ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ศิษย์ดั่งสกุณา ได้อาศัยใต้บารมี

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระปรเมษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ กราบนมัสการพระมหาเถระทุกรูป นมัสการพระคุณเจ้าผู้เป็นเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานของยายทุกคน (สาธุ) วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเราเพราะวันพรุ่งนี้เป็นวันทอดกฐิน ที่จะเป็นเพียงครั้งเดียวที่กฐินครั้งนี้จะมีกายหยาบของคุณยายอยู่ร่วมงานกับพวกเรา ในเส้นทางแห่งการสร้างความดีของพวกเรานั้น อาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน แต่เพราะเราได้มีคุณยาย เราจึงได้มาร่วมในเส้นทางนี้ร่วมกัน หลวงพี่เองมีโอกาสมาอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๓ เมื่อปี ๒๕๒๘ จริงๆ ตอนที่เข้ามาอบรมในครั้งนั้นก็ยังไม่ได้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ตอนนั้นต้องการมาฝึกสมาธิ เพื่อต้องการปรับปรุงการเรียนของตัวเองให้ดีขึ้น ตอนสมัยที่หลวงพี่เรียนมัธยมนะ หลวงพี่เรียนอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ผลการเรียนก็ค่อนข้างจะดี พอได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คนเก่งเท่าเราก็มีมาก คนเก่งกว่าเราก็มีเยอะ ก็คิดว่าถ้าได้ฝึกสมาธินี่ คงจะสามารถช่วยพัฒนาการเรียนของเราได้ ก็พอดีมีคอร์สฝึกอบรมธรรมทายาท ๒ เดือน รุ่นพี่ก็ชวน จึงได้มีโอกาสเข้ามาฝึกสมาธิในครั้งแรก แล้วครั้งนั้นก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะนอกจากจะได้เรื่องของสมาธิแล้ว สิ่งที่ได้กับชีวิตก็คือการตอกย้ำให้สัมมาทิฐินั้นเกิดขึ้น แต่ก่อนนั้นก็มีชื่อว่าเป็นชาวพุทธ แต่ถามว่าเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมไหม ก็เชื่อบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่พอได้มาฝึกสมาธิ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินเรื่องราวของคุณยาย โดยเฉพาะเรื่องที่คุณยายได้ไปตามหาพ่อท่าน ที่โยมพ่อของคุณยายได้ไปตกนรกเพราะดื่มสุรา ประกอบกับการนั่งสมาธิทำให้ในครั้งนั้นนี่ ความมีสัมมาทิฐิแจ่มชัดขึ้นในจิตใจ เพราะเรากลัวบาป กลัวกรรมที่จะเกิดขึ้น เราจึงไม่อยากทำบาป หลังจากกลับจากการอบรมไปแล้วนี่ จึงสามารถรักษาศีล ๕ ได้ ซึ่งแต่ก่อนหน้านั้นนี่ เราไม่เคยคิดรักษาศีล ๕ เลย เพราะเราไม่มั่นใจว่ามันมีหรือไม่มี แต่เมื่อเราได้รับความมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของคุณยาย และเมื่อได้มีโอกาสมาวัดต่อเนื่อง ได้มาเจอคุณยาย คุณยายก็มักจะย้ำเรื่องเหล่านี้เสมอ คุณอย่าไปทำความชั่วนะ นรกยายก็ไปมาแล้ว สวรรค์ยายก็เห็นแล้ว มันมีจริงๆ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย กายละเอียดของเขาก็เป็นมนุษย์อย่างพวกเรานี่แหละ แต่ไปผิดศีลผิดธรรม จึงต้องไปใช้วิบากกรรมด้วยการเป็นสัตว์นรก ด้วยการเป็นสัตว์เดรัจฉาน หลังจากเลิกอบรมแล้ว ก็เริ่มรักษาศีล แล้วก็เริ่มได้รู้ว่าถ้าพวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เอากายหยาบนี้ทำความดี บุญที่เกิดจากการทำความดีของเรานี่ จะมีส่วนไปยังคุณพ่อคุณแม่ของเรา หลวงพี่เองเกิดมาในครอบครัวของคนจีน คุณพ่อคุณแม่นี่เป็นคนจีนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่เล็กหลวงพี่เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุดเลย พี่ๆ นี่ต้องออกจากโรงเรียน เพราะว่าในช่วงเริ่มต้นนั้นฐานะทางบ้านไม่ดี หลวงพี่เองมาเรียนคณะวิศวะนี่ ถือว่าเป็นคณะที่สูงที่สุดในครอบครัว แล้วก็เป็นความหวังของทางบ้าน แต่พอเรามาอบรม เรามาประพฤติปฏิบัติธรรมแล้วนี่ สิ่งหนึ่งที่เรารักพ่อแม่ แล้วเป็นห่วงก็คือ เราดูประวัติของพ่อแม่เราแล้ว ท่านไม่รู้จักการให้ทาน ท่านไม่รู้จักการรักษาศีล ท่านไม่เคยนั่งสมาธิเจริญภาวนา แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่าคนที่เกิดมายุคของเรานี้ คนใจบุญปนกับคนใจบาป คนไปนรกเท่าขนโค คนไปสวรรค์เท่าเขาโค ลำพังตัวเราเองนับย้อนชีวิตที่ผ่านมา ก่อนมาถึงวัดพระธรรมกาย ก่อนมาอบรมธรรมทายาท เมื่อรวมบัญชีบุญบัญชีบาป เราคิดว่าบุญนิดเดียว บาปน่าจะมากกว่า เราเองก็อาจจะเอาตัวไม่รอดด้วยซ้ำ หลังจากเริ่มรักษาศีลปฏิบัติธรรม หลวงพี่มีความตั้งใจที่จะกลับเข้ามาบวชอีกครั้งหนึ่ง หลวงพี่ได้มีโอกาสกลับมาอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๕ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๐ ครั้งนั้นตั้งใจมากที่จะมาประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อเอาบุญนี้ให้คุณพ่อคุณแม่ เพราะเวลาที่เราบวชนี่ ท่านบอกว่าถ้าเราตั้งใจบวช ผู้บวชจะได้บุญ ๖๔ กัป บิดามารดาจะได้บุญกึ่งหนึ่ง ได้ ๓๒ กัป ตอนนั้นตั้งใจมาก เตรียมตัวมาเป็นปี รักษาศีล ๘ มาตลอดตอนเป็นนักศึกษา แล้วก็เคลียร์ทุกอย่างที่จะต้องฝึกงาน ที่จะต้องทำทุกอย่างเพื่อมาอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๕ ตั้งใจจะมานั่งสมาธิ เพื่อเอาบุญให้คุณพ่อคุณแม่ พอหลวงพี่เข้ามาถึงที่อบรมในปีนั้น คณะกรรมการที่จัดการอบรมบอกว่าหลวงพี่เป็นธรรมทายาทเก่า ตอนนั้นมีเข้ามากัน ๕ คน ให้รับบุญพิเศษช่วยเป็นพี่เลี้ยง นั่นเป็นบุญพิเศษของหลวงพี่จริงๆ ที่เขามอบหมายให้หลวงพี่เป็นพี่เลี้ยงบุญโรงครัว หลวงพี่ได้มีโอกาสเข้าไปครัวทุกวัน ตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ จริงๆ หลวงพี่ตั้งใจมานั่งสมาธิ บอกตามตรงว่าตอนนั้นไม่อยากไป แต่ทีมพี่เลี้ยงเขาก็ให้กำลังใจบอกไปอาทิตย์เดียวแหละ อาทิตย์หน้าเดี๋ยวจะมีคนมาเปลี่ยน หลวงพี่ก็มีกำลังใจก็ไป พออาทิตย์ถัดไปก็บอกว่าไปอีกอาทิตย์หนึ่ง คนมาเปลี่ยนกำลังจะมา ปรากฏหลวงพี่ต้องไปทำครัวทุกวันเลย ตอนที่เป็นพี่เลี้ยง ๑๕ นี่ จนถึงวันที่ไปวัดเบญฯ คือวันที่ไม่ได้ไปทำครัว ตอนนั้นไม่เคยได้นั่งสมาธิเลย แต่ว่าเวลาที่ไปทำครัวนั้นเราดีใจ ดีใจเพราะเราได้เห็นคุณยาย แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก เวลาจัดบุญธรรมทายาทนี่ ธรรมทายาทจะสมัครไปที่ครัวเยอะ ซึ่งตอนนั้นโควต้ารับแค่วันละ ๒๐ คน เพราะเขาบอกว่าอยากไปเห็นคุณยาย เพราะคุณยายมาที่ครัวทุกวัน แล้วธรรมทายาทในยุคนั้นที่ไปทำงานที่ครัวนี่เราไปแต่เช้า ถ้าวันไหนต้องเปิดปลากระป๋อง ต้องกลับกัน ๓-๔ ทุ่มนะ เพราะปลา ในสมัยก่อนอาหารหลักปลากระป๋องเยอะด้วย แล้วที่เปิดปลากระป๋องก็ใช้ที่งัดแบบกระป๋องนม เวลาเปิดทีนี่ เราจะได้ร่องรอยของการเปิดปลากระป๋องคือน้ำซอสมะเขือเทศ มันจะกระเด็นมาเลอะเสื้อธรรมทายาทแล้วซักไม่ออก จะเป็นดวงๆ สีส้มๆ เขาบอกเปื้อนบุญนะ ใครมาทำตรงนี้จะมีสัญลักษณ์พวกนี้เป็นหลักฐานหมดเลย แต่ทุกคนก็เต็มใจและดีใจ ตอนที่เราเข้ามาทำงานตอนนั้นเนื่องจากใกล้คุณยายนี่ ธรรมทายาททุกคนนี่จะมีความรู้สึกว่าต้องทำครัวให้สะอาด จะช่วยกันล้างตู้เย็น ล้างโต๊ะ ล้างเตา ล้างกะทะ ขัดกันตลอดเวลาเลย ทำกันตลอด แม้กระทั่งท่อระบายน้ำ รื้อฝาที่เป็นตะแกรงท่อนี่ ทุกคนจะทำได้ด้วยความปีติ เพราะรู้ว่าเดี๋ยวคุณยายต้องเดินผ่าน แล้วพอได้เห็นคุณยายนี่ มันเป็นกำลังใจจริงๆ ทุกคนปีติและดีใจ สิ่งหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปทำงานในครั้งนั้นที่ได้เห็นก็คือเวลาคุณยายเดินมา บางทีท่านมาพูดคุยกับพวกเราบ้าง แล้วบางทีท่านเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ดีนี่ เห็นคุณยายอธิษฐานเลย อธิษฐานตอบแก้ขอให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ขอให้อย่าได้เกิด อย่าได้เจอ เราก็ปีติใจ ตอนที่ไปช่วยงานโรงครัวในครั้งนั้น มีเรื่องกังวลอยู่นิดหนึ่งเหมือนกัน ตอนที่เวลาต้องหุงข้าว สมัยนั้นข้าวมาจากการบิณฑบาต มีคนมาบริจาคบ้าง พอดีเก็บไว้นาน ข้าวที่เราหุงแต่ละครั้งนี่ มอดเยอะมากเลย จริงๆ เราก็พยายามจะไล่มอดเหมือนกัน ให้มันออกไป แต่ก็รู้ว่ามันออกไม่หมด ก็รู้ว่าคงมีมอดบางตัวต้องสละชีวิตให้เรานะ แต่จริงๆ ใจมันก็กังวลเหมือนกัน เพราะไม่อยากทำ แต่ก็ยังหาวิธีอื่นไม่ได้ แม้ว่าพยายามจะไล่มอดไปแล้วนี่ เห็นคุณยายท่านอธิษฐานจิต ก็เลยเกิดปัญญาแล้วก็เลยคิดตามว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าเที่ยวนี้หุงข้าวไป มอดบางตัวสละชีวิต แต่ถ้าพระภิกษุสามเณร ถ้าธรรมทายาททั้งหลายนี่ ทานข้าว ฉันข้าวมื้อนี้ไปแล้ว แล้วเข้าถึงพระธรรมกายภายในได้ เราคงได้บุญมาก ก็คงจะมาชดเชยได้มากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็จะอธิษฐานจิตตลอดเลยเวลาหุงข้าว ให้ผู้ที่ได้บริโภคข้าวที่เราหุงนี่ จะเป็นพระ เป็นเณร เป็นธรรมทายาท หรือเป็นใครก็ตามนี่ ทานแล้วขอให้มีเรี่ยวแรง มีกำลังใจที่จะประพฤติปฏิบัติธรรม เมื่อประพฤติปฏิบัติธรรมแล้ว ก็ขอให้ได้มีดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงพระธรรมกายโดยเร็วพลัน และเป็นสิ่งที่น่าแปลก พอนึกอย่างนี้แล้วไม่เหนื่อย แล้วมีกำลังใจ หั่นผักไปก็อธิษฐานเหมือนกันว่าผักที่เราหั่นไปนี่ที่เราผัดไปนี่ ไม่ว่าถึงปากใครก็ตาม ใครฉันใครทานก็ตาม ให้มีเรี่ยวแรงในการเข้าถึงธรรม หลวงพี่จำได้ความรู้สึกตอนนั้นมันมีความปีติ พอทำให้เรามีปีติก็จะบอกธรรมทายาททุกคนที่มาทำงานาด้วยกันอย่างนี้ แล้วเราก็อธิษฐานกันไป ทำงานกันไปตลอด จนกระทั่งถึงวันที่ไม่ได้มาทำครัว คือวันที่ต้องไปวัดเบญฯ หลวงพี่จำได้ หลวงพ่อทัตตะเคยสอนว่าให้เรานึกถึงบุญนะก่อนบวช สมัยก่อนตอนเป็นธรรมทายาท ๑๓ นี่ เวลานึกถึงบุญรู้สึกมันว่างเปล่า แต่ตอนที่มาเป็นธรรมทายาทรุ่น ๑๕ นี่ ตอนนั้นจำได้ว่าตอนจะเข้าโบสถ์วัดเบญฯ นี่ หลวงพี่ก็นึกถึงภาพที่ตลอดเดือนที่ผ่านมานี่ ตั้งแต่เช้ามืดตี ๓ ตี ๔ ไม่เกินตี ๕ นี่ เราจะพาธรรมทายาทนี่มาทำครัวทุกวัน ก็นึกถึงบุญนี้ ที่ได้ทำต่อเนื่องมาทุกวัน มีความรู้สึกจริงๆ ว่ามันมีพลังอะไรบางอย่างมาที่กลางตัวเรา มันเป็นความชุ่มชื่น เป็นความเบิกบาน เป็นความเย็น แล้วก็เป็นความปีติ ใจตอนนั้นนี่นิ่งมาก ใจตอนนั้นจะลองให้คิดเรื่องไม่ดี ไม่ไป อยู่กับบุญจริงๆ จึงเข้าใจที่หลวงพ่อท่านสอนว่านึกถึงบุญแล้วเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นครั้งใดก็ตามที่เราทุ่มเทให้กับงานบุญ บุญก็ไม่ทอดทิ้ง จากนั้นด้วยความคุ้นเคยกับพี่ๆ ที่ทำงานที่ครัวนี่ ก็ได้มีโอกาสมาช่วยงานบุญ ในช่วงของการเป็นพี่เลี้ยงธรรมทายาท หลวงพี่ยังจำเหตุการณ์ได้อยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนั้นปกติเวลาที่หุงข้าวหรือต้มปานะในสมัยก่อนนี่เราจะใช้เตาฟืน จะมีเขาเก็บไม้ ต้นไม้ที่ตัดแล้วนี่มาเลื่อยเป็นท่อนๆ แล้วให้เรามาหุงข้าวบ้าง ต้มปานะบ้าง เออครั้งนั้นตอนที่เราหุงข้าวเสร็จนี่ จะมีถาดเหล็กไว้โกยขี้เถาแล้วก็เศษถ่าน ปกติมันจะมีที่วาง แต่ในวันนั้นธรรมทายาทที่มาช่วยงานนี่ ชี้แจงงานไม่ดี เมื่อโกยขี้เถาแล้วก็เศษถ่านแล้วนี่ ปรากฏว่าได้เอาขี้เถ้านี้ไปวางไว้ใต้ต้นแก้ว ซึ่งใต้ต้นแก้วนี่จะมีต้นหญ้า มีหญ้าที่คุณยายปลูกไม่อยู่ หลวงพี่ก็ไม่ทันได้ดู พอคุณยายเดินออกมา ยายเห็น คุณยายท่านเรียกหลวงพี่อิทธิ ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้บวช ไปตำหนิ จริงๆ พวกธรรมทายาททุกคนพอเห็นตรงนั้นปุ๊ปนี่ ทุกคนใจหายหมดเลย เพราะเรารักคุณยาย เราไม่อยากทำให้คุณยายต้องเสียใจนะ ใจแป้ว ใจมันโอ้โฮ มีความรู้สึกว่าเรานี่ผิดมากเลย วันนี้ทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้นนี่ นั่นเห็นคุณธรรมของคุณยายว่าเมื่อท่านเจออะไรที่ไม่ถูกต้อง ท่านจะเรียกไปบอกทันที แล้วก็ชี้แจง แล้วก็แนะนำ นั่นก็เห็นคุณธรรมของคุณยาย แล้วในขณะเดียวกันก็ได้เห็นคุณธรรมของหลวงพี่อิทธิในครั้งนั้นด้วย ท่านรับเรื่องจากคุณยายนิ่งๆ แล้วท่านก็ พวกหลวงพี่ที่เป็นธรรมทายาททั้งหลายทุกคนมอง หน้าตาสลดกันหมดเลย ท่านก็นิ่งๆ ท่านไม่ได้กลับมาว่าอะไรพวกหลวงพี่สักคำ ท่านรับเรื่องไว้นิ่งๆ อันนี้ก็ได้เห็นคุณธรรมของผู้นำที่เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ผู้นำรับผิดชอบจริงๆ จากนั้นด้วยความคุ้นเคย หลังจากจบการอบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๕ แล้ว ก็มาช่วยงานวัดทุกอาทิตย์ วันศุกร์บ้าง วันเสาร์บ้าง จะมาค้างวัด มาช่วยทำครัว ตอนนั้นก็ได้มีโอกาสใกล้ชิดยาย ได้เห็นยายมากขึ้น ในช่วงของการเรียนในคณะวิศวะ ตอนปี ๔ ที่จะจบนี่ จะมีอยู่วิชาหนึ่งที่ทุกคนจะต้องทำ เขาเรียกว่าเป็นการทำ project คือสร้างเครื่องมือขึ้นมา หลวงพี่ได้รับมอบหมายจากอาจารย์นี่กับเพื่อนให้ทำเครื่องมือชนิดหนึ่งคือรถตัดอ้อยติดกับ เครื่องตัดอ้อยติดกับรถไถเดินตาม เป็น project แรกเลย ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ปรากฏว่าก็พยายามทำมาตั้งแต่ต้นปี แต่มันก็กระท่อนกระแท่น ทำแล้วมันก็จะดูว่ามันจะเดินเครื่องได้ไหมได้นะ จนถึงเดือนมกราปี ๓๑ ใกล้จะจบแล้ว ยังไม่มีแนวโน้มว่าเครื่องมันจะเดินได้เลย ก็กลัวว่าจะไม่จบ มีรุ่นพี่แนะนำว่าไปขอพรคุณยาย แรกๆ เราก็ไม่กล้า พอมันจวนตัวเข้าจริงๆ นี่ วันหนึ่ง อาทิตย์หนึ่งก็ไปกราบคุณยายจริงๆ ในขณะที่มีคนไปกราบเยอะๆ วันนั้นเราก็ไปกราบบ้าง กราบขอบารมีท่านว่านี่ ผมเรียนกำลังจะจบติดนี่ project คืออาจารย์ให้ทำเครื่องตัดอ้อยแบบเดินตามนี่ เป็นการคิดเครื่องขึ้นมาใหม่ ทำแล้วมันยังเดินไม่ค่อยได้ ขอบารมีคุณยายให้มันเดินได้ ก็เป็นเรื่องที่แปลกและอัศจรรย์ ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะปิด เขาเรียกว่าช่วงเกษตร์แฟร์ ปรากฏ ๗ วันนั้นนี่มันเดินเครื่องได้ แล้วก็สามารถเข็นเครื่องนี่ที่เป็นต้นแบบนี่เข้าไปในแปลงอ้อย แล้วตัดอ้อยได้ แล้วครั้งนั้นก็โชคดี มีรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นตากล้องของมหาวิทยาลัย มาช่วยถ่ายภาพ ปรากฏสามารถทดลองเครื่อง ถ่ายภาพได้เสร็จ พอตัดเสร็จเรียบร้อย เครื่องก็พังพอดี แต่หลวงพี่ก็สามารถมีข้อมูลแล้วก็มีผลงานส่งอาจารย์ อาจารย์ถูกใจมากให้ grade A เลยนะ แต่เครื่องนั้นรุ่นน้องซ่อม เราไม่ต้องรับผิดชอบซ่อม เพราะเราทำเสร็จแล้ว ก็ยังนึกเหมือนกันว่าคงด้วยบารมีคุณยายจริงๆ เพราะหลายเดือนที่ผ่านมาไม่มีวี่แววว่ามันจะตัดได้เลย แต่เที่ยวนั้นมันตัดได้ แล้วมันก็พอตัดได้เสร็จ มันก็พักตัวเลยนะ ก็พังพอดี ยังจำได้ ก็ทำให้ได้โอกาสเข้าวัดมา มีครอบครัวอยู่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่ได้เล่าให้หลวงพี่ฟัง ขออนุญาตเอ่ยชื่อนิดหนึ่งแล้วกัน คือครอบครัวของโยมธีรวัฒน์ และโยมคำนวณ ฐานะโชติพันธ์ ซึ่งจริงๆ แล้วได้มาเข้าวัดในช่วงหลัง แต่ในช่วงนี้ก็ทุ่มเทให้กับงานสร้างบารมีมากๆ เออ ได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๕ ปีก่อนนี่ ตอนนั้นลูกสาวคนโต ตอนนี้ลูกสาวคนโตเรียนอยู่คณะเภสัชปี ๕ อยู่ชั้นม. ๕ แล้วก็สอบเทียบได้ พอสอบเทียบได้ก็ให้ทดลองเอ็นทรานส์ เนื่องจากที่บ้านเป็นโรงงานยา ก็อยากให้ลูกเรียนเภสัช จริงๆ ลูกเองก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พ่อแม่บอกให้เลือกเภสัชก็เลือก แล้วก็เลือกคณะสุดท้ายเป็นวิทยาศาสตร์ที่เทคโนบางมด ตอนอยู่ ม.๕ ตอนที่สอบเทียบได้ แล้วทดลองเอ็น ได้อันดับ ๕ ก็เลยไม่ให้ไปเรียน ให้เรียน ม.๖ แล้วก็ปีหน้าบอกให้เอาใหม่ ให้ได้เภสัช ตอนนั้นลูกสาวคนโตกังวลมาก เพราะกลัวสอบไม่ได้ เพราะปีที่แล้วก็สอบไม่ได้ บังเอิญโยมพี่คำนวณนี่ ได้เล่าให้ฟังว่าเป็นเพื่อนกับโยมพี่อารีพันธ์ ก็เลยโทรมาปรึกษาโยมพี่อารีพันธ์ พี่อารีพันธ์ก็บอกเธอลองพาลูกเธอมากราบคุณยาย ขอพรท่านซิ โยมพี่ก็เล่าให้ฟัง ก็ทำตาม วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ก็พามา คุณยายรับแขกที่อาคารยามา ซึ่งพวกเราบางคนยังเคยไปกราบท่าน โยมพี่คำนวณเล่าว่าตอนนั้นก็ไม่รู้จักคุณยาย แต่เพื่อนแนะนำให้มากราบก็มา มาเห็นคนกราบคุณยายาเยอะๆ ก็นึกในใจ แม่ชีสูงอายุคนหนึ่ง ทำไมคนมากราบกันเยอะแยะจัง แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อมาแล้วก็รอจนคนซา พอคนน้อยก็เข้าไปกราบ ก็บอกความตั้งใจว่าปีนี้ลูกนี่ ลูกสาวนี่จะสอบ อยากขอบารมีให้คุณยายช่วยสอบได้ โยมพี่คำนวณเล่าว่าคุณยายก็จับมือลูกสาวนะ ชื่อนราพันธ์ แล้วคุณยายก็ให้พรบอกว่าให้สอบได้เป็นที่ ๑ นะจ๊ะ ตอนนั้นก็ดีใจ ก็กลับไป พอถึงเวลาเอ็นทรานส์นี่ เขาก็เลือกอันดับ ๑ คือคณะเภสัช มหิดล พอประกาศผลเอ็นออกมานี่ ก็ได้อันดับ ๑ จริงๆ คือได้เภสัช มหิดล ก็ดีใจ ก็คิดว่าสิ่งที่คุณยายพูดนี่ตรง แต่อีก ๒-๓ วันนี่ มีความประหลาดใจยิ่งกว่านั้น เพราะว่าลูกสาวสอบได้เป็นที่ ๑ ของคณะเภสัชเลย ตรงตามที่คุณยายบอกทุกประการ ปรากฏว่าอีกปี ลูกสาวคนรองอยู่ ม.๕ สอบเทียบได้เหมือนกัน ก็เลยมากราบคุณยายเหมือนกัน แต่ลูกสาวคนรองนี่ สมัยนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยขยัน เวลาจะสอบก็ไม่ค่อยดูหนังสือ พอมากราบคุณยายนี่ โยมพี่เล่าให้ฟังว่าคุณยายบอก ต้องขยันหน่อยนะจ๊ะ ยายไม่บอกว่าสอบได้ไหมได้ ปีนั้นลูกสาวคนรองสอบไม่ได้ พออยู่ ม.๖ ก็สอบใหม่ ตอนนี้เริ่มขยันแล้วก็มากราบคุณยาย คุณยายให้พรว่าขอให้สอบได้ ในที่สุดเด็กคนนี้ก็สอบได้ที่ธรรมศาสตร์จริงๆ ตัวโยมพี่คำนวณ พี่ธีรวัฒน์ก็เริ่มมีศรัทธา และเริ่มเข้าวัดมาจากตรงจุดนั้น บอกว่าจากจุดเริ่มต้นที่ไม่รู้จักคุณยาย แล้วต่อมาก็ได้เห็นว่าสิ่งที่คุณยายพูดนั้นเป็นความจริง มีคุณหมอท่านหนึ่งที่พวกเราคงจะรู้จักกันดี คือคุณหมอวุฒิพันธ์ แซ่เล้า คุณหมอวุฒิพันธ์นั้น คุณแม่เป็นคนจีนเหมือนกัน อยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ครอบครัวของคุณหมอนั้นมีพี่น้องเป็นหมอ ๒ คน คือตัวคุณหมอเองแล้วก็พี่ชาย ซึ่งตอนนี้ทำงานอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข คุณแม่คุณหมอวุฒิพันธ์สมัยก่อนนั้นชอบฉันยา ยาชุด ในยาชุดสมัยก่อนที่ไปซื้อตามร้านหมอตี๋จะมีตัวยาตัวหนึ่งคือสเตียรอย ด้วยความฉันต่อเนื่องมา ปรากฏว่ากระดูกสันหลังของคุณแม่ได้กร่อน แล้วก็เกิดเป็นโรคกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา แม่เริ่มเดินขาเกๆ ตอนนั้นไปหาหมอทางเรื่องกระดูกที่นครราชสีมา หมอบอกว่าต้องผ่าตัด แต่กระดูกแม่บางมาก ผ่าไม่ได้ ปรากฏว่าพี่ชายซึ่งจบหมอที่มหิดล ก็เลยนำกรณีของคุณแม่ไปปรึกษาอาจารย์ตัวเอง อาจารย์ก็รับที่จะดูแลแล้วก็ผ่าตัดให้ ซึ่งอาจารย์นั้นถือว่าเป็นหมอกระดูก มือระดับต้นของประเทศเลย ปรากฏว่าพี่ชายก็พาคุณแม่ไปให้อาจารย์หมอผ่าตัด ผ่ากลับมา ปรากฏว่าแม่เดินไม่ได้ อาจารย์ก็ขอแก้ตัวใหม่ ผ่าหนที่ ๒ หนที่ ๒ ปรากฏว่าแม่ไม่รู้ตัวเวลาปัสสาวะ แล้วก็เดินไม่ได้เหมือนเดิม ตอนนั้นหมอเล่าให้ฟัง แม่ทุกข์ใจมาก บางครั้งแม่นี่พยายามจะฆ่าตัวตาย เพราะน้อยใจในชีวิต เพราะแม่ตั้งใจว่าทำงานมาตลอด พอลูกเรียนจบนี่ จะเก็บเงินเพื่อจะไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง จะไปเที่ยวที่โน่นที่นี่ พอถึงเวลาลูกเรียนจบจริงๆ เดินไม่ได้ แม่พยายามจะฆ่าตัวตาย มีอยู่ครั้งหนึ่งหมอเล่าให้ฟังว่าแม่พยายามดันตัวเองลงจากเตียงนี่ เอาหัวโหม่งพื้น โชคดีที่ถูกขาพี่สะใภ้รับไว้ได้ บางครั้งแม่พยายามจะขอมีดปอกผลไม้ ซึ่งทุกคนจะคอยระวังไม่ยอมให้ ในที่สุดเมื่อรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์ไม่หาย หมอเป็นลูกชายคนเดียวในบ้านที่เข้าวัด หมอก็บอกพี่น้องว่าทุกคนรักแม่ ผมก็รักแม่เหมือนกัน ผมขอเอาแม่ไปรักษาด้วยวิธีของผม ก็อุ้มแม่ใส่รถมาที่วัดเลย วันนั้นมาก็ไปที่อาคารยามา คุณยายเดินออกมาพอดี หมอก็พาคุณแม่ไปกราบคุณยาย คุณยายก็ทักบอกว่านี่เป็นเพราะกรรมที่เคยทรมานสัตว์มาก่อน หมอก็กราบคุณยายแล้วบอกขอบารมีคุณยายช่วยรักษาแม่ผมด้วย หมอบอกเห็นแม่ เห็นยายพยักหน้า แล้วหมอก็พาคุณแม่ไปสร้างพระ ตอนนั้นแม่มีเงินประมาณพันหนึ่งก็ ยังมีระบบทยอยบุญ ก็ทำไป จากนั้นก็กลับไปรักษาตัวอยู่ที่บ้าน อีกไม่นานแม่เริ่มลุกขึ้นมานั่ง แม่เริ่มเดินได้ ไปหาหมอที่เป็นหมอทางด้านกายภาพที่โคราช หมอก็ตกใจว่ากรณีนี้ไม่เคยมีคนกลับมาเดินได้ เดินได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้แม่คุณแม่เดินได้ปกตินี่ เมื่อปีที่แล้วเดินไปเที่ยวเมืองจีนด้วยตัวเองได้แล้ว สิ่งนี้ทำให้หมอมีกำลังใจ แล้วก็จึงได้ทุ่มเทให้กับงานสร้างบารมีมาตลอด แล้วก็หมอก็ยืนยันว่าก็เพราะได้อาศัยบารมีคุณยาย เมื่อตอนที่หลวงพี่อบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๓ ตอนนั้นจะมีนักเรียนนายร้อยตำรวจนี่มาอบรมด้วยหลายคน เออหลังจากที่กลับไปอยู่ในมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งสวดมนต์อยู่ที่ชมรมพุทธที่มหาวิทยาลัยเกษตร ที่วิทยาลัยเขตกำแพงแสน มีนายตำรวจคนหนึ่งชื่อสำเนา ก็ขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา มาขอสวดมนต์ด้วย แล้วเขาก็เล่าว่าเขาเคยมาอบรมธรรมทายาทที่วัด ตอนนี้มาเป็นตำรวจที่ สภอ.กำแพงแสน ก็เลยเข้ามาหาที่สวดมนต์ ก็คิดว่าในมหาวิทยาลัยน่าจะมีชมรมพุทธ เข้ามาก็เจอกัน ก็เลยรู้จักกัน ภายหลังเออ นายตำรวจท่านนี้ก็ย้ายที่ทำงานไป จนเมื่อได้ยศร้อยตำรวจเอกนี่ ก็ไปอยู่ที่สภอ.นครชัยศรี ประมาณปี ๓๔ ๓๕ ครั้งนั้นจะมีข่าวดังอยู่ข่าวหนึ่งที่มีเจ้าพ่องการมวยถูกยิงด้วยอาวุธสงครามที่ถนนพุทธมณฑลนครชัยศรี วันนั้นเออ นายตำรวจท่านนี้นี่ได้เข้าเวรพอดี พอมีวิทยุรายงานมาว่ามีเหตุการณ์ยิงกันบนถนนพุทธมณฑล นครชัยศรีนี่ ก็บอกลูกน้องว่าเอ้า ใครมีของดีอะไร ให้เอาไปด้วย ก่อนที่จะลาสิกขาจากธรรมทายาทในสมัยนั้น พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ได้มอบพระของขวัญให้รุ่นหนึ่ง คือพระผงรุ่นฐานบัวของที่วัดด้วยมือของท่านเอง เออ นายตำรวจท่านนี้บอกก็มีพระผงห้อยอยู่องค์เดียวคือพระผงรุ่นฐานบัว พอไปถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าคนขับรถนี่ก็ตาย แต่ก่อนที่จะตายคนขับรถนั้นได้ดึงระเบิดมือออกมา แล้วปรากฏยังไม่ทันจะเฟรี้ยง ระเบิดได้หล่นลงพื้น สลักหลุดไปแล้ว แต่ว่าตัวระเบิดกดทับตัวเองไว้ จึงยังไม่ได้ระเบิด ขณะที่ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่นี่ รถบรรทุกก็วิ่งไปวิ่งมา ถนนมันก็เริ่มสั่น ปรากฏพอมองเห็นระเบิดปุ๊ป ไม่เห็นสลัก ก็บอกลูกน้องว่าระวังระเบิด พอบอกระวังระเบิด ก็เป็นจังหวะที่ระเบิดพลิกแล้วก็ระเบิดตูมขึ้นมา พอระเบิดตูมขึ้นมานั้น ตำรวจชุดนั้นก็ได้รับไปคนละ ๒-๓ เม็ดบ้าง หน้าท้องบ้าง ขาบ้าง แข้งบ้าง ด้วยความที่ตัวเองเป็นลูกพี่ ก็พาลูกน้องนั้นไปส่งโรงพยาบาลนะ แต่ก็บาดเจ็บกันไม่มาก ไม่มีใครเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ที่ตกใจก็นึกว่าตัวเองไม่เป็นอะไร พอกลับไปบ้านจะอาบน้ำ ก็ถอดเสื้อออกมา ปรากฏว่าพอถอดเสื้อออกมานั้น เสื้อตำรวจเป็นรู เสื้อยืดข้างในก็เป็นรู หลายจุดเลย แต่หนังไม่เป็นอะไร ตอนนั้นก็มีพระผงรุ่นเดียว บอกโอ้ รุ่นนี้ยังไงก็ไม่ขาย เสร็จแล้วหลังจากที่ปลายปีได้มีการเจอกันระหว่างรุ่น ช่วงนั้นจะมีข่าวหนึ่งที่ตำรวจ ตชด.นี่ ได้ไปจับยาเสพติดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แล้วก็ถูกนักค้ายาเสพติดนั้นโจมตีแล้วก็ไล่ล่า ปรากฏนายตำรวจชุดนั้นก็มีธรรมทายาทรุ่น ๑๓ อยู่คนหนึ่งเหมือนกันที่เป็นตำรวจ แต่ครั้งนั้นไม่ได้เอาพระผงไป นายธรรมทายาทท่านนั้นที่เป็นนายร้อยตำรวจนั้นนี่ ได้เข้าไปปฏิบัติภารกิจ ปรากฏว่าถูกฝ่ายตรงข้ามที่ค้ายาเสพย์ติดสุ่มโจมตี แล้วก็ยิงตำรวจลูกน้องตายไป แต่มีลูกน้องคนหนึ่งถูกยิงที่ขา นายตำรวจนี้ที่เป็นลูกพี่ก็เลยพาลูกน้องหนีเข้าไปในป่า แล้วจำทางไม่ได้ ฝ่ายตรงข้ามก็ตามล่ามาตลอด จนกระทั่งประมาณ ๗ วัน ตอนนั้นอาหารก็ไม่ได้ทาน ถือว่าเป็นวิกฤตชีวิตแล้ว ที่คิดว่าจะรอดหรือไม่รอด เพราะแรงก็หมดแล้ว แล้วเขาก็ไล่ล่ามา ลูกน้องบอกว่าให้หมวดหนีไป หนีไปก่อน บอกไม่เป็นไร ถ้าเราตาย ก็ตายด้วยกัน ในวิกฤตสุดท้ายของชีวิตนั้น นายตำรวจได้เล่าว่านึกถึงใครไม่ได้เลย ก็นึกถึงหลวงพ่อกับคุณยายที่วัดพระธรรมกาย ขอบารมี ปรากฏว่าขอบารมีเท่านั้นเอง ไปเจอเปลือกฮอลที่ตัวเองอมไว้ แล้วจำทางออกได้ ก็กระเสือกกระสน ประคองสังขารออกมาจนถึงถนนใหญ่ แล้วก็มีคนมาช่วย พอมาถึงโรงพยาบาลนี่ ต้องนอนรักษาตัวอีกเป็นเดือนทีเดียว แล้วก็บอกว่า เขาก็บอกเพื่อนในรุ่นเขาว่า กูรอดมาได้ก็เพราะหลวงพ่อกะยาย อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ สำหรับบารมีของครูบาอาจารย์ของพวกเรา ในเส้นทางการสร้างความดีของพวกเรานี้ อาจจะมีบางครั้งที่พวกเราอาจจะมีความรู้สึกท้อบ้าง หลวงพี่เองก็เป็นท่านหนึ่งที่เคยเกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้นมา แต่เวลาที่เราท้อ ถ้าเรานึกถึงคุณยายแล้ว เราจะไม่ถอย ตอนที่หลวงพี่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ที่วัดใหม่ๆ นั้น เนื่องจากว่าทางบ้านก็คาดหวังเรามากที่อยากจะให้ไปช่วยทางบ้าน ช่วยทำงาน ก็จะมีความกังวลในเรื่องของคุณพ่อคุณแม่นี่ แต่พอนึกถึงคุณยายที่สมัยคุณยายจะมาศึกษาวิชชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ ตอนนั้นคุณแม่ของคุณยายก็ร้องไห้ ไม่อยากให้มา แต่ด้วยจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของคุณยายนั้น คุณยายมองภารกิจเป็นหลัก มองเป้าหมายเป็นหลัก คุณยายลงจากบ้าน คุณยายสวมหัวใจที่เข้มแข็ง แล้วทิ้งความ...ครอบครัวไว้ จึงทำให้คุณยายสามารถมาปฏิบัติภารกิจได้ พอเราได้ยินได้ฟัง ได้ระลึกถึงเรื่องคุณยาย ก็มีกำลังใจที่จะอดทนแล้วก็ต่อสู้กับภาวะที่ถูกคุณพ่อคุณแม่จะเรียกตัวกลับบ้านมาตลอด เวลาที่เราทำงานหนักๆ บางครั้งเราเหนื่อยเราท้อ พอเรานึกถึงคุณยายในเส้นทางการสร้างความดี คุณยายเองในตอนเริ่มต้นนั้นออกจากบ้านมา ก่อนถึงวัดปากน้ำ ต้องยอมเป็นคนรับใช้เขา ตอนไปอยู่วัดปากน้ำ ที่เราได้เคยยินได้ฟังนี่ ที่อยู่ของคุณยาย เตียงก็ผุๆ มุ้งก็เก่าๆ มีตัวเรือดตัวไร ต้องเอาถ้วยมาจับออก แต่คุณยายก็ไม่ได้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรค เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเหนื่อยเราท้อ พอนึกถึงคุณยายที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์ของเรา ท่านผ่านความยากลำบากมามากๆ ก็ทำให้เรามีกำลังใจ ในเส้นทางการสร้างความดีของพวกเราเองนั้น บางครั้งเวลาที่เราขี้เกียจนั่งสมาธิ เราก็นึกถึงคุณยาย สมัยคุณยายอยู่วัดปากน้ำ คุณยายนั่งสมาธิวันละ ๑๓ ชั่วโมง พอคุณยายมาสร้างวัด คุณยายก็เล่าให้ฟังว่าเช้ามา ยายตื่นขึ้นมาก็นั่งสมาธิ ทานข้าวเช้าเสร็จแล้ว ยายก็นั่งสมาธิถึง ๕ โมงเช้า พอหลัง ๕ โมงเช้า ยายก็ลงทำงาน ลงปลูกต้นไม้ถึง ๕ โมงเย็น หลังจาก ๕ โมงเย็น ก็อาบน้ำแล้วนั่งสมาธิถึง ๔ ทุ่มทุกวัน คุณยายไม่เคยขาดภารกิจนี้เลย เพราะฉะนั้นพอเรานึกถึงคุณยายในสิ่งเหล่านี้เราก็มีกำลังใจ แล้วข้าวของหรือสิ่งต่างๆ ที่คุณยายทำนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่ที่ครัวนี่ คุณยายจะภาคภูมิใจมาก แล้วจะพูดเรื่อยๆ ก็คือตู้สแตนเลสที่ใส่ถ้วยชาม ใส่ถ้วยใส่ชาม ยายจะพูดด้วยความปีติ แล้วสิ่งนี้ก็มองเห็นถึงภูมิปัญญาของคุณยายจริงๆ ที่ท่านมองอะไรไกล ทำครั้งเดียวใช้มาตลอด ไม่ต้องซ่อมแซม แล้วยิ่งกว่านั้นท่านจะมาคอยสอนเรื่อยๆ ว่าสมบัติพระศาสนาต้องใช้ให้คุ้มค่า แม้ตู้ที่เป็นสแตนเลสที่แข็งแรงแล้ว เวลาจะเปิดจะปิดนั้น ต้องระมัดระวัง ต้องยกประตูตู้ให้ได้ระดับเสียก่อน แล้วจึงดันเข้าไป อย่าดันไปที่ประตูตู้ เสียระดับ เพราะไม่งั้นประตูตู้จะพัง คุณยายจะพร่ำสอนเราตลอดเวลา เวลามีเรื่องอะไรก็ตามที่คุณยายอยากสอน คุณยายจะสอนย้ำบ่อยๆ บางครั้งท่านสอนเป็นเดือน เพื่อเรื่องนั้นฝังเข้าไปในจิตใจของลูกศิษย์ คุณยายจะไม่เบื่อที่จะสอนพวกเรา แล้วก็มีกำลังใจและมีความเบิกบานที่จะสอนพวกเราตลอด แม้กระทั่งในสิ่งที่คุณยายภาคภูมิใจมากๆ ก็คือเมื่อตอนที่คุณยายได้เป็นประธานทอดกฐิน หลวงพี่จำได้ คุณยายจะพูดเสมอว่ากฐินยาย กู้พารา สมัยนั้นถ้าพวกเราจำได้ เป็นภาวะที่วัดเราเองมีภาระต้องเออ ชำระค่าที่ดินที่เราสร้างสภาธรรมกายหลังนี้ ที่เราสร้างเจดีย์อยู่ ปีนั้นคุณยายได้เป็นประธานทอดกฐิน ในวัยคุณยายอายุ ๘๐ หลวงพี่เห็นคุณยายบอกบุญทุกคน ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณยายจะบอกอยู่เสมอว่า คุณมาเป็นประธานทอดกฐินกับยายนะ คุณยายจะพูดตลอด พูดทุกวัน พูดทุกครั้งด้วยความปีติ แล้วยายก็บอกว่าที่ยายบอกบุญเลย ยายอยากให้เขาได้บุญกับยาย แล้วคุณยายเดินทางไปทั่วประเทศในวัยที่คุณยายอายุ ๘๐ โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ยายทำหน้าที่ตลอดจริงๆ จนกระทั่งกฐินครั้งนั้นได้กลายเป็นกฐินประวัติศาสตร์ของพวกเรา แล้วก็สามารถทำให้กฐินครั้งนั้นเป็นกฐินกู้พาราที่เราพ้นภาวะของความมีหนี้สินได้ สมัยตอนที่เราทำบุญกฐินนั้น คุณยายจะมอบของที่ระลึกให้พวกเราคือล็อคเก็ตยาย หลวงพี่เคยได้ยินคุณยายเล่าให้ฟังว่าล็อตเก็ตที่มอบให้พวกเราไปนั้น ทุกวันจะตามกลับมาเข้าที่เติมบุญให้ หลวงพี่เคยถามคุณยายเหมือนกันว่า คุณยาย ที่ยายว่ายายคุมบุญนั้นเป็นอย่างไร ยายบอกว่าที่ยายคุมบุญนั้นคนทั่วไปนี่ใจไม่หยุดไม่นิ่ง เวลาทำบุญนี่ เหมือนชะลอมหรือเข่งไปหิ้วน้ำ มันก็รั่วออกหมด เวลายายคุมบุญก็เหมือนเอาขันเล็กๆ ตักน้ำ แล้วยายก็ช่วยประคองขันน้ำ ไม่ให้น้ำในขันมันกระฉอกออก บุญของเราก็จะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ คือวัน (หมดหน้า A) (เริ่มม้วน 1/B) ที่ได้มีโอกาสเกิดมาร่วมสร้างบุญสร้างบารมีกับคุณยาย ได้มีคุณยายเป็นต้นแบบเป็นต้นบุญทั้งในเรื่องของการประพฤติการปฏิบัติธรรม ในเรื่องของการวางตัว ในเรื่องของการสร้างบารมีทุก ๆ สิ่ง เพราะเราได้มีคุณยายเป็นต้นแบบจึงทำให้เราได้มีกำลังใจ จึงทำให้เรามีแบบอย่างแนงทางในการประคับประคองชีวิตเราให้สร้างบารมีมาจนถึงวันนี้ นึกถึงคุณงามความดี นึกถึงคำสั่งสอนที่คุณยายได้ให้ไว้กับเรา นึกถึงความทุ่มเทที่คุณยายได้เป็นต้นแบบต้นบุญให้กับพวกเรา ให้ใจเราหยุดไปกลางความสบาย หยุดไปกลางความปีติ หยุดไปกลางความสว่าง ประคองใจเราหยุดเรานิ่งต่อเนื่องกันไปสักครู่หนึ่งนะ สัพเพ… หน้า PAGE 12 431104FW-AAT