ทุกคำสอนของคุณยาย ล้วนเป็นปฏิปทาที่ท่านสั่งสม
(ม้วน 1/A)
พระอนุชา : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนทุกท่าน (สาธุ)
ถ้าจะพูดถึงคุณยายของเราแล้วนี่ อาตมาอยากจะใช้คำ คำหนึ่งก็คือว่าคุณยายของเรา ครูที่ยิ่งด้วยครูทั้งหลาย บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดคุณยายจะเห็นสิ่งที่คุณยายได้สอนเรานี่ คำสอนทั้งหลายที่คุณยายสอนนั่นคือสิ่งที่ท่านทำได้ และท่านก็ไม่ใช่ว่าทำได้แค่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ท่านทำได้ตลอดชีวิตของท่านทีเดียว และสิ่งที่ท่านสอนเรานั้น ถ้าใครก็ตาม ตั้งใจฟัง และนำมาประพฤติปฏิบัติ ชีวิตของบุคคลนั้นจะได้รับความสุข ความเจริญก้าวหน้า ทั้งในปัจจุบันนี้ แล้วก็ติดตัวข้ามชาติไป ถ้าใครน้อมนำคำสอนของท่านมาประพฤติปฏิบัติ ก็จะทำให้ไปสู่สวรรค์และนิพพานได้ นี่จึงถือว่าคุณยายท่านเป็นครูด้วยยิ่งกว่าครูทั้งหลาย
วันนี้อาตมาจะขอนำคำสอนของคุณยาย ซึ่งเป็นคำสอนที่คุณยายก็ถือว่าทุกๆ คำสอนนั้นก็คือปฏิปทาที่คุณยายได้ประพฤติปฏิบัติเป็น เป็นชีวิตจิตใจของท่านทีเดียว แล้วท่านก็นำมาแนะนำสั่งสอนศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ให้มีแนวทางในการดำเนินชีวิต หลีกพ้นอบาย แล้วก็ไปสวรรค์นิพพานให้หมดทุกคนด้วยความเมตตาของท่าน
และอาตมาจะขออนุญาตยกตัวอย่างประกอบ ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่อาตมาได้ประสบมาด้วยตนเองก็ตาม สิ่งที่คนรอบข้างประสบมา เพื่อจะได้ทำให้คำสอนของคุณยายนั้นเด่นชัด สามารถนำไปประพฤติปฏิบัติได้ และทุกท่านถ้าหากว่าน้อมนำคำสอนของคุณยายไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตของเรานี่ อาตมาเชื่อมั่นว่าเราก็จะต้องประสบความสุข ความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแน่นอนทีเดียว
ถ้าถามว่าเวลาที่คนเรานี่มีทุกข์ มีความทุกข์ ถามว่าเราจะแก้ไขอย่างไร คนทั้งหลายในโลกมีวิธีแก้ไขปัญหาตัวเองเหมือนกัน แต่ว่าเป็นไปตามสติปัญญาของตัวเอง ซึ่งมีทั้งผิดและถูก และหลายๆ ครั้ง หลายๆ คนนำไป คือคิดด้วยตัวเองว่าอย่างนี้แหละคงเป็นวิธีแก้ทุกข์ อย่างเช่นท่านชายมีความทุกข์ก็ไปทำอะไรสำมะเลเทเมา แทนที่จะหมดปัญหา ปัญหากลับเพิ่มความทุกข์ยิ่งเพิ่ม หรือท่านหญิงเวลามีทุกข์ มีความทุกข์กายทุกข์ใจก็ตาม ก็จะไประบายความทุกข์กับเพื่อนกับญาติ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็เป็นการแก้ปัญหาที่ต้องพึ่งคนอื่นทั้งสิ้น
ถามว่าคุณยายของเรานี่ท่านแนะนำไว้ว่าอย่างไรเวลาที่มีปัญหา มีทุกข์เกิดขึ้นในชีวิต ท่านบอกว่าอย่างนี้ ท่านบอกว่าเวลามีทุกข์นี่ให้สวดมนต์เยอะๆ นั่งสมาธิ นั่งภาวนา สัมมา อะระหัง มากๆ ท่านบอกไม่มีใครช่วยเราได้เท่ากับตัวของเราเอง อันนี้อาตมาขอยกตัวอย่าง มีเรื่องจริงที่เกิดขึ้นสัก ๒ ตัวอย่าง
ตัวอย่างแรกก็คือมีสามีภรรยาครอบครัวหนึ่ง เวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้นในชีวิต เกิดความตึงเครียดในชีวิต บางทีสามีภรรยานี่เหมือนลิ้นกับฟัน ถ้าไม่มีหลักการ หลักในการประคองซึ่งกันและกัน ประคองตัวเอง หรือประคองซึ่งกันและกันก็ ชีวิตก็มีสิทธิจะหย่าร้างไปได้ ทีนี้ ๒ สามีภรรยาคู่นี้ถึงเวลาที่เกิดปัญหาขึ้น เกิดความตึงเครียด หน้าชักตึงๆ หน้าชักแดงๆ แล้วนี่ เขาทำยังไง ปกติชาวพุทธเรา สวดมนต์ก็ ไม่เช้ามืดก็ก่อนนอน แต่ครอบครัวนี้มีบางวันลูกๆ หลานๆ นี่จะได้ยินเสียงคุณลุงคุณป้าคู่นี้ท่านสวดมนต์ ท่านเข้าห้องพระ แล้วก็ไปสวดมนต์ สวดมนต์นี่ในช่วงกลางวันแดดร้อนเปรี้ยง สวดเสียงกระชากๆ ไม่ธรรมดานะ เสียงกระชาก ลูกๆ หลานๆ นี่ โดยธรรมชาติรู้เลยว่าลุงกะป้านี่อารมณ์เสียแน่ๆ เพราะสวดมนต์อย่างนี้ เสียงอย่างนี้ ก็หลบออกไปนอกบ้าน คนละทิศคนละทาง กลัวลูกหลง ต้องรอให้ลุงกะป้านี่สวดมนต์จนจบเสียก่อน จึงกลับมา
นี่คือวิธีประคองชีวิตครอบครัวของปู่ย่าตายายไทยของเรานี่ ซึ่งอยู่ในชนบทนี่ ความรู้ท่านอาจจะไม่ได้มีมากมายอะไร ไม่ได้จบปริญญา แต่ท่านมีหลัก ใช้หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนานี่ ประคองตัวท่านเองนี่ นี่ก็ทำให้ครอบครัวอยู่กันยืด
มีอีกตัวอย่างหนึ่งอันนี้เป็นโยมป้าของอาตมาเอง โยมป้าอาตมานี่เข้ามากรุงเทพฯ มาจากต่างจังหวัด มากรุงเทพฯ มาตั้งฐานะ พอแต่งงานก็เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ แล้วก็ดำเนินชีวิตนี่ด้วยความเหนื่อยยาก เปิดร้านค้า เขาเรียกว่าร้านขายของเขาเรียกว่าโชวฮ้วย ก็คือว่าของที่มี ของสินค้า ของขายที่จำเป็นทั้งหลายที่เป็นร้านปลีกย่อยทั้งหลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นขายของแห้งหมดแล้ว เหลือร้านเล็กๆ อย่างนี้น้อยมาก ถ้าพูดง่ายๆ เหมือนร้านเซเว่น อีละเว่นนั่นแหละ ท่านก็ทำงานตั้งแต่ ตื่นตั้งแต่เช้ามืดตี ๔ กว่าจะปิดร้านเข้านอนโน่น ๓ ทุ่ม ๓ ทุ่มจึงได้เข้านอน ปรากฏว่าก็ทำงานเหนื่อยยากลำบาก เลี้ยงลูกมาจนกระทั่งโต ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยกันหลายคน บางคนก็จบแล้ว หลายๆ คนก็ยังไม่จบ ทำงานมา เสาร์ อาทิตย์ไม่มีหยุด
จนกระทั่งช่วงหนึ่งท่านเกิดอาการปวดศีรษะอย่างแรง โยมป้า ปวดศีรษะอย่างแรง ลูกๆ ก็นำไปส่งโรงพยาบาล พอถึงโรงพยาบาลนี่ หมอเขารีบเลย เพราะมันเป็นอาการของเส้นโลหิตในสมองแตก ก็โกนศีรษะหมดเลยแล้วก็ผ่าตัด รอดนะแต่เป็นอัมพาตไปครึ่งตัว ซีกซ้าย ผ่านมาอีกเพียงแค่ ๑ สัปดาห์เท่านั้นเอง ก็ไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องที่แปลกที่เกิดขึ้นติดต่อกัน คือลุงก็มีอาการเดียวกัน แล้วก็เสียชีวิตเพราะว่าช่วยไม่ทัน ส่งโรงพยาบาลช้าเกินไป
ตั้งแต่นั้นมาป้าก็อยู่กับลูกๆ ลูกๆ ก็ช่วยทำมาหากินค้าขายต่อไป แต่ว่าคนเรานี่ เมื่อล้มเจ็บล้มป่วย โดยเฉพาะเป็นอัมพาต ช่วยตัวเองได้ยากมาก จะทานข้าว จะเข้าห้องน้ำห้องท่า เปลี่ยนเสื้อผ้า จะขึ้นไปบนชั้นบน ไปพักอยู่ตึกแถวนี่ มันต้องพึ่งลูกตลอดเวลา แล้วสิ่งที่ตัวเองนี่เคยทำได้ ทำไม่ได้สักอย่างเลย ลำบากไปหมด นี่คือความทุกข์ใจของคนป่วย เป็นประการแรกเลย
แล้วทุกข์ประการที่ ๒ คือว่านอกจากว่าช่วยตัวเองไม่ได้ ทำอะไรก็ต้องพึ่งคนอื่น พึ่งลูกเขา หนำซ้ำอยากจะได้อะไร ก็ไม่ได้อย่างใจ เพราะตัวเองไม่สามารถลุกยืนเดินไปทำได้ นี่คือความหงุดหงิดชั้นที่ ๒ ลูกก็ตั้งใจทำงาน แต่ว่าแม่ก็บ่น ลูกก็เหนื่อย เหนื่อยชั้นแรก เหนื่อยยังไง เหนื่อยจากงาน เหนื่อยชั้นที่ ๒ คือเหนื่อยใจว่าแม่ไม่ชม แต่แม่กลับดุว่า ก็เลยเถียง เถียงแม่ แม่ก็เลยเสียใจ
อาตมาช่วงนั้นยังไม่ได้บวช ก็ไปเยี่ยม ไปเยี่ยมป้า ป้าก็เล่าโดยใบหน้านี่มีน้ำตานองว่าลูกเรามันไม่ดี ลูกเราไม่กตัญญู ไม่เหมือนลูกชาวบ้านเขา อาตมาก็นั่งฟังด้วยความตั้งใจให้ป้าระบายความทุกข์ออกมา พอป้าพูดจบเราก็จับจุดได้ว่าอ๋อ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านไม่ใช่อะไรหรอก ป้าไม่ได้ระวังคำพูดนั่นเอง คนสูงอายุหรือผู้ป่วยก็ตาม มือเท้าทำงานไม่ได้ตามปกติ แต่สิ่งที่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือปากนั่นเอง ถ้าไม่ระวังจุดนี้ล่ะก็ ปัญหาจะเกิดขึ้นในบ้าน อาตมาก็ไม่พูดอะไร ฟังป้าด้วยความตั้งใจ ให้ป้าระบาย ระบายความทุกข์ในใจของท่าน
เสร็จแล้วป้าก็พูดด้วยเสียงที่หนักแน่นว่าป้าอยากไปวัด ป้าอยากไปวัด คำพูดของท่านนี่มันพูดด้วยใจจริง เวลามีทุกข์แล้วคนเรานึกถึงพระศาสนา ชีวิตปกติอาจจะยังไม่นึกถึง แต่เมื่อเกิดทุกข์ ท่านอยากไปวัด ตอนนั้นอาตมามาวัดแล้ว ก็พาท่านขึ้นรถจากโน่น วงเวียนใหญ่ มาวัด แต่มาได้ครั้งเดียว แต่ป้าดีใจมาก ป้ามีความสุข ท่านนั่งเก้าอี้ร่วมงานกับสาธุชนนี่ ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุข แล้วป้าก็เอ่ยปากขออาตมาอย่างหนึ่งในตอนนั้น ซึ่งอาตมาก็นึกไม่ถึงว่าสิ่งนี้แหละทำให้ป้ามีความสุขตลอดไปเลย ก็คือขอหนังสือสวดมนต์ของวัดเรา ๑ เล่ม อาตมาก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าป้าขอไปงั้นเอง จะสวดมนต์หรือเปล่าก็ยังไม่รู้ สวดเป็นหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ เพราะไม่เคยเข้าวัดเลย ก็มอบให้ กลับไป ไม่ได้มาวัดอีกเลย เพราะเป็นอัมพาตไปครึ่งซีก มายากมาก
พอผ่านไป ๑ สัปดาห์ อาตมาไปเยี่ยม ปรากฏว่าป้าพูดประโยคแรก สะกด สะกดอาตมาต้องนิ่งฟัง ป้าบอกว่าสวดมนต์แล้วผลบุญส่งผลทันตาเห็น ลูกที่แต่เดิมเคยเถียงนี่ ตอนนี้เขามาเอาใจ เขาถามว่าแม่ แม่อยากกินอะไร เข้ามาหาแม่ด้วยความอยากจะดูแลแม่นั่นเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการเปลี่ยนความขัดแย้งกันในบ้านให้กลายเป็นความสุขด้วยการสวดมนต์นั่นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณยายพูดไว้นี่เป็นสิ่งที่จริง จริง จริงเลย เป็ฯความดีและเป็นความจริงที่ใครก็ตาม ถ้าน้อมนำไปประพฤติปฏิบัตินี่ จะทำให้ชีวิตตัวเองมีความสุขและความเจริญ ปัญหาต่างๆ จะลดลง สามีภรรยาไม่หย่าร้าง แม่ลูกอยู่กันก็ไม่อึดอัด
แล้วก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ และเชื่อว่าถ้าทุกคนในที่นี้ไปช่วยกันเปิดบ้านกัลยาณมิตร บุคคลที่เปิดบ้านกัลยาณมิตรทั้งหลายนั่นน่ะ เขาจะนึกขอบคุณเรา เมื่อผ่านไปแล้วชีวิตเขามีความสุขเพิ่มขึ้นนี่ เขาจะได้ขอบคุณเรา ที่เรานำสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่เขาอยากได้คือความสุขมาให้แก่เขานะ เพราะงั้นเราช่วยกันเปิดบ้านกัลยาณมิตรอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเมตตาให้บุญแก่ทุกๆ ท่านแล้วนะ ตอนนี้เราสามารถตักตวงบุญได้อย่างเต็มที่เลย
แล้วการสวดมนต์นี่มีความสำคัญมาก ชีวิตของอาตมาเคยผ่านเออ ในช่วงก่อน ในช่วงที่มาวัดนี่เป็นนักศึกษา เป็นฆราวาสก่อนบวช เข้าใจชีวิตของคนทางโลกในระดับหนึ่ง คือว่าบางวันนี่เราไปเจออะไรสารพัดเรื่องที่กระทบกระเทือนใจของเรา ทำให้เราดีใจ ให้เราเสียใจ ให้เราอย่างนั้นอย่างนี้ กลับมาบ้านมาถึง แค่เป็นนักศึกษาบางทีก็ยังมีเลย กลับมาบางวันมึนๆ ตึงๆ ไม่มีความสบายเลย นั่งสมาธิหลับตาก็นั่งไม่ลง เพราะอะไร ใจมันหยาบมันกระด้าง มันแข็งกระด้าง ไม่อ่อนโยน
แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่อาตมาทำเป็นประจำก็คือสวดมนต์ทำวัตรเย็น พอสวดมนต์ทำวัตร สังเกตได้เลยเราค่อยๆ ผ่อนคลาย ทั้งกายและใจนี่มีความสุข จนกระทั่งใจนี่ละเอียดอ่อน นุ่มนวล แล้วทำให้นั่งสมาธิได้ ใจนี่สอดเข้าไปที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ได้ นี้คือสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งของนักปฏิบัติธรรม ถ้าเราสวดมนต์ทำวัตรเป็นประจำ เมื่อวันไหนก็ตาม เราตึงๆ มานี่ เครียดๆ มา เราสวดมนต์ จะทำให้ใจเราผ่อนคลาย ร่างกายเราสบาย แล้วเราจะนั่งสมาธิ เอาใจสอดเข้าศูนย์กลางกาย จิตเราก็จะสงบแน่วแน่ได้อย่างเป็นสุข อย่างง่ายๆ ทีเดียวนะฮะ นี่คือโอวาทคำสอนของคุณยาย ท่านบอกว่าเวลามีทุกข์ให้สวดมนต์เยอะๆ นั่งภาวนา สัมมา อะระหัง มากๆ ไม่มีใครช่วยเราได้เท่ากับตัวของเราเอง
คำสอนประการที่ ๒ ท่านบอกว่าการมาวัดวันหนึ่งก็ได้บุญไปช่วงหนึ่ง ถ้าไม่มาก็ไม่ได้ ถ้ามาแล้วก็ได้บุญ บุญจะสะสมทับทวี เหมือนกับเก็บออมสิน ท่านพูดเข้าใจง่ายดี เหมือนเก็บออมสิน เหมือนหยอดกระปุกนั่นเอง
อันนี้ขอยกตัวอย่างขออาตมาเอง มีช่วงหนึ่งอาตมาต้องไปปฏิบัติศาสนกิจ ไปจำพรรษาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่อยู่หลายพรรษาทีเดียว แล้วก็มีคณะสงฆ์อยู่ที่นั่นนี่ ที่ธุดงคสถานล้านนา ๖-๗ รูป ก็ผลัดกันมา ช่วงก่อนยังไม่ได้ถ่ายทอดเสียงการบูชาข้าวพระ ก็ผลัดกันมา มาร่วมบุญที่วัดใหญ่ มีช่วงหนึ่งอาตมาไม่ได้มาวัด ติดต่อกันถึง ๓ เดือน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดก็คือการทำงานในหมู่คณะเริ่มติดๆ ขัดๆ นี่สังเกตชัดมาก มันเริ่มมีปัญหาติดๆ ขัดๆ
อาตมาก็เลยพอเดือนต่อไปก็รีบมาวัด มาเริ่มบุญบูชาข้าวพระ พอมาบูชาข้าวพระร่วมบุญอาทิตย์ต้นเดือน มันมีความชุ่มเย็นติดไปที่กลางกายนี่ แล้วก็โปร่งใจกลับไป พอกลับไปถึงนี่ปรากฏว่างานการในหมู่คณะราบรื่นเหมือนเดิมเลย เป็นปกติทุกอย่าง เลยเห็นความสำคัญตั้งแต่นั้นมา โอ้ การมาวัดอย่างที่คุณยายมานี่ มาวันหนึ่งก็ได้บุญครั้งหนึ่ง ถ้าไม่มาก็ไม่ได้ ถ้ามาบ่อยๆ บุญสะสมเหมือนเก็บออมสินนี่ มีความสำคัญอย่างนี้ โดยเฉพาะบุญใหญ่ๆ ทั้งหลาย บุญอาทิตย์ต้นเดือนก็ตาม งานบุญสำคัญทั้งหลายที่เป็นบุญใหญ่นี่ ถ้าเราขาด เราจะไม่ได้บุญส่วนนี้ แล้วก็เป็นการเสียโอกาส เสียชีวิต ขออภัย เสียโอกาสในการสร้างบารมี สะสมบารมีก้อนใหญ่นั้นทีเดียว ตั้งแต่นั้นมา อาตมาเห็นความสำคัญของการมาวัดอย่างมาก จะพยายามไม่ขาดเลย งานบุญ โดยเฉพาะงานบุญอาทิตย์ต้นเดือน งานบุญใหญ่
มีอีกตัวอย่างคือ นี่เป็นตัวอย่างคือน้องสาวของอาตมาเอง เขามา ๒ คน น้องสาว มานี่ก็มาทุกอาทิตย์ แล้วเขาก็สังเกตนะฮะ เขาสังเกต เคยถามว่าเป็นไง มาวัดแล้วเป็นไงค้าขายของแล้วเป็นไง ขายของ เขาบอกว่าช่วงไหนก็ตามถ้ามาแบบ มาแล้วใจก็เฉยๆ ไม่ได้อิ่มเอิบในบุญ ใจไม่ได้ชุ่ม อิ่มเอิบในบุญ ช่วงนั้นก็ขาย ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่ แต่ถ้าช่วงไหน อาทิตย์ไหน ใจอิ่มเอิบในบุญ ขายของดีมากอย่างผิดสังเกตทีเดียวว่านี้เป็นเพราะอำนาจบุญ แล้วทำให้น้อง ๒ คนนี่ขยันมาวัดมากเลยนะ อันนี้คือสิ่งที่สำคัญ
แล้วก็คนเรานี่ถ้าอยู่เฉยๆ เรากินบุญเก่าอย่างเดียวนี่ บุญหมดเมื่อไหร่ เราจะแย่ เราจะลำบาก เพราะงั้นนี่เราต้องเติมบุญอยู่เสมอ การมาวัดเป็นประจำก็คือการเติมบุญให้แก่ตัวเองเป็นประจำ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ท่านจะใช้บุญบารมีแก้ กลั่นแก้นี่ ปัญหาอุปสรรคทั้งหลายของเรานี่ก็จะลดลงไป ยิ่งมาวัดนี่ ชีวิตจิตใจของคนๆ นั้น ก็จะยิ่งดีขึ้นไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ทุกๆ ท่านในที่นี้ หลายๆ ท่านก็คงจะพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะงั้นเราควรจะมาวัดอยู่เป็นประจำ แล้วบุญบารมีเราก็จะช่วยเสริมให้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรื่อยๆ
คำสอนประการที่ ๓ คุณยายบอกว่าถึงแม้เราจะมีบารมีไม่เท่ากับคนอื่น แต่ถ้าเรามีความเพียร ทำอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดเราย่อมถึงเส้นชัยได้ ท่านบอกอย่างนี้นะ บารมีเรานี่ ถ้าเกิดแม้บารมีเราไม่เท่าคนอื่นเขา แต่เรามีความเพียร พยายามนี่ ที่จะทำความดี ทำบุญทุกๆ ครั้งนี่มีงานบุญของวัดนี่ ในที่สุดเราย่อมเข้าถึงเส้นชัยได้
อันนี้อาตมาขอยกตัวอย่างๆ หนึ่ง ซึ่งชัดเจนมากที่ยืนยันคำพูดของคุณยายว่าเป็นเรื่องที่ เป็นสิ่งที่จริงๆๆ เลย มีปีหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เปิดโอกาสให้หมู่คณะของเรานี่ ขึ้นไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมที่ดอยสุเทพ มีหมู่คณะขึ้นไป สาธุชนฝ่ายหญิงเยอะเลย แล้วก็มีอุบาสก ซึ่งก็เป็นอุบาสกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นอุบาสกในวัด ไปนั่งสมาธิกัน ปรากฏว่าซึ่งหลายๆ ครั้ง หรือส่วนใหญ่เลย ฝ่ายหญิงจะนำหน้า คือนั่งแล้วก็สว่าง สว่าง เห็นดวงธรรม เห็นกายภายใน นี่เป็นธรรมชาติของฝ่ายหญิง อาจจะเป็นเพราะว่าฝ่ายหญิงมีความละเอียดอ่อน นั่งสมาธิก็ก้าวหน้าได้ดี
แล้วก็ในรุ่นนั้นน่ะฝ่ายหญิงก็นำหน้านะฮะ พูดง่ายๆ ครึ่งห้อง ฝ่ายที่ยกมือว่าได้ผล มีประสบการณ์ภายในก็คือฝ่ายหญิงยกพรึ่บ ทางอุบาสกก็เงียบ หลวงพ่อก็ ท่านก็เลย พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เลยให้ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายแล้วไปเช็กดู ให้ระลึกชาติดูว่าทำไมนะ ส่วนหนึ่ง อุบาสกส่วนหนึ่งที่อยู่กับหลวงพ่อแท้ๆ อยู่ในวัด ใกล้ชิดหลวงพ่อนี่ ทำไมถึงนั่งสมาธิไม่ดี แต่มีโอกาสมาอยู่กับหลวงพ่อนี่ ใกล้ชิดทีเดียว สร้างบารมีอยู่กับหลวงพ่อ
ก็นั่งเข้าที่ไป แล้วเขาก็ตอบหลวงพ่อว่าอุบาสกทั้งหลายเหล่านี้ที่อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อ ในอดีตชาติก็คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหลวงพ่อ พยายามตั้งใจทำบุญ พยายามตั้งใจทำบุญ หลวงพ่อให้ทำบุญอะไรก็ทำ สมาธิก็ไม่ได้นั่งได้ดีอะไรหรอก ขยันนั่งแต่ว่านั่งไม่ได้ดีอะไร แต่ว่าเนื่องจากว่าตื๊อ ทำความดี หลวงพ่อให้ทำอะไร ทำ หลวงพ่อให้บุญอะไร ทำ ทำมาเรื่อย นี่ทำให้เกิดมาพบหลวงพ่ออีก แล้วก็ได้มาสร้างบุญบารมีกับหลวงพ่ออีก
ทางโลกนี่เขามีคำว่าตื๊อครองโลก แต่ทางธรรมนี่ตื๊อข้ามภพข้ามชาติเลย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง เพราะงั้นเราอาจจะรู้สึกว่าเราเองยังไม่สมบูรณ์ มีความไม่สมบูรณ์ในตัวเยอะแยะมากมาย อย่าท้อนะ อย่าน้อยใจ ให้คิดถึงตัวอย่างนี้อยู่เสมอว่าคนที่ตั้งใจสร้างความดี ติดตามหลวงพ่อนี่ อยากจะตามหลวงพ่อไป ท่านให้บุญอะไรรีบทำ สร้างลานธรรม ทำ เปิดบ้านกัลยาณมิตร ทำ อะไรก็ตามที่ท่านให้บุญ ทำไปเถอะ แล้วบุญของเราจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
คุณยายท่านพูดชัดบอกว่าใครร่วมบุญกับยาย ซึ่งก็คือความหมายก็ตรงกันว่าถ้าร่วมบุญกับหลวงพ่อด้วย ถ้าร่วมบุญกับคุณยายนี่ หรือจะร่วมบุญกับหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ตาม จะมีสายบุญโยงกันไว้ดึงไว้ คุณยายพูดชัดทีเดียว จะมีสายบุญโยงกันไว้ แล้วจะเกิดไปพบกันอีก ไปเจอกันอีก จะได้ไปสร้างบารมีร่วมกันอีก เอาว่าถึงแม้เราไม่เก่ง แต่พยายามสร้างความเฮงเอาไว้ก็แล้วกันนะ ความเฮงก็คือทำความดีทุกๆ งานบุญทั้งหลาย อย่าปล่อยปละละเลย
โอวาทประการที่ ๔ ยายบอกว่าจะทำอะไร ให้นึกถึงบุญ ให้อยู่ในบุญ เวลานั่งสมาธิ ก็อธิษฐานเอาบุญมาช่วย สิ่งนั้นจะสำเร็จได้ด้วยบุญ เวลาที่คุณยายสร้างวัด เวลาไปเล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะถ้าคนใหม่ๆ ก็คงไม่เข้าใจ แต่ทุกท่านในที่นี้คงเข้าใจดีว่าคุณยายและพระเดชพระคุณหลวงพ่อสร้างวัด ท่านหลับตาสร้างนะ ลืมตาตรวจงาน แต่หลับตานี่ตามสมบัติ ตามผู้คนให้มาช่วยกันสร้างวัด แล้วก็ทำให้งานการสร้างวัดสำเร็จ จนกระทั่งมาถึงพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ สร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สภาธรรมกายสากล และมหาวิหารของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ท่านหลับตาสร้างทั้งสิ้นเลย หลับตาทำสมาธิ และท่านก็นึกถึงบุญบารมี แล้วก็อธิษฐานให้สมบัติทั้งหลายที่สร้างสมมา สมบัติทั้งหลายในโลกนี้นี่ให้มา มาช่วยหล่อเลี้ยงหมู่คณะให้สร้างวัดได้สำเร็จ แล้วก็ตามคนดีๆ มา มาช่วยกันสร้างวัดให้สำเร็จ ท่านทำอย่างนี้มาตลอดชีวิตเลย
เพราะงั้นการหลับตาสร้างวัดของคุณยาย ของหลวงพ่อนั้นก็คือการน้อมนำใจกลับไปที่แหล่งของความสำเร็จ คือศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แล้วก็น้อมนำบารมีทั้งหลาย บารมีของท่านเองก็ตาม ของพระนิพพานก็ตาม ให้ลงมาช่วยสร้างนะฮะ งานทั้งหลายจึงสำเร็จมาได้ด้วยดี
อันนี้ขอยกตัวอย่าง แล้วเราจะทำอย่างคุณยายได้ไหม เราจะทำอย่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ไหม ถ้าเราตั้งใจนั่งสมาธิ ตั้งใจรักษาศีล ตั้งใจทำทาน ทาน ศีล ภาวนา เราไม่ขาดนี่ เราย่อมทำได้ แต่อาจจะไม่ได้เท่าอย่างท่าน แต่อย่างน้อยก็สามารถประคองชีวิตให้เจริญก้าวหน้าได้ มีตัวอย่างหนึ่งก็คือ ตัวอย่างนี้เออ ผู้ชายคนนี้เป็นนักธุรกิจ เขาอยู่ที่เชียงใหม่ เขาเคยมาปรึกษาอาตมา มีอยู่วันหนึ่งเขามาหา แล้วเคยมาบวชที่ธุดงคสถานล้านนา มา มาถึงเขาบอกว่าหลวงพี่ ผมนี่ทำการค้า ของนี่ขายไปแล้ว มีวันหนึ่งผมจะไปรับเงินเป็นแสน เงินก้อนนี้ ซึ่งมันต้องได้แน่ๆ ก็เดินทางมาที่กรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่าเงินที่มั่นใจ ยังไงก็ได้ นี่มันเงินของเรา เราขายของไปแล้ว ยังไงก็ต้องได้ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ ต้องกลับมือเปล่า เขาก็ปรึกษาอาตมา อาตมาก็บอกว่าโยมพี่ ยังไงให้อธิษฐานนะ ทำสมาธิอธิษฐาน โดยเฉพาะนึกถึงครูบาอาจารย์ นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนะ เขาก็นำไปปฏิบัติ
อีกครั้งหนึ่งเขากลับมารายงาน เขาบอกว่า ผม พอหลวงพี่แนะนำผมก็กลับไป พอเดินทางครั้งนี้ ผมไม่ปล่อยใจลอยเลย ขึ้นเครื่องบินมาถึงกรุงเทพฯ ปั๊ป นั่งเท๊กซี่ต่อไป ตลอดเส้นทางการเดินทาง ผมหลับตาทำสมาธิ นึกอธิษฐานตลอด ไปถึงได้ครับ เงินได้กลับไป นี่คือสิ่งที่เขานำไปปฏิบัติ แล้วทำได้ผล
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือเป็นครอบครัวหนึ่ง สามีภรรยาชอบทำบุญ ชอบให้ทาน เลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ดีมากเลย แล้วก็ขยันทำบุญ เป็นคนใจดีทั้งคู่สามีภรรยาคู่นี้ แต่เขาก็สังเกตชีวิตของเขาออกนะฮะว่า คือบางวันนี่เขาหงุดหงิด หงุดหงิดไม่พอใจลูกน้องก็ตาม มันไม่ได้อย่างใจอย่างนั้นอย่างนี้นี่ วันนั้นนี่จะไม่ดีเลย มันอะไรต่ออะไรในบ้านในร้านมันรวนไปหมดเลย แต่ถ้ากลับ วันไหนก็ตามเขานั่งสมาธิ เขาหาเวลานั่งสมาธิ บางทีกลางวันนี่ พอพักเที่ยงปั๊ป ทานข้าวเสร็จรีบมานั่งเลย เข้าออฟฟิค ปิดประตูไม่ให้ใครมากวน นั่ง ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมงก็ทำ นั่ง ปรากฏว่าใจสบาย พอใจสบายนี่ เขาบอกว่าใจสบายแล้วนี่แปลก ลูกค้านี่จะเข้าร้านมาไม่ขาดสายเลย
ซึ่งสิ่งนี้อาตมาขอน้อมนำโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยมายืนยันว่าบุญนี่ ถ้าเราไม่กังวล แล้วใจเราสบายนี่ โดยเฉพาะถ้าเรานึกถึงบุญด้วย บุญนี่จะได้ช่อง แล้วจะส่งผลให้อย่างเต็มที่ แล้วชีวิตของเรานี่ก็จะมีความสุข ความเจริญ อุปสรรคก็หมดไป แต่ความสำเร็จและความสุขจะเกิดขึ้น
มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาเจอคนขับแท็กซี่ คนขับแท็กซี่คนนี้เขาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าวันไหนผมหงุดหงิด ขับรถโดนปาดหน้าอะไรต่ออะไร เขาหงุดหงิดเลยนะตั้งแต่เช้า วันนั้นจะไม่ได้ผู้โดยสารเลย แต่ถ้าวันไหนผมใจสบาย ขับรถมา ออกมาด้วยใจสบายออกจากบ้าน ผมจะได้ผู้โดยสารตลอดทั้งวัน
ตอนนั้นอาตมาไม่ได้ยินคำสอนโอวาทของคคุณยาย หลวงพ่ออย่างนี้ ตอบตัวเองไม่ได้เพราะอะไร แต่ ณ วันนี้ตอบได้ อ๋อ ถ้าใจเรามีบุญหล่อเลี้ยง เราอยู่ในบุญล่ะก็ ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น และก็จะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ
มีอีกตัวอย่างหนึ่ง อุบาสกของวัดเรานี่ ซึ่งตอนนี้ท่านบวชไปแล้ว ตอนนั้นอาตมามาวัด (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
โน่น ไปบริษัทปูนซีเมนต์ไทย แล้วก็พี่เขาบอก เข้าไปในบริษัทปูนซีเมนต์ไทยนี่ เสร็จแล้วเขาก็ออกมา เขาบอกว่าพี่ ตัวพี่เองนี่นั่งสมาธิแผ่เมตตา นึกถึงคนๆ นี้ที่จะมาบอกบุญเขานี่ นึกอยู่ทุกวันเลย ๓ วันติดต่อกันมาแล้ว พอวันนี้มาบอกบุญเขา เขาก็รับ แล้วเขาพูดยังไงรู้ไหม เขาบอกว่าไม่รู้ยังไง ก่อนน้องจะมาหาพี่นี่ นี่คือคนที่อยู่ในบริษัทปูนซีเมนต์ไทย เขาพูดบอก ๓ วันนี้พี่สบายใจจังเลย นี่แล้ววันนี้ วันนี้น้องก็มาหาพี่ เขาก็เลยยินดีรับ บอกบุญง่าย ใจเขาสบายอยู่แล้ว อ้อ เราก็คิด อ๋อ ไอ้ที่เขาสบายนี่ อุบาสก พี่อุบาสกท่านนี้นั่งแผ่เมตตาให้ทุกวันนั่นเอง ก็เลยทำให้การบอกบุญเป็นไปได้อย่างง่ายดาย
มีคนเคยถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเรา บอกว่า ถามว่าทำไมการบอกบุญบางครั้งจึงยาก บางครั้งก็ง่าย แล้วทำยังไงจะให้มันสำเร็จ ให้ง่ายทุกครั้ง ถามทำนองนี้นะฮะ ถามทำนองนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็เลยบอกว่าถ้าใจของเราน้อมนำ เราน้อมนำใจ เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมนั่นเอง เราตั้งใจนั่งสมาธิ แล้วเราก็อธิษฐานนึกถึงเขานี่ แผ่เมตตา การบอกบุญก็จะสำเร็จได้อย่างง่ายๆ แต่ถ้าการปฏิบัติธรรมของเราย่อหย่อน มันก็จะไม่ อาจจะไม่ง่ายนัก นี่คือคำตอบที่ชัดเจนมาก
แล้วก็มีตัวอย่างของอาตมาเอง ตอนนั้นยังไม่ได้บวช อยู่ชมรมพุทธศาสตร์ อาตมาก็ช่วยงานชมรมพุทธศาสตร์ในสถาบัน บางทีก็รับงานชมรมมา แล้วก็ต้องไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ในสถาบัน อาตมาก็ใช้อย่างนี้แหละ นึกอธิษฐาน ทั้งๆ ที่อาตมาเองไม่ใช่คนนั่งสมาธิดีเลย ตั้งแต่เป็นฆราวาสก็นั่งคุ่มๆ ค่ำๆ ลัวๆ ลางๆ นึกนิมิต ก็อาศัยใฝ่ดี ทำมาเรื่อย ตื้อมาเรื่อย ก็นึก ก่อนเลิกนั่งนี่ นึกถึงหน้าอาจารย์ นึกถึงหน้าท่าน นึกให้ใสเป็นแก้วทีเดียว แล้วก็นึก ขอให้อาจารย์ยินดีช่วยเหลือ ถ้าเราขอความช่วยเหลือให้ช่วยงานของชมรมพุทธศาสตร์ ให้อาจารย์มีใจยินดีที่จะช่วยเหลืองานอย่างเต็มที่ นึกอยู่ ๓ อยู่ ๔ วัน พอไปถึงอาจารย์ อาจารย์ท่านรับเลย แล้วก็เอ้า เอามาเลย แล้วก็งานก็เลยสำเร็จ
แต่มีอีกครั้งหนึ่ง อาจารย์ท่านเดียวกันนี่ อาตมาช่วงนั้นนั่งสมาธิหย่อน เอาว่าสวดมนต์ สวดๆ ไปนี่ หลงหลับไปเลย พูดง่ายๆ บางทีมันเพลีย มันเพลีย มันก็หลับไป สมาธิยังไม่ทันนั่งเลย หลับ มาตื่นโน่น ตื่นอีกที โน่นแน่ ตี ๕ ได้เวลารีบเตรียมตัวไปเรียน ก็บางทีก็เป็นอย่างนี้ ร่างกายมันเพลีย หลับ สวดมนต์ไม่ทันจบ หลับไปแล้ว เลยไม่ได้นึกทั้งนั้น อธิษฐานอะไร พอไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ท่านเดิมนี่ ปรากฏว่าท่านปฏิเสธ แล้วบอกว่าเธอรับงานมาทำไม ก็อาจารย์ท่านเดิม แล้วก็งานชมรมพุทธ เหมือนเดิมนะฮะ แต่ท่านไม่อยากช่วย มันเป็นเรื่องของการอยู่ในบุญหรือเปล่านะฮะ
มีอีกเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างนี้ มีปีหนึ่งอาตมาอบรมธรรมทายาทชาย มีนักศึกษาคนหนึ่ง นักเรียนนักศึกษาอยู่คนหนึ่ง เขาจะบวชอยู่แล้ว อีก ๓-๔ ๒-๓ วัน จะบวชอยู่แล้ว ท่องขานนาคอยู่นี่ นุ่งห่ม ฝึกห่มอะไร ผ้า ผ้านุ่งนาค แล้วก็ท่องขานนาค แต่เขาไม่ได้บวช นักศึกษาคนนี้ เพราะว่าผู้ปกครอง คุณแม่กับน้าซึ่งนับถือศาสนาอื่น นับถือคริสต์ มาถึงก็ขอตัวลูกชายกลับ อาตมาก็ไม่รู้จะว่ายังไง ก็เลยบอกเด็กคนนี้ไป บอกว่าเอาอย่างนี้นะ หลวงพี่ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน กลับไปก่อนแล้วกัน ถามจริงๆ อยากบวชไหม อยากบวชครับ เอาอย่างนี้นะ กลับไปนี่ ให้หมั่นอธิษฐานบ่อยๆ กลับไปแล้วนั่งสมาธิ อธิษฐาน ขอให้ได้บวช ให้ได้มาบวชปีหน้านะ ก็แนะนำเขาไป เขาก็กลับไป
พอปีต่อมา อาตมามาเจอ อ้าว ได้บวชแล้ว ได้บวช ก็ถามเขาว่าทำยังไงถึงได้มาบวชนี่ คุณแม่ให้มาบวช เขาบอกผมไม่ได้ทำอะไรหรอกครับ ผมก็นั่งสมาธิทุกวัน แล้วก็นึกอธิษฐานว่าขอให้บวช อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง ก็เลยมาบวชสมใจ นี่เป็นเรื่องของการอยู่ในบุญ แล้วก็ใช้บุญให้เป็น อธิษฐานในสิ่งที่เราปรารถนา เราก็จะได้สมความปรารถนานั้นๆ
คุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ และคุณยายนี่ ท่าน ท่านเคยยืนยันไว้ ท่านบอกว่าคำอธิษฐานนี่ต้องสำเร็จอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แล้วจะเร็วได้ยังไง แล้วทำไมถึงช้า ขึ้นอยู่กับบุญ แล้วบุญจะแรง จะทำให้บุญแรง ก็ทำไป ทาน ศีล แล้วก็ภาวนา ให้หมั่นทำไป โดยเฉพาะนั่งสมาธิภาวนาก็หมั่นนึก หมั่นตรึก แล้วก็หมั่นนั่ง ขยันนั่ง จิตเราก็จะมีบุญหล่อเลี้ยงเต็มที่ แล้วคำอธิษฐานก็จะสำเร็จผลได้อย่างรวดเร็วนะ
ทีนี้ คำสอนประการสุดท้ายที่อาตมาจะขอน้อมนำมาให้ทุกท่านในวันนี้ คุณยายบอกว่าให้มีความเพียรในการนั่งธรรมะให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ตอนที่ยายยังไม่ได้ธรรมะ ยายจะเดิน จะนั่ง ยายก็นึกอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งได้เข้าถึงธรรม การเข้าถึงธรรมนี่แหละเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุด นี่ท่านบอกไว้ ถามว่าวัดของเรานี่เติบโตมาได้เพราะอะไร ถ้าคนที่มาวัดเป็นประจำ ปฏิบัติธรรมได้ผล จะเข้าใจคำถามนี้ว่าเออ จะรู้เลยว่าจะตอบอย่างไร ถามว่าวัดเรานี่เติบโตมาได้เพราะการปฏิบัติธรรมนี่เป็นแก่นทีเดียว การนั่งสมาธินี่สำคัญ เป็นแก่นของการเติบโตของวัด คนที่มีศรัทธาในคุณยาย ในพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ในหมู่คณะเรานี่ ถ้านึกถึง ทุกท่านในที่นี้เรานึกถึงตัวเราเองก็ได้ว่าทำไมเราถึงศรัทธาในคุณยาย ในหลวงพ่อ เพราะการนั่งสมาธิ เพราะการนั่งสมาธิทั้งนั้นเลย แทบทุกท่านเลยนี่ หรือว่าจะบอกได้เลยว่าทุกท่านเลยแหละที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจริงๆ นี่ ทุ่มเทชีวิตจิตใจร่วมสร้างบารมีกับท่าน เพราะการนั่งสมาธินั้นเป็นการให้คำตอบว่าบุญมีจริง
เราจะเชื่อมั่นเลยว่าบุญมีจริง บารมีมีจริง เราเชื่อเพราะเราปฏิบัติได้ผล สัมผัสกระแสบุญได้ด้วยตัวของเราเอง เราฟังหลวงพ่อ เราฟังคุณยายสอน เราก็เชื่อ แต่ความเชื่อมั่นที่เต็มร้อยเกิดขึ้นเมื่อเรานั่งสมาธิได้ผล สัมผัสกับประสบการณ์ภายในได้ นี่คือแก่นของวัดพระธรรมกาย ทานทำ ทำไหมทำ ทำหนักด้วย ทำอย่างยิ่งยวด ศีลรักษาไหม รักษาอย่างยิ่งยวด วัดอื่นเขาก็ทำ ทานเขาก็ทำ ศีลก็รักษา แต่สิ่งที่จะเหนือกว่ากัน ต่างกัน ก็คือสมาธิ ครูบาอาจารย์เรานั้นมีสมาธิที่สูงมาก และสามารถแนะนำให้ลูกศิษย์เข้าถึงสมาธิที่ลึกล้ำได้ เราจึงได้รับผลการปฏิบัติธรรมและเชื่อมั่นในเรื่องของบุญบารมี
การนั่งสมาธินี่เป็นหัวใจของการ ของนักสร้างบารมีทีเดียว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี่ ท่านเคยพูดถึงตัวท่านเอง มีคนเคยถามท่าน ถามท่านว่า ถามในช่วงที่มีวิกฤตเกิดขึ้นในวัดนี่ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ ทุกท่านก็รู้อยู่ว่ามีวิกฤตก็คือชาวนาเขาถูกยุ แล้วก็มาที่วัดของเรา ถือคบเพลิงมาเลยนะ แล้วก็มาเผาวัด ช่วงนั้นหนักมาก เป็นช่วงหนึ่งที่หนัก ก็มีคนมาถามพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลวงพ่อ ไม่ทุกข์หรือนี่ หลวงพ่อบอก หลวงพ่อทุกข์หลวงพ่อก็เอาดิ่งเข้ากลางไป ใจมันก็เลยไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์ แล้วหลวงพ่อก็บอกต่อว่าการนั่งสมาธิหลวงพ่อทำเป็นประจำทุกวัน ถ้าหลวงพ่อไม่ทำนี่ทุกวัน หลวงพ่อคงอยู่ไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้หรอก เพราะงั้นถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของท่าน อาาตมาเชื่อมั่นว่าเราจะเจริญและสร้างบารมีในเส้นทางนี้ได้อย่างมั่นคง
การฝึกสมาธินี่มีประโยชน์มากมายมหาศาล แต่อาตมาจะขอสรุปประโยชน์ของสมาธิ ของการฝึกสมาธินี่ซึ่งเป็นการสรุปจากประสบการณ์ของอาตมาเอง ประโยชน์สมาธินี่ ถ้าเราจะไปชักจูงแนะนำคนใหม่ให้เขาอยากนั่งสมาธิ เราก็ต้องบอกอานิสงส์ผลดี หรือประโยชน์ของการฝึกสมาธิให้เขาเข้าใจชัดๆ ก่อน คนเราจะทำอะไรต้องรู้ประโยชน์ก่อนว่าทำแล้วได้อะไร ประโยชน์ของการฝึกสมาธิที่อาตมาสรุปกับตัวเองได้ว่ามันดี ดียังไง มีประโยชน์ด้วยกัน ๔ ประการ คนที่ฝึกสมาธิ ตั้งใจฝึกนี่ ถึงแม้จะฝึกดีไม่ดีก็ตาม แต่ตั้งใจฝึก และฝึกทุกวัน ต้องเอาดีจนได้ ต้องได้ดีจนได้ ดียังไง ก็คือได้
๑. นี่ จะทำให้สบายใจ
๒. ทำให้นิสัยดีขึ้น พัฒนาขึ้น
๓. ทำให้บุคลิกดี ผิวพรรณผ่องใส สะอาด
๔. ทำให้สติปัญญาดี ทำให้สติปัญญาดีขึ้น และ
๕. ทำให้เกิดศรัทธาเชื่อว่าบุญมีจริง เชื่อว่าบุญมีจริง และตรงนี้สำคัญ ตรงนี้เป็นรากฐานของนักสร้างบารมี ใครจะสร้างบารมีได้มั่นคง และเชื่อมั่นในครูบาอาจารย์ ต้องนั่งสมาธิจนมีประสบการณ์ภายใน นั่นแหละถึงแม้จะมีข่าวคราวอะไรก็ตาม ไม่เคยเชื่อข่าว แต่เชื่อตัวเอง เพราะสัมผัสได้แล้วว่าหลวงพ่อ คุณยาย ท่านไม่ธรรมดาเลย
คราวนี้จะขอขยายความ ที่ว่าสบายใจน่ะ ทำแล้วสบายใจ ถ้าเรานั่งเป็นประจำนี่ เรานั่งสมาธิ ถ้าเรานั่งไม่ ไม่ต่ำกว่า ๑๕ นาทีถึงครึ่งชั่วโมง ท่านที่ฝึกใหม่นี่ คนที่ฝึกใหม่ๆ เราคงไม่ให้เขานั่งชั่วโมงๆ เดี๋ยวเขาก็คงไม่ไหว ก็จะแนะนำเขา ถ้านั่งซิ เอาเลย อย่างน้อยก็เอ้า ๑๐ นาที ๑๕ นาทีก่อนนะ แล้วค่อยๆ เพิ่มวันละ ๕ นาที ๕ นาที จนกระทั่งได้ครึ่งชั่วโมง แล้วนั่งทุกวันอย่าให้ขาด รับรองจะต้องได้ผลแน่นอน ถ้าใครทำอย่างนี้
นั่งแล้วมันสบายใจจริงๆ อาตมานี่ฝึกสมาธิใหม่ๆ ไปชมรมพุทธศาสตร์ เรียนอยู่ที่เทคนิคกรุงเทพฯ เข้าชมรมแล้วนี่ พี่เขาไม่พูดอะไรมาก เขายื่นหนังสือให้ ๒ เล่มของวัดเรา ก็คือเดินไปสู่ความสุข แล้วก็ธรรมทายาทชาย แล้วอาตมาก็ไปอ่านๆ อ่านแล้วมีแรงบันดาลใจอยากนั่งสมาธิ แล้วก็เริ่มนั่ง นั่งเอง นั่งที่บ้าน แต่นั่งที่ชมรมก็นั่ง นั่งที่ชมรมเสร็จ สวดมนต์ทำวัตร ที่ชมรมนั่งสมาธิเสร็จ กลับมาบ้านนั่ง มาสวดมนต์อีกครั้งอีกรอบหนึ่ง แล้วก็นั่งสมาธิ นั่งในช่วงแรกก็นั่งได้ไม่นาน ๑๕ นาที ไม่เกินนั้น แรกๆ ก็นั่งมืด ไม่เห็นอะไรเลย พอ สัมมาอะระหัง ไป
วันต่อมาพี่เขาบอกเป็นไงบ้าง ก็นั่งอย่างนั้น ยังไม่ค่อยเห็นผลอะไรครับ พี่เขาบอกว่าเอางี้นะ นึกดวงแก้วออกไหม ยังไม่ออกครับ เอ้า ถ้างั้นหมั่นดูดวงแก้วบ่อยๆ นะ ตรงนี้สำคัญนะ ใครอยากนึกดวงแก้วได้ ก็ต้องหมั่นดูดวงแก้วบ่อยๆ ดูดวงแก้ว หยิบมาดูได้ พี่อนุญาต อาตมาก็เอาดวงแก้วมาดู อึม ติดตาติดใจ พอดูแล้วมันติดตาติดใจ กลับไปคราวนี้นั่งได้ เห็น เริ่มนึกออก เห็นเป็นดวงแก้ว
พอนั่งไปผ่านไปประมาณ ๑ สัปดาห์ ใจสบาย อาตมาจริงๆ แล้ว ที่บ้านก็มีความสุข อบอุ่นดี แต่ปกติแล้วคนทุกคนก็มีความกังวล กังวลเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่พอนั่งสมาธิแล้ว แปลกมาก ความกังวลมันไม่มีเลย มันโปร่ง ปลอดโปร่งใจ กังวลไม่มีแม้แต่นิดเดียว ใจสบาย มีความสุข เลิกนั่งแล้วเอ๊ะ ทำไมมีความสุขจังเลย เลยเริ่มชอบ แล้วก็นั่งสมาธิเรื่อยมานะ นั่งต่อมา แล้วพอทำสมาธินี่ ใจสบาย แล้วหลับ หลับก็เป็นสุขนะฮะ
คนเรานี่เวลานอนหลับแล้วนี่ ถ้าเราสังเกตตัวเราเองก่อนเข้านอน เรานอนหลับนี่หัวถึงหมอนแล้ว หลับเลยไหม ยัง เราทำไมไม่หลับ มันคิด แล้วหยุดคิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะเราไม่เคยฝึกสมาธิ นี่พอเราฝึกสมาธิเป็นประจำ คราวนี้พอล้มตัว หัวถึงหมอน หลับก็หลับง่าย หลับเร็ว แล้วหลับสนิท จะไม่ฝัน ถ้าหลับแล้วฝันนี่ ใครที่เป็นคนหลับแล้วฝันเก่ง ฝันอะไรต่ออะไรไปเรื่อย ตื่นมานี่จะเพลีย เพราะตามหลักของการแพทย์แล้ว ใครก็ตามที่หลับแล้วฝันนี่ พลังงานในตัวจะใช้มาก ตื่นมาไม่สดชื่น มาตื้อๆ มึนๆ งงๆ ศีรษะนะฮะ แล้วไม่ปลอดโปร่ง เพราะฉะนั้นนี่ ถ้าเรานั่งสมาธิประจำ ใจสบาย หลับเป็นสุข ตื่นมาสมองก็ปลอดโปร่ง แจ่มใส พร้อมที่จะคิดงาน พร้อมที่จะเรียนหนังสือนะ
ประการที่ ๒ คือทำให้นิสัยดี พอนั่งสมาธิมากเข้ามากเข้านี่ นิสัยใจคอของเรานี่ ใครที่มีความสมบูรณ์น้อย ก็ให้สมบูรณ์มากขึ้น ที่สมบูรณ์มากอยู่แล้วก็จะยิ่งสมบูรณ์ยิ่งขึ้นไป พอฝึกสมาธิมากเข้ามากเข้านี่ จากคนใจร้อนจะกลายเป็นคนใจเย็น จากคนอ่อนแอก็จะกลายเป็นคนเข้มแข็ง สุขุม หนักแน่น นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้
แล้วประการที่ ๓ บุคลิกดี พอนั่งมากเข้า ใจสบาย มีความสุข ใบหน้าก็ประดับไปด้วยรอยยิ้ม บุคลิกเริ่มเปลี่ยนจาก บางคนอาจจะหน้าบึ้งตึง ก็กลายเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสเบิกบาน ผิวพรรณก็สะอาดผ่องใส เพราะใจเราเริ่มมีบุญหล่อเลี้ยง ใจนี่สะอาด มันก็กระทุ้งมาถึงผิว ผิวพรรณก็สะอาดสะอ้านตามไปด้วย
และสติปัญญานี่ดีขึ้น ถ้าเป็นนักเรียนนี่ ก็จะเรียนดีขึ้น ความจำจะจำได้แม่นยำ อาตมาเคยได้รับประสบการณ์เมื่อเข้าวัดวันแรกเลย มาวัดวันแรกได้มานั่งสมาธิ แล้วก็ในช่วงบ่ายฟังธรรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว สมัยนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อเวลาท่านบรรยายธรรมนี่ ท่านจะหลับตาบรรยายธรรมนะฮะ หลับตาเทศน์ ก่อนจะบรรยายนี่ท่านจะนำสมาธิ แล้วก็ให้ทุกคนนั่งสมาธิไป ผ่านไปสัก ๑๐ ถึง ๑๕ นาที ท่านก็จะเริ่มบรรยาย แล้วท่านก็ไม่ได้บอกให้ลืมตา เราก็นั่ง เราก็เลยนั่งหลับตาฟังท่านไป ตอนนั้นอาตมาฝึกสมาธิมาแล้ว ๒ สัปดาห์ จากการอ่านหนังสือของวัด ก็ดวงแก้วนึกได้ชัดเหมือนลืมตาเห็นทีเดียว ก็ฟังพระเดชพระคุณหลวงพ่อบรรยายไป
แปลกมาก ฟังท่านบรรยายนี่ ท่านบรรยายธรรมไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง มงคลชีวิต เวลาจำคำสอน คำเทศน์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อได ทุกคำไม่ลืมแม้กระทั่งคำเดียว นี่คือสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น เป็นประสบการณ์ของเรา ทำให้เราประทับใจแล้วเราก็เห็นความสำคัญของการนั่งสมาธินะฮะ แล้วหลายๆ คนก็เรียนดีขึ้น เพราะงั้นนักศึกษา นักเรียนนักศึกษาทำไมชอบมาวัดพระธรรมกาย มาแล้วนั่งสมาธิดี เรียนเก่ง ก็อยากมาวัด
บุคคลที่ทำงานทำไมมาวัดแล้วชอบ มาแล้วมีความสุขฮะ นั่งแล้วใจสบาย ปลอดโปร่ง ใจสบาย แล้วความคิดดีๆ ก็เกิดขึ้น ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นเองบางที แล้วหลายๆ เรื่องที่เรามองไม่ออก เราจะเริ่มมองออก เราจะเริ่มมองออกเมื่อจิตเราละเอียดว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี สิ่งนี้ควรทำหรือไม่ทำ ทำให้เรานี่ตัดสินใจถูก ทำให้เรานี่สอนตัวเองได้ เราจึงไม่ผิดพลาดในการดำเนินชีวิต ไม่ผิดพลาดมาก แล้วทำให้ชีวิตของเรานี่ประสบความสุข ความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะบุคคลที่ต้องปกครองคนนี่ อาตมาฝากนิดหนึ่งว่าก่อนตัดสินใจปัญหาของคน ถ้าใจยังไม่สบายล่ะก็ อย่าเพิ่งตัดสินนะ ขอให้นั่งหลับตาทำสมาธิก่อน พอจิตนิ่ง ใจเป็นกลางแล้ว ใจสบายแล้ว แล้วก็ใจเป็นกลาง คือใจเป็นกลางนี่ก็คือไม่เข้าข้างใคร แม้กระทั่งตัวเราเอง มองอะไรตามความเป็นจริง ตามเนื้อผ้าจริงๆ แล้วค่อยตัดสิน แล้วจะไม่พลาด โอกาสที่จะพลาดมียากมาก แล้วเราจะเป็นคนที่ทำอะไรนี่ ดูแลลูกน้องนี่จะไม่ จะผิดพลาดยากมากในการปกครองลูกน้อง แล้วก็ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนะฮะ
ประการที่ ๕. นี่คือการเกิดศรัทธาเชื่อมั่นว่าบุญมีจริงนี่ อย่างน้อยๆ นี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคยพูดไว้ ท่านบอกว่า ท่านให้โอวาทไว้แก่พระอาจารย์ แล้วก็พี่เลี้ยงที่อบรมธรรมทายาททั้งชายและหญิง ท่านบอกว่านักเรียน นักศึกษาที่มาฝึกสมาธินี่ ถ้าเขานั่งสมาธิเพียงแค่สว่างแวบเดียวเท่านั้น หลวงพ่อถือว่าการอบรมธรรมทายาทในครั้งนั้นประสบความสำเร็จแล้ว เพราะคนที่นั่งสมาธิจนมีประสบการณ์ภายใน เขาจะตอบตัวเองได้ เขาจะเชื่อมั่นว่าบุญมีจริง เพราะหลับตานี่ตลอดชีวิตไม่เคยสว่าง แต่หลับตาทำสมาธิมันสว่างได้ เขาก็จะเชื่อมั่น แล้วก็จะย้อนกลับมา ต่อมาก็จะมีสิทธิ์มาบวชอีก แล้วก็มาเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนานะ
ทีนี้ ถามว่าทำอย่างไรจะฝึกสมาธิได้ผล อันนี้ขอน้อมนำหลักการฝึกตัวเองที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านให้หลักไว้ว่าใครที่อยากฝึกสมาธิให้ก้าวหน้า ให้ทำตามหลัก ๒ ประการนี้
๑. คือทำอะไร ทำให้ดีที่สุด
๒. ให้นั่งสมาธิทุกวัน และเมื่อเลิกนั่ง ให้นึกนิมิตที่ศูนย์กลางกายตลอดเวลา ทำอย่างนี้ ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน
ทำ ๒ ประการนี้ แล้วจะฝึกสมาธิได้ผล ประการแรกที่ว่าทำอะไร ทำให้ดีที่สุดก็คือไม่ว่าจะ เราจะซักเสื้อซักผ้า ซักให้สะอาดที่สุด จะกวาดบ้านถูบ้านให้สะอาดให้เลี่ยมที่สุด ตากผ้าก็ให้ชายผ้าตรงเป๊ะเลย เสมอกัน ทำอะไรก็ตามให้ละเอียดประณีต เขียนหนังสือก็เขียนให้สวยที่สุด เมื่อเรทำอะไรให้ละเอียดประณีต รวมทั้งงานใหญ่ๆ ขึ้นไปทุกอย่างนี่ จะทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุด ให้ละเอียดประณีต คนที่ทำอย่างนี้นี่ คุณยายท่านบอกว่าเวลาเรานี่ มือเรานี่ เราไปทำงานนี่ ถ้าเราทำงานหยาบๆ จิตเราก็จะหยาบไปด้วย แต่ถ้าเราทำงานละเอียดอ่อน จิตเราจะละเอียดไปด้วย เพราะงั้นใครทำอะไรแบบพรึ่บพรั่บ โครม ตึง ทำอะไรก็ตามโครมคราม ตึงตัง ไม่ละเอียดอ่อน ไม่ประณีตนี่ ก็จะเป็นคนใจร้อน และจิตก็หยาบกระด้าง ฝึกสมาธิให้ตายก็ไม่ได้ผล
แล้วบางคนอยากนั่งสมาธิมากๆ ทำอะไรพรึ่บๆ พรั่บๆ รีบร้อน จะได้มีเวลานั่งสมาธิมากๆ นั่นแหละ พอรีบร้อนทำอะไรหยาบๆ ทั้งวันนี่ แล้วมานั่งสมาธิ มันก็นั่งไม่ได้ผล เพราะจิตมันคุ้นกับความหยาบมาตลอดทั้งวัน มันหยาบมาตลอดทั้งวันนะฮะ เพราะงั้นทำอะไรต้องให้ ทำให้ดีที่สุดนะ ทำอย่างนี้เป็นนิสัย จิตจะละเอียดอ่อนเมื่อทำอย่างนี้ แล้วแปลกมาก พอใครทำอะไร ทำละเอียดอ่อนประณีตนี่ จิตละเอียดนี่ เมื่อจิตละเอียดแล้ว เวลามีอะไรกระทบกระทั่ง จิตมันนุ่มนวลอยู่แล้ว กระทบมันไม่กระเทือน เรื่องใหญ่ก็เป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็กลายเป็นว่าไม่มี เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเพราะจิตละเอียดนะ
แล้วประการที่ ๒. คือนั่งสมาธิทุกวัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านพูดอยู่เสมอใช่ไหม สมัยที่ท่านลงมาบรรยายธรรมบ่อยๆ ท่านบอกว่าขอนะ นั่งทุกวัน อย่างน้อยวันละ ๑ เมื่อย ๑ เมื่อยก็คือนั่งจนกระทั่งใจสงบนั่นเอง ใจสงบเป็นสมาธิ ๑ เมื่อยนะฮะ ไม่ใช่ ๑ ง่วง ๑ ง่วง ๕ นาทีก็เลิกกันได้นะฮะ ๑ เมื่อย นั่งแล้วก็นึกตลอดเวลา
ท่านอุปมาให้ฟังอย่างนี้ว่าการฝึกสมาธินี่ มันเหมือนการจุดไฟด้วยไม้แห้ง ๒ อัน ไม้นี่ถ้าเราเอามาสีกัน สีหนักเข้าหนักเข้านี่ พอความร้อนในเนื้อไม้มันถึงจุดอิ่มตัว มันก็วกขึ้นมาเป็นไฟ ไปก่อฟืน เอาฟืนมาก่อเป็นกองไฟ หุงข้าวต้มแกงกินได้ คนที่ฝึกสมาธิ จิตก็เช่นเดียวกัน ต้องฝึกทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง ท่านบอกว่าถ้าเลิกนั่งปั๊ป ใจลอย เอาแต่คุย เอาแต่ปล่อยใจลอยสารพัด เดี๋ยวทำงานไป ก็ใจลอยไป ไม่เคยย้อนกลับมานึกนิมิตอีกเลย ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าจะเข้าถึงธรรม ชาติหน้าเกิดมายังทำอย่างนี้ ก็ยังไม่เข้าถึงธรรมอยู่ดี นี่ท่านพูเดหนักแน่นขนาดนี้ทีเดียวนะฮะ
เพราะงั้นอาตมาก็ขอน้อมนำโอวาทของคุณยายที่ท่านได้แนะนำพวกเราทั้งหลายไว้ ถ้าใครประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของคคุณยายนี่ ก็จะได้รับความสุข ความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตจิตใจ แล้วก็จะมีบุญบารมีเพิ่มขึ้นเรื่อย แล้วก็จะมีโอกาสได้ติดตามสร้างบารมีไปกับท่าน ไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรมทีเดียว
จากนี้ไปให้ทุกท่านได้สำรวมใจของเรา ให้ใจหยุดนิ่ง อยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา นึกองค์พระหรือดวงแก้วกลมใส นึกดวงดาวหรือดวงจันทร์ นึกไว้ภายใต้กลางกายของเรา อย่างใดอย่างหนึ่ง นึก ประคองใจให้สบาย ถ้าเรานึกแล้วใจสบาย เราก็นึกแค่นี้ นึกสบายๆ หรือท่านใดจะนึก สัมมาอะระหัง สัมมาอะระหัง ประคองไปก็ได้ เรานั่งอย่างนี้สักครู่หนึ่งนะ
เราก็นึกถึงคุณยายของเรา นึกถึง แล้วก็นึกอธิษฐานจิตกับท่าน ขอบารมีของท่านให้ช่วยปกปักษ์รักษา ให้ทุกท่านนี่ ให้พวกเราทุกท่านให้มีแต่ความสุข ให้มีความเจริญในชีวิต ให้ธุรกิจการงาน ให้เราสามารถจะสร้างบารมีไปได้ตลอดรอดฝั่ง ให้มีกำลังจิต กำลังใจ มีสติปัญญา มีพวกพ้องบริวาร มีปัจจัยทุกๆ อย่างที่จะเกื้อหนุน ให้เราสามารถสร้างบารมีได้อย่างสะดวกสบาย ได้อย่างเต็มที่ เราก็นึกขอบารมีของท่าน
คุณยายมีคนเคยถามท่านว่าตอนที่คุณยายมีชีวิตอยู่ คุณยายช่วยพวกเราได้ และถ้าเกิดคุณยายจากไปแล้วนี่ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นจะทำยังไง ท่านก็บอกตามประสาของท่าน ท่านใช้คำง่ายๆ บอก ก็เรียกยายดังๆ ซิ เกิดอะไรขึ้นปั๊ป ก็เรียกยายดังๆ ก็คือนึกถึงท่านด้วยความตั้งใจนั่นแหละ เพราะงั้นจากนี้ไป เราจะสร้างบุญบารมีอะไร ก็นึกถึงท่าน แล้วเราก็หมั่นสั่งสมบุญบารมีของตัวเราเองด้วย เอาบุญของเราเป็นที่พึ่งด้วย พยายามทำไป เราก็จะได้ประสบแต่ความสุขความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
สัพเพ................
PAGE
PAGE 18
หน้า
431106FW-AAT