ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มหารัตนอุบาสิกา มหาสมญานามของคุณยาย

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

จักต้องมี ตำนาน ได้บันทึก จดจารึก รอยสลัก เป็นอักษร จักต้องมี ลำนำ เป็นคำพร เป็นอนุสรณ์ คุณยายไว้ ในสกล ประวัติศาสตร์ ย่อมจารึก ประวัติศาสตร์ คุณยายผู้ รักสะอาด ทุกแห่งหน คุณยายผู้ รู้แจ้ง ค่าของคน คุณยายผู้ ฝึกตน จนรุ่งเรือง ท่านสร้างพระ ให้เป็นพระ ธำรงศาสน์ รวมนักปราชญ์ ร่วมภิรมย์ ห่มผ้าเหลือง เพื่อสืบทอด ธรรมกาย ให้รุ่งเรือง ชาติฟูเฟื่อง งามสดใส ในแผ่นดิน ขอความเจริญรุ่งเรืองสว่างไสวในวิชชาธรรมกาย ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงมีแด่เหล่ายอดขุนพลกล้า ยอดกัลยาณมิตรผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกท่านทุกคนเทอญ สำหรับค่ำคืนวันนี้ที่พวกเราทุกคนได้มาร่วมใจกัน บำเพ็ญกุศลงานสวดพระอภิธรรม ถวายบูชาธรรมแด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ถ้าจะพูดถึงความผูกพันของบุคคลที่มีต่ออีกบุคคลหนึ่ง ความผูกพันนั้นที่ก่อเกิดกำเนิดขึ้นมาในห้วงของดวงใจ คงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ เวลาชั่วครู่ ชั่ววัน ชั่วเดือน หรือเพียงแค่ชั่วปีเท่านั้น ความผูกพันก่อเกิดมาในห้วงของดวงใจนั้น เป็นความผูกพันที่ค่อย ๆ สานตัวขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อย และเป็นความผูกพันอันยิ่งใหญ่ ความผูกพันนั้นก็คือความผูกพันที่เรามีต่อคุณยายอาจารย์ของพวกเราทุก ๆ คน ถ้าพูดถึงความผูกพันที่พวกเรานั้นมีต่อคุณยายอาจารย์ ก็เป็นความผูกพันที่เรียกว่าเป็นความผูกพันข้ามภพข้ามชาติ ถ้าพูดถึงความรู้สึกในห้วงของดวงใจเรานั้น คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความรู้สึกที่เรามีต่อคุณยายอาจารย์นั้นเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน เพราะว่าถ้าหากไม่มีคุณยายก็คงจะไม่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คงจะไม่มีวัดพระธรรมกาย และก็คงจะไม่มีพวกเราทุก ๆ คนที่มานั่งอยู่ ณ ที่นี้ มีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจนเป็นยอดนักสร้างบารมี และมีหัวใจอันยิ่งใหญ่ที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมได้ ตัวของหลวงพี่เอง ถ้าจะมองย้อนกลับไปดูถึงภาพประวัติศาสตร์ชีวิตของตัวเอง ที่ได้ก้าวมาสู่หนทางของการสร้างบารมีนั้น ที่มีอยู่ทุกวันนี้ได้ ก็คงจะเป็นคำตอบเดียวกับพวกเรา เพราะว่าในชีวิตการสร้างบารมีของเรานั้นมีครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เป็นคุณยายของเรา ท่านเป็นต้นบุญ เป็นต้นแบบในการสร้างบารมีมาโดยตลอด ถ้าพูดถึงโดยประวัติในการเข้ามาสู่วัดพระธรรมกายของตัวหลวงพี่เองนั้น ผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรชักชวนนำพามาสู่วัดพระธรรมกาย คงจะไม่มีใครนอกจากโยมพ่อโยมแม่ ถ้าว่าไปแล้วทั้งครอบครัวเข้ามาสู่วัดพระธรรมกายได้ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ครั้งแรกที่มาก็คืองานวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถของวัดพระธรรมกายของเรานี้ โดยกัลยาณมิตรผู้ที่ชักชวนมาครั้งแรก ก็คือหลวงพี่ขจร กรุณาจาโร หรือก่อนที่ท่านจะบวชเป็นพระนั้น โดยส่วนตัวหลวงพี่ก็เรียกท่านว่าคุณอาขจร คุณอาขจรเป็นผู้ที่ทำให้ครอบครัวของหลวงพี่รู้จักวัดพระธรรมกาย ได้รู้จักกับคุณยายอาจารย์เป็นครั้งแรก โดยปกติทุก ๆ วันในการทำงานของคุณอาขจรนั้นทำงานที่กรมป่าไม้ ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานเดียวกับโยมพ่อของหลวงพี่ ทุก ๆ เย็นหลังจากเลิกงาน คุณอาขจรก็จะมาที่ทำงานของโยมพ่อของหลวงพี่ ซึ่งโดยปกติทุกวัน หลวงพี่หลังจากเลิกเรียนแล้ว ก็จะต้องมารอคุณพ่ออยู่ที่ทำงาน เพื่อรอกลับบ้านพร้อม ๆ กัน และในแต่ละวันนั้น คุณอาขจรจะเป็นผู้นำธรรมะมาเล่าให้ฟังในเรื่องต่าง ๆ โดยเรื่องที่เรารู้สึกทึ่งและทำให้เกิดความสนใจในการปฏิบัติธรรม ก็ไม่มีอะไรที่จะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและประทับใจเกินไปกว่าเรื่องของคุณยายอาจารย์ของเรา หรือแม้แต่เรื่องที่คุณอาขจรได้ถ่ายทอดให้ฟังในตอนนั้น ก็เล่าถึงประวัติของคุณยายตั้งแต่เรื่องของคุณยายที่ได้ไปช่วยคุณพ่อขึ้นมาจากนรก ทำให้เราสนใจติดตามอ่านต่อไปในหนังสือเดินไปสู่ความสุข และยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสนใจในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้น คือตอนนั้นท่านก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดตอนนี้มีโยมท่านหนึ่งซึ่งมาปฏิบัติธรรมกับคุณยายตั้งแต่บ้านธรรมประสิทธิ์ บุคคลท่านนั้นก็คืออาจารย์ธวัช ลวเปารยะ ซึ่งท่านเป็นนักวิชาการ เป็นนักวิทยาศาสตร์ การเกษตร ตอนนี้ท่านกำลังมาขอบารมีคุณยายว่าท่านกำลังที่จะปรับปรุงพันธุ์พืชต่าง ๆ ให้ดีขึ้น โดยเฉพาะตอนนั้นสิ่งที่ท่านกำลังวิจัยแล้วก็ทดลองก็คือเกี่ยวกับเรื่องของข้าวโพด ในยุคนั้นเมืองไทยของเราข้าวโพดก็มีแต่ข้าวโพดที่เรียกว่าข้าวโพดพันธุ์ที่ยังไม่มีความหวาน เช่นข้าวโพดพันธุ์ข้าวเหนียวเป็นต้น ถ้าจะเป็นข้าวโพดพันธุ์หวานก็ยังหวานไม่มากนัก แต่ข้าวโพดที่อาจารย์ธวัชกำลังทำอยู่นี้ เป็นข้าวโพดพันธุ์ที่เรียกว่ามีความหวานมากเป็นพิเศษที่จะสามารถ ปลูกขึ้นมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยนำข้าวโพดไปตีตลาดโลกได้ ท่านก็กล่าวไว้อย่างนั้น ดังนั้นอาจารย์ธวัชจึงขอบารมีกับคุณยาย ซึ่งคุณอาขจรก็ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่าคุณยายท่านมีวิชชาธรรมกาย ท่านเองใช้จักรพรรดิ ทำวิชชาธรรมกายปรับปรุงพืชพันธุ์ช่วยในส่วนละเอียด ในส่วนหยาบอาจารย์ธวัชก็ทดลองไป และเป็นที่น่าทึ่งในเวลาต่อมาไม่นาน ข้าวโพดพันธุ์ Super sweet ก็เกิดขึ้นมาในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ที่เรียกว่ามีชื่อเสียงโด่งดังมากทีเดียวในยุคนั้น ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกทึ่งในวิชชาธรรมกาย และเกิดความประทับใจในวิชชาธรรมกายตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา และยิ่งไปกว่านั้น ในครั้งที่ตัวของหลวงพี่เองได้มีโอกาสมาบวช อบรมธรรมทายาทในปีพุทธศักราช ๒๕๒๖ ซึ่งการอบรมธรรมทายาทในปีนั้นก็ตรงกับรุ่น ๑๑ ในตอนนั้นเองก็ทำให้ได้มีโอกาสที่ได้ใกล้ชิด ได้เห็นจริยวัตรของคุณยายอาจารย์ ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น เพราะว่าในสมัยนั้นในการอบรมธรรมทายาทยังอบรมอยู่ภายในวัด เวลาปักกลดจะปักกลดบริเวณรอบ ๆ คูคลองที่เลียบกับกำแพงวัด ส่วนการอบรม ก็จะอบรมปฏิบัติอยู่ที่เนินประดู่ ข้าง ๆ อุโบสถวัดพระธรรมกาย ซึ่งในตอนนั้นหลวงพี่ได้ทันเห็นจริยวัตรของคุณยาย แล้วคุณธรรมของคุณยายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ผู้เป็นพระอาจารย์ในการอบรมนำมาถ่ายทอดสู่กันฟัง แต่สิ่งที่ประจักษ์ด้วยตาตัวเองในตอนนั้นก็คือคุณยายท่านมีความเคารพในพระมาก แม้กระทั่งตอนนั้นตัวหลวงพี่บวชเป็นสามเณร พระที่บวชก็เป็นพระที่บวชใหม่ บวชในช่วงนั้นก็เป็นการบวชเพียงแค่ชั่วคราว ๑ เดือน หลังจากนั้นทางโครงการอบรมก็ให้ลาสิกขาหมด ตอนที่บวชใหม่ ๆ พระที่บวชใหม่ๆ หรือว่าสามเณรที่บวชใหม่ ๆ ตอนที่อบรมธรรมทายาทเวลาผ่านคุณยายก็จะไหว้คุณยาย คุณยายท่านก็จะไหว้ก่อนทุกครั้ง ทำให้ผู้ที่บวช เวลาที่เจอคุณยาย แม้ว่าบวชไปแล้ว มักจะเผลอไหว้คุณยายก่อนอยู่เรื่อย ด้วยความที่เคารพรักในคุณยาย คุณยายจะต้องรีบยกมือไหว้ก่อนทุกครั้ง แล้วท่านเองมักจะพูดอยู่เสมอ ๆ ว่าอย่าให้ยายบาปนะ อย่าให้ยายบาป เพราะถึงแม้ว่าเป็นพระบวชใหม่ หรือบวชเพียงแค่ระยะสั้นก็ตามที ท่านก็เกรงว่าถ้าหากมายกมือไหว้ท่าน ก็จะเป็นการที่ทำให้ท่านบาปได้ ก็เป็นความประทับใจที่ยังอยู่ในห้วงของความทรงจำของตัวหลวงพี่เอง และยังจำได้ว่าเมื่อมากราบคุณยายในแต่ละครั้ง คุณยายก็มักจะมีธรรมะสั้น ๆ ที่ให้ข้อคิด ทำให้เรานำไปใช้ในชีวิตได้ และเป็นประโยคที่แม้ปัจจุบันตัวหลวงพี่เองก็ยังจำได้ และนำมาเป็นแบบในการประพฤติอยู่ ประโยคที่เมื่อไปเจอคุณยาย คุณยายมักจะพูดอยู่เสมอ ว่าคนเรานั้นเมื่อตายไปแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปแต่บุญกับบาป ดังนั้นเราจะต้องเอาบุญกันไปเยอะ ๆ ตั้งใจทำทาน รักษาศีล ภาวนาให้ดี ท่านก็จะมักที่จะพูดอย่างนี้อยู่เสมอ ทุก ๆ ครั้งที่มากราบท่านพร้อม ๆ กับครอบครัวโดยเฉพาะในบรรยากาศในสมัยนั้น ในช่วงบ่ายพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านจะเทศน์ที่ศาลาจาตุมหาราชิกา ในตอนแรก ๆ พวกเราก็จะมาฟังธรรมกันที่ศาลาจาตุมหาราชิกา พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะจะเทศน์เสร็จราวเวลาบ่าย ๔ โมงถึงบ่าย ๔ โมงครึ่ง หลังจากนั้นเราก็จะมากราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ยังจำได้ว่าในตอนที่มากราบท่าน ในครั้งแรก ๆ โยมพ่อหลวงพี่ยังบอกว่าเดี๋ยวจะชวนไปกราบหลวงพ่อนะ หลวงพ่อท่านยังหนุ่มอยู่นะ และหลังจากพาไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว ก็ต้องไปกราบคุณยาย และสถานที่ที่คุณยายมักจะรับแขกอยู่ก็คือบริเวณที่ครัวยามานั่นเอง ท่านก็มาให้พรแล้วก็นำนั่งสมาธิอยู่เป็นประจำ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าเริ่มผูกพันกับธรรมะ เริ่มผูกพันกับคุณยาย เมื่อเวลาผ่านไปได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อน ก็ได้มาพักอยู่ที่วัด โดยสมัยนั้นเวลาที่จะมาพักอยู่ที่วัด ก็จะมาพักอยู่อาคารพักของอุบาสกก็คืออาคารมหาพรหมในปัจจุบัน บริเวณตรงนั้นก็จะเป็นบริเวณที่พักของอุบาสกในวัด ถ้าหากจะมีธรรมทายาทที่มาช่วยงานศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือว่ามีคนที่มาพัก ก็มักจะมาพักที่เรือนพักของอุบาสกตรงนี้ ตอนนั้นเองก็มีกลุ่มเด็กที่มาปฏิบัติธรรมกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ถึงเวลามาปฏิบัติธรรมในช่วงเช้า ตอนที่มาพักที่วัดใหม่ ๆ ยังไม่รู้จักธรรมเนียมของที่วัดมากนัก โดยธรรมดาที่บ้าน เราก็ว่าเวลาเราตื่น ๖ โมง หรือ ๖ โมงครึ่งก็ถือว่าตื่นเช้าแล้ว ปรากฏว่า ที่วัด คุณยายเองวันแรกท่านก็ทราบว่าเราตื่น ๖โมงเศษ ๆ ท่านก็ถือว่าตื่นสาย วันที่ ๒ ก็ได้รับความเมตตาจากคุณยาย เรียกว่าท่านมาสอนถึงที่เลยทีเดียว ยังจำคำสอนของคุณยายที่ท่านเมตตาแนะนำให้ในตอนนั้น เพราะว่าในช่วงเช้าท่านก็จะนั่งรถมา โดยมีอุปัฏฐากขับรถสามล้อมาให้ ท่านก็เข้ามาตรวจดูแล้วก็สอน บอกว่าให้ตื่นเช้า เพราะว่าตอนกลางคืนเทวดาที่เขามารักษา คอยดูแลเราเพราะเราเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น เทวดาเขาจะต้องไปเฝ้าพระอินทร์ ถ้าหากเราตื่นสาย เทวดาที่เขามาเฝ้า ก่อนที่เขาจะขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ เขาก็จะถ่มน้ำลายใส่เรา เราเองก็จะไม่เกิดสิริมงคล ดังนั้นเวลาตื่นให้ตื่นเช้าก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น แล้วท่านก็ชวนให้ไปช่วยกันทำความสะอาดกวาดบริเวณถนน หน้าครัวยามา จนไปถึงจาตุมหาราชิกา ตอนนั้นเองพวกเด็ก ๆ ก็ตื่นกันแต่เช้า กระวีกระวาดด้วยความเคารพในคำสอนของคุณยาย แล้วไปช่วยกันกวาดใบไม้กันแต่เช้าเลย ด้วยความที่เป็นเด็ก กวาดใบไม้ก็ยังกวาดไม่เป็น เวลากวาดไปก็กวาดแบบแฉะ ๆ คือกวาดแบบสั้น ๆ กวาดแบบจิก ๆ เวลากวาดก็กวาดใบไม้ได้ทีละน้อยทีละน้อย คุณยายท่านก็มีความเมตตา มีศิลปะในการสอน ท่านก็เมตตามาสอนว่าเวลากวาด ก็จะต้องวาดไม้กวาดกว้าง ๆ เวลากวาดก็จะได้กวาดใบไม้ได้อย่างเต็มที่ งานก็จะเสร็จเร็ว บุญเราก็จะได้เต็มที่ นี่ก็เป็นสิ่งที่คุณยายท่านเมตตาและท่าน นอกจากท่านสอนแล้ว ท่านแนะให้ทำแล้ว ท่านยังทำให้ดูอีก คือท่านเอาไม้กวาดจับมาจากเรา เราก็ยื่นส่งถวายท่าน ท่านก็กวาดให้ดู เป็นตัวอย่าง ทำให้เกิดความรู้สึกประทับใจกับคุณยายมากเลยว่า คุณยายของเรา ท่านเป็นยอดของกัลยาณมิตร นอกจากท่านเองจะแนะให้ทำแล้ว ท่านยังนำให้ดู และยังอยู่ให้เห็น เป็นกำลังใจให้กับเราอีกต่างหาก ทำให้เรารู้สึกประทับใจในการที่มาอยู่วัดเป็นอันมาก และหลังจากที่ทำความสะอาดเสร็จ ก็ไปรับประทานอาหารที่ครัวยามา ซึ่งบริเวณครัวยามาก็จะมีลานที่สำหรับนั่งในการรับประทาน ตามพี่ ๆ อุบาสกเวลามารับประทานอาหาร ก็จะมารับประทานอาหารใส่จานตักกันแบบบุฟเฟต์ พอเสร็จแล้วก็จะมานั่งเรียงกันเป็นแถว หลับตาบูชาข้าวพระ เราเองก็จะทำตาม คุณยายเองท่านก็จะมาเดินตรวจดูในตอนนั้น แล้วท่านก็จะสอน ยังจำในสิ่งที่คุณยายท่านสอนในตอนนั้น ท่านก็จะสอนเกี่ยวกับเรื่องของการรับประทานอาหาร ท่านบอกว่า เวลารับประทานอาหาร ให้เราพยายามนั่งตัวตรง ๆ รับประทานอาหารแล้ว พยายามอย่าทานอาหารให้มันหก ข้าวอย่าให้หกไปรอบ ๆ จาน แล้วท่านก็บอกว่าทานให้เต็มที่ ทานให้เยอะ ๆ แต่ว่าอย่าทานอาหารให้หก ก็เป็นความประทับใจ ทำให้เราระลึกถึงอยู่เสมอในสิ่งที่คุณยายท่านสอน ท่านสอนเกี่ยวกับมารยาท วัฒนธรรมอันดีงามของนักปฏิบัติธรรมให้แก่เรา และทำให้เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราจำไว้อยู่ในใจ และเป็นสิ่งที่พยายามฝึกฝนตนเองและปฏิบัติอย่างเรื่อยมา และยังนึกขำ ๆ ว่าเด็ก ๆ สมัยนั้นเวลามาปฏิบัติธรรมอยู่ในวัด ก็อยู่ในวัยที่คึกคะนอง วัยสนุกสนาน ถึงเวลาช่วงเย็น ๆ ก็มักจะชวนกันไปกระโดดน้ำในคลองในวัด โดยเฉพาะบริเวณที่มักจะไปกันอยู่เป็นประจำก็คือบริเวณสะพานในวัด โดยเฉพาะสะพาน ๔ ตัน ซึ่งพวกเราเข้าไปในวัด พวกเราก็จะเห็นมีสะพานที่อยู่ทางฝั่งด้านทิศเหนือ ที่เขียนว่าสำหรับรถที่หนักไม่เกิน ๔ ตัน เราก็จะเรียกว่าสะพาน ๔ ตัน มักจะไปกระโดดน้ำเล่น และความที่เป็นเด็ก ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่เวลากระโดดน้ำ ก็จะมักจะเสียงเจี๊ยวจ๊าว ดังกันไปทั้งวัด พอเล่นกันไปได้สักพัก จะเห็นคุณยายท่านนั่งรถสามล้อ มีอุปัฏฐากขับรถมาให้ พอเราเห็นคุณยายเราก็รู้เลยว่า เรามีความผิด ต่างคนต่างรีบหายตัวกันไปอย่างรวดเร็ว เพราะรู้ว่าถ้าเจอคุณยายเดี๋ยวจะทำให้ท่านสะดุดได้ ก็ยังนึกถึงภาพที่ตอนนั้นเราทั้งรัก ทั้งเคารพ ทั้งเกรงคุณยายที่ท่านเองเป็นครูบาอาจารย์ ที่เป็นทั้งต้นบุญและต้นแบบให้กับเราทุก ๆ อย่าง นี่ก็เป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นส่วนตัวที่หลวงพี่เองเมื่อย้อนระลึกถึงภาพของคุณยาย ก็เห็นภาพของคุณยายท่านชัดเจน และอยู่ในใจ และคุณยายยังได้เป็นหลักเป็นที่พึ่งให้แก่ครอบครัวของหลวงพี่จริง ๆ เลย ไม่ว่าคุณย่าจะป่วย ก็ต้องมาขอบารมีกับคุณยาย จะมีคุณอาที่เสียชีวิตก็ต้องมาขอบารมีกับคุณยายให้ท่านได้ช่วยส่งบุคคลที่ล่วงลับ คุณอาของเราที่ล่วงลับไปแล้วเป็นต้น ดังนั้นพูดถึงพระคุณของคุณยายที่มีอยู่ในมโนสำนึกหรือในห้วงของดวงใจของเราแล้ว ก็มีความรู้สึกว่าเป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน ที่ไม่รู้ว่าจะนำสิ่งใดมาเปรียบเทียบหรือพรรณนาคุณของคุณยายที่มีต่อตัวหลวงพี่เองและครอบครัวได้เลย ตรงนี้ก็เป็นเศษเสี้ยวของความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เมื่อระลึกถึงคุณยาย ทำให้เกิดความซาบซึ้งและตื้นตันใจทุก ๆ ครั้งเมื่อได้ระลึกถึงคุณยายอาจารย์ และพวกเราเองก็เช่นเดียวกัน พวกเราเมื่อลองย้อนระลึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์ ของครูบาอาจารย์ของเราคือคุณยายอาจารย์อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ก็คงจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกันกับหลวงพี่ แล้วสิริมงคลนามที่เราได้ถวายเรียกจากท่านที่เป็นมงคลฉายานาม ชื่อว่า มหารัตนอุบาสิกา คำ ๆ นี้จริง ๆ แล้วเป็นคำที่ไพเราะและเหมาะสมอย่างยิ่งกับคุณยายอาจารย์ของเรา เพราะเราลองพิจารณาดูซิว่าอย่างคำว่ามหาอุบาสิกา ก็เป็นคำที่เราคงเคยได้ยินได้ฟังว่าเป็นคำที่เรียกมหาอุบาสิกาในสมัยพุทธกาล ก็คือมหาอุบาสิกาวิสาขา เป็นสมญานามของนางวิสาขาที่ชาวบ้านชาวเมืองทุกคนยกนางวิสาขาว่าเป็นอุบาสิกาที่ยิ่งด้วยอุบาสิกาทั้งหลาย จึงเรียกว่ามหาอุบาสิกา ลองพิจารณาดูถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกาผู้สร้างวัดบุบผาราม ตอนที่นางวิสาขาสร้างวัดบุพพาราม ได้ใช้เงินไปทั้งสิ้น ๒๗ โกฏิ โดยเงินทั้ง ๒๗ โกฏินั้น ถ้าเปรียบเทียบเป็นเงินแล้วก็คือ ๒๗๐ ล้านกหาปนะ เงิน ๒๗๐ ล้านนั้นก็คือเงินทั้งหมด ๒๗ โกฏิ ๒๗ โกฏินั้นเป็นค่าซื้อที่ ๙ โกฏิ สร้างวิหาร ๙ โกฏิ และค่าฉลองอีก ๙ โกฏิ เป็นเงินทั้งหมด ๒๗ โกฏิ สร้างวัดบุพพารามซึ่งเป็นอารามที่สำคัญที่แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองท่านก็เคยทรงมาประทับอยู่จำพรรษา ถ้าเราลองพิจารณาดูว่านางวิสาขามหาอุบาสิกา ตอนที่สร้างวัดบุพพารามใช้เงินทั้งหมด ๒๗ โกฏิ สร้างโลหะปราสาท เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ในสมัยพุทธกาลทีเดียว เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมอนุโมทนา และเป็นสิ่งที่โจษขานถึงชื่อเสียงถึงวัดบุพพารามในเรื่องของความงดงาม เป็นสิ่งที่อัศจรรย์ใจทีเดียว แต่นั้นเมื่อเรามาพิจารณาดูว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกาสร้างวัดบุพพารามใช้เงิน ๒๗ โกฏินั้น ถ้าจะว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งก็น่าทึ่ง แต่ว่าถ้าไม่น่าทึ่งก็ไม่น่าทึ่ง เพราะว่าอะไร เพราะว่านางวิสาขามหาอุบาสิกานั้นเป็นลูกของธนัญชัยเศรษฐี ธนัญชัยเศรษฐีเป็นลูกของใคร เป็นลูกของเมณฑกะเศรษฐี ถ้าว่าง่าย ๆ นางวิสาขามหาอุบาสิกาเป็นลูกของเมณฑกะเศรษฐีผู้มีแพะทองคำมีสมบัติที่ตักไม่พร่อง การที่จะสร้างวัดสักวัดหนึ่งใช้เงิน ๒๗ โกฏิ จริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะยากเกินไปนักสำหรับลูกเศรษฐีอย่างนางวิสาขามหาอุบาสิกา แต่พอเรามาดูคุณยายของเรา คุณยายของเราเป็นใคร โดยชาติกำเนิด ท่านก็เป็นเพียงแค่ลูกชาวนาอยู่ที่นครชัยศรี แต่ด้วยคุณธรรมและความรักในการฝึกฝนรวมทั้งบารมีที่ท่านสั่งสมมาข้ามภพข้ามชาติ แม้ชาติกำเนิดของท่านแต่เดิมเป็นลูกชาวนา ไม่ใช่ลูกเศรษฐี เรามาลองสิ่งที่สร้างเอาไว้ก่อนที่จะละสังขารไป ก็คือวัดพระธรรมกาย ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในยุคปัจจุบัน ถ้าจะถามว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ไหม ก็บอกได้เลยว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมาก ๆ เลย เพราะว่าเมื่อเปรียบเทียบกับนางวิสาขาแล้ว โดยชาติกำเนิดคุณยายเราเป็นเพียงแค่ลูกชาวนา แต่สิ่งที่คุณยายท่านสร้างนั้นคือวัดพระธรรมกาย ศูนย์กลางธรรมกายแห่งโลก ศูนย์กลางในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน สิ่งที่คุณยายสร้างนั้นเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ถ้าจะเปรียบเทียบเป็นค่าของเงินแล้ว ก็คงเป็นเงินที่มากมายหลายร้อยโกฏิทีเดียว ดังนั้นในสมญานามหรือสิริมงคลนาม มหาฉายานามที่เราได้ถวายกับคุณยายว่ามหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนั้น เป็นสิ่งที่เมื่อพิจารณาในประเด็นนี้แล้ว เราจะรู้ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างยิ่งที่เหมาะสมแล้วกับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรมอย่างคุณยายอาจารย์ของเรา ดังนั้นในโอกาสนี้หลวงพี่ก็ขอให้พวกเราได้ตรึกระลึกถึงคุณธรรมของคุณยาย โดยเฉพาะเรื่องราวของคุณยายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะท่านเคยเล่าให้กับหลวงพี่ฟังว่า ในสมัยที่หลวงพ่อทัตตะยังไม่ได้บวช ไปปฏิบัติอยู่ที่บ้านธรรมประสิทธิ์ ท่านมีความรักในคุณยายเป็นอย่างมาก ท่านบอกว่าเวลานั่งสมาธิ ธรรมดาหลวงพ่อท่านมักจะนั่งสมาธิ เดี๋ยวก็ง่วงบ้าง เดี๋ยวก็ฟุ้งบ้าง ท่านบอกว่าท่านมีเทคนิคในการนั่งธรรมะให้ดี ท่านบอกว่าท่านจะทำอย่างนี้ก็คือ ท่านจะทำความรู้สึกว่าตัวท่านเป็นยาย ตัวยายเป็นท่าน ตัวท่านเป็นยาย โดยท่านจะภาวนาในใจว่าเราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา ท่านบอกว่าพอทำความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ใจมันสงบ ใจมันนิ่ง ใจมันรวมได้เร็ว ดังนั้นในวันนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน หลวงพี่อยากให้พวกเราทุกคนได้หลับตา รวมใจ แล้วตรึกระลึกถึงคุณยาย ทำความรู้สึกภาวนาในใจเราว่า เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา ทำความรู้สึกว่าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยาย กาย วาจา ใจของเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยาย กาย วาจา ใจของคุณยายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเรา เรามีความรู้สึกว่าคุณยายท่านทำอย่างไร เราทำอย่างนั้น คุณยายท่านพูดอย่างไร เราพูดอย่างนั้น คุณยายท่านคิดอะไร เราคิดอย่างนั้น ท่านคิดพูดทำ ในสิ่งที่เป็นกุศลความดีอย่างไร ก็ขอให้เราได้คิด พูด ทำ ในสิ่งที่เป็นกุศลอย่างนั้น ให้เราน้อมจิต สำรวมใจ ปล่อยใจลงไปอย่างนี้ว่า เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เราเป็นยาย ยายเป็นเรา เหมือนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะที่ท่านได้ภาวนา โดยเรานึกน้อมให้เห็นภาพของคุณยายของเราซ้อนผุดมาที่ศูนย์กลางกาย กายของคุณยายก็ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายของเรา ศูนย์กลางกายของคุณยายก็ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศูนย์กลางของเรา ดวงธรรมภายในของคุณยายก็ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงธรรมของเรา เราก็นึกอธิษฐานเลยทีเดียวว่า ขอให้กายของเรา ใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมโคตรภู กายธรรมพระโสดาบัน กายธรรมพระสกทาคามี กายธรรมพระอนาคามี หรือกายธรรมพระอรหัต ทุก ๆ กายทั้ง ๑๘ กาย ให้ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ ๑๘ กายของคุณยาย กายมนุษย์ของเราซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายมนุษย์ของคุณยาย กายทิพย์ทั้งหยาบและละเอียดของเรา ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายทิพย์หยาบและละเอียดของคุณยาย กายรูปพรหมทั้งหยาบ และละเอียดของเราก็ซ้อนเป็นหนึ่งอันเดียวกายรูปพรหมหยาบ และละเอียดของคุณยาย กายอรูปพรหมหยาบ และละเอียดของเราก็ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายอรูปพรหมหยาบ และละเอียดของคุณยาย กายธรรมโคตรภู โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหัต ทั้งหยาบและละเอียดของเรา ก็ซ้อนเป็นหนึ่งอันเดียวกับกายธรรมโคตรภู โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี ทั้งหยาบและละเอียดของคุณยาย อธิษฐานให้กาย และใจของเราซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายของคุณยายทั้งหยาบ ทั้งละเอียด กายของคุณยายเป็นเรา กายของเราเป็นคุณยาย ให้สายธาตุสายธรรม สายเห็น สายจำ สายคิด สายรู้ของเราซ้อนสนิทแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยาย แล้วนึกถึงบุญบารมีของคุณยาย ใจของคุณยายท่านเชื่อมโยงผูกพันกับพระนิพพาน ผูกพันกับพระพุทธเจ้า ผูกกับพระนิพพานนับอสงไขยไม่ถ้วน ฉะนั้นการที่เราได้ตรึกระลึกถึงคุณยาย หยุดไปในกลางของคุณยาย ก็เหมือนได้หยุดไปถึงพระธรรมกายของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วนทีเดียว ดังนั้นให้เราตรึกระลึกถึงคุณยาย และตรึกระลึกถึงธรรมที่คุณยายท่านได้รู้ได้เห็น ใจของท่านที่เหนี่ยวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระนิพพานอยู่ตลอดเวลา ใจของท่านที่มุ่งดิ่งเข้าไปในไส้กลางของกลาง มุ่งตรงไปสู่ที่สุดแห่งธรรมอยู่ตลอดเวลาอย่างไร ก็ขอให้ใจของเราได้พุ่งตรง พุ่งดิ่งไปในไส้กลางของกลาง ไปสู่ที่สุดแห่งธรรม มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรมเหมือนกับคุณยายอย่างนั้น และเราก็ขออาราธนาบุญ บารมี รัศมี กำลัง ฤทธิ์ อำนาจ สิทธิ เฉียบขาด ที่คุณยายท่านได้เชื่อมต่อ เสริมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับบุญบารมีของพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในอายตนนิพาน นับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ให้หลอมกาย ใจ จิตวิญญาณของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยาย หยุดนิ่งไปในกลางนั้น เราจะรู้ถึงว่าในศูนย์กลางกายของคุณยายนั้น เป็นเหมือนกับมหาสมุทรแห่งบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนท่อธารแห่งบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนท่อธารที่มีขนาดใหญ่ เป็นแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลทีเดียว ที่กระแสบุญเมื่อเราหยุดนิ่งไปในกลางนั้น เป็นอู่แห่งทะเลบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นอู่แห่งทะเลบุญที่ไม่มีประมาณที่เชื่อมตรงต่อพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ในพระนิพพาน เพราะฉะนั้นการที่เราได้น้อมคุณยายมาเป็นอารมณ์ในสมาธิของเรา หยุดนิ่งไปในกลางของกลางของคุณยาย เราจะยิ่งซาบซึ้งดื่มด่ำในความใส สว่าง สะอาด บริสุทธิ์ของคุณยาย เราจะซาบซึ้งถึงความที่คุณยายที่เป็นเนื้อนาบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นอู่แห่งทะเลบุญอันยิ่งใหญ่ เพราะว่าศูนย์กลางกายของท่านเชื่อมโยงกับผู้รู้ภายในนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน การที่ได้หยุดนิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยายอย่างนี้ เป็นมหัคคตกุศลผลบุญอันยิ่งใหญ่ทีเดียว เป็นอนุสสตานุตตริยะ คือความระลึกที่สูงสุด ที่ดีเยี่ยม ที่เราพึงตรึกระลึกอยู่เสมอ อยู่เนือง ๆ ให้เป็นอารมณ์ การที่เราได้น้อมคุณยายเป็นอารมณ์ เราจะรู้ว่าเมื่อหยุดนิ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศูนย์กลางของกลางของคุณยาย ก็เหมือนกับการที่เราได้เหนี่ยว เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ฉันนั้น ดังนั้นให้พวกเราปล่อยใจดิ่ง ปล่อยใจนิ่ง อธิษฐานจิต อธิษฐานกายของเราให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณยายทุก ๆ กายทั้ง ๑๘ กาย ทั้งหยาบ ทั้งละเอียด ทั้งสุดหยาบ ทั้งสุดละเอียด ณ ภายในกาย ภายในตัวของเรา หลอมใจ หลอมจิต หลอมวิญญาณของเราลงไปในกลางของกลาง กลางของกลาง กลางของกลางตรงนั้น และอธิษฐานว่าขอให้ได้ติดเป็นสายบุญ สายบารมี ได้เป็นลูกหลานของคุณยาย ติดในไส้กลางของคุณยายไปทั้งหยาบและละเอียด สร้างบารมีกับคุณยายไปทุกภพทุกชาติ คุณยายท่านมีเป้าหมายที่จะปราบมารไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมฉันใด เราเองก็จะมีเป้าหมายที่จะตามติด แล้วก็ติดตามคุณยายไปทั้งหยาบและละเอียดที่จะปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลายเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมไป เราก็นึกน้อมใจดิ่งนิ่ง ไปตรงกลางของกลาง ของคุณยายให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว พร้อม ๆ กันทุกคน (สัพเพฯ) *********************************** จบ ***********************************