ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายสันโดษ มักน้อย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระวิษณุ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเถรานุเถระที่มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรอุบาสก อุบาสิกา และสาธุชนลูกหลานยายทุกคน (สาธุ) นับเป็นเวลา ๒ เดือนเศษ ที่พวกเราลูกหลานยายทุกคนได้มาร่วมบำเพ็ญกุศล ฟังสวดพระอภิธรรมและฟังการบรรยายธรรมเกี่ยวกับคุณธรรมของคุณยายอาจารย์ อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในแง่มุมต่างๆ ที่พระอาจารย์แต่ละท่านได้นำมาเล่าสู่กันฟัง จากประสบการณ์ที่ได้พบได้เห็น ได้ยินได้ฟัง ก็นำมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกคนได้ฟังกัน เมื่อฟังแล้วหลวงพี่เองอยากให้ทุกท่านได้นำไปพิจารณา แล้วนำไปปฏิบัติคุณธรรมของคุณยายที่เราได้ยินได้ฟัง จะได้เป็นการปฏิบัติบูชาให้กับคุณยายอีกชั้นหนึ่ง ได้ฟังแล้วก็นำไปปฏิบัติ เป็นปฏิบัติบูชา ไม่ใช่ฟังเอาแค่สนุก หรือเอาฟังแค่ประทับใจ แล้วก็ผ่านเลยไป ๒ เดือนเศษที่เราได้ยินได้ฟัง ประมวลกันแล้วนี่ถึงคุณธรรมที่ปฏิบัติได้จริง แล้วได้ผลจริง ถ้าเราได้นำไปปฏิบัติก็จะได้ผล อย่างที่คุณยายท่านทำไว้ให้พวกเราได้ดู วันนี้หลวงพี่ก็จะขอนำคุณธรรมของคุณยายที่โดดเด่นอีกข้อหนึ่งมาเล่าให้พวกเราฟัง คุณธรรมข้อนี้ทำให้คุณยายมีธรรมะที่ละเอียด ละเอียดมากๆ สามารถค้นธรรมะ ทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเอ่ยปากว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง คุณธรรมข้อนั้นก็คือคุณยายท่านไม่ติดในสมบัติ ติดในวัตถุภายนอก ไม่ว่าจะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ คุณยายท่านไม่ติดเลย คุณยายท่านจะติดธรรมะละเอียดอยู่ภายใน คุณยายท่านไม่มีเครื่องกังวล ไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง เพราะงั้นใจของคุณยายจะอยู่กับองค์พระธรรมกายภายในอยู่ตลอดเวลา หลวงพี่เคยได้ยินจากปากคุณยายท่านพูดให้ฟังว่า เวลาคุณยายขึ้นกุฏินั่งสมาธิปฏิบัติธรรมแล้วนี่ ยายจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่อง ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้างนอกนี่ทิ้งหมด เข้ากุฏิแล้วก็เอาใจเข้ากลางอย่างเดียว เอาแต่ธรรมะภายในอย่างเดียว เรื่องข้างนอกทิ้งหมด เพราะงั้นธรรมะของยายจึงละเอียด ชัดเจน ถูกต้อง แล้วก็แม่นยำ จนคุณยายท่านได้เป็นหัวหน้าเวรในการทำวิชชากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พูดถึงคุณธรรมคุณยายที่บอกว่าคุณยายท่านไม่ติดในวัตถุสมบัติภายนอก ถ้าเราลองสืบประวัติกลับไปดู ตั้งแต่สมัยที่คุณยายท่านเป็นฆราวาส หลังจากที่คุณพ่อสิ้นไป คุณยายก็ตั้งใจที่จะไปแสวงหาธรรมะ จะไปขอขมาพ่อในสัมปรายภพ มีความมุ่งมั่น มีความตั้งใจ พอได้โอกาสได้เวลา ท่านได้มอบสมบัติ ทรัพย์สินเงินทอง แม้กระทั่งที่ดินให้กับญาติพี่น้อง ไม่ติดใจ ไม่อาลัยในสมบัติเลย มอบให้แล้วก็ออกจากบ้านด้วยหัวใจที่เด็ดเดี่ยว หัวใจที่เข้มแข็ง แค่เราได้ยินได้ฟังแค่นี้ เราลองนึกดูว่าผู้หญิงตัวคนเดียว รูปร่างผอมบาง ผิวคล้ำๆ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ไม่ติดในสมบัติเลย ไม่ได้ห่วงว่าอนาคตจะเป็นยังไง ไม่ได้กังวลถึงอนาคตว่าจะเป็นยังไง รู้อย่างเดียวว่าเราจะต้องไปเรียนธรรมะ ไปช่วยพ่อ ไปขอขมาพ่อให้ได้ คิดอยู่แค่นั้นเอง ไม่ติดในสมบัติภายนอกเลย เมื่อได้ไปปฏิบัติธรรมที่วัดปากน้ำ ได้เข้าไปทำวิชชากับหลวงพ่อ วันที่ไปอยู่วัดปากน้ำนั้น เขาเอาเตียงขาหัก ซึ่งไม่มีใครเขาใช้แล้ว เตียงชำรุด เตียงขาหัก ไม่มีใครใช้นี่ เอามาให้ยาย แล้วก็ยังมีของแถมติดมาด้วย ก็คือตัวเรือดแถมมากับเตียง จำนวนหลายสิบหลายร้อยตัว มุ้งก็เป็นมุ้งเก่าๆ มีรอยโหว่ รอยรูขาด กันยุงไม่ได้ แล้วก็มีของแถมมาให้อีกเช่นเดียวกัน ก็คือกลิ่นสาปๆ กลิ่นเก่าๆ คุณยายท่านก็รับมาด้วยหัวใจที่ปกติ ด้วยดวงใจที่ปกติ เฉยๆ คือยายไม่ติดสมบัติ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ได้อะไรมาก็ใช้อย่างนั้น คุณยายก็เอาเตียงมาซ่อม มาทำความสะอาด ขัดถูสะอาดเสียสะอาด ส่วนของแถมตัวเรือดที่แถมมาให้นี่ ตกกลางคืนคุณยายก็จับ รุ่งเช้าก็เอาไปปล่อย ทำแบบนี้ทุกวันทุกคืน จนกระทั่งตัวเรือดนั้นหมด หมดไป ชิตังเม สร้างบารมีต่อไป การสร้างบารมีต้องอดทน ลำบากก็ต้องอดทน อดทนเพื่อสร้างบารมี ส่วนมุ้งที่ได้มาคุณยายก็เอามาซัก ไม่ทราบพวกเราเคยซักมุ้งกันบ้างหรือเปล่า สมัยนี้อยู่มุ้งลวดกัน คงไม่เคย คงไม่เคยซักมุ้งกันมั๊ง สมัยเด็กๆ หลวงพี่เจอโยมแม่นี่ซักมุ้ง หลวงพี่ก็ช่วยท่านซัก ซักมุ้งนี่ถ้าจะให้สะอาดนี่นะ จะต้องทำไงรู้ไหม จะต้องใส่กะทะต้ม ต้มน้ำให้เดือดแล้วเอามุ้งใส่เข้าไป แล้วก็เอาสบู่ซันไลท์สมัยก่อนเป็นก้อนๆ เอามาหั่นเป็นชิ้น เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็ใส่เข้าไปในน้ำ แล้วก็พอน้ำเดือดก็เอามุ้งใส่เข้าไปแล้ว แล้วก็ต้ม สมัยนี้คง คงไม่เคยเห็นล่ะมั๊ง เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จัก พอต้มเสร็จก็เอาไปซัก ซักเสร็จก็ต้องเอาไปตาก ตากมุ้งนี่ยากนะ จะต้องขึงเชือด เหมือนกับกางมุ้งเอาไว้อยู่กลางแจ้ง วันไหนที่แดดจัดๆ ก็ โยมแม่ก็จะซักมุ้งแล้ว ดูฟ้าดูฝน แดดร้อนๆ ดีก็ซักมุ้ง คุณยายก็คงเช่นเดียวกัน ซักมุ้ง ซักจนกระทั่งสะอาด สะอาดจนคุณพิสูจน์ได้ แล้วก็สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนๆ ที่อยู่ด้วยกัน จัดรายการท้าพิสูจน์ เพื่อนที่อยู่กับคุณยาย ทุกคนก็จะมารวมกันที่เตียง ที่มุ้งคุณยายท้าพิสูจน์ถึงสิ่งอัศจรรย์ที่ได้เกิดขึ้นจากเตียงเก่าๆ ขาหัก มุ้งขาดๆ คุณยายเอามาปะ เอามาซัก ซักเสียจนสะอาด สะอาดจริงๆ สะอาดจนคุณพิสูจน์ได้ คุณยายท่านไม่ติดในสมบัติ ยินดีในสมบัติที่ได้มา ได้อะไรมาก็ทำให้ดีแล้วคุณยายก็ใช้ ใช้จนกระทั่งถึงที่สุด เวลาคุณยายไปทานข้าวที่โรงครัว เนื่องจากคุณยายเป็นคนรูปร่างเล็ก ผอม ผิวคล้ำ คนทั่วไปก็คิดว่าคุณยายเป็นวัณโรค คนเขาก็ตั้งแง่รังเกียจ แล้วยายจะมาทานข้าวด้วย ไปถึงโรงครัว คนที่ตากอาหารให้ก็แสดงกิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมกับคุณยาย คุณยายก็เฉยๆ ปกติ แล้วก็สอนตัวเองว่าเราทานข้าวของหลวงพ่อ ไม่ได้ทานข้าวของใคร แล้วคุณยายท่านก็มีอะไรกิน ก็กินไป อร่อยหรือไม่อร่อย ไม่รู้ รู้แต่ว่ากินเพื่อให้มีกำลัง มีกำลังที่จะไปนั่งธรรมะ มีกำลังที่จะไปค้นวิชชา มีกำลังที่จะไปทำวิชชากับหลวงพ่อให้ได้ แค่นั้นเอง อร่อยหรือไม่อร่อยนี่ ไม่รู้เลย คุณยายไม่เอาเรื่องจุกจิกหยุมหยิมเหล่านี้มาเป็นอารมณ์ มุ่งเป้าหมายอย่างเดียวคือไปให้ถึงที่สุดของธรรมะ ค้นธรรมะให้เชี่ยวชาญ ตอบหลวงพ่อให้ได้ คิดอยู่แค่นั้นเอง ญาณทัสสนะของคุณยายจึงแม่นยำมาก ถูกต้อง ชัดเจน หลวงพ่อวัดปากน้ำถามอะไรมา ตอบได้หมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมะ จะเป็นเรื่องละเอียด เรื่องทำวิชชา ตอบได้หมดเลย ยกเว้นมีอยู่คำถามหนึ่ง คุณยายตอบไม่ได้ หลวงพ่อถามว่าปลาสลิดอร่อยตรงไหน คุณยายตอบไม่ได้ เพราะคุณยายเวลาทานอาหาร คุณยายคิดอย่างที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังว่ากินให้มีกำลังแค่นั้นเอง อร่อยหรือไม่อร่อยก็ไม่รู้ กินเพื่อให้มีกำลัง มีชีวิตอยู่เพื่อไปปฏิบัติธรรม คุณยายตอบไม่ได้ หลวงพ่อท่านถามมา พอถึงคุณยายอึกอักๆ ท่านก็เลยหัวเราะชอบใจ คุณยายตอบไม่ได้จริงๆ คุณยายท่านอยู่ง่าย กินง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง นี่คือสิ่งที่คุณยายท่านทำให้พวกเราดู โดยลำพังตัวคุณยายเองท่านมักน้อย สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ มีอะไรกินก็กินไป กินเพื่อให้มีกำลังทำความดี กินเพื่อให้มีกำลังใจไปค้นธรรมะ แต่พอคุณยายมาอยู่วัดพระธรรมกาย คุณยายตั้งโรงครัวนะ ท่านเป็นคนตั้งโรงครัว เลี้ยงดูพระภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัด คุณยายท่านจัดโรงครัว จัดการให้ทุกอย่าง อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง แล้วท่านก็พูด หลวงพี่ได้ยิน ท่านพูดว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก ถ้าเราได้ลองคิดดูก็จะเห็นว่าเป็นแบบที่ยายท่านพูดเอาไว้จริงๆ เรื่องกินนี่เรื่องใหญ่มาก โดยเฉพาะถ้าเกิดว่าอยู่ในหมู่คณะที่ใหญ่อย่างพวกเรานี่ จะมีปัญหามาก มีปัญหาทั้งคนทำ คนครัว ทำครัว กับคนบริโภค พระเณร อุบาสก อุบาสิกาที่บริโภค สมัยก่อนคุณยายท่านจะดูแลตรวจตราทุกอย่าง แล้วท่านก็จะมีระเบียบว่าถึงเวลากิน ต้องกิน ถึงเวลาฉัน ต้องฉัน พระที่ดูแลการก่อสร้างก็ดี การปรับพื้นที่ ดูแลเรื่องการตัดหญ้า ตัดต้นไม้ ดูแลงาน ทุกอย่างที่ได้รับผิดชอบ ถึงเวลาจะต้องวางงานให้ ให้หัวหน้าคนงานหรือให้มือรองลงไปรับผิดชอบ ส่วนพระจะต้องรีบมาฉัน คุณยายบอกถึงเวลากินต้องกิน ถึงเวลาฉันให้รีบมาฉัน ฉันพร้อมหน้ากัน กับข้าวที่มีอยู่ก็จะได้เฉลี่ยๆ กัน อิ่มด้วยกันทุกๆ องค์ แต่ถ้าเกิดมาสาย กับข้าวก็อาจจะหมด ฉันก็ไม่อิ่มเดี๋ยวก็จะเดือดร้อนกัน แล้วพอมาสาย ก็ต้องรอคนครัวที่เขาจะต้องเก็บล้างถ้วย ล้างจาน ล้างภาชนะก็ต้องรอ เพราะงั้นถ้ามาพร้อมกัน เสร็จพร้อมกัน ทุกอย่างก็จะได้เสร็จไปพร้อมๆ กัน ไม่เป็นภาระ ไม่ต้องมานั่งรอใคร คุณยายท่านจะดูแลเรื่องระเบียบเรื่องอะไรต่างๆ ให้มีความสามัคคี ให้มีความพร้อมเพรียงกัน เพราะเรื่องกินเรื่องใหญ่ เรื่องตายเรื่องเล็ก เมื่อ ๒ วันก่อน หลวงพี่ได้ยินอยู่เรื่องหนึ่ง ได้ฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา ท่านเมตตากรุณา มีเมตตากับลูกๆ ทั้งพระ ทั้งเณร อุบาสก อุบาสิกาในองค์กรที่จะให้ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน คงมีวัดเดียวในโลกนี้ที่ออกแบบสอบถามว่าใครอยากจะกินอะไร เขียนมาให้เต็มที่ แล้วก็มีคนเขียนมานะ เขียนมากันทุกคน หลวงพ่อเปิดกว้าง เขียนมากันทุกคนเลย บางคนอยากกินก๋วยเตี๋ยว บางคนอยากกินข้าวต้ม บางคนอยากกินสารพัด อยากกินโน่นกินนี่ บางคนเห็นเขากำลังเห่อชีวจิต ก็อยากจะกินชีวจิตกับเขาบ้าง เห็น เห็นเขากำลังฮิตน้ำผัก ก็อยากจะกินน้ำผักบ้าง ก็เขียนมา มีเขียนมาเหมือนกันอยู่ ๔ ท่าน บอกว่าอยากจะฉันข้าวต้มใจจะขาด มีความรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ฉันข้าวต้มแล้วจะขาดใจ เขียนมา ก็ปรารภ หลวงพี่ก็ได้ยิน ก็บอกโอ้ ฟังแล้วอย่างกะว่าวัดเราเป็นเปิปพิสดาร เป็นเชลชวนชิม อยากจะกินอะไร เขียนมา แต่หลวงพ่อท่านก็ให้เขียนนะ ท่านก็ปรับ ใครอยากกินอะไร ท่านก็ให้ครัว ท่านก็ได้ตั้งครัวขึ้นมาเสริมเพื่อให้สมาชิกในองค์กรทุกคนมีความสุขกันทุกๆ คนเรื่องอาหารการกิน ทำให้หลวงพี่นึกถึงสุภาษิต เอ่อ ไม่ใช่สุภาษิต มีคนเขาเขียนเอาไว้ เขาไปที่วัดเบญฯ แล้วเจอ แล้วมาเล่าให้หลวงพี่ฟัง เขาเขียนไว้ว่า ตามใจปาก เป็นหมู ตามใจจู๋ เป็นเอดส์ ตามใจกิเลส ไปนิพพานไม่ได้ ก็นึกถึง ก็ยังขำๆ อยู่เหมือนกัน อันที่จริงพวกเราอยู่กันเป็นหมู่คณะใหญ่ มีคนมาก มากด้วยกัน จะตามใจทุกคนคงไม่ได้ หลวงพี่หมูท่านมากระซิบหลวงพี่บอกว่าคุณยายท่านบอกว่าให้หลวงพี่หมูนี่ ทำไปเถอะ มีอะไรทำ ทำไปเถอะ เราจะสู้ภัตตาคารเขาไม่ได้อยู่แล้ว แต่เรากินกันตาย กินเพื่อมีแรงไปทำความดีเท่านั้นเอง วัดเราอยู่ด้วยกัน คนหมู่มากนี่ เราต้องเอาส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ เอาหมู่คณะของเรานี่ เอาส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ เมื่อเราตามใจอย่างเราไม่ได้ ทำยังไง เราก็ต้องทำแบบที่คุณยายท่านทำ มีอะไรกินก็กินไป อร่อยหรือไม่อร่อย ไม่ต้องไปสนใจ ให้มีกำลังสร้างความดี มีกำลังไปทำงานของพระพุทธศาสนาเป็นใช้ได้ เราต้องฝึกให้เป็นคนเลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย ยินดีในปัจจัยตามมีได้ โดยเฉพาะพระนี่ก็คงเคยได้ยินว่าอยากจะฉันของร้อนก็ได้ของเย็น อยากจะฉันข้าวต้มก็ได้ข้าวสวย เพราะเราต้องปรับ ปรับลิ้นของเรา เราต้องอดทน อดทนเพื่อสร้างบารมี ถ้าเรามาหงุดหงิด มาติดแค่เรื่องอาหารการกินแล้วนี่ ที่บอกว่าจะสร้างบารมีกับหลวงพ่อและคณะไปจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมนี่ คงต้องกลับไปทบทวนใหม่แล้วมั๊ง เพราะว่าแค่อาหารการกินแค่นี้ยังเอาตัวไม่รอดเลย เพราะเราต้องคิดแบบยาย ทำแบบยาย อยู่ง่าย กินง่าย เลี้ยงง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง ท่องเอาไว้เลย ท่องเอาไว้เลยนะ ท่องเอาไว้เลยทุกคน อยู่ง่าย กินง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง พูดถึงเรื่องอาหารการกิน หลวงพี่ก็นึกถึงอยู่เรื่องหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว หลวงพ่อทัตตชีโวท่านเล่าไว้ให้ฟัง จำได้ว่าตอนสมัยหลวงพี่บวชใหม่ๆ สัก ๑๐ ปีได้แล้วล่ะ แต่หลวงพี่ประทับใจมาก ฟังแล้วไม่เคยลืม หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังว่ามีวัดอยู่วัดหนึ่ง รู้สึกจะอยู่แถวกาญจนบุรี วัดนั้นก็มีพระมีเณรอยู่กันพอสมควร ท่านเจ้าอาวาสมีความปรารถนาอยากจะให้พระเณรอยู่กันอย่างมีความสุข ไม่ต้องลำบากเรื่องอาหารขบฉันจะได้มีเวลาไปท่องตำรับตำราบาลี ท่องนักธรรม หรือไม่ก็มีเวลาไปสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ ท่านก็เลยไปขอร้องโยมแม่ ท่านเจ้าอาวาสนะ ไปขอร้องโยมแม่ ให้มาช่วยทำครัวที่วัด โยมแม่ท่านก็ขัดไม่ได้ ก็มาช่วย ใหม่ๆ ทุกคนก็ดีอกดีใจ ได้ฉันอาหารแปลก อาหารอร่อยๆ ท่านเจ้าอาวาสก็ดีใจ ทุกคนอยู่กันอย่างมีความสุข แต่พอเวลาผ่านไป ๓ เดือน ก็เริ่มมีเสียงบ่น ตอนแรกก็บ่นกันคนหนึ่ง บ่นกันคนหนึ่งก็บ่นกันหลายคน บ่นกันหลายคนก็บ่นกันต่อๆ ไป บ่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ใหม่ๆ ก็เรื่องอาหาร บ่นไปบ่นมาสารพัดเรื่อง เรื่องที่จะบ่น ท่านอาวาสก็ได้ยินเสียงบ่น ก็เลยมีอยู่วันหนึ่ง ไปบอกโยมแม่ ให้โยมแม่แกงส้มแต่ว่าไม่ต้องใส่เครื่องปรุง แล้วก็ยกมาประเคน พอรับประเคนเสร็จ ท่านก็เลยบอกว่าเอ้า วันนี้เราช่วยกันปรุงอาหารให้อร่อยถูกใจกันทุกคน ใครชิมแล้วก็ช่วยกันปรุงนะ เอ้า องค์ที่ ๑ มาถึง ชิมเสร็จ บอกแกงส้มมันต้องเปรี้ยว นี่ไม่เปรี้ยวเลย ก็เอาน้ำมะขามเปียกใส่ลงไป องค์ที่ ๒ มาถึง ชิมบอก มันไม่เค็มเลย มีแต่เปรี้ยว เอ้าเติมเกลือลงไป องค์ที่ ๓ มาถึง บอกเอ๊ะมันไม่เผ็ดเลย กินแล้วไม่เผ็ด เอ้าเติมพริกป่นลงไป องค์ที่ ๔ มาถึง มันไม่หวานเลย แกงส้มมันต้องออกหวานหน่อย เอ้าเติมน้ำตาลลงไป เอ้าองค์ที่ ๕ มาชิม ชิมกันหมดทุกองค์ถ้วนหน้า เสร็จแล้วท่านเจ้าอาวาสก็ประกาศบอกเอ้า แกงส้มหม้อนี้ทุกคนได้ชิมได้ปรุง ถูกใจกันหมดทุกคนแล้ว เอ้า ตักไปกินกันได้ ปรากฏว่าตักไปกินไม่ลงกันสักคน รสชาติอร่อยถูกใจทุกคนแต่กินไม่ลง มันหมายความว่ายังไง เสร็จแล้วก็พอทุกคนกินไม่ลง ท่านก็เลยเอาไปเท เทใส่ชามให้สุนัข นี่ในวัดนี่ สุนัขมันมาถึงดมๆ แล้วมันก็เดินหนีไป แกงส้มที่ถูกใจทุกคน รสชาติที่ถูกใจทุกคน แต่ถ้าเป็นหลวงพ่อทัตตะท่านเทศน์นี่ ท่านคงใช้คำชาวบ้านว่าแม้แต่หมามันยัง จุด จุด จุด หลวงพี่วันไหนที่นึกอยากจะตำหนิคนทำอาหาร นึกว่าวันนี้เขาปรุงอาหารมาได้ยังไงนี่ พอนึกถึงเรื่องนี้ทีไรแล้ว หลวงพี่เงียบเลย ไม่กล้าบ่นหรอก เดี๋ยวหลวงพ่อให้ไปปรุงอาหารรสที่ถูกใจทุกคน แล้วก็คงไม่มีใครปรุงอาหารที่ถูกใจทุกๆ คนเอามาถวายนะ บรรพชิตควรพิจารณาเนืองๆ ว่าความเลี้ยงชีวิตของเรา เนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย ที่เมื่อกี้เล่าให้ฟังว่าเราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย อยู่ง่าย กินง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง ก็มีอุบาสกคนหนึ่งสมัยก่อนมาบอกหลวงพี่ ผมเป็นคนอยู่ง่าย กินง่าย กินง่ายมากเลย ไม่มีอะไรกินนี่ ให้มีหมูต้มจิ้มน้ำปลากิน ก็อยู่ได้ ฟังแล้วเป็นไง ขนาดอยู่ง่ายนี่ ต้องกินหมูต้มจิ้มน้ำปลา หรือมีอุบาสิกาท่านหนึ่ง บอกหลวงพี่เหมือนกัน บอกหนูก็อยู่ง่ายมากเลย ขอให้มีปลาหมึกทุกมื้อใช้ได้ กินได้ง่าย ขอให้มีปลาหมึกอย่างเดียว โอ้โฮนี่อยู่ง่าย หลวงพี่ก็นึก นึกในใจบอก ขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถอะ อย่าได้เจอะเจอซึ่งกันและกันเลย เหมือนกับเราคงเคยได้ยินว่าถึงฉันจะมาทำงานสาย แต่ฉันก็กลับก่อนทุกที ฟังแล้วเป็นยังไง ถึงมาทำงานสาย แต่ก็กลับก่อนทุกที หรือเหมือนกับคนที่ทำงานชุ่ยๆ ทำงานส่งเดช ทำงานแบบ (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ดีกว่านี้ก็ยังเอา มันก็แน่ล่ะซิ ถ้าดีกว่าไม่เอา แล้วจะเอาอะไร ก็ต้องเอา แต่ได้ฟังแล้วมันขัดใจนะ ถึงมาทำงานสาย แต่ก็กลับก่อนทุกที นี่หมายความว่าไง ทำงานชุ่ยๆ แล้วก็บอกว่าดีกว่านี้ก็ยังเอาเลย พวกเราคงไม่มีมั๊ง คนประเภทนี้ อยู่เป็นสุขๆ เถอะ ก็ที่เล่าให้ฟังวันนี้ อยากจะชี้ให้เห็นว่าถ้าเราอยากจะสร้างบารมีไปกับหลวงพ่อและหมู่คณะ จะต้องดูแบบอย่างคุณยาย คุณธรรมของคุณยายที่เราได้ยินได้ฟัง และถ้าอยากจะได้ธรรมะที่ละเอียด เข้ากลางได้คล่อง มีญาณทัสสนะที่แม่นยำ ชัดเจน เหมือนอย่างคุณยายล่ะก็ จะต้องเป็นคนมักน้อย สันโดษ ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ แล้วไม่ติดวัตถุภายนอก จะเป็นคน จะเป็นสัตว์ จะเป็นสิ่งของ ซึ่งคุณธรรมที่เล่าให้ฟัง คุณยายท่านทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วเดี๋ยวคราวหน้าจะมาพูดเรื่องคุณยายไม่ติดคนเป็นยังไง คุณยายไม่ติดในสิ่งของเป็นยังไง คุณยายไม่ติดสัตว์เลี้ยงเป็นยังไง สัตว์เลี้ยงนี่จะเป็นนกเขา จะเป็นกระรอกอะไรก็แล้วแต่ที่คุณยายเลี้ยง คุณยายไม่ติด ถึงเวลามันไปก็ไป เป็นยังไง เดี๋ยวคราวนี้มาเล่าให้ฟัง แล้วก็อีกข้อหนึ่งก็คือคุณยายอยู่ง่าย กินง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง ท่องไว้เลย นี่เป็นหัวใจการสร้างบารมี อยู่ง่าย กินง่าย สบายใจ เข้ากลางคล่อง สำหรับวันนี้ก็เอา ๓ ข้อนี้ก่อนนะ เพียงเท่านี้ก่อน เดี๋ยวเรานั่งสมาธิ หลับตานึกถึงบุญ เราก็หลับตาพอสบายๆ นะ ทำใจให้โปร่ง ให้โล่ง เบาสบาย ให้ปล่อยวางภารกิจทั้งปวง เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ ให้ปล่อยวางให้หมด ให้ใจไม่เครื่องกังวล ให้ใจไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง ให้ใจมีแต่ความโปร่งเบา สบาย มีความสุข สุขที่เกิดจากใจที่อยู่นิ่งๆ สบายๆ ใจที่โปร่งเบา สบาย แล้วเราก็นึกถึงคุณยายอาจารย์ นึกให้เห็นชัดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา อยู่กลางท้องของเรา นึกถึงภาพของท่านนั่งสมาธิหันหน้าออกไปทางเดียวกับเรา นึกให้ท่านใสเป็นแก้ว ใสสว่าง นั่งอยู่กลางท้องของเรา นึกให้ชัด นึกให้ใส ให้สว่าง นึกด้วยใจที่โปร่งเบาสบาย ไม่ต้องกดตาลงไปดู ไม่ต้องบีบหัวตาลงไปดู ไม่ต้องใช้ความคิด แค่นึกง่ายๆ สบายๆ ภาพของยายท่านก็มาปรากฏอยู่กลางท้องของเรา นึกให้ชัด นึกให้ใสสว่าง เราก็มองไปตรงกลางตัวของคุณยายให้ชัด ใส สว่าง เราก็จะเห็นดวงกลม ใส สว่าง อยู่ที่ศูนย์กลางของคุณยาย ดวงธรรมที่ใส สว่าง เมื่อเรานึกถึงดวงธรรมที่ใส สว่าง อยู่ที่กลางกายของคุณยาย ก็นึกให้ท่านขยายกว้างออกไป คุณยายท่านขยายกว้างออกไป ก็จะเห็นดวงธรรมขยายกว้างออกไป ดวงกลมใส สว่าง เราก็จะเห็นดวงใส สว่าง ขยายกว้างออกไป ก็มีดวงใหม่ผุดซ้อนขึ้นมา ใส สว่าง ผุดซ้อนขึ้นมา เป็นสาย เป็นสายขึ้นมา แล้วเราก็นึกถึงบุญ ที่เราได้ทำมาดีแล้ว ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะกระทำต่อไปในอนาคต นึกให้ใส สว่าง แล้วนึกน้อมบุญบารมีที่เราได้ทำมาทั้งหมด ถวายบูชาธรรมกับคุณยาย ให้คุณยายมีความสุขยิ่งๆ ขึ้น เราก็นึกอธิษฐาน ขอบารมีของคุณยายได้คุ้มครองปกป้องรักษาให้ลูกหลานยายทุกคน มีแต่ความสุข มีแต่ความเจริญ มีหน้าที่การงาน ให้หนทางการสร้างบารมีเป็นไปได้ด้วยสะดวก ให้ทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมา ให้มีกินมีใช้ไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้เหลือกินเหลือใช้ไว้สร้างบารมี จะได้มีปัจจัยมาสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้น เพื่อจได้ติดตามคุณยายและหมู่คณะ ไปจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ธรรมอันใดที่คุณยายได้รู้ได้เห็น ก็ขอให้ลูกหลานยายทุกคนมีส่วนรู้เห็นธรรมอันนั้นด้วย สัพเพ…… PAGE PAGE 8 หน้า 431204FW-AAT