ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ผู้มีธรรมะเป็นอาภรณ์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

นโม ตัสสะ (๓ จบ) ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ โกชญฺญามรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา เวลาคือชีวิต หมดชีวิตก็คือหมดเวลา ชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่า กาลเวลาเป็นสิ่งที่มีความหมาย ผู้มีปัญญาพิจารณาเห็นคุณค่าของชีวิตอย่างนี้แล้ว ย่อมใช้เวลาให้ผ่านเลยไปอย่างทรงคุณค่าที่สุด โดยเฉพาะการน้อมนำใจให้หยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เหมือนอย่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นยอดวีรสตรี ปูชนียาจารย์ ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายของพวกเราทั้งหลาย ซึ่งท่านเป็นทั้งต้นบุญต้นแบบของนักสร้างบารมี คุณยายจากไปอย่างผู้มีชัยชนะ เหมือนกับทหารหาญที่รบชนะข้าศึก แล้วกลับสู่มาตุภูมิด้วยความองอาจสง่างาม ทุกท่านที่มาร่วมบำเพ็ญกองการกุศลในวันนี้ คงตระหนักดีแล้วว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง หมู่สัตว์ที่เกิดมาล้วนมีความตายเป็นที่สุด ทุกชีวิตล้วนบ่ายหน้าไปสู่ปากของพญามัจจุราช ครั้งหนึ่งในชีวิตของทุกคนต้องพบกับสัจธรรมเช่นนี้ เพราะพญามารมัจจุราชไม่เคยปราณีใคร ไม่มีใครเลยที่จะสามารถหลุดพ้นจากเงื้อมหัตถาพญามัจจุราชไปได้ เมื่อถึงคราวตาย บิดามารดาของเราก็ไม่สามารถที่จะช่วยเราได้ แม้จะร้องไห้มีน้ำตานองแทบเป็นสายเลือด แต่ก็ไม่อาจที่จะต่อเติมชีวิตให้ยืนยาวได้ต่อไป ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับเป็นสหายโดยดุษณีภาพ ที่เราไม่อาจจะไม่คบไว้ แล้วก็ไม่มีกำลังใด ๆ ในโลกที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่ากำลังของพญามัจจุราช ผู้มีเสนาใหญ่นี้ เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ถ้าหากพญามัจจุราชมายืนอยู่ปากประตูบ้านของเรา เราพร้อมหรือยังที่จะเดินทางไกลอย่างปลอดภัยและมีชัยชนะเหมือนอย่างคุณยาย คุณยายอาจารย์ ท่านเป็นต้นแบบของการเดินทางไกลอย่างผู้มีชัยชนะ ตลอดชีวิตของท่านลงมาเพื่อสร้างบารมีจริง ๆ ลงมาทำหน้าที่ของทหารหาญแห่งกองทัพธรรม และมาเป็นครูผู้สืบสายธรรม เพื่อจะขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณยายครั้งสุดท้ายจึงเป็นรอยยิ้มที่เบิกบาน เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข เป็นใบหน้าที่บ่งบอกถึงรอยยิ้มผู้มีชัยชนะแล้ว ประทับใจเมื่อแรกพบ อาตมามาวัดพระธรรมกายครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้ยินว่าคุณยายไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ ฟังแล้วก็ทึ่งมาก พระอาจารย์เล่าเรื่องคุณยายให้ฟัง จึงรู้สึกอยากเจอคุณยาย ปลายปี ๒๕๓๑ ขณะนั้นเป็นสามเณรได้ปั่นซาเล้งไปกวาดใบไม้ ที่หน้าโบสถ์บ้าง ในบริเวณวัดบ้าง ไปกัน ๒๐ รูป มีอยู่วันหนึ่งกวาดใบไม้ไปเรื่อย ๆ เห็นคุณยายเดินมาแต่ไกล อาตมาก็มองไป พร้อมกับคิดในใจว่า แม่ชีคนนี้ละมั้ง ที่บอกว่าไปนรกได้ ปัดลูกระเบิดได้ ก็ไม่คิดว่าจะเชื่ออะไร วันนั้นคุณยายเดินมาเรื่อย ๆ เราก็ฉงนใจว่า ทำไมคุณยายเดินมาหาเรา ครั้นจะหลีกทางก็กระไรอยู่ ก็ทำเป็นกวาดไปเรื่อย คุณยายเดินมาบอก “เณร เณร ยายนี่ไปนรกได้จริง ๆ นะ เณรไม่เชื่อหรือ ยายนี่ช่วยพ่อขึ้นจากนรกได้แล้ว” อาตมาตกใจมากเลย ขนาดยังไม่ต้องถามนะนี่ แล้วคุณยายก็กล่าวต่อไปว่า “เณรอยากทำได้ไหมล่ะ“ “ครับ ยายครับ” ตอนนั้นพูดกับท่านไม่เป็น เพราะว่ามาใหม่ ๆ มีแต่ตกใจอย่างเดียว จากนั้นคุณยายก็มอง ๆ ไปรอบ ๆ บอกว่า “เณรนะ ปัดกวาดวัดยายนี่ กวาดแล้วต้องเอาไปทิ้งด้วย อย่ากวาดรวม ๆ เอาไว้เฉย ๆ เณรต้องทำให้เรียบร้อยนะ ถ้ากวาดแล้วทิ้งไว้ เดี๋ยวไก่มันก็มาเขี่ย เณรก็ไม่ได้บุญ” เมื่อแนะนำเสร็จก็ยกมือพนมขึ้น กล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เณรอย่าให้ยายบาปนะ ยายอยากให้เณรให้บุญเยอะ ๆ ไปกับยายน่ะ” จากนั้นก็หันหลังเดินจากไปเหลือไว้แค่ความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นในใจว่า “พระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองมีความรู้ทางโลก มีสติปัญญาสามารถ ท่านยังยอมตนเป็นลูกศิษย์ของคุณยาย สามารถเป็นครูบาอาจารย์ของระดับเจ้าอาวาสได้ แสดงว่าคุณยายคนนี้ต้องไม่ธรรมดา” ต่อมาเมื่อได้เรียนถามพระอาจารย์เกี่ยวกับคุณยาย ยิ่งได้ฟังอานุภาพต่าง ๆ ก็รู้สึกอัศจรรย์ในอานุภาพของคุณยาย เลยเป็นสามเณรที่กลัวคุณยาย ภายหลังเมื่อเห็นคุณยายเดินมาไกล ๆ ไม่กล้าไปใกล้ยาย เพราะกลัวอยู่ ๒ เรื่อง คือ ๑. กลัวว่าคุณยายจะรู้ใจ เพราะว่าเราก็เล่นคิดทั้งกุศลและอกุศลตามประสาวัยรุ่น ๒. กลัวยายพนมมือไหว้ ท่านจะยกมือไหว้ตลอด พอพูดสั่งสอนเสร็จ ท่านจะบอกว่า “อย่าให้ยายบาปนะคะ” ยายอยากให้ท่านได้บุญ ความประทับใจเมื่อตอนเป็นพระ เมื่อได้บวชพระแล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เมตตาเล่าถึงความเคารพรักที่ท่านมีต่อคุณยายให้ฟังสมัยที่นั่งธรรมะกับท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๖-๒๕๓๙ และคุณธรรมของคุณยายว่าการจะเป็นนักทำวิชชา ที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญญาณไม่ติดขัด จะต้องเอาอย่างคุณยายอย่างไรบ้าง ทำให้เข้าใจแจ่มชัดว่าทำไมหลวงพ่อถึงเคารพเทิดทูนคุณยายยิ่งนัก หลวงพ่อพูดเสมอว่า “เขาว่าอยู่กับก๋งมีความสุขแล้วนะ หลวงพ่ออยู่กับคุณยายมีความสุขที่สุดเลย” อาตมาก็เชื่ออย่างนั้น เพราะว่าคุณยายมีความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ๑๐ ปี ต่อมา ตอนสอบประโยค ๙ ได้ มีโอกาสได้ไปถวายปัจจัยบูชาธรรมคุณยาย ท่านให้พรใหญ่เลย คุณยายอวยพรขอให้ได้บวชตลอดชีวิต ให้ได้ศึกษาวิชชาธรรมกายกับหลวงพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้มาช่วยยายดูแลวัด แล้วก็มอบล็อกเกตให้ เป็นความประทับใจที่คุณยายให้พร คุณยายได้ชื่อว่า “เป็นหนึ่งไม่มีสอง” เพราะท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชชาธรรมกายมากกว่าลูกศิษย์คนอื่น สำหรับอาตมานั้นอยากขอนำเสนอ เรื่องความคิดเดียวของท่านให้ทุกท่านได้รับฟังว่า สมัยที่คุณยายเป็นเด็ก พ่อของคุณยายเสียชีวิต คุณยายไม่ได้ร้องไห้ คุณยายพียงแค่เสียดาย คือเสียดายที่ท่านไม่ได้ขอขมาลาโทษพ่อ เพราะท่านออกไปเก็บผักที่ท้องทุ่งนา เลยกลับมาไม่ทันขอขมาพ่อ ท่านเข้าใจโลกและชีวิต ท่านสอนตัวเองได้ ท่านมีความตั้งใจว่าจะไปตามหาพ่อ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าพ่ออยู่ไหนเลย เพียงได้ยินว่าหลวงปู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านสามารถไปนรกได้ ไปสวรรค์ได้ จับมือถือแขนกับสัตว์นรกได้ ด้วยความที่เป็นผู้มีธาตุธรรมแก่กล้า ใจก็มุ่งว่าจะไปหาหลวงพ่อวัดปากน้ำ จะไปศึกษาวิชชาธรรมกายที่จะไปนรกไปสวรรค์ได้ คือความคิดของคุณยายจึงไม่ธรรมดาจริง ๆ รุ่งเช้าคุณยายนำควายออกไปท้องทุ่ง สายตามองไปที่ดวงตะวัน ท่านอยากจะไปให้ถึงดวงตะวัน นับเป็นความคิดที่ไม่ธรรมดาที่คนทั่วไปไม่กล้าคิด ออกจากเรือน เหมือนนกที่ออกจากดอน พอท่านจัดแจงเรื่องครอบครัวเสร็จ ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะออกจากบ้าน โดยไม่มีใครชักชวน คิดจะไปเอง ตอนจะไป แม่น้ำตานองหน้า ไม่อยากให้ไป เพราะว่าสงสารลูกสาว กลัวจะไปพบกับความลำบาก แต่น้ำตาของแม่นั้นไม่สามารถที่จะมาเป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินทางไปศึกษาวิชชาธรรมกายของคุณยาย นับเป็นการกล้าตัดสิ้นใจที่เด็ดเดี่ยว ซึ่งไม่ธรรมดาของคุณยาย คุณยายไปเป็นคนใช้ของคุณนายเลี๊ยบ แต่ท่านบอกว่ายายไม่เกิดความรู้สึกว่ายายไปเป็นคนใช้นะ ยายไปรักษาสมบัติให้เขา ไปดูแลสมบัติให้เขาเท่านั้นเอง ยายออกจากบ้านเพื่อแสวงหาอริยทรัพย์ไม่ใช่แสวงหาโลกียทรัพย์ เป็นทางผ่านที่จะไปวัดปากน้ำ เมื่อความตั้งใจตรงนี้เกิดขึ้นจึงไม่รู้สึกว่าเป็นคนใช้ของใคร ท่านได้รับการยอมรับจากคุณนาย จากคนในบ้าน เรื่องสมบัติต่าง ๆ ยายดูแลหมด คลังสมบัติ ยายก็ดูแล จะเป็นญาติหรือลูก ๆ ยังไม่กล้าให้เข้าไปในห้องนั้นเลย แต่คุณนายอนุญาตให้ยายเข้าไปได้ เพราะเชื่อมั่นในคุณยายคนเดียว หนทางสู่ธรรมกาย ต่อมา เมื่อคุณยายได้ยินว่าคุณยายทองสุข สำแดงปั้น จะมาสอนสมาธิที่บ้านคุณนายเลี๊ยบ จากที่เป็นคนขยันอยู่แล้ว ก็ขยันเป็น ๒ เท่า เพราะอยากจะนั่งธรรมะกับคุณยายทองสุข ทำให้ได้ข้อคิดว่า คุณยายสอนตัวเองได้ ทำดีโดยไม่ต้องมีใครชวน คนส่วนใหญ่ จะนั่งสมาธิก็ยังต้องมีผู้ชวน จะมาบวช ก็ต้องมีคนชวน จะทำอะไรดี ๆ จะต้องมีคนชวน ถึงจะทำกัน แต่คุณยายไม่ต้องเลย คุณยายอยากจะนั่งสมาธิจึงมีความขยันเป็น ๒ เท่า เวลานั่งก็ต้องคอยสังเกตทั้งคุณยายทองสุข และคุณนาย ว่าขาดเหลืออะไรบ้าง ต้องคอยเอาใจทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านอาศัยอิทธิบาท ๔ คือ ฉันทะ มีความพอใจอยู่แล้ว มีความพอใจอยากจะนั่ง อยากจะเข้าถึง วิริยะ ความเพียรของท่านก็เป็นเลิศ แอบหลบขึ้นไปนั่งอยู่บนดาดฟ้าเป็นประจำ จิตตะ เอาใจจรดจ่อทั้งวันทั้งคืน วิมังสาพิจารณาหาช่องทางแห่งความสำเร็จ ช่องทางว่าทำไมใจไม่หยุด ใจไม่นิ่ง ในที่สุดคุณยายก็สามารถเข้าถึงพระธรรมกาย ตอนที่ยายเข้าถึงพระธรรมกาย ยายก็พูดชัดเจนว่าความสุขของยายที่เข้าถึงในวันนั้น เอาทองมากองท่วมหัว มาแลกกับความสุขที่ยายเข้าถึงพระธรรมกาย ยายก็ไม่เอา เพราะยายได้รับรสพระธรรมที่พุทธองค์ตรัสไว้ว่า สัพพะระสัง ธัมมะระโส ชินาติ รสแห่งธรรม ชนะรสทั้งปวง รสแห่งการเข้าถึงพระธรรมกาย ซึ่งเป็นความปรารถนาของมวลมนุษยชาติ เป็นสุขกว่ารสทั้งหลายจริง ๆ เพราะเป็นความสุขที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง คุณยายได้สัมผัสแล้ว นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ช่วยพ่อขึ้นจากนรก เมื่อเข้าถึงธรรมกายแล้ว ท่านจึงมาบอกคุณยายทองสุขว่า “พี่ ๆ ฉันอยากจะไปหาพ่อจังเลย” คุณยายทองสุขก็สอนวิธีการที่จะไปนรก คุณยายทำใจเป็นกลาง ๆ นิ่ง ๆ มีอุเบกขาธรรมอยู่ในกลาง แล้วองค์พระก็พาท่านไปเรื่อย เห็นพ่ออยู่ในนรก ไฟลุกโพลง รุ่งโรจน์โชติช่วง แต่อาศัยอานุภาพของพระธรรมกายดับไฟได้เหมือนกัน ดับชั่วคราว จนคุณยายสามารถเห็นพ่อได้ พ่อบอกตะโกนร้องเรียกเลย “ลูกจันทร์ช่วยพ่อด้วย ลูกจันทร์ช่วยพ่อด้วย” อาศัยอานุภาพของวิชชาธรรมกาย ทั้งคุณยายทองสุขและคุณยายของเราบอกให้พ่ออาราธนาศีล ๕ ให้พ่อนึกถึงบุญ จึงสามารถนำพ่อขึ้นจากนรกมาได้ เปลี่ยนจากความทุกข์ทรมานในนรก ขึ้นมาเสวยสุขอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้ คุณยายจึงถือโอกาสนี่ขอขมาพ่อ ที่พ่อเคยสาปแช่งเอาไว้ แต่พ่อก็บอกว่า พ่อไม่ได้ถือโทษโกรธลูกหรอก พ่อพูดไปด้วยความเมาเฉย ๆ แต่ถ้าลูกติดใจ พ่อก็ให้อภัย การช่วยพ่อพ้นจากนรกได้นั้น นับว่าท่านเป็นลูกยอด กตัญญู ช่วยเหลือพ่อข้ามชาติ จะมีลูกคนไหนบ้างที่สามารถช่วยพ่อขึ้นจากนรก แล้วก็ยกขึ้นสู่สุคติสวรรค์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พอยายเห็นคุณค่าของวิชชาธรรมกายแล้ว หาโอกาสไปศึกษาวิชชาธรรมกาย ไม่ย้อนกลับแล้ว มุ่งไปว่าจะไปหาหลวงปู่วัดปากน้ำ ไปศึกษาวิชชาธรรมกาย คุณยายรู้ว่าไปวัดปากน้ำ ต้องเจออุปสรรคอะไรบ้าง จะมีคนต้อนรับ มีที่อยู่สะดวกสบายหรือเปล่า ยังไม่รู้ แต่ยายมุ่งอย่างเดียวว่าจะไปศึกษาวิชชาธรรมกาย พอไปถึงก็ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็บอกให้เข้าไปนั่งในโรงงานทำวิชชาเลย โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนเหมือนคนอื่น ๆ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะท่านฝึกตัวมาดี พร้อมตั้งแต่ก่อนจะมาถึงวัดปากน้ำแล้ว คุณธรรม ๓ ประการ ๑. คุณยายมีศีลเป็นอาภรณ์ ศีลของท่านบริสุทธิ์มาก หลวงพ่อธัมมชโยบอกว่าอยู่ใกล้คุณยายนี่ ยังไม่เคยเห็นยายท่านจะทำความผิดความพลาดให้กาย วาจา ใจไม่บริสุทธิ์เลย ท่านยิ่งอยู่ใกล้ ก็ยิ่งมีความเคารพรักมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป หลวงพ่อท่านบอกว่าแม้ยายร่างกายท่านเป็นหญิง แต่ใจท่านมีองค์พระอยู่ในกลางตลอด เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์พระตลอดเวลาเลย ท่านไม่เคยพูดเท็จ ส่อเสียด คำหยาบ เพ้อเจ้อ สิ่งที่มารองรับว่า ทำไมคุณยายมีศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์นั้น สมาธิจะไม่ก้าวหน้า ศีลจะเป็นบรรทัดฐานให้เกิดสมาธิ ยิ่งศีลบริสุทธิ์ เป็นอธิศีลสิกขา สมาธิก็ย่อมก้าวหน้า ๒. คุณยายมีสมาธิเป็นอาภรณ์ คุณยายเป็นผู้มีความเพียรเป็นเลิศ สมัยหลวงปู่วัดปากน้ำมีการทำวิชชาทั้งวันทั้งคืน แบ่งกะกัน กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมง รวมแล้ว ๑๒ ชั่วโมง คุณยายทำได้ แล้วคุณยายยังได้รับบุญพิเศษ ได้เข้าเวรขาดรู้คือช่วง ๖ ทุ่มถึง ๖ โมงเช้า ช่วงนั้นจะเป็นช่วงที่ไม่ต้องพูดอะไรกันมาก ถึงเวลาก็หยุดนิ่งกันเลย ความเพียรในการทำสมาธิของคุณยายนั้น พอถึงเวลานั่งสมาธิ ท่านจะเข้าก่อนทุกครั้ง แล้วก็ออกทีหลังหมู่คณะ ท่านรักธรรมะยิ่งชีวิต การปัดลูกระเบิดหรือการไปนรกสวรรค์จึงเป็นเรื่องปกติของท่าน เพราะใจท่านหยุดนิ่งได้อย่างสมบูรณ์ จึงกลายเป็นจิตตานุภาพ เป็นธรรมานุภาพ เพราะอานุภาพของพระธรรมกาย เป็นอานุภาพที่ไม่มีประมาณ กายหยาบนั้นเป็นหญิง แต่ใจของท่านเป็นอันเดียวกับองค์พระตลอด ยายของเราจึงเป็นผู้มีอานุภาพ พระอาจารย์สุวิชชาโภ กล่าวเอาไว้ว่า “บัณฑิตที่แท้ แม้ไม่ได้ท่องเที่ยวไปทั่วทุกมุมโลก อยู่ในกลดหลังน้อย ๆ ใจของเขาย่อมสว่างพอ พอที่จะเห็นโลกได้ทั้งโลก” คุณยายได้ศึกษาวิชชาธรรมกายจนเชี่ยวชาญ ได้รับการฝึกฝนมาจากหลวงปู่วัดปากน้ำ คุณยายจึงเข้าใจเรื่องของโลกและชีวิตไปตามความเป็นจริง เรื่องภพภูมิต่าง ๆ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นภพ ๓ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพทั้ง ๓ ท่านสามารถไปรู้ไปเห็น มหานรก ๘ ขุม แม้กระทั่งขึ้นมาจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานนรดี ปรนิมิตสวัสดี ยายเชี่ยวชาญมาก ถ้ายายตกปากว่าจะช่วย ยายก็ช่วยจริง ๆ คุณยายท่านแจ่มแจ้ง ท่านช่วยเราได้แม้ในช่วงมีชีวิตอยู่ แม้ละสังขารไปแล้ว ยังคงปกปักษ์รักษาพวกเรา คุณยายยังคงดูแลพวกเราอยู่ ๓. คุณยายมีปัญญาเป็นอาภรณ์ แม้ว่าคุณยายไม่ได้ศึกษาวิชาการทางโลก แต่แปลกว่าศิษยานุศิษย์ของคุณยายมีความรู้ทางโลกมากมาย กลับอยากจะมาขอความรู้จากท่าน เพราะความรู้ที่ท่านนำมาสอน เป็นสิ่งที่อยากจะรู้ อยากจะฟัง ฟังแล้วก็อยากฟังซ้ำ เพราะว่าเป็นความรู้ควบคู่ความบริสุทธิ์ ครูทางโลกสามารถสอนลูกศิษย์ให้มีความรู้ในการไปประกอบอาชีพ ส่วนคุณยายสอนวิชชาปิดนรก เปิดสวรรค์ แล้วยกใจไปสู่นิพพาน วิชาความรู้ที่ท่านสอนจึงเป็นความรู้ที่อยากจะเรียนรู้กันทั้งนั้น คุณยายสอนที ก็สอนข้ามชาติ คุณยายเป็นยอดมหาบัณฑิต เหมือนพุทธพจน์บทหนึ่งว่า ทิฏฺเธ ธฺมเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยาธีโร ปณฺฑิโตติ ปจุจฺจติ ผู้ที่ได้ชื่อว่าบัณฑิตที่แท้จริงนั้น เพราะเขายึดประโยชน์เอาไว้ได้ทั้ง ๒ อย่าง คือประโยชน์ที่เป็นความสุขทั้งโลกนี้ แล้วก็ประโยชน์ในโลกหน้า คุณยายได้ชี้เส้นทางสวรรค์และเส้นทางพระนิพพานให้กับเราด้วย ยามใดที่คุณยายทำวิชชา ใจของท่านจะหลุดจากกายหยาบไปเลย หยุดเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกายธรรม ร่างกายของท่านจึงเป็นประดุจภาชนะทองรองรับความรู้ของผู้มีรู้มีญาณในอายตนนิพพาน ความรู้ที่ทำให้ท่านเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชมาก ท่านสาธุชนทั้งหลาย มองไปเห็นคุณยายแล้ว ทำให้นึกถึงว่า ชีวิตของคนในโลกนี้ จะยืนยาวสักปานใด หามีความสำคัญไม่ สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ใครสามารถหยุดนิ่งใจได้สนิทมากกว่ากัน และใครสามารถสร้างบารมีได้มากที่สุด ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด คือเวลาแห่งใจหยุดนิ่ง ใจนิ่งใจหยุดคือสุดยอดของการสร้างบารมี ดีที่สุดคือการน้อมนำใจมาหยุดนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพื่อไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ที่สุดแห่งธรรมอยู่ตรงไหน คุณยายจะไปตรงนั้น ใจคุณยายไม่ติดอะไรเลย ไม่ติดในคน สัตว์ สิ่งของ ติดที่กลางอย่างเดียว นี่แหละคือวิถีชีวิตอันมีค่าของคุณยายที่ท่านได้ก้าวเดินไป แล้วก็ปูทางให้พวกเราเหล่าลูกหลานได้ย่างก้าวตาม กัลยาณมิตรทั้งหลาย แม้คุณยายจะละสังขารไปแล้ว แต่ดวงตาของท่านยังฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยว คอยเป็นกำลังใจในการสร้างบารมีของพวกเราเสมอ วีรกรรมแห่งการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ของคุณยายจะเป็นอนุสติให้พวกเราทุกคนได้ตระหนักว่าชีวิตเป็นของน้อย เราทุกคนต้องเร่งสร้างบารมี “ชีวิตเป็นของน้อย ลูกหลานยายต้องเร่งสร้างบารมี” เพราะยายคือยอดหญิง ผู้ใหญ่ยิ่งในภพสาม เลื่องชื่อระบือนาม ยอดทหารกองทัพธรรม เป็นหนึ่งมิมีสอง เชี่ยวช่ำชองชาญวิชชา ทวยเทพทุกชั้นฟ้า หมู่ธนาสาธุการ ใจยายดั่งภูผา แผ่นศิลาหาเปรียบปาน เฉกเพชรเม็ดตระการ ทนเสียดทานล้าน ๆ ปี ปิ่นปูชนีย์เลิศ ธ ประเสริฐสอนสั่งชี้ ศิษย์ซึ้งคุณความดี คุณยายจันทร์ ขนนกยูง บัดนี้ยายลาลับ หวนคืนกลับบ้านหลังใหญ่ แม้ยายกายจากไกล จันทร์อยู่ในใจทุกคน *********************************** จบ ***********************************