ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ที่สุดแห่งฤทธิ์และปัญญามาจากความรับผิดชอบและความกตัญญู

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) ล.พ.ทัตตะ : เอาอย่างนี้ นั่งสบาย ๆ ใครจะเข้าห้องน้ำห้องท่าอย่างไรก็เชิญ เรานั่งปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่ตอนเช้าแล้วนะ ถ้าจะเมื่อยจะลุกขึ้นไปเดินยืดเส้นยืดสายก็ไม่ต้องเกรงใจกันล่ะ ก็คือวัดของเราเราได้ช่วยกันสร้างมากับไม้กับมือเราเอง เพราะฉะนั้นเอาสบาย ๆ (กระแอม) สำหรับวันนี้ก็ตั้งใจนำสิ่งละอันพันละน้อยที่หลวงพ่อได้รับถ่ายทอดมาจากคุณยายอาจารย์ของเรามามอบให้กับพวกเราเพราะเห็นว่า ไม่ใช่เป็นประโยชน์เล็กน้อยแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับชีวิตของพวกเราเองรวมทั้งถ้าจะนำไปใช้กันครอบครัวของเราที่ทำงานของเรา ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย บุคคลเหล่านั้นก็จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่งอีกเหมือนกัน ขอเท้าความไปสักหน่อยเรื่องที่จะพูดต่อไปนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับหลวงพ่อเมื่อเข้าวัดได้ไม่นานนัก คือ หลังจากมากราบเป็นลูกศิษย์คุณยายเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ หลวงพ่อได้กราบของเป็นลูกศิษย์ท่านแล้วตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่ไปสำนักไหนทั้งนั้นน่ะก้มหน้าก้มตารับการอบรมเคี่ยวเข็ญจากคุณยายของเรามาโดยเฉพาะ และทั้งๆ ที่พยายามก็ฝึกหัดขัดเกลาตัวเองตามคำสอนของท่านก็ ก็ว่าทุ่มสุดฝีมือแล้วนะ แต่มันก็ยังเหาะไม่ได้น่ะ แต่ถึงกระนั้นก็ตามสิ่งที่ได้จากคุณยายทำให้สามารถเออ ได้เรียนรู้ ได้เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจหลักธรรมในพระพุทธศาสนาได้ลึกซึ้งพอสมควร คือพอที่จะเอามาฝึกหัดขัดเกลาตัวเองและก็พอที่จะได้เอามาถ่ายทอดให้กับพวกเราตลอดระยะเวลาที่สร้างวัดกันมานี่แหละ และเรื่องที่ฝังใจหลวงพ่อมาก ๆ มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ วันหนึ่งหลังจากเข้าวัดมาปฏิบัติธรรมกันคุณยายไม่นานนัก หลวงพ่อได้ตั้งปัญหาถามคุณยายก็เป็นปัญหาดูแล้วของคนอื่นอาจจะบอกว่าเป็นปัญหาง่าย ๆ แต่สำหรับหลวงพ่อเองคิดว่าไม่ใช่ง่าย จึงได้นำไปถามท่านเพราะได้ค้นคว้าพระไตรปิฎก มานานพอสมควรแต่หาคำตอบไม่ได้ ถามพระอาจารย์ต่าง ๆ มาก็เยอะ แต่ก็ไม่ได้คำตอบไปได้คำตอบจากคุณยายและก็เมื่อได้คำตอบแล้วคุณยายก็พูดชัดเจนดีแล้วแต่ว่ายังต้องมาตรองตามอีกเป็นสิบ ๆ ปี กว่าจะเข้าใจ และก็ใช้เวลาตรองตามอีกเป็นสิบ ๆ ปีนี่เอง จึงมีเรื่องราวสาระสำคัญมาฝากพวกเรามากพอควร หลวงพ่อได้ถามคุณยายสั้น ๆ คุณยายทำไมพระสารีบุตรจึงเจ้าปัญญา เจ้าปัญญาขนาดไหน เจ้าปัญญาขนาดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสชมว่า ในบรรดาพระอรหันต์สาวกของพระองค์มีเป็นแสนมีเป็นล้านอย่างนั้นในบรรดาพระอรหันต์หมดกิเลสกันแล้วทั้งนั้นน่ะ พระสารีบุตรได้รับคำยกย่องต่อหน้าสังฆสภาว่าเป็นเลิศในด้านปัญญา มีความสามารถที่จะอธิบายอริสัจ อริสัจ ๔ ที่พวกเราเคยเรียนกันมา มีความสามารถในการอธิบายอริสัจ ๔ ได้ดีเท่ากับพระองค์เอาว่าขนาดนั้น ขอ ขอลอกคำชมมาสักนิดหนึ่งก็แล้วกัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสเอาไว้ว่าอย่างนี้เราตถาคตไม่เล็งเห็นใครสักคนเดียวที่จะเป็นผู้ประกาศพระธรรม เอ่อ ขออภัย ที่จะเป็นผู้ประกาศพระธรรมจักรที่ตถาคตได้ประกาศแล้วได้ดีเท่าตถาคตเหมือนอย่างกับพระสารีบุตรนี่เป็นคำชมที่ท่านได้ และก็มีคำชม มีคำชมในทำนองนี้อยู่อีก หลาย ๆ แห่ง หลวงพ่อยกคำถามนี้ขึ้นมาถามคุณยาย คุณยายเอ่อ เมื่อเวลาถามน่ะ ถามหลังจากที่ได้นั่งสมาธิกันมา มาเป็นชั่วโมง ๆ แล้วพอเลิกนั่ง เห็นคุณยายอารมณ์ดี ท่านเดินยืดเส้นยืดสายเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เลยถามท่าน ด้วยคำถามนี้ ทั้ง ๆ ที่คุณยายได้นั่งมาพอแรงแล้วอย่างที่ว่าท่านก็หลับตานิ่งนั่งต่อ นั่งต่อไปประมาณสักไม่เกิน ๕ นาทีแล้วคุณยายก็ตอบด้วย ด้วยคำตอบที่ชัดเจน แต่ว่าด้วยคำตอบคำนี้แหละ ทำให้หลวงพ่อต้องตามพิจารณาแล้วพิจารณาอีกเป็นสิบ ๆ ปี คุณยายตอบว่าอย่างไรคุณยายตอบว่าเพราะพระสารีบุตร เกิดมากี่ภพกี่ชาติก็ตามทีมีนิสัยติดตัวว่าเป็นคนที่เลิศด้วยความกตัญญูกตเวที คำตอบนี้ผิดคาดจริง ๆ เจ้าปัญญาเพราะมีความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศเลยมาทุกภพทุกชาติ คำตอบที่คาดเดามาก่อนคือคงจะเป็นนักศึกษา เป็นนักค้นคว้าเกิดมากี่ภพกี่ชาติคงได้พบพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์แล้วก็ค้นตำหรับตำราหรือฟังเทศน์มาเยอะอะไรทำนองนั้น เปล่า คำตอบกลายเป็นว่าเพราะท่านเป็นยอดกตัญญูกตเวที ต้องสารภาพกับพวกเราตรงนี้จริง ๆ ว่าตามไม่ทัน ตามไม่ทันนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก แต่ว่าพอจำได้อยู่บ้างสองเรื่อง อ่า สามเรื่องด้วยกันสินะ ก่อนหน้าที่จะถามคุณยายคำถามนี้ มีเรื่องที่สำคัญที่ค้นพบว่าซึ่งแสดงถึงความกตัญญูของพระสารีบุตร สามเรื่องด้วยกันคือ เรื่องที่หนึ่งเมื่อท่านได้ฟังเทศน์ของพระอัสสชิ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ชุดแรกในพระพุทธศาสนานี้เป็น ๑ ใน ๕ ของปัญจวัคคีย์ ได้ฟังเทศน์ย่อๆ นั่งอยู่ข้างทางนั่นแหละ กราบพระอัสสชิแล้วก็ถามปัญหาธรรมพระอัสสชิ พระอัสสชิก็เทศน์สั้น ๆ ให้ฟัง เทศน์ไม่ยาว ลองฟังดูก็ได้ เผื่อจะมีใครบรรลุธรรมแถวนี้มั่ง พระสารีบุตรถามพระอัสสชิว่า ในศาสนานี้น่ะ มีคำสอนว่าอย่างไรบ้าง พระอัสสชิก็ตอบแบบถ่อมตัวเหลือเกิน เอ้อ เราก็บวชไม่นานหรอกนะ ก็ไม่นานจริง ๆ พึ่งเป็นพระอรหันต์ไม่นานไม่กี่เดือน มาบวชได้ไม่นานหรอก ก็คงเทศน์ให้ฟังได้ย่อๆ เท่านั้นแหละ พระสารีบุตรก็บอก ย่อ ๆ ก็ไม่เป็นไร พระอัสสชิ ก็พูดย่อๆ เทศน์ย่อๆ ว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณะทรงสอนอย่างนี้แล เป็นไงบ้าง เอ้อ มหาปราชญ์มหาบัณฑิตท่านพูดกัน ท่านพูดกันแค่นี้ พอฟังจบปุ๊บเป็นพระโสดาบันอยู่ข้างทางกันสิน่ะ หลวงพ่ออ่านมาหลายเที่ยวแล้วล่ะนี่ยังไม่ได้ไปถึงไหน อ้าวเราลองฟังเอาไว้แล้วกันนี่ ท่านได้ฟังกันอย่างนี้แล้วเป็นพระโสดาบันกันอยู่ข้างทางนั่นแหละ คุยกันข้างทางก็เป็นพระโสดาบันกันข้างทาง พอเป็นพระโสดาบันแล้วคิดถึงใคร คิดถึงเพื่อนรัก คือพระโมคคัลลานะ กราบถามพระอัสสชิว่า แล้วบัดนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน พอทราบแล้วก็กราบลาพระอัสสชิ เดินทางแทนที่จะเดินทางไปกราบพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปล่า ขอเดินทางไปพบกับเพื่อนรักก่อนคือพระโมคคัลลานะ เพราะสัญญากันเอาไว้ว่าถ้าใครได้บรรลุธรรมวิเศษอันใดแล้วล่ะก็ให้บอกกันด้วย สัจจะของลูกผู้ชายไม่เถลไถลไปไหนล่ะกราบลาอาจารย์แล้วมุ่งตรงไปเลยไปพบเพื่อนที่สัญญากันไว้ ไปถึงก็เล่าให้เพื่อนฟัง เล่าให้พระโมคคัลลานะฟังพระโมคคัลลานะก็เหลือหลายจริง ๆ เหมือนกัน พอฟังจบก็เป็นพระโสดาบันกันข้างทางอีกเหมือนกันนั่นแหละ เอ้อ ธาตุธรรมของท่านแก่กล้าเช่นเดียวกับพระสารีบุตรฟังเท่านี้ก็เป็นพระโสดาบันแต่ว่า พอเป็นพระโสดาบันทั้งคู่แล้วรีบไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช่ไหม เปล่า ตรงนี้เป็นการยืนยันคำพูดของคุณยาย ชวนกันไปไหน ชวนกันไปหาอาจารย์เดิมเป็นปริพพาชกเป็นนักบวชอีกประเภทหนึ่งในยุคนั้นรีบไป เล่าเรื่องให้อาจารย์เดิมฟัง แล้วก็ชวนอาจารย์ว่าไปเป็นลูกศิษย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันเถอะ แต่ว่า อาจารย์เดิมไม่ยอม ไม่ว่าจะอธิบายขยายความเท่าไหร่ไม่ยอม แล้วยังตั้งปัญหามาให้เสียอีกว่า สารีบุตรในโลกนี้มีคนโง่มากหรือมีคนฉลาดมากกว่ากัน พระสารีบุตรก็ตอบชัดเจน ก็เป็นธรรมดาในโลกนี้ก็ต้องมีคนโง่มากกว่าคนฉลาดอาจารย์ว่าไง ใช่ คนฉลาดก็ไปหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนโง่ก็จะมาหาเรา เพราะฉะนั้นลูกศิษย์เรายังไงก็มากกว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เออ มันแน่จริง ๆ ถามอาจารย์โง่ไหมนี่ ไม่โง่นะ มองทะลุเชียว จนปัจจุบันนี่ลูกศิษย์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังน้อยกว่าลูกศิษย์ของไอ้เจ้าหมอนี่อยู่นั่นแหละ มันแน่จริง ๆ ไม่โง่ แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ อย่างนี้แหละที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิดทั้ง ๆ ที่รู้อยู่นะ ว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นแล้วผู้มีปัญญา ผู้บริสุทธิ์กว่าเรานี่บังเกิดขึ้นแล้วแต่ไม่ไปหรอกอยู่มันเสียที่นี่แหละ ลูกศิษย์เราจะมีมากกว่าเอากันแค่นี้ เอาล่ะ แต่หลักฐานตรงนี้ยืนยันว่าพระสารีบุตรของเรามีความกตัญญูรู้คุณ รู้คุณครูบาอาจารย์ตัวเมื่อได้บรรลุธรรมก็ต้องรีบมา รีบมาบอกเพื่อ รีบมาบอกอาจารย์แต่ว่าเจ้ากรรม อาจารย์ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ยอมไปด้วยท่านก็จนใจ เอาล่ะ อาจารย์เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเรื่องของอาจารย์ แต่ตัวของพระสารีบุตรท่าน ท่านมีความกตัญญูกตเวที เพียงแต่ว่าอาจารย์ดื้อเสียแล้วจนใจช่วยไม่ได้ หลักฐานประการที่สองที่ค้นพบว่าพระสารีบุตรมีความเป็นยอดกตัญญูประการที่สองคือนับตั้งแต่วันท่านได้เป็นพระโสดาบัน เรื่อยมาจนกระทั่งวาระสุดท้ายที่ท่านจะดับขันธปรินิพพานทุกคืนก่อนที่ท่านจะจำวัดก่อนจะเข้านอน ท่านจะต้องสำรวจด้วยญาณทัสสนะของท่านก่อนว่าบัดนี้พระอัสสชิครูของท่านน่ะที่สอนให้ท่านเป็นพระโสดาบันน่ะเป็นครูท่านแรกที่ทำให้ท่านบรรลุธรรมน่ะ บรรลุธรรมขั้นต้น ขณะนี้อยู่ที่ไหน ถ้าเห็นในญาณทัสสนะว่า อ๋อ อยู่ในทิศนั้น ๆ ทันทีหันหน้าไปทิศนั้นแล้วก็กราบงามเสียก่อนแล้วจึงค่อยจำวัดโดยหันศีรษะไปทางทิศนั้นเอาศีรษะนั้นแหละบูชาครูเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีที่ท่านมีต่อครูบาอาจารย์ แต่ความกตัญญูกตเวทีของท่านแสดงออกมาด้วยการมีความเคารพต่อครูบาอาจารย์ ต่อผู้มีพระคุณแสดงออกมาในรูปนั้นนี่ก็เป็นหลักฐานชิ้นที่ ๒ ที่พบถึงความกตัญญูกตเวทีของพระสารีบุตร หลักฐานชิ้นที่ ๓ ที่พบในพระไตรปิฎกคือวันหนึ่งมีพรามหณ์เฒ่าท่านหนึ่งมากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะขอบวช คือไปขอให้ใครต่อใครบวชเขาก็ไม่บวชให้มาหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ เอ่อ ตรัสเปรยๆ ว่า เออ ใครจะรับบวชให้กับพราหมณ์เฒ่าผู้นี้ ทำไมพระอรหันต์มีตั้งเยอะ พระผู้ใหญ่ก็มีตั้งเยอะ ทำไมไม่บวชให้กับพราหมณ์เฒ่า อ๋อ อย่าโกรธกัน คนแก่นี่ไม่ว่าหญิงไม่ว่าชาย ไม่ว่ายุคไหนๆ ดื้อทั้งนั้นแหละ สอนยาก เพราะฉะนั้นไปหาพระกี่องค์ ๆ ท่านไม่บวชให้หรอก ฝึกยาก ดื้อ ไม่มีใครรับ พระสารีบุตรรับทำไม่ท่านรับท่านพูดชัด เราต้องรับเพราะจำได้ จำได้ว่าไง ว่าครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งตาพราหมณ์คนนี้ พราหมณ์เฒ่าผู้นี้นานมาแล้วเคยตักบาตรให้ท่านทัพพีหนึ่งจำได้ เพราะฉะนั้นนึกถึงคุณ นึกถึงคุณที่ตักบาตรให้ทัพพีหนึ่งก็เลยรับบวชและจะอบรมให้ จะว่ายากสอนยากอย่างไรก็นึกถึงคุณข้าวทัพพีนั้นแหละ จะบวชให้ จะเคี่ยวเข็ญให้ แล้วพระสารีบุตรเจ้าก็เคี่ยวเข็ญอบรมให้จนพระ จนพราหมณ์เฒ่าชื่อราธพราหมณ์ จนกระทั่งพราหมณ์เฒ่าได้เป็นพระอรหันต์เหมือนกัน อือ นี่คือพระสารีบุตร หลักฐานนี้น่ะเคยได้เจอ อ่านเจอมาก่อนจะถามปัญหาคุณยาย แต่ว่านึกไม่ออกจริง ๆ ว่ามันจะโยงกันอย่างไร ระหว่างความกตัญญูกตเวทีกับความเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ตันจริง ๆ ตรองมิออก แต่ตรองไม่ออกก็อือ ตั้งแต่อยู่กับยายมา ยายพูดอะไรก็ไม่เคยผิดสักที เพราะฉะนั้นที่ยายพูดน่ะยังไงก็ไม่ผิดหรอก เพียงแต่ว่าเราไม่มีปัญญาจะตรองตามเพราะเมื่อเราถามยาย ๑. ยายก็นั่งสมาธิมาตั้งแต่เช้าแล้วก่อนหน้านั้นธรรมดาท่านก็นั่งของท่านเป็นประจำอยู่มากี่สิบปีแล้วก็ไม่รู้ ท่านก็นั่งมาไม่ขาดอยู่แล้ววันนี้ท่านก็นั่งมาทั้งวันเมื่อเราถาม คุณยายก็ยังนั่งอีก ไม่ใช่ถามปุ๊บตอบปั๊บ คุณยายเคารพธรรม เมื่อถามอะไรที่เป็นธรรมะแล้ว ท่านปฏิบัติตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ อันนี้เป็นอัธยาศัยของคุณยาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้อย่างไรเกี่ยวกับการตอบปัญหาธรรมะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในเรื่องของการตอบปัญหาธรรมะล่ะก็อย่าดูเบานะ เสียหายนะถ้าธรรมะไม่ได้ แล้วก็ทรงตรัสอุปมาเอาไว้ว่าอย่างนี้ พระองค์ตรัสเอาไว้ว่าราชสีห์น่ะมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งคือรอบคอบไม่ประมาท เวลาจะตะปบช้างตัวโต ๆ เอามากิน ก็ตะปบด้วยความรอบคอบ ตะปบพ้าบ ลงไปล่ะก็ไม่ให้ดิ้นหลุดไปได้ ต้องจับมากินได้สถานเดียวหลุดไม่ได้ ถ้าตะปบข้างล่ะก็ ช้างหลุดไปได้ล่ะก็เสียศักดิ์ศรีราชสีห์หมด อือ ศักดิ์ศรีราชสีห์เหลือแค่หมาแค่นั้นแหละ นั่นเป็นอย่างนั้น แล้วพระองค์ว่าไง แม้แต่จะตะปบกระต่ายสักตัวเล็ก ๆ ก็ตะปบด้วยความรอบคอบอีกเหมือนกัน เหมือนยังกับตะปบช้างน่ะฉันใดฉันนั้น ตะปบช้างแล้วไม่ยอมให้รอดกรงเล็บไปได้ฉันใด ตะปบกระต่ายกินแม้ตัวเล็ก ๆ ก็ต้องรอดไปไม่ได้ ถ้ารอดล่ะก็ราชสีห์วันนี้ไม่ใช่เสียราชสีห์ล่ะเสียหมาเลยก็แล้วกัน นั่นเป็นอย่างนั้น ราชสีห์มีปกติไม่ประมาทในการตะปบเหยื่อฉันใด ลูกพระพุทธเจ้าเวลาจะพูดธรรมะล่ะต้องไม่ประมาท ตอบปัญหาธรรมะต้องรัดกุมอย่างนั้น ตรงนี้ได้เห็นคุณยายเป็นอย่างนี้มาตลอดชีวิต ไม่ว่าธรรมที่ใครมาถามยายจะเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ยายจะหยุดนิ่งก่อนแล้วก็เช็คก็ตรวจสอบก่อนแม้เรื่องนั้นท่านจะเคยตรวจสอบเคยเช็คมาแล้วเท่าไหร่ ๆ ก็ตามแต่เมื่อถึงคราวจะพูดทุกครั้งเลยยายนิ่งก่อน ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกแล้วค่อยตอบลงไป เห็นยายทำอย่างนี้ มาตลอดชีวิตที่อยู่กับยาย เพราะฉะนั้นมั่นใจว่าที่คุณยายพูดนี่ไม่ผิด แต่เรามันโง่เองตรองไม่ออก ก็ไม่เป็นไร โง่ตรองไม่ออก เก็บไว้ก่อนแล้วก็ถามคุณยายต่อ คุณยายแล้วพระโมคคัลลานะล่ะ ทำไมจึงมีฤทธิ์มาก มีฤทธิ์มากกว่าพระอรหันต์ทั้งหลายที่เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณยาย อีกเหมือนกันนิ่งหลับตาไปสัก ๓ นาทีเร็วขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง นิ่งลงไป แล้วยายก็ลืมตาขึ้นมาตอบ ชัดเจนอีก พระโมคคัลลานะมีฤทธิ์มากเพราะมีนิสัยรับผิดชอบต่อหมู่คณะมาทุกภพทุกชาติ เออ พลิกพระไตรปิฎกมาไม่รู้เท่าไหร่คำนี้ไม่เคยเจอไม่เคยได้ยิน แต่มาได้ยินจากคุณยาย พอได้ยินตรงนี้ เออ พอตรองตามทัน พอยายพูดปุ๊บ พอตรองตามทันทำไม คือ สามารถสาวเหตุหาผลได้ง่ายหน่อย เพราะว่าเป็นธรรมดา ใครก็ตามทีเถอะ (กระแอม) ถ้ามีนิสัยรับผิดชอบโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รับผิดชอบต่อหมู่คณะคน คนนั้นมีความจำเป็นอยู่เองว่าได้กลายเป็นกระโถนท้องพระโรงไปแล้วเรื่องอะไรเดี๋ยวมันก็ต้องไหลมาตรงนี้เพราะตัวเองมีนิสัย (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) อะไรรีบปราดเข้าไปเชียว เขาไม่ใช้ก็ยื่นหน้าเข้าไปอาสา หรือเรื่องร้ายหรือภาระอะไรเกิดขึ้น หมู่คณะยังไม่รู้เลยว่านั่นเรื่องร้าย แต่ตัวเองรู้แล้วปราด ต้องรีบไปแล้วรีบไปจัดการเสีย ใครก็ตามที่มีนิสัยรับผิดชอบต่อหมู่คณะเป็นธรรมดาเลยต้องฝึกตัวกันตลอดมาล่ะทุกภพทุกชาติ ถ้าไม่ฝึกตัวทำไม่ได้ ฝึกลักษณะไหน อ๋อ รับผิดชอบต่อหมู่คณะ ยิ่งหมู่คณะใหญ่เดี๋ยวเรื่องโน้นก็มา เรื่องนี้ก็มาเรื่องโน้นก็มายังแก้ปัญหาไม่เสร็จเลย เอ้า ไอ้โน่นเข้าขบวนกันมาอีกแล้ว แล้วทำอย่างไร ก่อนอื่นน่ะใครลองไปรับผิดชอบหมู่คณะเกิดความรู้สึกเหมือน ๆ กันน่ะ แหม อยากจะมีมันสัก ๔ มือ โอ้โห ขนาดนี้ ๔ มือรับไม่อยู่ มันต้องมีสัก ๑๐ มือ อ้าว ๒๐ มือ แต่เอาจริง ๆ เข้ามันก็มีอยู่ ๒ มือแค่นั้นแหละ แล้วทำอย่างไร คนประเภทนี้ก็มีทางเดียวเมื่อมีนิสัยรับผิดชอบต่อหมู่คณะก็ต้องคิด ต้องค้นหาวิธีล่ะถ้าเป็นโลกปัจจุบันก็ต้องหาทาง มีอะไรบ้างหนอจะมากดปุ่มปุ๊บให้มันได้ปั๊บน่ะก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีอย่างนี้ ถ้ากดปุ๊บได้ปั๊บล่ะ เออ มันจึงจะพอทันกับภาระที่เรารับผิดชอบจากหมู่คณะมา อ้าวกดปุ๊บได้ปั๊บบางทีมันก็ยังไม่ทันอีก แล้วทำไง วางโปรแกรมเผื่อล่วงหน้าไว้อีกสิน่า วางโปรแกรมแล้วไม่ทันทำอย่างไร มันก็ต้องอธิษฐานจิตปุ๊บให้ได้ปั๊บล่ะสิทีนี้ ไอ้อธิษฐานจิตปุ๊บได้ปั๊บล่ะนั่นแหละที่มาของฤทธิ์ ท่านติดตัวของท่านมาทุกภพทุกชาติมาชาติสุดท้ายฤทธิ์จึงได้เยอะ ตรงนี้พอคุณยายท่านพูด เออ ๆ อันนี้เราตามได้ แต่ว่ากรณีของพระสารีบุตร ตรองเท่าไหร่ ๆ มันก็ตรองไม่ออกอยู่นั่นแหละ หลังจากนั้นมาก็นั่งเฝ้าสังเกตว่าเออ มันเป็นไปได้อย่างไร ค้นพระไตรปิฎกอีกหลายรอบ ไม่เจอคำตอบ ก็ทำไงล่ะก็ต้องนั่งสังเกต ต่อแต่นี้หาหลักฐานในพระไตรปิฎกให้ได้ มีทางเดียวเลย เราต้องสังเกตเสียแล้วจะสังเกตอย่างไร ตรงนี้ยากสักนิดหนึ่ง สังเกตอย่างไร ก็ฝากไว้ถ้าจะสังเกตอะไร คุณยายได้สอนหลวงพ่อเอาไว้ แล้วหลาย ๆ ครั้งก็ได้บอกกับพวกเราไปแล้วคุณยายบอกว่า ถ้าอยากจะรู้เรื่องอะไรล่ะก็ มองเข้าไปในตัวนั่นแหละอย่าไปมองที่ไหน เข้ากลางของกลางมันเรื่อยไปนั่นแหละแล้วเดี๋ยวจะเห็น แต่ตอนนั้นเข้าวัดใหม่ ๆ เข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง เอ้า ยายว่าอย่างนี้ก็ทำไป มองเข้ากลางของกลางมันเรื่อย ไป มันก็ค่อยได้มาทีละนิดๆๆ ผ่านไปนานไหม กว่าจะทะลุ ใช้เวลาประมาณ ๒๐ ปีได้ถึงได้บอกว่าเป็นสิบ ๆ ปี ปีนี้พรรษาที่ ๒๙ พูดง่าย ๆ มองเรื่องนี้ออกเมื่อสัก ๗-๘ ปีที่แล้วแต่ไม่มีโอกาสจะเทศน์จะเล่าให้พวกเราฟัง เพิ่งมามีโอกาสวันนี้ก็เอ้า เอามาเล่าให้ฟังซะก็แล้วกัน มันมาอย่างไร เออ หันมาดูคำ คำนี้ก่อน คำว่ากตัญญูกตเวที กตัญญูคืออะไร รู้คุณ ใครทำคุณความดีกับเรารู้คุณ ไอ้รู้คุณอย่างเดียวยังไม่พอคนที่รู้คุณคนแหมภูมิธรรมสูงไหม มันก็สูงมาระดับหนึ่งน่ะนะ แต่ขอโทษทีถ้าแค่นี้มันไม่พอเพราะว่า ขออภัยนะ แม้สัตว์บางประเภทมันก็ยังรู้คุณ นายมันมีอยู่ไม่ต้องอะไรหรอก ก็สุนัขที่เลี้ยงเอาไว้น่ะ ให้ข้าวมันกิน ให้น้ำมันกินมันก็รู้คุณ เออ เพราะฉะนั้นถ้าใครนี่ไม่รู้คุณคนน่ะ เออ แย่กว่าหมาซะแล้ว หมดคนซะแล้วอันนี้ไม่สงสัย แต่มาถึงประเด็นที่ ๒ กตเวที กตเวทีมันอะไร อ๋อ ประกาศคุณ กตเวทีแปลว่าประกาศคุณ เอ๊ะ ก็เราว่า ส่วนมาเราเข้าใจว่ากตเวทีคือแทนคุณก็ใช่ วิธีประกาศคุณผู้มีคุณแก่เราน่ะ ง่าย ขั้นต้นคือหาทางแทนคุณท่านท่านเลี้ยงเรามา อ่า พ่อแม่ให้กำเนิดเรามาเลี้ยงเรามา เพราะฉะนั้นก็แทนคุณท่านนึก เอ่อ ด้วยการเลี้ยงดูท่านตอบ เรานึกกันอยู่แค่นี้ แต่มันสะดุดตรงพระสารีบุตรนี่แหละก็พระอัสสชิท่านมีแล้วทุกอย่าง ท่านเป็นพระอรหันต์ พระสารีบุตรก็เป็นพระอรหันต์แล้วเลิศด้วยปัญญาด้วยจะเอาอะไรไปตอบแทนคุณพระอัสสชิ อ๋อจะเอา เอ่อ ไม่ว่านึกอะไรได้น่ะจะเอาไปตอบแทนท่านปรากฏว่าพระอัสสชิท่านมีหมดแล้วมีทุกอย่างเพราะท่านก็เป็นพระอรหันต์ เอ่อ แล้วทำไง อ๋อ ประกาศคุณอยู่ตรงนี้เอง นอกจากแทนคุณแล้วยิ่งไปกว่านั้นประกาศคุณครับ ประกาศอย่างไรก็อย่างที่บอกมานั่นแหละ ก่อนจะนอนนี่อาจารย์เรานี่บัดนี้อยู่ ณ ที่ไหนหนอ อ๋อ อยู่ทิศนั้น หันหน้าไปที่นั้นแล้วก็กราบไป ๓ ครั้ง แล้วนอน นอนก็ต้องเอาหัวไปทางทิศนั้น เหมือนว่า อือ เอาหัวซึ่งเป็นส่วน เป็นอวัยวะที่สูงสุดในร่างกายน่ะ เป็นเครื่องเอ่อแทนดอกไม้ธูปเทียนไปบูชา บูชาใคร ไปบูชาเท้าท่าน อือ ส่วนต่ำที่สุด อวัยวะส่วนต่ำที่สุดของร่างกาย คือเท้าเอาหัวเรานั่นแหละ ไปบูชาเท้าของท่านเป็นการประกาศพระคุณของท่าน เออ นี่พระสารีบุตร คราวนี้เรามาดู ดูให้ดี ใครไม่เคยเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่มาอย่างจริงจังแล้วตรงนี้จะมองไม่ออก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่มีทุกอย่างพร้อมบริบูรณ์ หลวงพ่อไปได้คิดเรื่องนี้เมื่อวันหนึ่ง คือ ครั้งแรกก็ได้คิด ตอนที่เราดูแล ดูแลโยมแม่ โยมพ่อว่า เออ ก็ได้เห็นอะไรมาพอสมควรแล้วล่ะว่า การเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ตอบแทนพระคุณพ่อพระคุณแม่เออไม่ง่ายเหมือนกันนะ เพราะว่าอย่างบางคน เพราะความยกจนเลยจะเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ตอบนี่ยากสักหน่อยเพราะความยากจน ต้องกัดฟันจริง ๆ จึงทำได้ แล้วก็หลาย ๆ ท่านก็ทำได้ก็ขออนุโมทนาได้ แต่ว่าบางท่าน อ้าว มีฐานะแต่แม่พ่อไม่เต็มใจจะมาอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่เราอยากจะตอบแทนพระคุณท่านทำไม่ค่อยจะได้ ทำไม่ค่อยจะถนัดเพราะท่านไม่ค่อยจะมาอยู่ด้วยท่านลำบากกว่าเราตั้งเยอะแต่ท่านก็ไม่ยอมมาอยู่กับเราท่านติดถิ่นของท่านจะให้ย้ายจากบ้านเดิมมาอยู่กับเราท่านไม่มา เอ้า ก็พอจ้างพอวานคนอื่นให้ไปช่วยดู โยมพ่อโยมแม่แทนเรา อ้าว พอได้ ก็ ก็ชักยากขึ้นมา แต่ว่ามีวันหนึ่งที่เห็นยากจริง ๆ ก็คือมีโยมคนหนึ่งมา ๒ สามีภรรยา อายุก็ไม่มากประมาณสัก ๓๐ เศษๆ หลวงพ่อถาม เออ เป็นไง ดูแลพ่อดูแลแม่ดีไหม ส่งเงินส่งทองไปให้พ่อแม่ใช้ดีไหมแต่ละเดือน เขาหัวเราะกันทั้งคู่ เขาว่าไง หลวงพ่อเขาพูดหัวเราะ ๆ หลวงพ่อผมไม่ต้องไปดูแลท่านหรอก เพราะคุณพ่อคุณแม่ผมรวยทรัพย์สินเงินทองท่านมีเยอะ ผมไม่ไปขอท่านใช้ก็ถือว่าดีแล้ว อ๋อ พ่อแม่รวยเลยไม่ต้องไปดูแลท่าน มันก็ไม่ใช่นี่มันมีเรื่องอื่นที่จะต้องไปดูแลเป็นการตอบแทนพระคุณท่าน หลวงพ่อก็ถามต่อ เออ เอาล่ะท่านรวย แล้วเรื่องความเป็นอยู่ของท่านล่ะเป็นไงท่านป่วยท่านไข้เคยไปดูไหม ไปดูอะไรกันหลวงพ่อ หมอประจำตัวของพ่อผมแม่ผมนั่นแหละที่เขามาตามครอบครัวผมอีกด้วยซ้ำ อ๋อ เรื่องป่วยไข้พ่อแม่ก็มีหมออยู่เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องไปดูแล้วเรื่องข้าวปลาอาหารล่ะเป็นไง จะเป็นอย่างไรหลวงพ่อ ครัวบ้านผมน่ะก็พ่อก็เป็นเจ้าของภัตตาคารอยู่ด้วย จะต้องไปทำอะไร เออ ไม่ต้องทำอะไรอีกนะเอ็ง แล้วผ้าผ่อนท่อนสไบเสื้อผ้าอีกล่ะ ยิ่งเสื้อผ้าน่ะเหรอ มือ design ชั้นเยี่ยมของเมืองไทยนั่นแหละที่พ่อผมใช้แม่ผมใช้ อ้าว ไอ้นี่ไม่ต้องดูอีก ตกลงไม่ว่าเอ่ยถึงเรื่องอะไรสามีภรรยาคู่นี้เขาตอบชัดเจนว่าไม่ต้องไปดูเพราะพ่อแม่เขามีทุกอย่างอยู่แล้วเป็นอันว่า เมื่อพ่อแม่รวยมีทุกอย่างรีบร้อยเลยไม่ต้องตอบแทนคุณกัน อย่างนี้มักง่ายไป อย่างนี้ปัญญาไม่เกิด มันเริ่มมองออกตรงนี้เอง คือนึกย้อนเข้ากลางของกลางมองดูตัวเองว่า เอ๊ะ ถ้าเรามีพ่อมีแม่ที่มีทุกอย่างพร้อมอย่างนี้แล้วถ้าเราจะตอบแทนคุณท่านนี่เราจะทำอย่างไรนี่ โอ้โห เราคงต้องเค้นปัญญากันสุด ๆ เลยว่าจะทำอะไรนี่จะให้ถูกใจท่านได้นี่ในเมื่อท่านมีทุกอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นจะทำอะไรให้ท่านได้ชื่นใจสักอย่างนี่มันคงต้องเค้นสติ เค้นปัญญา เค้นกันทุกอย่างทุกสิ่งเอามาทีเดียว ไม่อย่างนั้นไม่สามารถจะแทนพระคุณท่านได้แน่นอน ก็ต้องขอบใจ เอ่อ สามีภรรยาคู่นั้น วันนี้หลวงพ่อนึกหน้าเขาไม่ออก แต่ว่านึกเหตุการณ์ได้ว่าเขาเป็นคนจุดประกายให้หลวงพ่อได้คิด แหม ขอบคุณจริง ๆ ใครคือคนนั้นก็ไม่รู้ เผื่ออยู่ ณ ที่นี้ก็ต้องขอขอบคุณด้วยนะ จุดประกายอย่างไร มันแว้บขึ้นมาตรงนี้แล้วมองไปที่ใครมองไปที่คุณยาย มองเลยเราเข้าใจเข้าใจอย่างไร คุณยายตลอดชีวิตที่ท่านรุ่งเรืองมาตั้งแต่ ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งมาเป็นครูบาอาจารย์ให้กับพวกเรา ให้พวกเราได้อาศัยใบบุญท่านได้สร้างบุญมาทุกวันนี้ก็แรงกตัญญูกตเวทีของคุณยาย เป็นไงล่ะเออ จะพบพ่อให้ได้ ไปขอขมาพ่อน่ะมันอีกอันหนึ่ง แต่ตอบแทนคุณพ่อนั่นอีกอันหนึ่ง อือ อยากจะพบพ่อ พอพบพ่อเท่านั้นแหละ ท่านได้แทนคุณพ่อของท่าน แหมชัดเจนทีเดียว พ่อตกนรกเพราะกินเหล้าอยู่ทุกวัน ๆ วันละ ๕ สตางค์ ยายบอก ไปหิ้วพ่อขึ้นมาจากนรก นั่นคือสิ่งที่ยายแสนจะภูมิใจ ยายน่ะนะ เอาพ่อขึ้นมาจากนรก อือ หาวิธีแทนคุณพ่อในที่สุดทำให้ตัวท่านเข้ามาถึงวิชชาธรรมกาย เออ ความกตัญญูกตเวทีของยาย ทำให้ยายมาได้จาก โลกียปัญญา มาได้อริยปัญญา อ๋อ ๆๆ มาเส้นทางเส้นนี้มาตรงนี้เอง เมื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการช่วยพ่อ ให้พ้นนรกมาได้แล้วไง เออ ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็อีกเหมือนกัน ท่านทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ไอ้ที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างนั่นน่ะพวกเรารู้กันแต่เพียงว่า คุณยายกลัวหลวงพ่อวัดปากน้ำจะดุว่า ไอ้ขี้ไต้ กลัวจะดุ เออ ทำให้อายพรรคพวกเพื่อนฝูงอะไรทำนองนั้น แต่ลึก ๆ แล้วไม่ใช่ ลึก ๆ น่ะเหรอ หลวงพ่อนะ สอนวิชชาธรรมกายให้ทำให้เราไปช่วยพ่อได้เพราะฉะนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำต้องการจะให้ทำอะไรบอกมาเถอะ จะถวายชีวิตไปทำมาให้เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีแล้วก็ทุ่มชีวิตค้นวิชชาธรรมกายใช้วิชชาธรรมกายไปทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งมา เออ คุณยายของเรา ก็เลิศด้วยปัญญา เพราะมาในเส้นทางกตัญญูกตเวทีนี่ไงล่ะทำไมหนอตอนนั้นพอคุณยายบอกแล้วเรามองไม่ออก ไม่ออกจริง ๆ ยังไม่พอ เอ้า นั่นแหละ จากที่ ๒ สามีภรรยาคู่นั้นมากระตุ้นให้สะกิดใจขึ้นมานี่เลยมองทะลุปราดไป เออ ใช่คุณยายของเราหนังสือหนังหาก็ไม่รู้ ถึงเวลาหลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพคุณยายทองสุก ซึ่งเป็นอาจารย์คนแรกของท่านก็มาเสียชีวิต เงินจะทำศพก็ไม่มี เป็นแม่ชีเราก็เคยเห็นแล้วนะแม่ชีโดยทั่วไปน่ะไม่มีเงินใช้หรอกไม่เหมือนพระ พระน่ะไปบิณฑบาตได้ แม่ชีบิณฑบาตไม่ได้แล้วแม่ชีไหนที่ไปเดินบิณฑบาตสายตาของญาติโยมก็มองไม่ค่อยจะดีนัก แต่ว่าแล้วจะทำอย่างไร ครูบาอาจารย์คนแรกของท่านที่สอนให้ท่านช่วยพ่อมาให้พ้นนรกได้น่ะคุณยายทองสุกตายอยู่กับท่านนี่แล้วจะทำศพจะทำอย่างไร จะทำแค่พอไปทีน่ะมันก็ไม่ยาก ฟืนไม่ดุ้นมันก็เผาได้หมด แต่จะทำอย่างไร ท่านเริ่มคิดแล้วคุณยายเริ่มป่วย คุณยายทองสุกป่วยท่านก็เริ่มคิดท่านก็วางแผนที่จะ เอ้อ เราจะดูแลรักษาพยาบาลให้สุดฤทธิ์ของเรา หยาบ ๆ คือการแพทย์ทางโลกก็ไปตามหมอ หมอฝีมือดี ๆ เอามาให้ ไม่มีตังค์หรอกแต่ไปตามมาได้ ทำไงล่ะ นั่งเข้าที่ตามหมอคนไหนที่มีความสามารถนั่นแหละ นั่งเข้าที่ตามเอามา หน้าตาก็ไม่เห็นไปเห็นข้างในพระธรรมกายน่ะไปตามมา ตามมาก็เอาตามจากละเอียด แล้วหยาบเขาก็มาช่วยรักษา นั่นก็ส่วนหนึ่งแต่พอสุดแรงในการรักษาเขาก็ทิ้งกำลังยามันไม่ไหว เขาก็ทิ้ง ยายก็ดูแลให้เต็มที่ถนอมน้ำใจครูบาอาจารย์ด้วย ยังไงๆ เวลาละโลกจะได้ใจ ละโลกไปด้วยใจที่ไม่เศร้าหมอง อือ ยืดอายุครูบาอาจารย์ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้เพราะแต่ละวินาทีของผู้ที่แตกฉานวิชาธรรมกายยืดไปได้หนึ่งวินาทีก็ยังมีโอกาสให้ท่านได้สร้างบุญของท่านต่อไปด้วยวิชชาที่ละเอียด ๆ ของท่านได้อีกมากมายมหาศาลนัก งั้นท่านก็หาวิธีที่จะสนองคุณครูบาอาจารย์ท่านด้วยวิธีนี้อ้าวนั่นก็ส่วนหนึ่ง ครั้นใกล้จะละโลกจริง ท่านก็มีกุศโลบายของท่าน ตามลูกศิษย์ลูกหาฝ่ายฆราวาสมามาช่วยกัน ด้วยสารพัดวิธีจนกระทั่งจัดงานศพได้ จัดงานศพอาจารย์ของท่านได้อย่างสมเกียรติ ทั้ง ๆ ที่สักสลึงค์หนึ่งท่านก็ไม่มี เพราะว่าตลอดชีวิตที่อยู่ในวัดปากน้ำนั่งหลับตาภาวนาอย่างเดียว ไม่เคยมีเงินมีทองเป็นของตัวเองแต่ว่า เอ้อ เมื่อภาระเกิดขึ้นก็ต้องใช้ ต้องเคี่ยวเข็ญตัวเองต้องคั้นสติ คั้นเอาปัญญาทุกหน่วยที่มันมีอยู่ในตัวเอาออกมาใช้ให้ได้ เพราะฉะนั้นปัญญาของท่านก็เพิ่มพูนจากการที่แสดงความกตัญญูกตเวทีกับครูบาอาจารย์คนแรกของท่านคือคุณยายทองสุกนั่นแหละ เออ แรงกตัญญูกตเวทีส่งท่านมาอย่างนี้เอง ยังไม่พอก่อนที่พระเดชพระคุณวัดปากน้ำจะละโลกก็มอบ เออ พวกเรานะ เรียกลูกศิษย์ลูกหามาพร้อมที่ทำวิชชา ตอนนั้นก็เหลือไม่มากประมาณสัก คุณยายเล่าให้ฟังว่าเหลือประมาณสัก ๓๐ พระสัก ๖-๗ รูปฝ่ายอุบาสิกาสักประมาณ ๓๐ หลวงพ่อท่านก็สั่งว่า เออ อย่าทิ้งวัดปากน้ำรออยู่ที่นี่แหละและก็ ไอ้รุ่นหลังน่ะที่มันยังมาไม่ถึงน่ะ มันกำลังมาอยู่ไปตามมันมาซะแล้วก็ถ่ายทอดวิชชาให้มันไม่งั้นที่พ่อค้นมานี่มันจะสูญ คนอื่นนึกอย่างไรแล้วแต่ คุณยายนึกเลยเราจะไม่ไปไหน จะอยู่ที่วัดปากน้ำนั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมีปณิธานของท่าน ท่านประกาศปณิธานของท่านตลอดเวลาที่ท่านยังแข็งแรงว่าจะต้องเอาวิชชาธรรมกายไปให้ทั่วโลกให้ได้ นี่ผู้ที่ทำวิชชาอยู่กับท่านรู้กันหมดเพราะฉะนั้นคนอื่นจะนึกอย่างไรก็แล้วแต่ แต่คุณยายนึก ยังไง ๆ จะเอา จะสานปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้สำเร็จให้ได้ เมื่อท่านตั้งปณิธานที่จะสานงานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้สำเร็จให้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นแค่แม่ชี หนังสือหนังหาก็อ่านไม่ออก เงินทองก็ไม่มีไหน ๆ ก็ไม่เคยไป อยู่แต่วัดปากน้ำแต่จะต้องเอาวิชชาธรรมกายไปให้ทั่วโลกให้ได้ หมูเลย ไม่หมู แต่ว่าเมื่อเป็นปณิธานของครูบาอาจารย์จะสานต่อให้เสร็จให้ได้ แล้วท่านก็ปักหลักอยู่ที่วัดปากน้ำ ก็เลยถามยาย แล้วยายทำอย่างไร ยายจะไปทำไงยายไม่รู้หนังสือ ยายก็นั่งเข้าที่สุดชีวิตอีกเหมือนกันก็ไปตามพวกคุณนั่นแหละ อ๋อ จะตามคนตามลูกศิษย์มาประพฤติปฏิบัติธรรมไม่ได้ออกเดินตามแฮะ ท่านนั่งเข้ากลางของกลางไปตาม ไปตามของท่านอย่างไร ต้องไปค้นวิชชาละเอียดๆ เอา ไปตามมาให้ได้ เพราะจะเอาแต่กายหยาบ ท่านมีแต่กายเนื้อกายเดียวแล้วจะไปได้ยังไง ต้องตามด้วยละเอียด แล้วเมื่อได้กายหยาบมาแล้วค่อยเอากายหยาบของรุ่นหลังที่มาน่ะ เอ้อ ไปเดินตามให้ยายอีกตลบหนึ่ง เอ้อ อย่างนั้นได้ ยายก็เลยต้องละเอียดก็ตาม หยาบเหรอ รุ่นหลวงพ่อที่ไปถึงวัดไม่ใช่รุ่นแรก ที่ไปถึงคุณยายไม่ใช่รุ่นแรก ก่อนหน้าหลวงพ่อธัมมะ ก่อนหน้าหลวงพ่อมีอยู่พอสมควร แต่ส่วนมากอายุค่อนข้างมาก ก็ยายก็ได้อาศัยท่านเหล่านั้นแหละไปช่วยตามหยาบ ๆ มาได้บ้างไม่มากนัก แต่พอมาเจอรุ่นหลวงพ่อเข้าได้รับคำสั่งเลย คุณไปตามมาให้หมดทุกมหาวิทยาลัยนะ ยายเคยไปมาเหรอมหาวิทยาลัย แล้วยายรู้ได้ไง ยายเห็นในที่ เออ นี่คือยายเรา เมื่อหยาบไปไม่ได้ก็เอาละเอียด แล้วก็จากละเอียดที่เห็นน่ะมาสั่งให้หยาบไปทำอีกอ ทำด้วยอำนาจของอะไร ทำด้วยอำนาจของความกตัญญูกตเวที สารพัดวิธีคิดคิดเอามา แม้ที่สุดจนกระทั่งได้มาสร้างวัด ยายเหนื่อยไหม ทำไมจะไม่เหนื่อย เพราะมาสร้างวัดยายอายุ ๖๐ แล้ว พวกเราที่มานั่งที่นี่ใครที่อายุ ๖๐ แล้วก็รู้กันทั้งหมดนั่นแหละว่า แล้วมันเป็นอย่างไร ถามตัวเองเถอะ ตอนนี้อายุ ๖๐ ถ้าจะไปเริ่มลงมือสร้างวัดน่ะจะเอาไหม สังขารตัวเองก็ยังหอบกันไม่ค่อยจะไหว จะสร้างวัด แต่ท่านทำ ท่านทำ ทำทำไม จะบูชาพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำให้ได้ เพราะรับปากท่านมาแล้ว เออ แรงกตัญญูกตเวทีส่งผลมาอย่างนี้ ส่งกันมาเป็นทอด ๆ แม้ที่สุดมาสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ก็ต้องพูดกันชัด ๆ ก่อน เมื่อเริ่มสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นี่สังขารคุณยายเริ่มไม่ไหว คุณยายบอกว่า เอ้อ ท่านอย่าสร้างเลย คุณยายห้ามนะไม่ใช่ไม่ห้าม ท่านอย่าสร้างเลย ถ้าท่านสร้าง หลวงพ่อธัมมะนะ ถ้าหลวงพ่อสร้าง เวลาหลับตาจะไม่มีนะ หลวงพ่อทัตตะถ้าสร้างนะนอกจากเวลานั่งหลับตาจะไม่มีแล้ว เรื่องสารพัดเรื่องมันจะมาถึงท่านนะ บอกเลยไม่ใช่ไม่บอกอีกเหมือนกัน หลวงพ่อไม่เท่าไหร่ เอ้า ยายไม่สร้างก็ตามใจ หลวงพ่อธัมมะหันขวับไป ยาย ถ้าไม่สร้างแล้วปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมันจะสำเร็จ ก็ยายก็ไม่ได้ ก็ไม่สามารถจะอยู่ทุ่มเทกับท่านได้เต็มที่ท่านเหนื่อยนะ ท่านจะไม่ได้หลับตานะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะก็บอกว่าจะอย่างไร ก็ต้องทำให้สำเร็จตามที่ยายรับปากพระเดชพระคุณหลวงพ่อมานั่นแหละ ไม่งั้นกลายเป็นยายทำงานไม่สำเร็จ พอเป็นอย่างนี้เข้ายายก็ตามใจ แต่ท่านรับรู้ไว้เถอะ ข้างหน้าเรื่องอีกเยอะเลยนะ ไอ้เรื่องอีกเยอะที่ท่านว่าน่ะ นึกไม่ออกเหมือนกัน มันจะเยอะ อย่างที่เจอมานี่ มันนึกไม่ออก ถ้านึกรู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ไม่แน่ว่าจะทำนะนี่ แต่ก็นึกไม่ออก เอ้าเมื่อหลวงพ่อธัมมะก็มีความเห็นอย่างนี้ คุณยายก็มีความเห็นอย่างนี้ก็ตามใจ แต่ว่าเรื่องอีกเยอะเลยนะ หลวงพ่อก็นึกตามประสาแค่หลวงพ่อจะนึกได้ ยายก็มัน (หมด 1/B) (ม้วน 2/A) ญาติโยมมาวัดก็ ก็ไปตามมาเยอะ ๆ ก็แบ่ง ๆ กันไป อู้หู ถึงเวลาก็เป็นอย่างไรล่ะแบ่งกันไป ก็เป็นอย่างที่เราเจอนี่แหละ เอาล่ะมองภาพต่อหลวงพ่อธัมมะจบวิชาอะไร เศรษฐศาสตร์แล้วทำไง ก่อมาสร้างเจดีย์ พูดเป็นเล่นไป ก่อสร้างสภาธรรมกายสากล สภาอะไรหว่า เนื้อที่ ๑๕๐ ไร่ เถอะเอ้า ท่านจะสร้างก็สร้าง ท่านบอกถ้าไม่สร้าง สภาธรรมกายใหญ่ขนาดนี้ไม่สร้างเจดีย์ขนาดนั้น ไม่สร้างลานโต ๆ ขนาดนั้น อีก ๑๐๐ ชาติ ๑๐๐๐ ชาติก็ไม่สามารถทำให้ได้อย่างที่คุณยายรับปากหลวงพ่อวัดปากน้ำหรอก มันต้องทำ ถ้าไม่ทำแล้วก็ไม่มีทาง ทำได้สำเร็จอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ สั่งว่า เอาวิชชาธรรมกายขยายไปให้เต็มโลก นี้ภาพมันต่อ ๆ กันมาอย่างนี้นะ ดูกันซะให้ชัด ทีนี้เมื่อท่านคิดจะทำเพื่อสนองงานคุณยายไม่ให้คุณยายรับปากกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว เอ่อ เสียคำพูด มันก็ต้องคิดต้องค้น ต้องสารพัด ในที่สุดแม้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยไม่เคยเรียนสถาปนิกมา ไม่เคยเรียนสถาปัตยกรรมมา ก็ ก็ต้องไปค้นละเอียดเอามา ค้นเข้าไปว่าเจดีย์อย่างไรน่ะ ที่จะเหมาะแก่การเผยแผ่ในการปฏิบัติธรรม ในการเป็นฐานรองรับวิชชาธรรมกายในอนาคต เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนามั่นคง นั่งเข้าที่แล้วนั่งเข้าที่อีก นั่งอยู่กับคุณยายนั่นแหละ เช้าฉันข้าวเสร็จ นั่ง เพลออกมาฉัน บ่ายตรวจงานพอตกเย็นหน่อย นั่ง นั่งกัน ขออภัยนะ ไม่รู้ก้นด้านหรือเปล่านั่งกันปานนั้นนั่นน่ะแต่ก็นั่นแหละ แล้วจึงได้ค้นเอาผังอะไรต่ออะไรนี่ออกมา เอาผังโบสถ์ออกมาแล้วก็ได้จากผังละเอียดที่ค้นได้กลายมาเป็นผังหยาบให้เราก่อสร้าง ผังสภาธรรมกายนี่เอ้า ค้นเอามาแล้วก็มาปรับให้เป็นหยาบ เอาออกมาสร้าง อ๋อ แม้ไม่มีความรู้ด้านสถาปัตยกรรมแต่อาศัยความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อครูบาอาจารย์ก็กลายเป็นว่าเป็นแรงบีบคั้นให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธรรมชโย ก็ได้เพิ่มพูนปัญญาให้กับตัวเองขึ้นอีกมหาศาลอีกเหมือนกัน เส้นทางกตัญญูกตเวทีสร้างให้มนุษย์เพิ่มพูนสติปัญญาของตัวเองได้อย่างนี้เอง มิน่ายายจึงบอกว่าความกตัญญูกตเวทีของพระสารีบุตรนั่นแหละเป็นเหตุให้ท่านเลิศด้วยปัญญา มันมาด้วยอาการอย่างนี้แหละ ส่วนพวกเราที่ก็มาช่วยกัน เอาล่ะพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะได้วางแผนงานกำหนดงานอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเราก็มาช่วยเสริมต่อท่าน บางอย่างก็รู้ ๆ กันอยู่น่ะนะ ถามว่าอยากทำไหม ไม่อยากทำหรอก หลวงพ่อเองนี่ตัวไม่อยากเลยล่ะ แต่เฮ้อ ท่านก็อาจารย์เรา ก็ท่านจะทำน่ะ ถ้าเราเฉยเสีย ท่านก็เหนื่อยซี่โครงบานล่ะว่ะ เอ้าเอาไงก็เอาวะ เข็นทำกันไป ก็อาศัยความกตัญญูกันอยู่นี่แหละ มันถึงได้วิ่งกันขาขวิดกันอยู่ทุกวันนี้แหละ แต่ว่าในขณะที่วิ่งขาขวิดกันอยู่ทุกวันนี้ทุกคนนี้นี่น่ะ ก็ไปสำรวจตัวเองเถอะ เราก็ได้เพิ่มพูนปัญญากันอีกคนละไม่น้อยเหมือนกันนั่นแหละ ไปพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน มันเป็นอย่างนั้นนั่นแหละ ความรู้ความสามารถหลาย ๆ เรื่อง ๆ ไม่เคยมีเลย พอเข้าวัดพระธรรมกายเข้า โดยเฉพาะมาช่วยกันบอกบุญเขา เออ ได้เทคโนโลยีมาใหม่ ๆ มาอีกเพียบเลยนั่น ๆ มาด้วยสายงานอะไร มาด้วยสายใยแห่งความกตัญญูกตเวทีแล้วมันก็เพิ่มพูนปัญญาขึ้นมาอย่างนี้ มองภาพนี้ให้ชัดอีกภาพหนึ่ง เอาล่ะ อีกภาพหนึ่งคือภาพของพระสารีบุตร เอ่อ ของพระโมคคัลลานะ ถ้าไม่พูดเดี๋ยวจะมองข้าม ก็ขอพูดย่อ ๆ ก็แล้วกัน เพราะนี่ ๖ โมง ๔๔ นาทีแล้ว เทศน์เมื่อไหร่ติดลมทุกที (หัวเราะ) เมื่อยายมีชีวิตอยู่ ยายชอบ ยายชอบพูด หลวงพ่อทัตตะน่ะเหรอ ให้ขึ้นเทศน์เมื่อไหร่ก็ลมแรงทุกทีแหละ ท่านชอบติดลม ไม่ใช่ติดลม ลมมันแรง เออ นิดหนึ่งพระโมคคัลลานะมาด้วยเส้นทางของความรับผิดชอบต่อหมู่คณะภาพสองภาพนี้ระหว่างพระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญา กับพระโมคคัลลานะผู้เลิศด้วยฤทธิ์ ๒ ภาพนี้ไปคู่กัน ถามว่าพระโมคคัลลานะน่ะท่านมีความกตัญญูกตเวทีไหม มี เอ่อ ถึงแม้ท่านจะเลิศด้วยฤทธิ์น่ะแต่ว่า แล้วปัญญาของท่านล่ะ เอาเถอะ ไม่เท่าพระสารีบุตรหรอกแต่แหม ก็ก้าวต่อก้าวตามกันติด ๆๆ กันอีกแหละ ไม่ได้หนีกันอีกเหมือนกัน ไม่ใช่ทิ้งกันมองไม่เห็นฝุ่นไม่ใช่ ถ้าทิ้งกันมองไม่เห็นฝุ่นล่ะก็ คงเป็นเพื่อนรักกันไม่ได้ พระโมคคัลลานะท่านก็มากด้วยความกตัญญูกตเวทีแต่ว่าดูตรงนี้นิดหนึ่งมาได้เฉลียวใจอยู่ตรงเอ่อ ประโยคหนึ่งว่า เออ พระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญาน่ะท่านทำหน้าที่เป็นเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดทางธรรมแก่พุทธบริษัท คือจ้องเลย เห็นญาติโยมมาคนไหนธาตุธรรมพอจะนะ ธาตุธรรมพอจะรู้พอเห็นธรรมะได้ล่ะก็ ท่านก็ไปคิดไปตรึกไปตรองหาวิธีสอนหาวิธีเทศน์ที่จะมาทำให้บุคคลเหล่านั้นน่ะเข้าถึงธรรมให้ได้ ทำไมท่านมาคิดอย่างนี้ เออ ก็แรงกตัญญูกตเวทีที่ท่านมีต่ออาจารย์ของท่าน ใครล่ะก็พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แรงกตัญญูกตเวทีรู้อยู่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตั้งใจจะโปรดสัตวโลกจะขนรื้อสัตวโลกน่ะไปนิพพานให้หมด การจะรื้อขนสัตวโลกเข้าไปนิพพานให้หมดก็มีทางเดียวน่ะต้องให้เข้าถึงธรรมะให้ได้ เพราะฉะนั้นท่านก็พินิจพิจารณาแยกแยะธรรมะให้ละเอียดยิบไป เพื่ออะไรเพื่อจะเอามาใช้ในการเทศน์การสอนมุ่งไปตรงนั้น พระโมคคัลลานะล่ะในพระไตรปิฎกบอกว่าอย่างไร อ๋อ พระโมคคัลลานะท่านรับหน้าที่เป็นเหมือนพี่ เอ่อ เป็นเหมือนพี่เลี้ยงหรือเป็นเหมือนแม่นม พระสารีบุตรเหมือนแม่ผู้ให้กำเนิดทางธรรม จากไม่รู้อะไรเลยจนกระทั่งเอ้อ เข้าถึงธรรมเป็นพระโสดาบัน อือ เข้าถึงธรรมเบื้องต้นแล้วท่านหยุดล่ะ ถือว่าให้กำเนิดแล้วไปส่งให้พระโมคคัลลานะ นี่เกิดแล้วเกิดแล้วยังไงปิดนรกเปิดสวรรค์บุคคลเหล่านี้แล้ว เอ้าไป ท่านโมคคัลลานะเอาไปไปป้อนนมต่อนะ เออ ไปสอนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ไอ้สอนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป หนักทางกายเป็นภาระหนักทางหยาบขึ้นมาหน่อย หนักทางกายแต่ว่าพระสารีบุตรหนักทางใจเพราะว่าต้องไปค้นให้ได้ว่าธาตุธรรมของคนนี้น่ะเป็นอย่างไร ๆ จะเอาคำสอนให้พอเหมาะพอดีน่ะไปใส่เข้าไปในใจของเขา เขาถึงจะรับได้เขาถึงจะถือกำเนิดทางธรรมขึ้นมาได้ นั่นจับละเอียด พระโมคคัลลานะเหมือนพี่เลี้ยง คอยป้อนนม คอยไกวเปล เอ้า ช่วยกัน ทหารคู่นี้เมื่อป้อนนม เมื่อไกวเปล ภาระมันคืออะไร เอ่อ แม่นมทั้งหลาย อ๋อ ต้องอาบน้ำ ต้องป้อนข้าว ต้องป้อนนม ต้องเช็ดอึ ต้องไกวเปล ต้องสารพัด แต่หยาบออกมาอีกหน่อย ในลักษณะงานอย่างนี้ ถ้าใครเปิดโรงเลี้ยงเด็กก็รู้น่ะว่า วุ่นทั้งวัน แล้วไอ้เจ้าเปี๊ยกพวกนี้มีเรื่องทั้งวันน่ะเดี๋ยวก็วิ่งมาฟ้อง มันตีกัน ตีกันมันก็วิ่งมาฟ้อง มันไม่ได้อย่างใจ เดี๋ยวมันก็วิ่งมาฟ้องเดี๋ยวมันก็ไปซนที่นั่นที่นี่เอ้า เจ็บ เอ้า ป่วย ไข้ อ้าว มาอีกก็ต้องรับภาระ พระโมคคัลลานะรับผิดชอบหมู่คณะน่ะหมายถึงรับผิดชอบในความเป็นอยู่ของหมู่คณะ แต่หมู่คณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะมากมายมหาศาลนัก ท่านเลยแบกเอี๊ยดอย่างนี้มาตลอดทุกภพทุกชาติที่สร้างบารมีมาติดตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา เพราะฉะนั้นในใจของท่านน่ะเมื่อเริ่มต้นก็คงเหมือนกับพวกเรานี่หาทางกดปุ่มเถอะวะ ให้มันมีมือมีเท้าเยอะ ๆ ล่ะวะ หนักเข้าโอ้ย กด กดไม่ทันเลยนะ แล้วทำไง มีทางเดียว ต้องสร้างฤทธิ์ทางใจให้ได้ เพราะฉะนั้นจากสิ่งที่ท่านสะสมว่าเออ ช่วยรับภาระ เอ่อ ภาระในการที่จะเอ่อ ประคบประหงมให้ลูกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ ๆ หลังจากที่พระสารีบุตรก็ตาม หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตามสอนธรรมะเบื้องต้นให้ปิดนรกเปิดสวรรค์ได้แล้วต่อแต่นี้ท่านรับ รับกันวุ่นไปหมด เพราะฉะนั้นมีทางเดียวต้องอาศัยฤทธิ์ รับภาระสารพัดมาก็ต้องก็ต้องฝึกฤทธิ์ให้ให้เต็มที่กดปุ่มก็แล้วางโปรแกรมก็แล้วอะไรก็แล้วในที่สุดพบ เฮ้อ มันได้อย่างเดียว ถ้าจะให้ทันใจล่ะก็ ทันใจทันเหตุการณ์ล่ะก็ ต้องมีอิทธิฤทธิ์ อธิษฐานจิตปุ๊บเป็นได้ปั๊บล่ะก็ เออ อธิษฐานจิตปุ๊บได้ปั๊บล่ะก็ นี้คือเส้นทางของพระโมคัลลานะ ก็ต้องขออนุโมทนากับพวกเราอีกเหมือนกันนั่นแหละ นี่ก็ลูกหลานพระโมคคัลลานะน้อยอยู่เมื่อไหร่ล่ะ พอท่านสั่งงานปุ๊บล่ะก็เดี๋ยวได้เห็นสั่งงานกันต่อ แจกงานกันต่อปั๊บ ๆๆ เครือข่ายจะไปทั่วประเทศน์ ข้ามประเทศไปก็มี มิน่าล่ะเขาถึงได้รุมบอมบ์เอา มันก็มากันอย่างนี้ แต่ว่าฤทธิ์ดีก็รอดตัวมาถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะว่าอีกที แรงกตัญญูกตเวทีที่เรามีต่อหลวงพ่อธัมมะ ต่อคุณยายที่คุณยายหลวงพ่อธัมมะมีต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำที่พระเดชพระคุณวัดปากน้ำมีต่อบูรพาจารย์มีต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสิ่งเหล่านี้คือเส้นทางสร้างปัญญาให้กับพวกเราบ่มปัญญาให้กับพวกเราโดยไม่รู้ตัว แล้วยังไม่พอ ความที่พวกเราก็นิ่งดูดายไม่ได้ เห็นหลวงพ่อเห็นหลวงพี่ทำงานกันแล้วนิ่งดูดายไม่ได้ โดดออกมารับผิดชอบกันหยอย ๆ เพราะฉะนั้นแต่ละท่านเดี๋ยวนี้ก็ มีฤทธิ์กันคนละหลาย ๆ อย่างนี่นะ มันก็คุ้มเหนื่อยนะว่าก็ว่าเสียแต่ว่าก็อย่าให้มันเหนื่อยนักเลยนะ (หัวเราะ) ก็มองภาพตัวเองให้ชัดว่าเออ แม้ที่จริงพวกเราที่นั่งอยู่นี้ก็เดินมาตามเส้นทางที่พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรท่านเดินล่วงหน้าน่ะเพียงแต่ว่า เออ ก็อยากฝากพวกเราว่าเราได้ปัญญา ได้ฤทธิ์มาน่ะเราได้มาโดยไม่ค่อยจะรู้ตัวเราก็เลยไม่ได้มองไปข้างหน้าว่า เอ๊ะแล้วมันจะไปสุดที่ตรงไหน อ๋อ ก็สุดอย่างที่พระโมคคัลลานะพระสารีบุตรท่านมีนั่นแหละ ถ้ารู้เป้าอย่างนี้แล้ว เออ ต่อแต่นี้ไป ก็รู้จักตั้งโปรแกรมส่วนตัวเองให้ดีนะ ว่าเรานั้นจะมีวิธีแสดงความกตัญญูกตเวทีในลักษณะไหนจึงจะเหมาะกับบุคลิคจึงจะเหมาะกับลักษณะของเราแล้วทำให้เราไปถึงเส้นทางสุดยอดแห่งปัญญาตามพระสารีบุตรไปได้โดยง่าย ในเวลาเดียวกันไหนๆ ก็ไหน ๆ แล้วรู้ความเป็นมาภูมิหลังทั้งของพระโมคคัลลาน์และพระสารีบุตรก็วางโปรแกรมเสียด้วยก็แล้วกันนะ แล้วเราจะฝึกขยายความรับผิดชอบของเราออกไปอย่างไร ให้ละเอียดรอบคอบอย่างไร เราจึงจะไปได้ถึง จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งฤทธิ์บารมีอย่างที่พระโมคคัลลานะท่านเป็น สำหรับวันนี้หลวงพ่อก็ฝากข้อคิดกับพวกเราในขั้นนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ก็หวังว่าลูกหลานยายตั้งใจเดินตามทางคุณยายมาแล้ว คุณยายก็ทั้งอุ้มทั้งหิ้วทั้งลากทั้งจูงมาถึงวันนี้แล้ว ก็ขอให้พวกเราได้สามารถเข้าถึงวิชชาธรรมกายและแตกฉานวิชชาธรรมกายตามคุณยายไปได้โดยง่ายทุกภพทุกชาติตราวันถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ (สาธุ) PAGE PAGE 18 หน้า 431203FW-TTT