล่าเพิ่มเติมขึ้นมาว่าเป็นเวลาของผู้รู้ภายใน และผู้มีใจใสสว่างมาเชื่อมต่อกัน เป็นเวลาของผู้รู้ภายในตัวของเรา และผู้มีใจใสสว่างมาเชื่อมต่อกัน ฉะนั้นเมื่ออธิษฐานอะไร บุญและผังสำเร็จจะบังเกิดขึ้นทันทีกับบุคคลนั้น นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดในวันสิ้นปีใหม่ ปีเก่า แล้วก็เริ่มต้นเข้าปีใหม่ที่หลวงพี่ฟังแล้วมีกำลังใจทีเดียว จึงนำมาถ่ายทอดให้กับพวกเราทุกคนฟัง และอยากจะบอกกับพวกเราทุกคนว่าปีถัดๆ ไป ที่เป็นวันสิ้นสุดปีเก่า เข้าสู่ปีใหม่นี่ เราจะต้องมาเป็นเวลาเที่ยงนิ่ง ณ วัดพระธรรมกาย อย่าไปที่ไหนนะจะบอกให้ เพราะที่นี่เป็นสถานที่ที่รวมของแหล่งแห่งความศักดิ์สิทธิ์ เป็นอู่แห่งทะเลบุญทุกสิ่งทุกอย่าง หลวงพี่อยากจะฝากไว้กับพวกเราทุกๆ คน และในวันเริ่มต้นปีใหม่ พวกเราก็มาร่วมพิธีทำบุญตักบาตรบริเวณด้านหน้ามหาธรรมกายเจดีย์ วันๆ นี้ก็แปลกอีกแล้ว ที่กล่าวได้ว่าแปลก ก็คือว่าแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะป่วยนะ แต่ท่านมานะจ๊ะ เวลาประมาณ ๓ โมงเช้านี่ ท่านนั่งรถแวะเวียนมาดูพวกเรา หลายๆ ท่านอาจจะกลับบ้าน แต่มีส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่ทีเดียวยังไม่กลับบ้าน ยังปฏิบัติธรรมกับคุณยาย ณ สถานที่แห่งนี้ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็มานั่ง ณ ตรงนี้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ เวลาบ่าย ๓ โมง ท่านก็มานั่งคุมบุญให้กับพวกเรา ซึ่งหลายๆ คนก็คงมานั่งที่นี่ ยังจำเหตุการณ์นี้ได้ไหม และวันอีกวันหนึ่งที่ถัดมาคือวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งถือว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๙๒ ปีของคุณยายของเรา เช้านั้นหลวงพี่ยังจำเหตุการณ์ได้ทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ท่านก็นั่งบริเวณที่อาคารภาวนา วันๆ นั้นทำให้ท่านนึกถึงวันๆ แรก วันๆ นั้นเป็นวันที่ทำให้ท่านนึกถึงวันๆ แรกที่ท่านเจอะเจอคุณยาย ท่านจึงได้เล่าเรื่องราวให้กับหลวงพี่และหมู่คณะที่เข้าไปกราบท่านฟัง หลวงพี่ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี จึงจะนำมาถ่ายทอดให้กับพวกเราทุกๆ คน ท่านเล่าให้ฟังว่าเมื่อท่านยังเป็นนิสิตใหม่ เรียนอยู่เกษตรศาสตร์ ๑ เทอมแรกที่ท่านเรียน ท่านมีความรู้สึกลึกๆ เลยว่าวิชาที่เรียนเป็นวิชาที่ดี แต่ว่าวิชาที่ท่านอยากจะเรียน อยากรู้เรื่องราวของชีวิตมันยังไม่เจอะเจอ ท่านจึงได้ออกค้นคว้าอ่านหนังสือ เพราะจุดนี้เองที่ท่านอ่านหนังสือ ท่านถึงได้เจอะเจอเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย ท่านบอกว่าท่านประทับใจคุณยายตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวท่านเลย เพราะได้ยินเกียรศัพท์ของคุณยายในหนังสือวิปัสสนาบันเทิงสาร อ่านเรื่องราวของคุณยายที่ไปช่วยพ่อในนรก และปัดลูกระเบิดได้ จึงชอบมากทีเดียว แล้วท่านก็ตามหาคุณยายตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วันที่ท่านเจอะเจอคุณยายเป็นวันแรก เจอะเจอคุณยายเป็นวันแรกท่านดีใจมากทีเดียว ความดีใจนี่ท่านอุปมาเป็น ๒ นัยยะทีเดียว ประการที่ ๑. ท่านบอกว่าเหมือนคนตาบอด ๒ ข้าง แล้วอยู่ๆ ก็มีคนเอามือมาลูบตานี่ ทำให้มองเห็น ซึ่งจริงๆ คล้ายกับเดินในที่สลัว เดินผิดเดินถูก เดินทุกข์ระทม แล้วมีแสงสว่างส่องมา ให้เห็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างอยู่ข้างหน้าท่าน แสงสว่างนั้นก็คือคุณยาย ดูสิ่งที่ท่านเปรียบเทียบดูว่าคุณยายเลิศขนาดไหน ชีวิตท่านเหมือนเดินในที่มืด เดินผิดเดินถูก เดินด้วยความทุกข์ระทม แล้วก็มาเจอะเจอแสงสว่าง แหล่งแห่งความแสงสว่างนั้นก็คือคุณยายนั่นเอง นี่คือคุณยายในใจของท่าน หรือประการที่ ๒. เหมือนคนหูหนวก ฟังเสียงดนตรีก็ไม่ได้ยินเสียง เห็นภาพคนอื่นเขาหัวเราะด้วยความเบิกบาน อยู่ๆ ก็มีใครคนหนึ่งเอามือมาจับไว้ที่หู แล้วทำให้หูได้ยินเสียงนั้น นั่นแหละ คือความรู้สึกที่หลวงพ่อเจอยายเป็นครั้งแรก โอ้ หลวงพี่ฟังแล้ว หลวงพี่ตื้นตันใจ หลวงพ่อท่านอุปมาความรู้สึกที่ท่านเจอยายครั้งแรกอย่างนี้นี่ หลวงพี่จึงถามท่านว่าหลวงพ่อมีความรู้สึกคุ้นคุณยายไหมครับ มีความรู้สึกว่าคุ้นคุณยายมาหลายภพหลายชาติไหมครับ ซึ่งความรู้สึกนี้ก็เหมือนความรู้สึกพวกเราทุกๆ คน หรือความรู้สึกที่พวกเราเจอะเจอหลวงพ่อ เราก็รู้สึกว่าคุ้นนั่นแหละ หลวงพ่อก็ตอบด้วยความเบิกบานใจว่าเหมือนเจอใครสักคน แล้วมีความรู้สึกว่าคุ้น อยากจะฝากใจไว้ อยากจะฝากทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่ท่าน ไอ้ที่ว่าใช่เลย มันไม่ใช่เลย มันยิ่งกว่านั้น พอเจอคุณยายปุ๊บ วันแรกนี่ คำว่าใช่เลย มันไม่ใช่ มันยิ่งกว่านั้น ท่านย้ำตรงนี้เลยทีเดียว ความรู้สึกทางใจของท่านมันยิ่งกว่านั้นทีเดียว แล้วยิ่งได้ยินคำพูดแรกที่เจอะเจอคุณยายว่าเออ แล้วค่อยคุยกันนะ ความรู้สึก เสียงที่ได้ยินคุณยายพูดอย่างนี้นี่ นี่แหละ อาจารย์ของเรา นี่แหละอาจารย์ของเรา หลวงพึ่จึงถามท่านต่อเลย แล้วหลวงพ่อมาพบคุณยายอีกเมื่อไหร่ ท่านก็ตอบด้วยความเบิกบานว่าพรุ่งนี้เช้าเลย ท่านมา คืนนั้นทั้งคืนนอนไม่หลับเลย มีความรู้สึกว่าปีติเบิกบานมากทีเดียว ตานี่นอนเห็นภาพที่เจอะเจอคุณยายด้วยความปีติ มองสายตาท่านนี่ด้วยความเอ็นดู ท่านเอ็นดูเมตตาหลวงพ่อมากทีเดียว ท่านนอนไม่หลับทั้งคืน เช้านั้นก็เดินทางมาที่วัดปากน้ำทันที เมื่อมาถึงมาเจอะเจอคุณยาย สิ่งที่คุณยายพูดกับท่านเป็นคำแรก คุณยายก็พูดกับท่านว่า คุณนั่ง คุณนั่งตามเทปไป เดี๋ยวจะเปิดเทปให้ หลวงพ่อบอกว่าคุณยายท่านไม่ได้ใช้คำว่า คำแทนตัวเองว่านี่ฉัน หรือน้า หรือป้าจะเปิดเทปให้ ท่านจะไม่พูดเลย เดี๋ยวนี่จะเปิดเทปให้ เดี๋ยวฉันจะเปิดเทปให้ เดี๋ยวน้าจะเปิดเทปให้ หรือเดี๋ยวป้าจะเปิดเทปให้ ไม่พูด ท่านไม่พูดอย่างนั้นเลย จะเป็นถ้อยคำที่เรียกว่ามันค้างไว้ให้หลวงพ่อเรียกท่านเป็นคนแรก แม้หลวงพ่อจะเรียกอะไรก็ตาม ท่านจะใช้คำนั้นตลอดชาติทีเดียว หลวงพ่อจึงเรียกท่านว่ายาย นี่คือคำที่หลวงพี่จึงบอกว่าท่านเรียกว่ายาย หลวงพี่ฟังปุ๊บ หลวงพี่ก็โอ้โฮ หลวงพ่อท่านรักยายมาก แล้วคุณยายก็รักท่านมากทีเดียว พอหลวงพ่อเรียกคุณยายเป็นครั้งแรก คุณยายก็เรียกเลย เรียกแทนตัวเองว่ายาย เดี๋ยวยายจะเปิดให้ เดี๋ยวยายจะทำนั่นให้ เดี๋ยวยายจะเอาข้าวมาให้ หลวงพ่อบอกฟังแล้วมันตื้นตัน เพราะคุณยายนี่ท่านมีแต่ความเมตตาและความบริสุทธิ์ใจมาก แล้วคำที่พูดว่ายายนี่ หลวงพ่อบอกว่าเหมือนเว้นวรรคเอาให้หลวงพ่อเรียกเป็นคนแรกทีเดียว ซึ่งคนอื่นมาก่อนหลวงพ่อนี่ มาเจอะเจอยายก่อนหลวงพ่อตั้งนาน เขาก็เรียกยายว่าครูบ้าง แม่ครูบ้าง เรียกว่าอาจารย์บ้าง แต่หลังจากที่หลวงพ่อเรียกคุณยายว่ายาย ทุกคนก็เรียกคุณยายว่ายายตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาทีเดียว นี่คือสิ่งที่หลวงพี่ได้ฟัง จึงอยากนำมาเล่าให้พวกเราทุกคนได้ฟังว่าคำๆ แรกที่เจอะเจอวันแรกคืออะไร คำๆ แรกที่เจอะเจอกันที่วัดปากน้ำครั้งแรกคืออะไร และหลวงพ่อก็บอกว่าคำพูดของคุณยาย หลวงพ่อได้ยินได้ฟังคำพูดของคุณยายมีความมั่นใจมากทีเดียว ทุกครั้งนี่เวลาท่านพูด ท่านจะนั่งเข้าที่ทุกครั้ง ทุกคำถามทีเดียว จะไม่พูดลอยๆ แล้วท่านจะนั่งเข้าไปถาม advisor ภายใน แล้วตอบคำถามหลวงพ่อทุกคำถามทีเดียว ตอบคำถามหลวงพ่อทุกคำถามทีเดียวนะ เราลองนึกถึงความรู้สึกของเราว่าถ้าเรามีลูก แล้วลูกมาถามเรา บางคำถามเราก็อยากจะตอบ บางคำถามเราก็ไม่อยากจะตอบ บางอารมณ์ก็อยากจะตอบ บางอารมณ์ก็ไม่อยากจะตอบ หรือตอบแต่ว่าตอบไม่ใช่อย่างนี้ แต่คุณยายนี่เวลาท่านตอบปุ๊บ ทุกคำถามท่านจะตอบ แล้วไม่รำคาญหลวงพ่อเลย ไม่มีความรู้สึกรำคาญหลวงพ่อเลย แม้ท่านจะตอบหรือไม่อยากตอบ แต่ท่านก็ตอบต่อทุกคำถามเลย นี่ ฟังแล้วโอ้โฮ นี่คุณยายท่านรักและเมตตามากทีเดียว และหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่าพอนั่งไปถึงระยะหนึ่งไม่นาน ใหม่ๆ ก็นั่งเหมือนกับพวกเราคือก็มืด แต่พอนั่งไปสักไม่ถึงเดือน ในกลางกายก็เห็นหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น ครั้งหนึ่งท่านเล่าให้ฟัง ท่านเห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำเกิดขึ้นในกลางกายท่าน ท่านบอกโอ้โฮ เห็นหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย ท่านดุทีเดียวนะ ก็เลยกลัว หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ลืมตาขึ้นมา แล้วก็หลับตาต่อ นั่งถึงจุดๆ หนึ่ง พอใจท่านใส ท่านบริสุทธิ์ คุณยายก็พูดกับท่านเบาๆ ว่า คุณ คุณ คุณคือคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ยายไปตามมานะ หลวงพ่อบอกว่ากว่าคุณยายจะพูดคำๆ นี้ว่าคุณคือคนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำให้ไปตามมา คุณยายท่านเช็กตลอดทีเดียว นานทีเดียว ถึงมั่นใจว่าหลวงพ่อธัมมชโยคือใครนั่นเอง ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อก็บอกท่านลืมโลกเลย ตั้งแต่เจอะเจอคุณยาย มาเรียนรู้วิชชาธรรมกาย ลืมโลกไปเลย อยากจะเรียนรู้วิชชาธรรมกายตลอด เรียน ยิ่งเรียนยิ่งมีความสุขลึกๆ เข้าไปเรื่อยๆ และยิ่งรู้หน้าที่ว่าท่านเกิดมาทำไมนั่นน่ะ ท่านยิ่งนั่งธรรมะเต็มที่ แล้วก็เริ่มตามหมู่คณะ เริ่มตามหมู่คณะที่ลงมาเกิดสร้างบารมีร่วมกัน แล้วสิ่งหนึ่งท่านก็เล่าให้ฟังว่าเมื่อตามคณะ ก็ต้องมีที่รวมหมู่คณะ ท่านก็เริ่มกับคุณยาย ๒ ท่าน ตามหาที่ในที่ เพื่อสร้างวัดพระธรรมกาย เหตุการณ์ตรงนี้เป็นเหตุการณ์ที่สุดทีเดียวที่หลวงพี่จะนำมาเล่าให้พวกเราทุกคนฟัง ท่านกับคุณยายหาที่กันอย่างไร หลวงพ่อได้เมตตาเล่าให้ฟังว่าญาณทัสสนะและอานุภาพบารมีของคุณยายนี่ หลวงพ่อนี่เคยประสบมาเยอะทีเดียว คุณยายของเรานี่ข้างนอกเป็นผู้หญิง แต่ภายในกลางกายของคุณยายนี่เต็มไปด้วยผู้ทรงอานุภาพมากทีเดียว ท่านก็เปรียบให้ฟังว่าลักษณะทรงกลม ดูเหมือนเรียบง่าย ไม่มีอะไร โลกกลมๆ ดวงกลมๆ อะไรกลมนี่ดูแล้วไม่มีอะไร แต่มีพลังนะจะบอกให้ คุณยายนี่ใจท่านกลมเหมือนดวงแก้ว คือเห็นได้ทุกทิศ แล้วก็ทำได้ทุกอย่าง หลวงพ่อจริงๆ บุคลิกของคุณยายน่ะคือท่านพูดธรรมดาๆ ไม่มีขึงขัง ไม่มีท่าทาง เฉยๆ อย่างเช่นเอาว่ายายช่วยนะ พูดนิ่มๆ เบาๆ เฉยๆ นี่คือสิ่งที่หลวงพ่อถ่ายทอดให้ฟัง แล้วท่านก็เล่าให้ฟังว่าในช่วงที่ท่านหาพื้นที่สร้างวัดกับคุณยาย หลวงพ่อก็ไปหาคุณยาย ตอนนั้นยังไม่บวช หลวงพ่อก็พูดกับคุณยาย ยาย ผมอยากได้ที่ ติดน้ำติดถนน คุณยายก็ตอบเบาๆ ว่าค่ะ หลวงพ่อก็บอกไม่เห็นท่านนี่จะไปหาที่ตรงไหนเลย ท่านก็นั่งอยู่ตรงนั้นแหละ หาที่ในที่ แล้วหลวงพ่อก็บอกว่ายาย ได้ที่แล้วต้องมีเงินสร้างนะ คุณยายก็ตอบว่าค่ะ ยายเอาคนมาเยอะๆ นะ คุณยายก็ตอบว่าค่ะ ไม่มีลีลาเลย ท่านเฉยๆ ไม่มีท่าทาง คุณยายดูเรียบง่าย เฉยๆ เหมือนหลวงพ่อพูดกับพระประธาน แต่คำตอบของคุณยาย หลวงพ่อฟังทุกครั้ง มั่นใจทุกครั้ง แล้วก็สำเร็จทุกครั้ง เพราะฉะนั้นคุณยายนี่ธรรมดาไหม ไม่ธรรมดานะจะบอกให้ คุณยายจึงไม่ธรรมดา และหลวงพ่อก็ถามต่อว่ายาย จะสร้างโบสถ์เอาใหญ่ๆ นะ คุณยายก็ตอบว่าค่ะ แล้วแต่ท่าน ยายก็พูดแค่นี้แหละ ยาย เรายังไม่มีเงินสร้างนะ คุณยายก็บอกจ้า เดี๋ยวก็มา ท่านก็พูดแค่นี้ ไม่เห็นท่านพูดอะไรเลย และไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ท่านก็พูดอย่างนี้ หลวงพ่อเห็นท่าของคุณยาย เมื่อท่านพูดตอบหลวงพ่อเสร็จ ท่านก็นั่งตัวตรง หลังพิงอากาศ ขาดรู้ ดูกลาง แล้วก็นั่งตามเลย ตามคำพูดที่ท่านพูดนั่นแหละ ท่านทำอย่างนี้ทุกครั้งทีเดียว ฉะนั้นตรงจุดนี้พวกเราหลายๆ ท่าน หลวงพี่เห็นเวลาเดินกับหลวงพ่อนี่ เรามักจะขอพรหลวงพ่อนี่ ขอให้รวย ขอให้มีสมบัติมากมาย จริงๆ แล้วนี่ หากเราขอพรหลวงพ่อและทำเยี่ยงอย่างคุณยายนี่ นี่คือผังสำเร็จนะจะบอกให้ พึงขอหลวงพ่อ แล้วก็นั่งหลับตา อธิษฐานกลางกายให้ใจใสๆ เพราะเวลาใจใส สมบัติใหญ่ก็จะไหลมานะจ๊ะ หลวงพี่ก็ฝากไว้ อย่ามัวแต่ขออย่างเดียว ให้นั่งหลับตา และหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่าอุปนิสัยของคุณยาย ท่านยินดีก็ไม่ยินดี ยินร้ายก็ไม่ยินร้าย เห็นท่านเฉยๆ อย่างนั้นแหละ จะไม่พูดนิ่งๆ แล้วไม่มีปฏิกิริยาอะไร เรียบๆ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อขอยืนยันเลย ตั้งแต่คำแรก ตั้งแต่วันแรกและคำสุดท้ายของคุณยาย กระทั่งยายพูดไม่ได้ มองด้วยสายตา มองหลวงพ่อนี่ล้วนแต่มีถ้อยคำที่ไพเราะออกจากปากคุณยาย และสายตาที่อ่อนโยนที่มองหลวงพ่อตลอดเวลา ท่านก็อุปมาคำพูดที่คุณยายพูดกับท่าน คำพูดที่คุณยายพูดกับท่าน และสายตาที่คุณยายมองท่าน ท่านอุปมาเหมือนท้องฟ้านี่ ที่ดูอาการสั่นไหวของต้นไม้ ด้วยอาการนิ่ง สงบ ต้นไม้จะสั่นไหวก็สั่นไป แต่ท้องฟ้านิ่งตลอด แล้วยายก็เอ็นดูหลวงพ่อตั้งแต่เป็นเมล็ด และเฝ้าดูการเจริญเติบโตของต้นไม้ตลอดไป นั่นแหละคุณยาย ฉะนั้นตรงนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถ่ายทอดความรู้สึกในวาระวันคล้ายวันเกิดของคุณยายเมื่อวันที่ ๔ มกราคม หลวงพี่ฟังแล้วดี จึงนำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคน แล้วเมื่อพวกเราทุกคนทราบแล้วว่าคุณยายของพวกเราไม่ธรรมดา เป็นบุคคลที่มีอานุภาพและทรงพลัง เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงบอกว่าใครมาร่วมบุญ ใครมาร่วมงานกับคุณยายจึงได้บุญมากทีเดียว แล้วท่านก็บอกว่าที่ได้บุญมากเป็นอย่างไร ณ บริเวณเรือนทองของคุณยาย คุณยายท่านมาดูร่างของท่านทุกวัน ใครทำอะไร หรือเดินไปเดินมา หรือจะเป็นใครก็ตาม โดยธรรมชาติของคุณยาย ท่านจะมีธรรมชาติอยู่อย่างหนึ่งคือท่านจะกลั่นแก้ธาตุธรรมของทุกคน ท่านจะไม่ว่าอะไรเลย ท่านจะกลั่นแก้อย่างเดียว จะเอาพวกเราที่มาร่วมงานหรือมากราบท่าน มาบูชาท่าน มาซ้อนในกลางกายของท่าน ท่านทำวิชชาไปถึงไหน ก็แก้ไปถึงนั่นทีเดียว หลวงพ่อบอกพวกเราไม่รู้จักท่านว่าท่านทำอะไร แต่หลวงพ่อทราบว่าท่านทำอย่างนี้ ท่านจึงบอกว่ามหากรุณาอย่างนี้นี่จะไปหาได้ที่ไหน นี่คือธรรมชาติของคุณยายท่านชอบกลั่นแก้ เพียงแค่เรามานั่ง มากราบ มาบูชา มาขอพรท่าน ท่านจะกลั่นแก้โดยธรรมชาติของท่านทีเดียว หลวงพี่จึงถามท่านต่อว่าใครมาร่วมงานกับท่านนี่ ท่านจะแก้ให้หมดเลยใช่ไหมครับ พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงเมตตาตอบว่าใครอยู่ตรงนั้นมาร่วมงานท่าน แม้จะทำอะไรก็ตาม คุณยายท่านจะแก้ให้หมดทีเดียว ท่านจะดูว่าใครนั่งสมาธิ ท่านก็ชื่นใจ ถ้าไม่นั่งก็ไม่เป็นไร ท่านก็กลั่นแก้ให้ ถ้านั่งสมาธิก็แรงหน่อย เพราะเปิดใจรับ นั่งสมาธิก็แรงหน่อยเพราะเปิดใจรับ นั่งแล้วธาตุธรรมภายในตัวของเราจะแก่ขึ้นทุกๆ วัน นั่งแล้วธาตุธรรมของเราจะแก่ขึ้นทุกๆ วัน โดยที่เราไม่รู้ตัวเอง เพราะเรามานั่งต่อหน้าคุณยาย ท่านจะสะสางธาตุธรรมที่สกปรกของกิเลส ออกจากธาตุธรรมของเราไปเรื่อยๆ ให้ธาตุธรรมของเราเป็นธาตุล้วนๆ ธรรมล้วนๆ เหมือนทองที่ปนกับเศษหินเศษกรวดเศษทราย ท่านก็ล้างให้เหลือแต่ทองคำที่บริสุทธิ์ เศษหินเศษกรวดเศษทรายทิ้งหมดเลย ใครที่ต้องการมีธาตุธรรมแก่ๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อจึงแนะนำให้นั่งอยู่ ๒ ที่ด้วยกัน ๑. นั่งต่อหน้าหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๒. นั่งต่อหน้าคุณยายของเรา ณ บริเวณเรือนทองของคุณยายนี่เอง ถ้าพวกเราฟังแค่นี้นะ หลวงพี่ว่าเราจะต้องหาเวลาใน ๑ วัน จะมานั่งก็ได้ จะเดินมาก็ได้ จะมากราบท่านก็ได้ มาขอพร มาบูชาท่าน ทำอย่างไรก็ได้ ท่านก็กลั่นแก้หมด อย่างนี้ไม่เอาหรือ หลวงพี่ก็ถามพวกเรา ก็แล้วแต่พวกเรา แล้วหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่าในสมัยหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านสั่งให้คุณยายทองสุก เวลาไปเผยแผ่ธรรมะแถบภาคตะวันออก มันจะมีพวกยาสั่ง ยาเบื่อ ไอ้พวกวิชชาต่างๆ เยอะแยะทีเดียว พวกมิจฉาทิฐิก็เยอะมาก หลวงพ่อวัดปากน้ำก็สั่งคุณยายทองสุกว่าให้ไปกลั่นแก้เสีย ให้ไปกลั่นแก้เสีย ให้เหลือแต่ธาตุธรรมที่บริสุทธิ์ ที่มนุษย์ไม่เบียดเบียนกัน คุณยายทองสุกไปที่ไหนก็กลั่นแก้หมดทีเดียว วิชชามันก็จางลงไป ฉะนั้นหลวงพ่อจึงบอกว่าโดยธรรมชาติของคุณยายและหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านก็อยากจะกลั่นแก้ให้กับทุกๆ คน ใครก็ตาม ธาตุธรรมอะไรก็ตาม ที่ผ่านมาข่ายญาณทัสสนะของท่าน หลวงพ่อวัดปากน้ำและคุณยายจะกลั่นแก้ให้หมดทีเดียว แล้วเราไปอยู่ใกล้ๆ ท่านซิ เราก็จะมีธาตุธรรมที่สะอาดมาก อยู่ใกล้ภูเขาทอง ปีกและหางย่อมจะเป็นทองคำด้วย ท่านบอกเอาเถอะ เชื่อเถอะ เหล็กอ่อนเวลาเข้าใกล้แม่เหล็ก สักวันหนึ่งจะเป็นแม่เหล็กแน่นอน ท่านก็บอกว่าให้ไปนั่งใกล้ๆ คุณยายซิ คุณยายท่านจะยกใจเราให้สูงขึ้น ยกใจเราให้สูงขึ้น พอใจสูงขึ้น เราจะคิด พูด ทำ ก็เป็นบุญล้วนๆ ทีเดียว และเวลาเรามาสร้างบุญกับคุณยาย เรามานั่งสมาธิ เรามาร่วมบุญ บุญมันจะไปไหน มันก็จะผ่านตัวของเรา โดยคุณยายจะซ้อนในกลางกายของเรา แล้วก็เป็นทางผ่านของบุญที่กลางใจของเรา หลวงพ่อก็บอกว่าไปคิดดูให้ดี ใครทำ ไม่เต็มใจทำ ก็ไปคิดดูให้ดี จังหวะที่จะได้บุญเต็มที่นี่นะ ถ้าครึ่งใจรับ ก็ไดครึ่งหนึ่ง ถ้าค่อนใจรับ ก็ได้ค่อนหนึ่ง แต่ถ้าเต็มใจรับ จะได้เต็มทีเดียว จะเอาแบบไหนก็ไปเลือกเอง ใครจะเอาครึ่งค่อนใจ เต็มใจ ก็ไปเลือกเอง แล้วหลวงพี่ก็ถามหลวงพ่อว่าทุกคนที่มาร่วมงานได้บุญหมดทุกคนใช่ไหมครับ แม้นั่งบ้าง เดินบ้าง หลับบ้าง ตื่นบ้าง อยากถามเป็นกำลังใจเพราะว่าหลายๆ คนก็นั่งบ้าง เดินบ้าง หลับบ้าง แล้วก็ตื่นบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่าหมดทุกคนเลย ระหว่างสังขารยายยังอยู่นี่ จะเอาอะไรก็เอาซะ ท่านจึงบอกเป็นนัยยะว่าเศรษฐีชี้หนูตายเขาพูดเพียงครั้งเดียวไม่มีสอง ไม่มีสาม เศรษฐีพูดว่าใครเอาหนูตายไปวันนี้จะเป็นเศรษฐีใหญ่ แล้วหลวงพ่อก็บอกว่ายายมีบุญมาก คุณยายของเรามีบุญมากนี่ ท่านก็พูดเพียงครั้งเดียว เราต้องดูนัยยะของท่านว่าท่านพูดอย่างไร ฉะนั้นท่านจึงเสียดายจังหวะบุญที่มาให้ถึงขนาดนี้แล้วนี่ คุณยายท่านแล้วแต่เรา ร่างท่านนี่ พระนิพพานนี่ ถอดกาย ไม่ถอดกาย อาศัยปราบกิเลสมาหมดแล้วนะ เพราะฉะนั้นเราจะตักตวงบุญกับคุณยาย จะทำแค่ไหนมันแล้วแต่เรา เพราะท่านก็อยู่ที่เรือนทองของท่านตลอดเวลา แล้วท่านก็ส่องดูลูกหลานท่านว่าใครมาบ้าง ถ้าใครมา ท่านก็กลั่นแก้ ถ้าใครไม่มา ท่านก็เฉยๆ บุคคลที่ฉลาดในการหาบุญก็ต้องมาร่วมงานคุณยายไม่ขาดเลย เพราะสร้างบุญคุณยายได้ที่เรา เอาบุญคุณยายนี่บุญมหาศาล หลวงพ่อบอกว่าลูกๆ ที่ไม่ได้มาร่วมงานคุณยาย ฟังให้ดีนะ ลูกๆ ที่ไม่ได้มาร่วมงานกับคุณยายทุกๆ วันเพราะต่างไม่รู้คุณค่าของคุณยาย ว่าคุณยายคืออู่แห่งทะเลบุญ จึงมาร่วมงานกันน้อย หลวงพี่ก็ถามท่านว่าจริงๆ เขาก็อยากจะมาร่วมงานแต่เขาอาจจะไม่ว่าง (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ใจของเขานี่โดนกิเลสมันตรึงไว้กับที่นอน หมอน มุ้ง ลุกขึ้นจากที่นอนไม่ได้ แน่นเลย เวลานั่งก็นั่งแน่นเลย เวลานอนก็นิ่ง แน่นที่เตียงนอนเลย แต่ถ้าใครลุกขึ้นมาได้นะ แสดงว่ามีบุญเยอะมาก มารจึงบังคับบัญชาไม่ได้ แล้วท่านก็พูดต่อว่าแปลก หลวงพ่อเรียกเรือนทองของคุณยายว่าเรือนทองของคุณยาย แต่ธรรมดา แต่ทำไมเทวดาที่มาร่วมงานคุณยายทุกวันเลย กลับไม่เรียกว่าเรือนทองของคุณยาย แต่เรียกว่าปราสาททอง หลวงพ่อยังบอกว่าเทวดาเขาจึงรู้ว่าปราสาททองของคุณยาย ที่เรียกอย่างนั้นเพราะคุณยายท่านมีบุญมาก ท่านเป็นอู่แห่งทะเลบุญ เทวดาจึงเรียกเรือนทองคุณยายว่าปราสาททอง แล้วหลวงพ่อก็บอกว่าใครมาร่วมงานคุณยาย มาแล้วชอบนั่งหลับตาทำภาวนา จะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา เทวดาก็อยากเข้าใกล้ ไม่มีเทวดาคนไหนรังเกียจ มีแต่ชอบบุคคลที่นั่งหลับตาเจริญภาวนา บุคคลใดที่นั่งหลับตาเทวดา นั่งหลับตาเจริญภาวนาอยู่เนืองนิจ เทวดาจะลงปกปักษ์ดูแลรักษาทีเดียว หลวงพี่จึงถามหลวงพ่อว่าดินแดนวัดพระธรรมกายนี่ก็มีเทวดาเยอะซิครับ ท่านก็ตอบให้มีความ ตั้งใจว่าเทวดาก็มีมาก เยอะมากทีเดียว และก็เป็นจุดที่สว่างที่สุดในโลกด้วย ท่านก็เลยอธิบายเพิ่มเติมว่าที่เป็นจุดที่สว่างที่สุดในโลกก็เพราะว่าหากเราลองขึ้นไปนั่งบนพระนิพพาน แล้วมองสอดญาณลงมาดูในภพ ๓ เราจะเห็นจุดที่สว่างที่สุดในภพ ๓ จุดที่สว่างที่สุดก็คือวัดพระธรรมกาย ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เพราะดินแดนวัดพระธรรมกายมีบุคคลที่เข้าถึงพระธรรมกาย จึงอยู่ในสายตาของพระนิพพานตลอดเวลา หลวงพ่อจึงบอกว่าบุคคลใดก็ตามที่อยากเป็นที่รักของเทวดา จะต้องรีบเอากายมนุษย์มานั่งสมาธิปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย เราจะมีความสุข ความสมหวังในชีวิตตลอดกาล ดังคำสอนของคุณยายว่าเวลาคุณยายสอนชาวโลกทั่วๆ ไป เวลาสร้างบุญเสร็จ คุณยายมักจะสอนให้นั่งอธิษฐาน ให้ได้สมบัติเยอะๆ จะได้ไม่อดไม่อยาก ไม่เดือดร้อน แต่คุณยายบอกว่าถ้าสำหรับนักสร้างบารมีอย่างเช่นพวกเราทุกๆ คน เราจะต้องอธิษฐานให้เราสร้างบุญให้ได้วิชชาธรรมกายที่สะอาดบริสุทธิ์ ให้ได้วิชชาที่บริสุทธิ์ที่สุด เพราะเมื่อได้วิชชาที่บริสุทธิ์ที่สุดจะเป็นทางมาของทุกสิ่งทุกอย่างนะจะบอกให้ หลวงพ่อจึงเมตตาเล่าให้ฟังว่านั่งธรรมะแล้วดีอย่างไร ที่พูดเรื่องการปฏิบัติธรรมในวันนี้นี่ ก็อยากจะเชิญชวนพวกเรา ครั้งหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านเจอะเจอพวกเราถามคำถามท่านเรื่อยทีเดียว ถามท่านว่าหลวงพ่อคะ หลวงพ่อครับ เมตตาเลื่อนวันประชุมร่างคุณยายออกไปก่อน ลูกๆ จะได้มีโอกาสมานั่งธรรมะกับคุณยาย ลูกๆ จะได้อยู่กับคุณยายนานๆ แต่ท่านพูดอยู่คำหนึ่งว่าลูกๆ เอาใจของลูกๆ มารวมไว้ที่คุณยายแล้วหรือยัง เราเอาใจของเรามารวมไว้ที่คุณยายแล้วหรือยัง ถ้าพวกเราทุกคนเอาใจทุกดวงมารวมที่คุณยาย เราไม่ต้องขอหรอก ท่านให้อยู่แล้ว แต่นี่เราขอ แต่เราไม่ได้ทำอย่างที่เราขอ ถ้าเราเอาใจเรามารวมที่คุณยาย ณ สถานที่แห่งนี้นี่ ท่านอนุญาตแน่นอน ท่านจึงบอกนั่งธรรมะต่อหน้าคุณยายดีอย่างไร เพราะนั่งแล้วนี่ จิตมันก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ธาตุธรรมเราก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น บารมีเราก็แก่มากขึ้น มันก็จะเข้าใกล้แหล่งแห่งความบริสุทธิ์มากขึ้นทีเดียว สิ่งที่บริสุทธิ์ มันจะดึงดูดเข้ามาหากัน ปัจจุบันที่เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ปัจจุบันที่เราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเพราะกิเลสมันห่อหุ้มใจของเราไว้ มันจึงขวางเราหมดเลย ทำให้เราเจอะเจอแต่อุปสรรค แล้วหลวงพ่อก็เมตตาแนะนำว่าหากเราเจอะเจออุปสรรค ชีวิตเรามีความทุกข์ ความกังวล มีวิธีการแก้เพียงวิธีการเดียวคือเราจะต้องเอาใจมาหยุดมานิ่ง นิ่งเข้าไปสู่เส้นทางสายกลาง ให้ดวงธรรมใสๆ ผุดซ้อน องค์พรผุดซ้อนขึ้นมานี่ แล้วท่านก็จะกลั่นแก้ไข เติมบุญให้เรา แล้วก็เก็บสิ่งที่ไม่ดีออกจากใจของเราไปเรื่อยๆ ธาตุธรรมของเราก็จะสะอาดมากขึ้น พอสะอาดมากขึ้นปุ๊บ จะคิด จะพูด จะทำอะไรก็สำเร็จสมความปรารถนาทุกประการ แล้วยิ่งมานั่งต่อหน้าคุณยาย ท่านจะลงซ้อนในกลางกายของเรา แล้วก็กลั่นแก้เก็บให้หมดทีเดียว ธาตุธรรมเราก็จะสะอาดขึ้นตามลำดับ หลวงพ่อก็พูดเติมว่าจะเอาบุญกับยาย ต้องรีบเอาตอนนี้นะ ช่วงจังหวะที่ยายยังอยู่มีอะไรก็ขอยายเถอะ แล้วจะสำเร็จ แล้วหลวงพ่อก็เล่าให้ฟังว่าที่มันเป็นเช่นนั้นนี่ ถ้ามันยังไม่สำเร็จ เพราะกิเลสมันบังคับใจเราให้คิดกับบุคคลอื่นที่ทำลายเรา เปลี่ยนจากคู่แข่งเป็นคู่แค้น ใจมันก็เลยวนเวียนอยู่กับกระแสกิเลส กิเลสก็เลยบังคับบัญชาเราที่กลางใจให้ทะเลาะกันเอง เหมือนจิ้งหรีด ๒ ตัวเอามาปั่นหัวให้กัดกันอย่างนั้น แล้วท่านก็บอกว่าถ้าเราโดนกิเลสจับมาปั่นหัวอย่างนี้ เราจะยอมไหม หลวงพี่ก็บอกไม่ยอม เมื่อไม่ยอมทำอย่างไร ไม่ยอมต้องหยุด ไม่หยุดนั่นแหละยอม ไม่ยอมนั่นต้องหยุด ไม่หยุดนั่นแหละคือยอม หยุดที่ตรงไหน ก็หยุดที่ต้นทางที่ถูกต้อง อย่าหยุดผิดที่ อยู่ที่กลางใจใสๆ พอหยุดปุ๊บ จิตของเราจะบริสุทธิ์มากขึ้น บริสุทธิ์มากขึ้นไปตามลำดับ พอบริสุทธิ์มากขึ้น ใจของเราจะฟ่องเบาขึ้น ใจของเราจะละเอียดขึ้นไปตามลำดับ แล้วมันแปลก โลกภายนอกของที่หนัก มันยิ่งหนัก ของที่แน่น มันยิ่งหนัก แต่โลกภายใน เวลามันแน่น มันยิ่งฟ่องเบา นี่เป็นสิ่งที่อยากฝากพวกเราว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเน้นเรื่องการปฏิบัติธรรม ก็อยากจะให้พวกเราทุกคนฟังที่หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟัง แล้วก็ลองตั้งใจทำดูก็แล้วกัน แล้วท่านก็บอกต่อไปว่าเราจะมีชีวิตอยู่ทำไมถ้าไม่นั่งสมาธิ เราจะมีชีวิตอยู่ทำไม ถ้าไม่ฝึกใจไม่หยุด ถ้ามีไว้เพื่อจะหยุด ถ้าไม่มีไว้เพื่อจะหยุด จะมีชีวิตอยู่ทำไม เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำอย่างหลวงพ่อก็คือมีใจไว้ให้หยุด เป็นวิธีที่จะทำให้เกิดกำลังใจ มีเพียงวิธีการเดียวคือนั่งขัดสมาธิ ตังตั้ง หลังพิงอากาศ ขาดรู้ให้ได้ มีเพียงวิธีการอย่างนี้ จึงอยากจะฝากพวกเราทุกๆ คน แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกไว้ว่ากายมนุษย์นี่สำคัญ จะเป็นอุปการะที่จะให้เราเข้าถึงพระธรรมกายได้ แล้วท่านก็พูดต่อว่าชีวิตปั้นปลายของท่านนี่ ท่านอยากอยู่แวดวงด้วยธรรมกาย เพราะเมื่อท่านอยู่แวดล้อมด้วยธรรมกาย จะมีความปีติยิ่งกว่าอยู่ในกลางกองเพชรพลอย เหมือนบุคคลที่อยู่ในกลางผู้มีฤทธิ์ มีอภิญญานี่ หากท่านอยู่กับลูกๆ ที่มีฤทธิ์ มีอภิญญานี่ เหมือนดวงจันทร์ห้อมล้อมด้วยดวงดาวนี่ เป็นความปรารถนาที่สูงสุดของหลวงพ่อทีเดียว ฉะนั้นความตั้งใจในตรงนี้ก่อนที่ท่านจะไปหลับตาทำวิชชานี่ ท่านก็อยากจะฝึกลูกๆ ทุกๆ คนให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะท่านบอกว่าพระธรรมกายก็อยู่ในกลางตัวพวกเราทุกๆ คน การที่จะสูญเสียโอกาสที่ดีและสำคัญที่สุดในโลกของเราเอง ท่านบอกว่ามนุษย์ทุกๆ คนเมื่อเกิดมาแล้วไม่เอากายมนุษย์ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย แล้วเมื่อตายไปก็เสียชาติเกิด นี้เป็นการสูญเสียโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาไป หลวงพ่อจึงอยากฝากพวกเราให้เอากายมนุษย์ปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกาย เพราะวิชชาธรรมกายเขาก็ set ผัง set โปรแกรม ตั้งผังสำเร็จอยู่แล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าผู้รู้ภายในเขาก็ตั้งอยู่แล้วที่จะรอเราทุกๆ คนเอาใจไปหยุดไว้ที่กลางกายอย่างนิ่งๆ สบายๆ เพียงแต่เราจะเอาใจมาหยุดมานิ่งหรือเปล่า แต่ผู้รู้ภายในเขาใจจรดจ่อรอเวลาที่เราจะเอาใจมาหยุดอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นตอนนี้โอกาสที่เราจะสูญเสียไปนี่ เมื่อเราเกิดมาเป็นมนุษย์ และเราทำให้เข้าถึงพระธรรมกายไม่ได้นี่ เป็นโอกาสที่สูญเสียที่สำคัญที่สุดในชีวิต จึงอยากฝากพวกเรา แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าพวกเราอย่านึกว่าพวกเราบุญน้อยนะที่มานั่งที่เรือนทองของคุณยาย ถ้าบุญน้อย มารวมที่นี่ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะที่นี่คือบ้านที่แท้จริงที่ไว้สำหรับสร้างบารมี ไอ้ที่บ้านที่เราเกิด เขาเรียกว่าบ้านเกิด ไอ้นี่เขาเรียกว่าบ้านอยู่ อยู่ไว้สร้างบารมีปราบกิเลส เพราะเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราจะได้ลุยสร้างปราบกิเลสในตัวเราอย่างเดียว หลวงพ่อจึงฝากสิ่งๆ หนึ่งที่พวกเราทุกคนได้ยินได้ฟังทุกวันอาทิตย์ทีเดียวว่าชาวโลกและสรรพสัตว์ต่างรอคอยความช่วยเหลือของเราอยู่ เขาคอยอะไร เขาก็คอยพวกเราเข้าถึงธรรม แล้วก็ไปโปรดเขาให้เข้าถึงธรรม คอยให้เราไปปราบกิเลสในกลางใจเขา จะได้พ้นจากบ่าวจากทาสของพญามาร เขาคอยอยู่อย่างนี้แหละ แล้วเราจะให้เขาคอยฟรีได้อย่างไร เพราะมนุษย์ในโลกนี้นี่ต่างไม่รู้ว่าในกลางตัวเขามีพระธรรมกายอยู่ เขาจึงไม่ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย จึงสูญเสียโอกาสที่ดีไป แต่พวกเราทุกคนนี่รู้ และมีโอกาสเข้าถึงพระธรรมกาย ทำไม เพราะพวกเราเข้าถึงพระธรรมกายมาหลายภพหลายชาติแล้ว แต่ชาตินี้มาทำต่อ ทำต่อนั้น ท่านบอกว่าเขามีผังสำเร็จที่จะให้เราเข้าถึงพระธรรมกายอยู่แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องทำให้ถูกหลักวิชา เราต้องนั่งธรรมะทุกๆ วัน แล้วเมื่อเรานั่งธรรมะทุกวัน เราเข้าถึงพระธรรมกาย เวลาเรากลับไปบนวิมานของเรานี่ จะเต็มเปี่ยมไปด้วยบุญบารมี เราจะได้ไม่นั่งต่อท้ายแถวเขา ฉะนั้นตรงนี้หลวงพี่จึงย้ำพวกเราทุกๆ คน เมื่อกี้ก่อนจะขึ้นมาแสดงธรรมนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็บอกว่าอยากให้ท่านพูด ชวนคนให้เขารู้ว่าคุณยายนี่ท่านมีพระคุณ มีคุณธรรมขนาดไหน และให้รู้ถึงวิชชาธรรมกายมีค่าขนาดไหน ซึ่งพวกเราทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าวิชชาธรรมกาย การที่พวกเราทุกคนมาถึงวันนี้ได้นี่มีบุญมากทีเดียว เมื่อ ๒-๓ วันก่อน ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเห็นสุขภาพของท่านนี่ ถ้าท่านเจอะเจอคุณยายตั้งแต่ปี ๐๗ ที่ท่านรู้ว่าท่านเกิดมาทำไม และรู้หน้าที่ที่แท้จริง ถ้าหากท่านทำวิชชาตั้งแต่วันนั้นนี่นะ วันนี้ท่านก็สบายแล้ว ก็มีหลวงพี่ก็บอกว่าหากหลวงพ่อนี่ทำวิชชาตั้งแต่ปี ๐๗ แล้วพวกผมจะมาถึงหลวงพ่อได้อย่างไร หลวงพ่อก็ตอบว่าต้องมา เพราะว่าเราต้องเกิดมาในชาตินี้ และต้องมาถึงหลวงพ่ออย่างนี้ ไม่มาไม่ได้ มาแล้วจะต้องมาทำหน้าที่ที่แท้จริง มาแล้วต้องมาทำหน้าที่ที่แท้จริง มานั่งหลับตาให้เข้าถึงพระธรรมกายทุกๆ คน ฉะนั้นเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเรามา เรามีหน้าที่ที่เกิดมาอย่างนี้ แล้วเราต้องมาเพื่อให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้รู้หน้าที่ที่แท้จริง แล้วจะได้ทำธรรมะที่เราเข้าถึงนี่ ไปเผยแผ่ชาวโลกนี่ เราจะได้ทำตรงนี้ให้สำเร็จโดยเร็ววัน เราจะได้ไม่ ถึงวันที่เราแก่ เราเจ็บ และตายจากไป และมานึกเสียดายเมื่อเราย้อนหลังไป ฉะนั้นหลวงพี่จึงฝากพวกเราว่าคุณยายท่านก็อยู่ที่เรือนทองหรือปราสาททองของท่านทุกวัน ท่านก็จะส่องดูว่าลูกหลานมีใครมาบ้าง หากว่ามาทุกวัน ท่านก็กลั่นแก้ให้ เติมบุญให้ แล้วยิ่งใครนั่งสมาธิ ใจใสๆ อย่างนี้ทุกวัน บุญบารมี ธาตุธรรมเราก็แก่มากขึ้น เราลองนึกตรองดูว่าอย่างนี้เราจะหาได้ที่ไหน เราลองนึกดูว่าสิ่งที่ดีอย่างนี้ ที่เรานั่งต่อหน้าคุณยาย ท่านกลั่นแก้ธาตุธรรมเราทุกๆ วัน และเรามานั่ง ธาตุธรรมเราบริสุทธิ์ขึ้น บารมีเราแก่ขึ้น เราไม่เอา ก็ไปคิดดู หลวงพี่จึงอยากฝากพวกเราทุกๆ วันว่า ขอเชิญชวนพวกเรามานั่งสมาธิต่อหน้าคุณยายทุกๆ วัน วันนี้ก็อยากให้พวกเราทุกคนมีเวลาในการหลับตากับคุณยาย ขอเรียนเชิญพวกเราทุกคนนั่งหลับนิ่งๆ ใสๆ เอาบุญกับคุณยายกันทุกๆ คนเลยนะ เราก็นั่งนิ่งๆ เบาๆ นึกน้อมคุณยายไว้ที่กลางกายของเราทุกๆ คน นึกด้วยใจที่สบาย นึกด้วยใจที่บริสุทธิ์ นึกด้วยใจที่ผ่องใส นิ่งๆ เบาๆ หยุดเบาๆ แตะใจนิ่งๆ เบาๆ ที่กลางกายของเราทุกๆ คนนะ ทำใจให้สบาย ทำใจให้มีความสุข ให้ใจว่างๆ ให้ใจโล่งๆ โปร่งเบา สบาย นิ่งๆ นึกน้อมใจของเรา แตะนิ่งๆ ที่กลางใจของเรา นึกถึงคุณยายในกลางกาย นึกให้ชัด ใส สว่าง นึกเอาความเมตตาคุณยาย กลั่นแก้ไขเติมบุญเรา ให้ธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ภายในของเราสะอาด บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ขอคุณยายเมตตาแก้ไขเก็บวิบัติ บาปศักดิ์สิทธิ์ สิ่งไม่ดีที่เราเคยผิดพลาดล่วงเกินด้วยความไม่รู้ ที่เราคิดแล้วไม่สบายใจ เราพูดแล้วไม่สบายใจ เราฟังคนอื่นพูดแล้วก็ไม่สบายใจ เรานึก เราทำสิ่งไหนแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ก็ขอความเมตตาคุณยายแก้ไขเก็บให้หมดทีเดียว แล้วขอความเมตตาท่านเติมบุญ เติมความบริสุทธิ์ เติมนักรบแห่งกองทัพธรรม นักสร้างบารมี เติมความรู้สึกให้พวกเราทุกคนคิด พูด ทำสิ่งใด ให้สำเร็จสมความปรารถนาทุกประการ ให้กาย วาจา ใจ เราสะอาดบริสุทธิ์ ผ่องใส ให้เราได้วิชชาที่บริสุทธิ์ ให้เรามีความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ให้เรามีดวงบุญที่สว่างไสว ให้เราได้สร้างบารมีติดตามคุณยายไปทุกภพทุกชาติตราบถึงที่สุดแห่งธรรมทีเดียว เราก็นิ่งๆ ใสๆ นึกเบาๆ อธิษฐานเบาๆ ในกลางกายกลางใจกันทุกๆ คน สัพเพ…. หน้า PAGE 15 440118FW-AAT