ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

บารมีสิบทัศของคุณยายอาจารย์

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสมคิด : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีบุญทุกท่าน (สาธุ) เชิญนั่งกันตามสบายนะ วันนี้ก็เป็นบุญที่หลวงพี่ได้มีโอกาสมาแสดงธรรมให้กับพวกเราฟังในโอกาสงานบำเพ็ญกุศล แด่คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา ตัวหลวงพี่เองเข้าวัดเมื่อปี ๒๕๒๘ โดยในครั้งแรกที่เข้าวัดนั้นเป็นวันวิสาขบูชา ตรงกับวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๒๘ เหตุที่มาวัดก็เพราะว่าได้ทราบว่ามีการบุญวันวิสาขะ แล้วก็มีการบวชอุทิศชีวิตของอุบาสก ซึ่งก็คืองานของหลวงพี่มหาสมบุญ สัมมาปุญโญ แล้วก็หลวงพี่สมชาย ฐานะวุฒโฑ ของพวกเรา ซึ่งตอนนั้นก็ทราบข่าวจากพี่ชาย แล้วก็ได้เห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์ด้วย สมัยนั้นหนังสือพิมพ์ยังดีอยู่นะ เขาก็ลงข่าวงานบวชนี่ ก็เลยอยากจะมา เพราะเขาบอกว่าเป็นการบวชอุทิศชีวิต ซึ่งสมัยเด็กๆ เราก็ไม่ค่อยได้ยิน ได้ยินแล้วก็รู้สึกสะดุดใจ ก็เลยอ่านข้อความประวัติของผู้ที่จะบวช ก็คือจบนายแพทย์ เป็นหมอ เอ๊ะทำไมมาบวช เกิดคำถามขึ้นในใจ บางท่านจบถึงปริญญาโทอะไรอย่างนี้ เราก็อยากจะรู้ และเมื่อได้มาวัดก็ประทับใจเหมือนกับพวกเราทุกๆ คนที่มาวัด ตั้งแต่บรรยากาศที่เห็น จำได้ว่าตอนนั้นวัดของเรายังไม่ ถนนหนทางยังไม่ได้ดีเหมือนกับที่พวกเรามากันอย่างนี้หรอกนะ เป็นถนนลาดยางเข้าออกนี่สวนกัน ๒ เลน ก็จะมีรถสีขาว รถนายเลิศ ก็มีออกเป็นจุดๆ ที่อนุสาวรีย์บ้าง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้าง ตอนนั้นรู้สึกจะไปขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มากันทั้งครอบครัวเลยนะ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ น้อง ตอนมาถึงรถติดยาวเลยนะ ตั้งแต่รังสิต เพราะช่วงนั้นถนนวิภาวดีก็กำลังสร้าง กำลังขยายเป็น ๑๐ เลน จนมาถึงบางขันธ์ คลองหลวงนี่รถก็ติด เอ๊ะแต่คนในรถทุกคนเบิกบาน เราก็ไม่รู้สึกหงุดหงิดอะไร รู้สึกจำได้ว่ายังลงเดินตั้งแต่คลอง ๒ เดินมาที่วัดด้วยซ้ำ เดิน เพราะรถติดมาก ก็เดินมา มาเข้าทางคลองแอน ตอนสมัยนั้นก็เพิ่งจะเริ่มขยายงานมาในส่วนของพื้นที่ร้อยสามสิบไร่คือข้างๆ วัดของเรานี่ ยังมีสภาธรรมกายสากลหลังคาจาก แต่เต็นท์ยักษ์ใหญ่ๆ อย่างนี้ยังไม่มี มีแต่เต็นท์เล็กๆ ก็นั่งสมาธิกันเต็มไปหมดเลยนะ ตอนเช้า ก็อยู่ร่วมงาน พอตอนช่วงบ่ายหลังจากทอดผ้าป่าเสร็จก็จะไปที่โบสถ์กัน ไปร่วมงานบวช ก็อัศจรรย์ คนมากันเยอะแยะไปหมดเลย เดินเวียนประทักษิณรอบโบสถ์กันเต็มไปหมด ท้องฟ้าตอนแรกก็สว่างดีหรอก แต่พอหลังจากเสร็จงาน อยู่ระหว่างการบวชนี่ ฝนก็เทลงมา ไม่รู้มาจากไหน มากันแบบตัวเปียกเลยแหละ หลบกัน แต่ทุกคนก็เบิกบานไม่มีใครหงุดหงิดเลย ตัวเปียกก็เปียก เสร็จแล้วก็ถ่ายรูปกัน อันนั้นเป็นครั้งแรกที่มาวัด หลังจากนั้นก็ได้อ่านหนังสือเรื่องเดินไปสู่ความสุข ไหนใครเคยอ่านหนังสือเล่มนี้บ้าง หลายๆ ท่าน คนในยุคแรกๆ ที่มาวัดส่วนใหญ่จะได้อ่านหนังสือเล่มนี้นะ บางส่วนก็มีกัลยาณมิตรเชิญชวนมา บางส่วนก็ทราบข่าวจากหนังสือก็อยากจะมาวัด หลวงพี่เองก็ได้อ่านเรื่องเดินไปสู่ความสุขนี่ มีเรื่องราวหลายๆ เรื่องที่หมู่คณะรุ่นบุกเบิกในการสร้างวัดของพวกเรานี่ได้เขียนเรื่องราวของตัวเองลงในหนังสือเล่มนี้ ก็ได้อ่านหลายๆ เรื่อง ก็ชอบหลายๆ เรื่อง แทบจะเรียกเกือบทุกเรื่องเลย โดยเฉพาะเรื่องผจญมาร นะที่เป็นประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ เรื่องสู่สมณะเพศที่เป็นเรื่องของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเรา และที่สำคัญก็คือเรื่องตามหาพ่อ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของคุณยายเรา ตอนอ่านก็สนุกดีนะ อ่าน อ่านๆ ไปนี่ก็เพลิน ชอบมาก มีทั้งคุณยายเล่าว่าไปช่วยพ่อจากนรก มีทั้งที่เล่าว่าคุณยายได้ช่วยเมื่อเกิดสมัย เมื่อสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปัดลูกระเบิดอะไรอย่างนี้ ถ้าถามตอนนั้นว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ มันไม่มีความคิดว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ชอบ คือชอบเรื่องที่เขียนตอนนั้น ไม่ได้คิดว่าเชื่อไม่เชื่อ แล้วมารู้ตอนหลังว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นหนังสือซึ่งหมู่คณะ คุณยายและหลวงพ่อ หลวงพี่ทั้งหลาย ท่านได้ตั้งใจทำ เพื่อจะตามหมู่คณะของนักสร้างบารมีนี่ให้กลับมาร่วมกัน เพื่องานเผยแผ่วิชชาธรรมกาย คุณยายท่านนำอธิษฐานจิตเลยนี่ ทุกตัวอักษรเลยนี่ว่าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วนี่ ให้เป็นเหมือนกับไฟลนก้นนะ ให้เหมือนกับไฟลนก้นเลยนี่ อยู่ติดไม่ได้เลยนี่ อยากจะมาวัด อยากจะมาเจอหมู่คณะ อยากจะมาเจอพี่น้องนักสร้างบารมีของพวกเรากัน หลายๆ คนก็มาบอกว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ หลวงพี่ก็เป็นอย่างนั้น และเมื่อมาวัดอีกเรื่อยๆ ก็ได้มีโอกาสเจอคุณยาย แต่ครั้งแรก็ยังไม่ได้เจอหรอก ไม่รู้ว่าคุณยายอยู่ที่ไหน แต่พอมาวัดบ่อยเข้าบ่อยเข้า ก็ถึงรู้ว่าช่วงบ่ายๆ ประมาณเที่ยงคืนถึงบ่าย ๒ โมงนี่ คุณยายท่านจะออกมาพบญาติโยมที่อาคารยามา ที่โรงครัว ก็ได้มีโอกาสตามเขาไป ไปกราบคุณยาย สิ่งแรกที่ได้พบเห็นคุณยาย ก็เห็นเหมือนกับพวกเราเห็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็ มีความรักเคารพในคุณยาย ซึ่งมันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เราก็ไม่เคยเจอท่าน แต่รักและเคารพ แล้วก็ทึ่ง ยิ่งตอนหลังได้มาฟังเรื่องราวของท่านก็ยิ่งอัศจรรย์ ยิ่งทึ่ง ซึ่งหลายๆ อย่างที่เห็นนอกจากความสะอาด สิ่งที่คุณยายให้กับพวกเรา ทักทายก่อน ยกมือไหว้ก่อน แล้วเหมือนยายจะรู้ว่าเราอยากฟังเรื่องของท่าน จากปากของท่าน ว่าที่คุณยายไปช่วยพ่อในนรกนี่เป็นยังไง ที่คุณยายปัดลูกระเบิดเป็นยังไง แล้วท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังจริงๆ เราก็ชอบ ชอบฟัง พอฟังท่านก็เชื่อท่านเลย เพราะว่าที่บอกว่ายายไปช่วยพ่อจากในนรกนี่ ก็ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อนว่าได้เคยไปนรกมาแล้ว ก็มีได้ยินจากคุณยายนี่ที่ท่านพูดต่อหน้าต่อหน้าเรา แล้วท่านก็ยืนยัน พูดด้วยเสียงที่เรียบแต่ฟังแล้วเข้าใจง่าย และหลายๆ คนที่มากราบยายก็มักจะได้ฟังเรื่องของคุณยาย จากปากของคุณยาย ทุกครั้งที่สังเกต ที่ได้ไปกราบคุณยาย รู้สึกพวกเราก็จะ อยากจะถวายปัจจัย อยากจะบูชาธรรมท่าน อยากจะใกล้ชิดท่าน หลวงพี่ก็มีส่วน แต่สังเกตทุกครั้งเลยก็คือว่าพอไป เราทานข้าวเสร็จใช่ไหมตอนเที่ยงนี่ เราก็จะไปรอกราบยายที่ยามา แล้วพอคุณยายออกมารับแขก เราก็กราบท่าน หลายคนก็มีเรื่องอยากจะมาปรึกษา อยากให้ท่านช่วย มีการมาหลายๆ แบบ อยากจะมากราบท่านเฉยๆ อยากจะมาเจอท่าน ชมบารมีท่าน และแต่ทุกครั้งที่เป็นปกติของยาย ก็คือยายจะบอกว่าเดี๋ยวนั่งธรรมะกับยายก่อนนะ แล้วยายก็บอกว่ายายจะคุมบุญให้ ให้พวกเราทุกๆ คน จากเดิมที่ไม่ อยู่กันแบบไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็จะเป็นแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยกันโดยอัตโนมัติเลย แล้วเราก็จะนั่งสมาธิกัน ไม่ว่าคนจะมากขนาดไหน ก็นั่งกันอย่างมีความสุข และทุกครั้งที่ยายคุมธรรมะให้ เรารู้สึกว่าเอ๊ะ นั่งธรรมะดีจังเลยนี่ ใจมันสงบนิ่ง ดีจังเลย ดีกว่าเราไปนั่งเอง สิ่งที่ได้ยินคุณยายพูดบ่อยๆ เมื่อมีคนมากราบขอให้คุณยายช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ยายจะบอกว่า คุณยายท่านจะบอกว่าแล้วยายจะช่วยนะ ใช่ไหม พวกเราเคยได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหมที่ไปเจอยายน่ะ แล้วยายจะช่วยนะ แล้วหลังจากนั้นที่เราไปกราบท่านอีก ท่านก็จะบอกอีกว่ายายช่วยแล้วนะ ซึ่งก็จะเป็นอย่างนี้บ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่เองพอเรากราบคุณยายเสร็จนี่ แล้วก็จะมารอกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ศาลาดุสิต ซึ่งส่วนใหญ่ท่านก็จะลงที่ศาลาดุสิตประมาณบ่าย ๓ โมง บ่าย ๒ บ่าย ๓ โมงเป็นต้นไปนี่ บางทีถ้าญาติโยมเยอะๆ ก็ ท่านก็นั่งรับแขกยาวจนถึง ๕ โมงเย็น ๖ โมงเย็นอย่างนั้นเลย ก็ได้ใกล้ชิด ได้ฟังธรรมะ และเห็นหมู่คณะสาธุชนมากมายที่ไปรอกราบหลวงพ่อกัน ความเมตตาของคุณยายที่มีให้กับพวกเรานี่ หลวงพี่ก็สังเกตเห็น แล้วก็พบเองเจอเองก็คือว่า ถ้าเป็นผู้ชายไปกราบยาย ยายก็จะถามบ่อยๆ ว่าคุณ คุณ คุณบวชหรือยัง ถ้าบอกว่าบวชแล้ว ยายก็บอกอึม ดี เป็นคนสุกแล้วนี่ แต่ถ้าบอกยังไม่บวช ยายก็ชวนบวชเลย คุณยายท่านก็จะชวนบวช แล้วก็บอกว่ามาบวชวัดยายนะ อันนี้เป็นปกติของท่านอีกเหมือนกัน ทุกๆ คนที่เป็นอุบาสกส่วนใหญ่ก็จะเจออย่างนี้แหละ พอช่วงที่เรียนอยู่ตอนนั้นปี ๒๕๒๘ เป็นช่วงที่เข้า เข้าเรียนพอดี เข้าเรียนมหาวิทยาลัยพอดี หลังจากก็ได้มาวัดเรื่อยๆ มากราบคุณยาย มากราบหลวงพ่อ มาวัดบ่อยเข้าบ่อยเข้า มันก็มีความรู้สึกว่าเออ อยากบวชที่ยายเชิญ ก็เลยได้มาอบรมธรรมทายาทรุ่นที่ ๑๕ สมัยนั้นยังไม่มีการแยกอบรม ก็เป็นการอบรมรวม ไม่ได้แยกเป็นยุวธรรมทายาท มัชฉิมธรรมทายาท หรืออุดมศึกษานี่ ก็อบรมรวม ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนประมาณ ๒ เดือน รุ่นหลังๆ ถึงจะเริ่มมีการแยกออกมาเป็นรุ่นยุวะ มัชฉิม อุดม อะไรต่างๆ นี่ ซึ่งที่มาบวชอบรมธรรมทายาทส่วนใหญ่ก็เป็นนิสิตนักศึกษากัน เป็นนักเรียน ส่วนผู้ที่จบการศึกษาแล้ว ทำงานแล้วก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง พวกที่เรียนอยู่ส่วนใหญ่ก็ พอถึงกำหนดก็ลาสิกขากันไป ไปเรียนต่อ ส่วนพวกที่จบแล้วทำงานแล้ว ก็ยังมีบางส่วนที่ลางานมา บางส่วนที่ตั้งใจมาบวชอยู่ต่อระยะยาวก็มี ก็จะเป็นอย่างนี้มา พอปี ๓๐ อบรมเสร็จก็ไปช่วยกิจกรรมของชมรมพุทธศาสตร์ที่สถาบันที่จุฬานี่ ก็ได้มีโอกาสมาวัดบ่อยขึ้น แทบจะเรียกว่าเกือบทุกอาทิตย์เลย ถ้าไม่ติดสอบหรือติดอะไรนี่ มาวัดส่วนใหญ่ก็นี่ ตอนเช้าก็มานั่งสมาธิกัน นั่งสมาธิเสร็จ ทานข้าวเสร็จ ถ้าไม่ได้มากราบยาย ก็อยู่ฟังธรรมที่สภา ถ้ามากราบยาย ก็รอกราบหลวงพ่อด้วย บางทีพวกนิสิตนักศึกษาชมรมพุทธก็ไปกราบนะ ไปขอโอวาทท่านบ้าง หรือไปเล่าถึงงานกิจกรรมที่ทำ ให้ท่านฟังบ้าง ท่านก็ให้กำลังใจ ให้แนวทางในการที่จะสร้างชมรมพุทธ ทำกิจกรรม พอจบการศึกษา ก็ไปทำงาน พอไปทำงานนี่ก็ยังมาวัดบ่อยๆ เสมอๆ นะ แรกๆ ก็มาถี่ แทบจะทุกอาทิตย์เหมือนกัน พอไปๆ มันก็ทำงานคงจะเพลินล่ะมั๊ง ก็เหลือเดือนละ ๓ อาทิตย์บ้าง ๒ อาทิตย์บ้าง แต่อย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีอาทิตย์ต้นเดือนที่ไม่ขาด เพราะว่าจะได้ร่วมบูชาข้าวพระ คุณยายท่านยังอยู่ ท่านยังคุมบุญให้พวกเรานี่ ตอนนั้นก็อยากจะได้บุญใหญ่ ก็มาอยู่เรื่อยๆ ถ้าไม่ไปติดสอบที่ไหนก็มาทุกเดือน ก็ไปทำงานอยู่ ๕ ปี ทำงานอยู่ ๕ ปี แล้วเป็นจังหวะที่อยากจะเปลี่ยนงาน พออยากจะเปลี่ยนงาน เนื่องจากที่บริษัทเดิมนี่ เขาให้ลาบวชแค่ ๑๐ หรือ ๑๕ วันเท่านั้นเอง เรารู้สึกว่ามันน้อยเกินไป เราก็เออ เปลี่ยนงานก็ดีเหมือนกัน พอเปลี่ยนงานแล้วเราจะได้มาบวชช่วงสั้น แล้วค่อยๆ ไปทำงานใหม่ ทำไมมีความรู้สึกยังงั้นก็ไม่ทราบ แล้วตอนที่มาบวชนี่ก็เป็นปี ๒๕๓๗ ซึ่งก็มีการจัดบวชพิเศษครั้งแรกก็คือบวชฉลองอายุของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ตอนสมัยที่ท่านดำรงสมณะศักดิ์เป็นพระสุธรรมญาณเถร ซึ่งครบรอบ ๕๐ ปีของหลวงพ่อท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ผู้มาบวชนี่ก็จะเป็นอดีตธรรมทายาทเก่า อาจจะเรียกว่าเป็นรุ่น home coming day ก็ได้ ธรรมทายาทเก่าๆ จะมาบวชกันนี่รุ่นนี้ ก็ชวนๆ กันกับเพื่อนๆ มาบวชกันหลายๆ คน ก็มีความคิดตรงกัน เพื่อนองค์หนึ่งก็ลางานมา ๒ เดือน ทำงานอยู่แต่ไม่ลาออก ลามา ๒ เดือน ก็มาบวชด้วยกัน รุ่นนั้นรู้สึกจะบวชประมาณ ๘๐ กว่ารูป ซึ่งปีนั้นเองก็บอกได้ว่าอาจจะเป็นนโยบายของทางวัดเกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงองค์กรอะไรต่างๆ ที่ยังไม่รับพระภิกษุอยู่ต่อ ทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี ๒๘ จะมีรับใช่ไหม แต่ปี ๓๗ รู้สึกที่ได้ทราบข่าวตอนนั้นนี่ ยังไม่รับพระภิกษุอยู่ต่อ ถ้าอยากจะอยู่ช่วยงานวัด ก็เป็นอุบาสกก่อน เพราะว่าวัดเราใหญ่ก็จะมีการปรับปรุงอยู่เรื่อยๆ ซึ่งการปรับปรุงทุกครั้งก็จะไปสู่จุดที่ดีกว่า อย่างที่หลวงพ่อท่านจะสอนพวกเราว่าคำสั่งสุดท้ายนั้นเป็นคำสั่งที่ดีที่สุด ตอนนั้นทุกคนที่ตั้งใจจะอยู่ต่อ ก็จะต้องเป็นอุบาสกกัน หลวงพี่เองก็ตั้งใจจะไปทำงานต่อ เพื่อนเองก็ลางาน คือตั้งใจจะเปลี่ยนงานนั่นเอง เข้าวัดวันที่ ๑๐ เมษา ที่เข้าวัดในระยะเวลาช่วงสั้นก็เพราะว่าเคยบวชแล้วส่วนใหญ่ เป็นอดีตธรรมทายาททั้งนั้นเลย งั้นก็ใช้เวลาแค่ ๗ วันหรือ ๑๐ วันเท่านั้นเองในการเตรียมตัวบวช ๑๐ เมษาเข้าวัดมานี่ จำได้ โอกาสที่ได้คุยกับคุณยายครั้งสุดท้ายก่อนที่จะบวช ก็คือวันที่ ๑๐ เมษานี่แหละ พอตอนเช้าวันอาทิตย์เรามาร่วมพิธี ตรวจร่างกายต่างๆ เสร็จเรียบร้อย ตอนเที่ยงเขาก็จะให้ไปปฐมนิเทศ ตอนนั้นจะเป็นที่อาศรมบัณฑิต พอปฐมนิเทศเสร็จก็จะให้ถือกระเป๋าสัมภาระนี่ เข้าไปนั่งสมาธิในอาคารภาวนา คือที่ในเขต หลายๆ คนมาบวชก็เพราะเหตุนี้นะ บอกอยากจะไปนั่งสมาธิ เพราะรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ส่วนใหญ่เคยบวชแล้ว เคยฝึกวินัยเคารพอดทนแล้ว บางท่านก็อยากจะนั่งธรรมะมากๆ เพราะโอกาสลาบวชมาได้น้อย พอเก็บสัมภาระเข้าไปในอาคารภาวนาเสร็จเรียบร้อย มันก็ยังมีเวลา ตอนนั้นก็เลยชวนเพื่อนกับรุ่นน้องอีกคนหนึ่ง ทั้งหมด ๓ คนไปที่โบสถ์ ไปกราบพระประธานกัน เมื่อไปกราบพระประธานในโบสถ์เสร็จ ก็เดินกลับมานี่ พอจังหวะที่เดินกลับมาก็ได้เจอ พบกับคุณยาย ท่านก็มากับพี่อารีพันธ์ เดินมาถึงบริเวณศาลาดุสิต เราเห็นคุณยาย เราก็ดีใจใช่ไหม ไหนๆ เราก็จะบวช จะฉลองอายุ ๕๐ ปีหลวงพ่อ เราก็ขอพรท่านอีกนะ ขอจนแม้กระทั่งก่อนจะบวชนี่นะ ก็ก้มลงคุกเข่าอยู่ที่พื้นตรงถนน ตรงข้างศาลาดุสิต คุณยายตอนนั้นกำลังอยู่ในศาลาดุสิต หลวงพี่ก็พูดบอกท่าน บอกคุณยาย นี่พวกผมจะบวชฉลอง ๕๐ ปีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ขอพรคุณยายได้ครับ ก็บอกกับท่านอย่างนั้น คุณยายท่านก็นิ่ง แป๊ปเดียว แล้วท่านก็ให้พร ท่านก็บอกว่าขอให้ได้บวชนะ หลวงพี่ก็ครับ สาธุกันนี่ ๓ คน แล้วท่านก็เข้าไปในอาคารยามา เราก็เดินกลับกัน ผ่านบริเวณกุฏิยาย ผ่านประตู ๓ จะกลับเข้าไปในอาคาร จังหวะที่เดินกลับก็คุยกับเพื่อนบอกเออ แปลกใจบอกเอ๊ะ คุณยายให้พรว่าขอให้ได้บวช เราก็คุยกันนะด้วยภาษาของผู้ไม่รู้นี่ ก็เราก็จะบวชอยู่แล้ว วันที่ ๒๐ นี่ก็จะบวชอยู่แล้วนี่ คุณยายก็ให้พรแปลกดี ขอให้ได้บวช แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเราไม่รู้อะไรเลยนะ ไม่เข้าใจคำท่าน ก็ในรุ่นนั้นมีหลายๆ คนที่ตั้งใจจะมาเป็นอุบาสก รู้สึกจะ ๑๐ กว่าคน เพราะว่าตอนที่ไปซ้อมบวชกันในโบสถ์นี่ การบวชของเรานี่ส่วนใหญ่บางทีก็จะขอไตรพระราชทาน หรือไตรคุณธรรมก็แล้วแต่นี่ ก็จะคัดเลือกผู้ที่มีความประพฤติดี เรียบร้อย เป็นที่ยอมรับของหมู่คณะ ของรุ่น ๕๐ ปีนั้นก็ ก็คัดกันโดยเสนอชื่อบุคคลที่ตั้งใจจะมาเป็นอุบาสก รู้สึกจะมีอยู่ ๑๑ ท่าน ๑๑ คนนี่ แล้วก็คัดเลือกกันว่าใครจะได้ไตรพระราชทานดี ก็คัดเลือกกันในโบสถ์นั่นแหละ เพราะว่าเราก็ให้เกียรติบุคคลที่ เออ เขาตั้งใจจริงๆ แล้วเขาลาจากงานมาเรียบร้อย บางคนเตรียมเนื้อเตรียมตัวนี่ จะมาอยู่ช่วยงานวัด เราก็อนุโมทนาดีใจด้วย ก็คัดเลือกเสร็จเรียบร้อย ก็บวชวันที่ ๒๐ ก็อยู่ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง พระอาจารย์ที่ให้การอบรมนี่ ท่านก็มาบอก ท่านบอกเออ รุ่นนี้หลวงพ่อดีใจที่พวกเรานี่มาบวชฉลอง ๕๐ ปีอายุของหลวงพ่อ แล้วท่านก็ถามว่าใครตั้งใจจะอยู่ต่อให้ออกมา ออกมาด้านหน้าห้องปฏิบัติธรรมนะ เราก็โอ้โฮ เห็นคนเขาออกกันไปเต็มเลยนะ เพราะว่าถ้าสมหวังนี่ คนที่เขามาบวชจะเป็นอุบาสกหรืออยากจะอยู่ต่อนี่ ก็มีหลายๆ คนทีเดียว เขาก็ออกกันไปกัน ออกไปใหญ่เลย เราก็มองตาโตเลยนะ โอ้โฮ ออกกันไปเร็วจังเลย เพราะว่าต้องออกไปภายในเวลารู้สึกจะ ๑ นาทีหรือไงนี่ ให้เวลา ๑ นาทีตัดสินใจ ไม่ให้มาก บางคนนี่บอกว่าออกไปได้ไงก็ไม่รู้ เหมือนตัวลอยออกไปเลย มาคุยกันทีหลัง หลวงพี่ก็นับๆ ดู โอ้โฮ ๑๐ กว่าแล้ว จะ ๒๐ แล้ว เลยรีบออกไปบ้าง กลัวตกขบวน พอออกไปเสร็จ ท่านก็ให้โอวาท แล้วก็แปลกว่าอย่างที่บอกนี่ จริงๆ แล้วเมื่อปี ๓๗ เราไม่ได้ตั้งใจจะรับพระ เพราะธรรมทายาทที่บวช ตอนนั้นจะตรงกับรุ่นที่ ๒๒ ปี ๒๕๓๗ นี่ตรงกับรุ่นที่ ๒๒ ก็ไม่มีธรรมทายาทอยู่ต่อ ส่วนใหญ่อยู่ก็ ต้องมาช่วยงานเป็นอุบาสก และที่แปลกก็คือว่าบางทีอย่างที่เราคุยกัน ๑๑ ท่านนี่ ที่จะมาเป็นอุบาสกนี่ พอได้บวช หลายๆ คนพร้อม ก็บวชเลยก็อยู่ยาว หลายๆ คนที่ยังไม่พร้อมอยากจะบวช ก็มาเป็นอุบาสก แต่ก็มีเหมือนกัน ที่บอกจะเป็นอุบาสก แต่ก็หายไปนะ ไม่ได้บวช ไม่ได้อยู่เป็นอุบาสก แต่กลับมีอีกหลายๆ คนที่ อย่างเพื่อนที่เดินแล้วมาเจอยายด้วยกันนี่ ก็ลางานมา ๒ เดือน ผลสุดท้ายก็เลยต้องไปทำเรื่องลาออก เพราะว่าอยู่ต่อด้วยกัน ก็มาคุยกันตอนหลัง เออแปลกดีนะ คุณยายท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เลยในญาณทัสสนะของท่าน เราก็ไม่รู้เราจะได้อยู่ต่อ ก็เป็นเรื่องที่ได้พูดคุยขอพรกับท่านไว้ ตอนก่อนที่จะบวช แล้วหลังจากนั้นก็อยู่วัดมา ก็ยิ่งได้ฟังคุณธรรมของคุณยาย ก็ยิ่งซาบซึ้งนะ เพราะเราเองก็ไม่ได้มีโอกาสมาอยู่ ได้มาใกล้ชิดคุณยาย จะมา มาเห็นท่านก็วันอาทิตย์ ส่วนหนึ่งที่ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของท่านก็เป็นคุณธรรมที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล่า พระอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง แต่ส่วนที่เราเห็นเองก็ส่วนหนึ่ง แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น อย่างที่เราเห็นน่ะแหละ คุณยายท่านเป็นแบบอย่างของนักสร้างบารมีในยุคนี้ ถ้าเราเห็นท่าน ได้ใกล้ชิดท่าน เราก็จะรู้ว่าท่านเป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะเรื่องของบารมีทั้ง ๑๐ ประการนี่ จะยกเรื่องหัวข้อไหนขึ้นมานี่ มีอยู่ในคุณยายของพวกเราหมดเลย ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา เราสามารถเห็นสิ่งที่เป็นคุณธรรม เป็นความดีที่มีอยู่ในตัวของคุณยายนี่ ตามหัวข้อธรรมที่เรายกขึ้นมาทั้งหมดเลย แล้วที่พระอาจารย์บอก หลวงพ่อบอก ก็คือคุณยายนี่จะทำให้ดู แล้วก็พูดให้ฟัง ตัวท่านเองก็ทำด้วย แล้วก็เอาสิ่งที่ทำมาสอนมาบอกเรา ไอ้เรื่องของทานบารมีอย่างที่เห็นๆ คุณยายท่านไม่ยอมแพ้ใคร เรื่องบุญท่านไม่ยอมแพ้ใคร แม้อายุ สังขารของท่านจะอายุมากถึง ๘๐ ๙๐ ท่านก็รักบุญ ยายทำบุญมาก ยิ่งช่วงที่ท่านได้เป็นประธานกฐิน มีโอกาสได้ร่วมบุญกฐินคุณยายเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหลายๆ ท่านมาไม่ถึง มาไม่ทัน ได้พบได้เจอท่าน คุณยายท่านบอกบุญหมดเลย เจอใครยายก็บอกบุญ ยายบอกว่าเราบอกเราก็ได้ เราบอกเขาเราก็ได้บุญ เขาทำ เขาก็ได้บุญ มีแต่ได้ด้วยกันทั้งหมดแหละ เขาทำมากทำน้อยก็แล้วแต่ ยายชวนหมด หลวงพ่อบอกยายชวนตั้งแต่หลวงพ่อเรื่อยไปเลยนะ ยายเจอหลวงพ่อก็บอกว่า หลวงพ่อ หลวงพ่ออย่าลืมร่วมบุญกฐินกับยายนะ เจอพระอาจารย์ เจอหลวงพี่ก็บอกอย่างนี้ เจอญาติโยมอุบาสก อุบาสิกาที่ไปกราบท่าน ยายก็ชวนร่วมบุญกฐินยายหมดเลย เรื่องศีล คุณยายท่านก็รักษามาตลอด ศีล ๕ ศีล ๘ เนกขัมมะ ท่านประพฤติพรหมจรรย์มาตั้งแต่อายุ ๒๙ จนถึงอายุ ๙๒ ปัญญา เราจะทราบว่าท่านไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ท่านมีปัญญาไม่น้อยเลย ท่านสอนพวกเราที่รู้หนังสือได้ ที่จบปริญญาได้ และการสอนก็สอนแบบง่ายๆ นะ สอนง่ายๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เราเข้าใจง่ายๆ ความเพียร คุณยายก็เป็นเลิศ ความอดทน ก็เป็นเลิศอีก สัจจะ ความจริง ก็มีอยู่ในคุณยาย การอธิษฐาน คุณยายก็ทำให้ดูบ่อยๆ อธิษฐานให้เราดูบ่อยๆ ยายจะพูดถึงบุญเสมอๆ แล้วก็จะบอกว่าพอเราทำบุญ เราก็ต้องเอาบุญมาใช้อธิษฐาน เอาบุญมาปิดให้หมดเลย ยายบอกว่าอะไรที่เรายังไม่ดีน่ะ ที่เราผิดพลาดไปก็แก้ไข อธิษฐานเอาบุญปิดหมด ที่ไม่ดี ที่ผิดพลาดก็ให้แก้ไข ที่ไม่ดีก็ขอให้ดี ที่ไม่มีก็ขอให้มี ยายจะทำอย่างนี้ ทำเป็นตัวอย่าง แล้วก็สอน สอนให้พวกเราทำตาม เรื่องเมตตาก็ไม่ต้องพูดถึง ใครมายายก็ช่วยหมดเลย ไม่ได้ปฏิเสธเลย หรือความอุเบกขา ความวางเฉยในเรื่องของการปฏิบัติธรรม คุณยายท่านก็เป็นเลิศ จนกระทั่งได้รับคำชมจากหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ว่าลูกจันทร์เป็นหนึ่งไม่มีสอง การที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชมคุณยายนี่ ไม่ได้ชมเฉยๆ ธรรมดา หลวงพ่อธัมมะท่านเล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านชมในท่ามกลางหมู่นักรบแห่งกองทัพธรรม ในขณะที่กำลังทำวิชชาอยู่ด้วยกัน อยู่ๆ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดออกมา ว่าลูกจันทร์นี่หนึ่งไม่มีสอง คำๆ นี้ไม่ใช่คำธรรมดาทีเดียว เป็นถ้อยคำที่เป็นอมตะที่สำคัญทีเดียว ถ้าไม่สำคัญหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไม่พูด (หมดหน้า 1/A) (เริ่มม้วน 1/B) ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเป็นใคร อย่างที่ท่านจะเทศน์ให้พวกเราฟัง เล่าถึงปฏิปทาของท่าน ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นเป็นบุคคลสำคัญทีเดียว ไม่ใช่สำคัญระดับโลก ไม่ใช่สำคัญระดับภพ ๓ ไม่ได้สำคัญระดับจักรวาล ไม่ใช่สำคัญระดับแสนโกฏิจักรวาล หรืออนันตจักรวาล แต่ท่านเป็นบุคคลที่สำคัญระดับธาตุธรรม เพราะกายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ กลางของท่านนี่ เป็นประดุจฐานทัพกายมนุษย์ เป็นที่รองรับพระธรรมกายนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน และท่านก็มีมโนปณิธานที่จะสร้างบารมีรื้อสัตว์ขนสัตว์จนหมดเกลี้ยง จนกว่าจะไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะฉะนั้นบุคคลอย่างนี้ไม่ใช่บุคคลที่หาได้ยาก ได้ง่ายๆ ในโลกของเรา เพราะฉะนั้นคำพูดของท่าน ก็เป็นสิ่งไม่ธรรมดาอีกเหมือนกัน การที่คำๆ นี้หลุดมาจากปากของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ต้องเป็นเพราะความดีของคุณยาย ความดีที่คุณยายท่านสั่งสมมา ที่ท่านทำมามาก จนกระทั่งล้นออกมาจากปากของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญของพวกเรานี่ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อธัมมะถึงจะพูดเสมอๆ ว่า ลูกพระเณรให้ดูแบบอย่างจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ลูกอุบาสก อุบาสิกานี่ก็ให้ดูคุณยายเป็นแบบอย่าง ที่ท่านบอกอยากเป็นอย่างท่าน ก็ให้ทำอย่างท่าน เพราะฉะนั้นพวกเราเองถึงบอกว่าเป็นผู้มีบุญ ได้มาเจอ แม้ไม่ทันหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ยังมาทันคุณยาย ได้มาทัน ได้ร่วมสร้างบารมี สร้างบุญกับท่าน สิ่งที่เป็นคุณธรรมของคุณยายหลายๆ อย่างหลายๆ ประการที่มีพระอาจารย์มาเล่านี่ ไม่ว่าจะเอาเรื่องของมงคลชีวิต มาเปรียบเทียบกับคุณยายนี่ ทุกๆ เรื่องทุกเลย ทุกๆ หัวข้อธรรม ล้วนมีอยู่ในคุณยายหมดเลยนะ ที่เริ่มตั้งแต่มงคลแรกนี่ แต่สิ่งที่หลวงพี่อาจจะหยิบยกมาก็คือเรื่องของความกตัญญูนี่ เพราะสมัยเด็กๆ อ่านหนังสือนี่ จะเจอพุทธภา พุทธพจน์อยู่บทหนึ่งว่า นิมิตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวที กตเวทิตา ความกตัญญูนี่เป็นเครื่องหมายของคนดี คุณธรรมอันนี้นี่ ที่เห็นที่มีอยู่ในคุณยาย นอกจากที่เราได้ยินฟังว่าท่านเคารพในหลวงพ่อวัดปากน้ำ เชื่อฟังในคำสั่ง ในโอวาทที่ให้อยู่เผยแผ่วิชชาธรรมกายต่อไปนี่ หรือแม้ขนาดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพไปแล้ว ท่านอยู่กับคุณยายทองสุก ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์สอนธรรมะให้กับท่านเป็นคนแรก เป็นทั้งพี่ เป็นทั้งเพื่อน เมื่อถึงคราวที่คุณยายทองสุกป่วยนี่ คุณยายท่านอยู่ปรนนิบัติรับใช้อย่างดีเยี่ยมเลย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามนี่ ที่ออกจากกายของคุณยายทองสุก คุณยายท่านไม่ได้รังเกียจเลย ท่านปรนนิบัติดูแลอย่างดี เป็นการแสดงความกตัญญูของท่านที่มีต่อผู้มีบุญคุณ ผู้มีพระคุณของท่าน ทำไมหลวงพี่ถึงเชื่อมั่นอย่างนั้น ไม่ว่าคุณธรรมไหนๆ ที่มีอยู่ในคุณยาย ทั้งๆ ที่ตัวหลวงพี่เองก็ไม่ได้มาใกล้ชิดคุณยาย หลวงพี่ดูจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา เพราะพระเดชพระคุณหลวงพ่อเราก็คือศิษย์ของคุณยาย หลวงพ่อทั้ง ๒ ของเรานี่ ที่เราได้มีโอกาสมาทัน ได้มาใกล้ชิดท่าน ได้เห็นปฏิปทาของท่าน ได้เห็นมโนปณิธาน อัจฉริยภาพของท่าน แล้วก็นึกไปถึงว่าหลวงพ่อเป็นได้ขนาดนี้ ทำได้อย่างนี้ มีหัวใจแบบนี้ ก็เพราะคุณยายท่านฝึกมานี่ ดังนั้นไม่สงสัยเลยว่าคุณธรรมแต่ละอย่างที่พระอาจารย์ ที่หลวงพ่อท่านเล่านี่จะมีกับคุณยายนี่ แม้บางสิ่งบางอย่างเราไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รู้ก็ตาม แต่เราเชื่อ เพราะเราดูจากสิ่งที่เป็น จะเรียกว่าเป็นผลผลิตหรือผลิตผลนี่ ที่หลวงพ่อของเรานี่ ที่คุณยายท่านให้การอบรม หลวงพ่อท่านบอกว่าคำๆ ที่ว่ายายนี่เป็นหนึ่งไม่มีสองนี่ หลวงพ่อท่านได้ยินเป็นคนแรก ท่านบอกว่าท่านได้ยินในขณะที่ทำวิชชาอยู่กับยาย ในสมัยที่ยังไม่ได้บวช ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่ได้บวช ทำวิชชาอยู่กับยาย ยายก็พูดคำนี้ขึ้นมา ซึ่งยายก็ไม่เคยพูดที่ไหน แล้วหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านพูดกับยาย ท่านก็พูดแค่ครั้งเดียวเท่านั้นเองในชีวิตของท่าน แล้วก็ไม่ได้พูดกับใครอีกเลย แล้วคุณยายท่านก็ไม่เคยไปคุยที่ไหน เพิ่งจะมาเล่าให้หลวงพ่อฟังในขณะที่ทำวิชชาอยู่ด้วยกัน แล้วหลวงพ่อท่านก็มาเล่าให้กับพวกเราฟัง ดังนั้น เราเห็นหลวงพ่อเป็นยังไง เราก็นึกไปถึงคุณยาย เราเห็นคุณยายเป็นยังไง เราก็นึกไปถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ นอกจากท่านเองจะเป็นศิษย์ที่ครูบาอาจารย์ยกย่องว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองแล้ว หลวงพี่ว่าท่านเองก็ยังเป็นครูบาอาจารย์ที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองด้วย ที่ท่านฝึกหลวงพ่อ ฝึกหลวงพี่ทั้งหลายของพวกเรานี่จนเป็นต้นแบบของนักสร้างบารมีในยุคปัจจุบันที่พวกเราได้มาร่วมกัน ได้เห็นท่านเป็นแบบอย่าง ก็นึกถึงพุทธพจน์บทนั้นแล้วก็เลย ช่วงหลังที่ได้โอกาสได้ศึกษาในพระไตรปิฎกนี่ ก็ได้อ่าน ก็มีหมวดธรรมอีก ๒ หมวดนี่ ที่ก็ประทับใจ อันที่ ๑. ก็คือ ที่เรียกว่าพหุกาละสูตร เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยบุคคลผู้มีอุปการะมาก ซึ่งมี ๓ จำพวกด้วยกัน ประการที่ ๑. ก็คือบุคคลผู้ช่วยให้เราถึงพระรัตนตรัย ประการที่ ๒. ก็คือบุคคลผู้ช่วยให้เรานี่รู้ความจริง ความจริงในอริยสัจ ๔ ประการที่ ๓. ก็คือบุคคลที่ช่วยให้เราได้สิ้นอาสวะ คือบุคคล ๓ จำพวกที่มีอุปการะมาก และอีกพระสูตรหนึ่งที่บอกว่าทุลพะสูตรนี่ เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยบุคคลที่หาได้ยากในโลก ๓ จำพวก ประการแรก ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นบุคคลที่หาได้ยากในโลก ประการที่ ๒. ก็คือผู้ที่แสดงธรรมที่ตถาคตได้ตรัสแสดงไว้ดีแล้ว ก็เป็นบุคคลที่หายากในโลก ประการที่ ๓. ก็คือบุคคลซึ่งผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีนี่ ก็เป็นผู้ที่หาได้ยากในโลก ซึ่งถ้าเราได้นึกดู คุณยาย หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมะของเรานี่ พร่ำสอนเรานี่เพื่อให้จะให้เราปฏิบัติธรรม ให้เราเข้าถึงพระรัตนตรัย ให้เรารู้จักความจริงของชีวิต ให้เรารู้ว่าเราเกิดมาสร้างบารมี และให้เราปฏิบัติ เพื่อเป็นไปซึ่งความสิ้นอาสวะทั้งหลาย เพราะฉะนั้นท่านเป็นบุคคลที่มีอุปการะมากทีเดียว ฉะนั้นพวกเราเองนี่ จึงนับว่า เป็นผู้ที่มีโชค มีบุญอย่างมากเลย มีโอกาสมาอยู่ในใต้ร่มบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสอง ของคุณยาย ได้ศึกษาธรรมะ ได้ปฏิบัติธรรมที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสละชีวิตค้นพบมานี่ เป็นบุญของพวกเรานะ เพราะฉะนั้นให้เรานึกถึงคุณของคุณยายนี่ ที่มีอยู่ในตัวท่าน คำสอนของหลวงพ่อที่บอกว่าถ้าอยากเป็นอย่างยาย ให้ทำอย่างยายนี่ หลวงพี่จึงจะขอนำบทกลอนที่มีอยู่ในหนังสือคำสอนของยายนี่ ได้มากล่าวในที่นี้ให้พวกเราฟัง ก่อนที่เราจะได้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน รักธรรมะ รักบุญ รักสะอาด ยายฉลาด สอนศิษย์ เป็นหนักหนา พูดให้ฟัง ทำให้ดู จนเจนตา เรารู้ค่า บารมี นี้เพราะยาย ยิ่งได้ฟัง คุณธรรม ความดีท่าน ยิ่งมุ่งมั่น สร้างบุญ ให้สุดสาย ทั้งสร้างเอง บอกผู้อื่น ไม่ดูดาย ขอเทิดยาย ยอดแบบอย่าง นักสร้างบารมี ในท้ายที่สุดนี้ก็เรียนเชิญพวกเราได้ปฏิบัติธรรมกัน ทำใจหยุดใจนิ่งพร้อมๆ กัน ให้เราปรับกาย ท่านั่งของเราให้สบายๆ แล้วทำใจของเราให้หยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ วางใจของเราเบาๆ ที่ศูนย์กลางกาย ทุกครั้งที่เรามาปฏิบัติธรรมต่อหน้าเรือนทองของคุณยายนั้น เราได้อยู่ในคลองจักษุของคุณยาย แม้ว่าท่านจะละสังขารกายหยาบไปแล้วก็ตาม ท่านไปเป็นสมณะเทพบุตร เสวยทิพยสมบัติ ท่านก็ยังเล็งดูมองเห็นพวกเราอยู่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะท่านถึงบอกว่าการที่เราได้มีโอกาสมาปฏิบัติธรรมต่อหน้าท่าน คุณยายท่านก็จะคุมบุญให้พวกเรา เหมือนครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ กลั่นกาย วาจา ใจของเรานี่ ให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ หยุดนิ่ง ให้พวกเราได้เข้าถึงธรรมะภายในได้อย่างง่ายๆ ท่านจะช่วยลบภาพสิ่งที่ไม่ดี ที่มีอยู่ในใจของเรา ให้กาย วาจา ใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายเรา ใจเราจะนิ่ง สงบ อยู่ที่ตรงกลาง ให้ใจหยุดนิ่ง มีภาพของคุณยายอยู่ในกลางใจของพวกเรา ให้พวกเรามีท่านเป็นแบบอย่างของนักสร้างบารมีในยุคปัจจุบัน ที่เราได้เกิดมาทันเห็น แม้ว่าท่านจะละสังขารกายหยาบไปแล้ว แต่ท่านก็ยังให้บุญกับพวกเราอยู่ตลอดเวลา การที่พวกเราได้มีโอกาสมานั่งธรรมะ มาร่วมงานบำเพ็ญกุศลกับท่านทุกๆ วัน ที่เราตั้งใจกันมานี่ ตั้งใจมาเอาบุญกับท่าน ท่านก็ตั้งใจให้บุญเรา กลั่นกาย วาจา ใจเราให้ใส ให้สะอาดยิ่งๆ ขึ้นไปนี่ ให้บริสุทธิ์ ให้รองรับธรรมะ รองรับพระธรรมกายที่มีอยู่ในตัวเรา ให้เราเข้าถึงได้ง่ายๆ คุณยายท่านเคยบอกไว้เสมอๆ ว่าการที่เรามาวัดบ่อยๆ เกิดไปภพชาติต่อไปนี่ เราจะได้อยู่ใกล้วัด ไม่ได้ไปเกิดอยู่บนป่า อยู่บนเขา อยู่บนดอย อยู่ใกล้วัดจะได้ใกล้พระพุทธศาสนา ใกล้พระ ใกล้หลวงพ่อ ใกล้คุณยาย ได้มีโอกาสสร้างบุญกับท่านได้ง่ายๆ สะดวกๆ เรามาวัดบ่อยๆ เราก็ได้บุญอย่างที่คุณยายท่านบอกนี่เอง มรดกธรรมที่คุณยายท่านทิ้งไว้ให้พวกเรานี่ นอกจากจะเป็นธรรมปฏิบัติ ก็ยังมีวัดพระธรรมกายแห่งนี้ บนเนื้อที่ร้อยเก้าสิบหกไร่ แล้วก็ศูนย์กลางพระธรรมกายแห่งโลกบนเนื้อที่ ๒,๐๐๐ ไร่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของมหาธรรมกายเจดีย์ มหาวิหารพระมงคลเทพมุนี แล้วก็สภาธรรมกายสากลหลังนี้ ที่เราได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมร่วมกัน ซึ่งจะได้เป็นศูนย์รวมใจ และเป็นศูนย์กลางเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปสู่ชาวโลกทั้งหลาย ถาวรวัตถุทุกสิ่งที่ได้ร่วมบุญกับคุณยาย กับหลวงพ่อสร้างกันขึ้นมานี่ ล้วนเป็นไปเพื่อให้ชาวโลกนี่ได้มาประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อเข้าถึงธรรมกาย เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวกัน และด้วยใจที่หยุดนิ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายอย่างนี้แหละ ขอให้เราตั้งใจมั่นด้วยความกตัญญูกตเวที ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเรา ต่อคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา ต่อครูวิชชาธรรมกายทุกๆ ท่าน ที่ได้สละชีวิต และสืบต่อวิชชาธรรมกาย จนมาถึงพวกเรา ให้ได้มีโอกาสได้ศึกษาได้ประพฤติปฏิบัติ และได้เข้าถึงธรรมะภายใน เราจะตั้งใจมั่น และเราจะได้ทุ่มชีวี เพื่อเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ที่มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยเป็นผู้นำ ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ด้วยรอยยิ้มที่เบิกบานของนักสร้างบารมีอย่างเช่นคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของพวกเรา ให้เราหยุดในหยุด นิ่ง ทำใจให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ อยู่ใน ณ กลางกายของพวกเราไปทุกๆ คนเลยนะ สัพเพ……. หน้า PAGE 14 431115FW-AAT