ยามใดที่มีความทุกข์ให้นึกถึงคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระชูชาติ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน นมัสการพระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร สาธุชนทุกท่าน (สาธุ)
และขอให้พวกเรานั่งตามสบายนะฮะ นั่งตามสบายนะจ๊ะ หลวงพี่ก็มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง เรื่องที่หลวงพี่ได้รับความเมตตาจากคุณยาย มหาอุบาสิกาจันทร์เองหลวงพี่ก็ได้พบคุณยาย มหาอุบาสิกาจันทร์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๓ เดือนเมษายน ในช่วงนั้นหลวงพี่ก็ได้บวชเป็นพระธรรมทายาท บวชภาคฤดูร้อน ในสมัยก่อนของการอบรม อบรมในวัด ฉะนั้นเส้นทางที่พระธรรมทายาทต้องเดินผ่าน ก็คือต้องเดินผ่านกุฏิคุณยาย เคยเห็นคุณยายครั้งแรก ท่านก็มีความสง่าแล้วก็เด็ดเดี่ยว เห็นครั้งแรกช่วงที่หลวงพี่กลับจากบิณฑบาตแล้วเดินไปตอนเช้า
และเมื่อเสร็จสิ้นการอบรมธรรมทายาทแล้ว ตอนนั้นหลวงพี่ก็เรียนหนังสืออยู่ ก็ต้องศึกษาประเภทเรียนเอง ก็ได้สึกจากเพศของพระไป ในช่วงนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ถามว่าใครจะอยู่ช่วยงานต่อ หลวงพี่ก็ยกมืออาสาสมัครกับเพื่อนๆ หลายคนด้วยกัน แล้วก็ในช่วงที่อยู่ช่วยงานวัดต่อไป หลวงพี่ก็ วันหนึ่งได้พบคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ของเรานี่เอง ในช่วงที่หลวงพี่เดิน เดินจากท้ายวัดที่ปักกลดมาที่ ที่โรงหุงข้าว สมัยก่อนโรงหุงข้าวก็อยู่ตรงข้ามกุฏิยายนี่เอง เป็นโรงหุงข้าว ซึ่งสมัยก่อนเรายังมีพระน้อย ก็ใช้โรงหุงข้าวที่ตรงข้างกุฏิคุณยายนั่นเอง
วันนั้นหลวงพี่ก็ได้พบคุณยายครั้งที่ ๒ แล้วก็คุณยายก็พูดกับหลวงพี่ด้วย ท่านก็บอก ท่านก็ถามว่าจะไปไหน หลวงพี่ก็บอกว่า ตอนนั้นก็สึกแล้วฮะ เป็นทิดสึกใหม่ ก็แต่ง ผมก็ยัง ก็ยังสั้นอยู่ กราบเรียนคุณยายว่าจะไปช่วยถอนตะปูที่เขาตอกที่อุโบสถนี่เอง คือสมัยก่อนห้างร้านของเราใช้ไม้แล้วก็ใช้ตอก ใช้ตะปูเอาฮะ แล้วก็ทาสี ก็ไปช่วยเขาถอนตะปูนี่เอง คุณยายก็พูดกับหลวงพี่ครั้งแรก ก็บอกว่า ก็เออดีนะ มาช่วยงานวัด ยามใดที่ทุกข์ร้อนนี่ ก็ให้นึกถึงยาย คุณยายก็พูดแค่นี้ หลวงพี่ก็กราบท่านแล้วก็ไปที่โบสถ์ ไปถอนตะปูนั่นเอง
หลวงพี่ก็ขอขยายความนั้นว่าการที่เรา พวกเราก็ตาม ที่มาช่วยงานวัดกัน ก็เป็นบุญกุศล เป็นการให้เรี่ยวแรงเป็นทานนั่นเอง บุญก็เกิดขึ้นที่ใจของเรา เกิดขึ้นที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เอง และเราก็จะมีความสุขใจนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อเราช่วยงานวัด บุญก็เกิดขึ้นแก่เรา เราก็ควรนึกถึงบุญ และการที่เรานึกถึงคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ของเรา ก็เป็นบุญ เพราะว่าท่านเป็นบุคคลที่ควรบูชานั่นเอง คือทำให้เราเกิดกำลังใจขึ้นมาได้ เพราะว่าคุณยายท่านเป็นต้นบุญ แล้วก็เป็นต้นแบบของยอดนักสร้างบารมีนั่นเอง คือเป็นบุคคลที่หาได้ยาก แล้วก็อุทิศตนในการสร้างบารมี ยามใดที่เราท้อแท้หรือท้อถอย เรานึกถึงคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ เราก็จะมีกำลังใจอย่างท่าน ที่ท่านมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ มีจิตใจที่เข้มแข็ง แล้วก็สร้างความดีอย่างนับไม่ถ้วนทีเดียว คุณยายก็รักบุญแล้วก็ทำบุญอย่างเต็มที่นั่นเอง เต็มกำลัง อย่างที่เราได้ฟังจากพระอาจารย์ทั้งหลายไปแล้วก็ตาม
หลังจากนั้นหลวงพี่ก็เรียนหนังสือ แล้วก็จบการศึกษา แล้วก็ประมาณปี ๒๕๒๘ ก็มาช่วยงานวัดอีกครั้งหนึ่ง มาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำของวัดพระธรรมกายนั่นเอง แล้วก็มีครั้งหนึ่งที่หลวงพี่ต้องไปกราบคุณยาย ขอความกรุณาจากท่านเอง ประมาณ ๒๕๓๑ หลวงพี่ก็อยู่ที่วัดแล้ว เป็นอุบาสกแล้ว ตอนเย็นหลวงพี่ก็ได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านว่าคุณพ่อป่วยหนัก คือต้องเข้าโรงพยาบาล เข้าโรงพยาบาลกลางดึกนั่นเอง ปวดท้องมาก พอหลวงพี่ทราบอย่างนี้แล้วก็ ก็คิดว่าตอนเช้าต้องไปกราบขอความกรุณาคุณยายอุบาสิกาจันทร์ของเรานี่เอง
หลวงพี่ก็จำได้ หลวงพี่ก็เตรียมรูปไป แล้วเขียนชื่อพ่อไป เข้าไปตั้งแต่ ๖ โมงเช้านะฮะ ไป ไปรอคุณยายที่หน้ากุฏิคุณยายตั้งแต่ ๖ โมงเช้า แล้วก็พอสักครู่ คุณยายออกมาแล้ว หลวงพี่ก็กราบเรียนท่านว่าคุณพ่อของผมป่วย ก็ขอความกรุณาให้คุณยายช่วยด้วย ยายท่านก็เมตตาฮะ ท่านก็เห็นหลวงพี่ขอความกรุณา ท่านก็รับรูปภาพไปฮะ แล้วท่านก็ บอกว่ายายจะช่วย
หลังจากนั้นหลวงพี่ก็ขอทางวัดพระธรรมกาย และขอหมู่ ขอหมู่คณะไปช่วยดูแลพ่อก่อน ก็คือขอไป คือช่วยดูแลพ่อที่ป่วยที่โรงพยาบาล ในช่วงที่พ่อป่วย ตอนนั้นพ่อก็อายุ ๖๙ แล้ว คนอายุมาก ป่วยแล้วก็กำลัง คือกำลังมันจะลดไปนี่เองนะฮะ แม้แต่การแค่ฝังเข็มที่แขนฮะ บางทีเส้นเลือดมันก็เปราะเสียแล้ว แล้วพ่อเองก็คล้ายๆ ป่วยมาก หลวงพี่ก็ให้กำลังใจพ่อ บอกว่าได้กราบเรียนคุณยายแล้ว แล้วก็เปิดเทปนั่งสมาธิ ก็เสียงของหลวงพ่อธัมมชโยนั่นเอง ให้พ่อทำภาวนาไปด้วย ก็อยู่โรงพยาบาลประมาณเกือบเดือนนะฮะ พ่อต้องเข้าห้องผ่าตัดแล้วเข้าห้องไอซียู แต่ว่าอาการก็หายขึ้น แล้วก็กลับมาแข็งแรงขึ้น ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยอานุภาพบุญบารมีของคุณยายนั่นเอง
สิ่งที่หลวงพี่ได้กราบขอความกรุณาท่าน นี่เราจะเห็นแล้วว่าคุณยายของเรา ท่านมีเมตตา แม้แต่ลูกศิษย์ไปหาตั้งแต่เช้ามืด คุณยายก็ยังเมตตา เมตตาคอยบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับทุกคนทีเดียวที่เป็นลูกหลานคุณยายนั่นเอง และคุณยายของเรา ท่านเป็นคนที่หาได้ยาก เป็นต้นแบบของการสร้างบารมีนั่นเอง
และในสมัยก่อนที่หลวงพี่เป็นอุบาสก ก็ไปทานข้าวที่ยามา ก็จะนั่งขัดสมาธิ นั่งกับพื้นปูนซีเมนต์นี่นะฮะ นั่งกับพื้นปูนซีเมนต์ แล้วก็นั่งทานข้าวกับพี่ๆ อุบาสกเขา ประมาณปี ๒๕๓๒ ต้นปี ๒๕๓๒ คุณยายท่านก็ พอดีท่านก็จะมาคุยกับเด็กวัด วันนั้นท่านก็มาคุยกับอุบาสก ก็คือส่วนมากให้คำสอน สั่งสอนให้เด็กวัดให้เป็นคนดีนะฮะ วันนั้นท่านก็พูดว่ามีพระรูปหนึ่งท่านมรณะภาพ แต่ที่ท่าน ที่ท่านละจากโลกนี้ไปก็เพราะด้วยวิบากกรรมของท่านเองมาตามทันได้ หลวงพี่ฟัง หลวงพี่ก็เอามาสอนตัวเองให้ว่าเป็นพระแล้ว บางทีกรรมเก่าก็มาตามได้เหมือนกันนะ ให้เราต้องป่วย ต้องอาพาธ แล้วก็ต้องมรณะภาพได้เหมือนกัน นี่เราก็ไม่ควรประมาท
แม้แต่พวกเราเองก็เช่นเดียวกันนะฮะ เราก็ต้องสอนตัวเองว่าเราก็ไม่ควรจะประมาท ควรอยู่ในบุญ ควรอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เอง คือในแง่ของการปฏิบัติธรรม เราก็นึกถึงองค์พระ แล้วอยู่ในกลางกายขององค์พระอยู่เสมอนั่นเอง ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน นึกให้ชัด ใส สว่าง อยู่ตลอดเวลาอย่างนี้แหละ อย่างน้อยก็ทำให้เรามีสติ แล้วก็มีความสบายใจ แล้วชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทเอง
หลวงพี่ก็มาอ่านในธรรมบทเจอเรื่องหนึ่ง อ่านธรรมบทที่แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็ตรัสเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน หลวงพี่ก็ขอขยายความเรื่องนี้ คือในสมัยนั้นก็มีพระภิกษุอยู่ ๗ รูปด้วยกัน ท่านก็ตั้งใจไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่เอง ระหว่างเดินทางไป ท่านก็ต้องพักตามที่ต่างๆ ก็มีอยู่ครั้งหนึ่ง ท่านต้องไปพักที่ในถ้ำนี่เอง ไปพักในถ้ำ ตอนนี้พอพักอยู่ดีๆ หินอยู่ที่ปากหน้าถ้ำมันก็เลื่อนมาปิดเองเลย ตอนแรกมันก็เปิดอยู่ แต่อยู่ดีๆ หินที่อยู่หน้าถ้ำมันเริ่มปิดเอง พระภิกษุ ๗ รูปก็ช่วยกันผลักช่วยกันดันมันก็ไม่ยอมออก แม้แต่ชาวบ้านชาวเมืองก็มาช่วยกัน หินนั้นมันก็ไม่ยอมเลื่อนออกมา จนกระทั่ง จนกระทั่งวันที่ ๗ แล้ว หินมันก็เลื่อนออกมาเอง พระภิกษุทั้ง ๗ รูปได้พักกันเรียบร้อยแล้ว ก็เลยรีบไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็กราบทูล เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
พระพุทธเจ้าของเราท่านก็ระลึกชาติไปทำสมาธิภาวนา ระลึกไป ท่านก็เห็นในที่ว่าภิกษุทั้ง ๗ รูปนี้เคยทำกรรมร่วมกันมาก่อน คือเคยทำบาปกรรมร่วมกันมานั่นเอง ท่านก็เห็นในที่ว่าพระภิกษุ ๗ รูปนี้เป็นเด็กเลี้ยงโค ๗ คนด้วยกัน ต้องช่วยกันต้อนโคไปเลี้ยง กินหญ้าในที่ต่างๆ ๗ วันทีก็จะเปลี่ยนที่ทีหนึ่ง วันหนึ่งเด็กทั้ง ๗ ก็ต้อนโคไปที่ใกล้ดงแห่งป่าแห่งหนึ่ง คือใกล้ป่านั่นเอง ก็เจอตัวเหี้ย ก็เลยช่วยกันต้อน ช่วยกันจับนั่นเอง ตัวเหี้ยมันก็เลยหนีเข้าไปในจอมปลวก พอดีมันมีช่องอยู่ ๗ ช่องพอดี ก็เด็กทั้ง ๗ คนก็ช่วยกันหักกิ่งไม้ ปิดทั้ง ๗ ช่อง ทำกรรมด้วยกัน ทำกรรมด้วยกัน ๗ ช่อง ปิดทั้งหมด ๗ ช่องเลย
พอดีก็ลืมไปเลยว่าต้องต้อนโคไปเลี้ยงที่อื่นอีก ก็ลืมไป พอครบ ๗ วันก็ต้อนควายมาเลี้ยงที่นี่อีก ก็เห็นจอมปลวก ก็นึกกันได้ ก็เลยปรึกษากันแล้วก็ไปช่วยกันเอากิ่งไม้ก้านไม้ออกมา ที่อุดปิดช่องไว้ ก็เห็นตัวเหี้ยที่มันอดอาหารมา ๗ วัน มันก็เลยเหลือแต่กระดูก มันก็ไม่มีอาลัยในชีวิต คือมันคิดว่าจะตาย มันก็ยอมตายอย่างนี้ มันก็คลานออกมา เด็กทั้ง ๗ คนก็ปรึกษากันว่าเราสงสารมันเถอะ มันอดอาหาร ๗ วันแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ อย่าไปฆ่ามันเลย ก็เลย ตกลงก็ปล่อยกันไป
พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าพวกเธอนะทั้ง ๗ เป็นเด็ก ๗ คนในชาติก่อนโน้น แล้วพวกเธอเองก็ไม่ได้ตกนรก เพราะพวกเธอไม่ได้ฆ่าสัตว์นั้น แต่พวกเธอนี่ถูกขังมา ๑๔ ชาติแล้ว คือถูกกักปิดประตูอย่างนี้มา ๑๔ อัตภาพแล้วนี่เอง
เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นได้ฟัง ก็เลยกราบเรียนพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเจ้าข้า ความพ้นไม่มีหรือ คือหมายความว่าเราทำกรรมแล้วเราจะหนีพ้นได้ไหมอย่างนี้ พระพุทธเจ้าของเราท่านก็ ท่านก็ตรัสว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความพ้นของผู้ที่ทำกรรมไปแล้วไม่มีเลย ไม่ว่าจะหนีไปที่หุบเขา หรือเหาะไปในอากาศก็ตาม หรือจะดำลงไปในมหาสมุทรก็ตาม ก็ที่แห่งแผ่นดินนั้น ที่จะพ้นแห่งกรรมก็ไม่มีนี่เอง แล้วท่านก็ตรัสสอนภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง
เพราะอย่างนั้นพวกเราเองก็เช่นเดียวกันนะฮะ ให้เราได้มีความปีติ มีความสุขใจที่เราได้มาทำความดีกัน มาสร้างบารมีกันอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ดีงาม แล้วจะติดตัวของเราไปนี่เอง ก็ติดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เอง จะเป็นดวงบุญที่ใส สว่าง แล้วก็ดึงดูดสิ่งที่ดีงาม ดึงดูดทั้งรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัตินั่นเอง เพราะอย่างนั้นขอให้เราได้สั่งสมบารมีให้เต็มที่เลย มีการเราได้สร้างธรรมกายเจดีย์แล้ว ได้ช่วยกันสร้างลานธรรมคู่ธรรมกายเจดีย์ก็ตาม สิ่งนี้ก็เป็นบุญติดตัวเราไปนี่เอง ติดตัว ติดไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่เอง เพราะอย่างนั้นขอให้เราได้มีความปีติ มีความเบิกบานใจเสมอ
และมีครั้งหนึ่งหลวงพี่ก็ได้ฟังคุณยาย คุณยายก็บอกว่าความลับนี่ก็ไม่มีในโลก คือคนเราทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปแอบทำที่ไหนก็ตามนี่ ความลับก็ไม่มีในโลกนี่เอง หลวงพี่ขอขยายความก็คือหมายความว่าจะทำอะไรก็ตาม ก็จะมีคนรู้เห็น หรือไม่ก็มีกายละเอียดรู้เห็นได้นี่เอง ไม่ว่าทำอะไรก็ตาม เมื่อหลวงพี่ได้ฟังคำสอนของคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์แล้ว หลวงพี่ก็มาสอนตัวเองว่าเออ เราต้องทำความดีอย่างเดียวนะ เพราะว่าความลับไม่มีในโลกนี่เอง อย่างน้อยเราทำแล้วเราก็สบายใจด้วย แล้วก็เป็นบุญกุศลติดตัวไปด้วยนี่เอง
แล้วหลวงพี่ก็ไปอ่านในธรรมบทเจออีก ที่มีเรื่องเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลของเรา มีภิกษุอยู่รูปหนึ่งท่านถือธุดงค์อยู่วัตร อยู่ป่าเป็นวัตรนั่นเอง แล้วท่านก็อยู่รูปเดียวด้วย อยู่ธุดงค์รูปเดียว ทีนี้ท่านก็ ระหว่างที่ท่านอยู่ธุดงค์เป็นวัตรรูปเดียว วันนั้นท่านได้ยินเสียง ได้ยินเสียงเขามีดนตรีอย่างนี้ เหมือนมีงานการเล่นต่างๆ วันนั้นท่านก็เกิดความ คล้ายๆ ว่าอยากจะไปอยู่ทางโลกอย่างนี้ เกิดความคล้ายๆ เหมือนกับกิเลสขึ้นในใจอย่างนี้ อยากจะไปอยู่ทางโลกบ้าง เพราะได้ยินเสียงที่ชาวบ้านชาวเมืองเขามีการละเล่น ท่านก็คร่ำครวญออกมาอย่างนี้ พูดออกมา คืออยู่คนเดียว ท่านระบายออกมาอย่างนี้ ว่าเรา เรานี่เหมือนคน คนเดียวอยู่ในป่า เหมือนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่านะ เรานี่คล้ายๆ มันโชคร้ายที่สุดอย่างนี้
ทีนี้ ท่านอยู่คนเดียวก็จริง แต่มีเทวดาอยู่ด้วย เทวดาที่อยู่ในป่าแห่งนั้นก็ ก็อยากจะช่วยภิกษุรูปนี้ ก็เลยพูดออกมาเหมือนกัน เทวดาก็พูดสอนมา ก็บอกว่าท่านอยู่คนเดียวในป่า เหมือนไม้เขาทิ้งในป่าก็จริง แต่ว่าสัตว์นรกย่อมกระหยิ่ม คือย่อมอยากจะ ย่อมอยากจะเป็นอย่างท่าน เพราะสัตว์นรกนี่มันลำบากเหลือเกิน ต้องทุกข์ทรมานอย่างนี้ ท่านนี่โชคดีเหลือเกินอย่างนี้ สัตว์นรกทั้งหลายที่เขาทุกข์ทรมานอย่างนี้ เขาอยากจะเป็นอย่างท่านได้นี่เอง นี้เราก็จะเห็นแล้วว่า ความลับก็ไม่มีในโลกฮะ ให้เราได้ทำความดีกันไป ตั้งใจทำตามคำสอนคุณยาย ซึ่งคุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ของเรา ท่านก็เป็นต้นบุญแล้วก็ต้นแบบของนักสร้างบารมีนั่นเอง
ก็ขอให้พวกเราได้นั่งสมาธิกันเลยนะ ตั้งใจนั่งสมาธิกัน เอาเท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย แล้วก็วางบนหน้าตักของเราอย่างสบายๆ ปรับร่างกายของเราให้สบาย คือให้เป็นธรรมชาตินั่นเอง ให้ความรู้สึกว่าเราจะนั่งอย่างนี้ไปนานเท่าไหร่ก็ได้ คือรู้สึกว่าเราสบายใจนั่นเอง สบายกายแล้วก็สบายใจด้วย แล้วเราก็ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไปก่อน คือปล่อยวางเครื่องกังวลใจ ไม่ว่าเรื่องดินฟ้าอากาศหรือเรื่องอะไรก็ตาม ให้ทำความรู้สึกว่าเรานั่งอยู่คนเดียวในโลกนี้นี่เอง เหมือนนั่งอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเราเอง ที่มีความสบายใจ แล้วก็เย็นกายเย็นใจนี่เอง คือกายเราก็สบาย ใจเราก็เบิกบานใส สว่างนี่เอง
แล้วเราก็วางใจหยุดนิ่งไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ นั่นเอง วางใจนิ่งๆ อย่างสบายๆ มีพุทธพจน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตรัสไว้นี่เองว่าเมื่อบุคคลเห็นสุขอันไพบูลย์ ก็พึงสละสุขอันเล็กน้อย เพื่อความสุขอันไพบูลย์นั้นนั่นเอง
หลวงพี่ก็ขอขยายความว่าคือการที่เราเห็นความสุขจากพระนิพพานเอง เป็นความสุขอันไพบูลย์ ความสุขที่สุดแห่งธรรมก็ตาม ก็เป็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะอย่างนั้นเราก็ควรจะสละความสุขอันเล็กน้อย อย่างเช่นความเกียจคร้านอย่างนี้ ไม่อยากนั่งธรรมะ ไม่อยากให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา นี่เราควรจะสละทิ้งอย่างนี้ แล้วก็เพื่อที่ว่าจะได้ความสุขอันไพบูลย์นั่นเอง เพราะว่าความสุขอันไพบูลย์เป็นความสุขที่ดีอย่างยิ่ง แล้วก็ประเสริฐที่สุดนี่เอง เป็นเป้าหมายชีวิตของเรานี่เอง ที่เราได้เกิดมาก็เพื่อว่าจะทำพระนิพพานให้แจ้ง คืออยากจะหลุดพ้นจากกิเลส กิเลสอาสวะนั่นเอง อยากจะไปนิพพานเอง อยากจะไปสู่ความสุขอันไพบูลย์นี่เอง เป็นเป้าหมายชีวิตของเรา
เพราะจริงๆ แล้วชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ล้วนอยู่ในกองทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ตั้งแต่ความเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตาย ตั้งแต่ทุกข์จร แล้วก็ทุกข์ประจำนั่นเอง ที่เราต้องเจอะเจอกันทุกๆ วันนี่เอง พระพุทธเจ้าก็สอนให้ได้แสวงหาความสุขอันไพบูลย์ ก็คือสุขจากพระนิพพานนั่นเอง เพราะอย่างนั้นเราก็ต้องตั้งใจปฏิบัติธรรมกัน ตั้งใจทำพระนิพพานให้แจ้ง ซึ่งเส้นทางการไปสู่พระนิพพานก็อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราทุกคนนั่นเอง อยู่ที่กลางกายฐานที่ ๗ นั่นเอง แล้วก็วางใจนิ่งๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบายๆ นะ
ให้เรานึกถึงภาพพระแก้วใสๆ ขึ้นมาอย่างสบายๆ นึกน้อมอาราธนามาตั้งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราอย่างสบายๆ แล้วเราก็ภาวนาในใจว่า สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง ให้เสียงคำภาวนาของเราดังก้องมาจากกลางองค์พระแก้วใสๆ อย่างสบายๆ อย่างง่ายๆ แล้วก็ใจเย็นๆ ให้เราภาวนาไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ นั่นเอง คือจะภาวนาไปกี่ครั้งก็ตาม เราก็ภาวนาไปด้วยความสบายใจอย่างนี้แหละ เดี๋ยวใจเราก็จะเข้าถึงความสุข ความสงบภายในได้ ซึ่งอยู่ในตัวของเราทุกคนเลย อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นั่นเอง ดังนั้นก็ขอให้พวกเราต่างคนต่างตั้งใจทำภาวนากันไปนะ
สัพเพ……
PAGE
PAGE 7
หน้า
431113FW-AAT