ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

สมุดบันทึกที่ทรงคุณค่าบนรถสามล้อสีแดง ตอนที่ ๒

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระประดิษฐ์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอกราบแทบเท้าพระมหาเถระทุกๆ รูป กราบนมัสการพระเถรานุเถระ และนมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพรสามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานยายทุกๆ คน (สาธุ) ก็วันนี้ก็เป็นบุญใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่ตัวของหลวงพี่เองที่ได้มามีโอกาสได้มาเล่าเรื่อง เรื่องของคุณยายท่าน แล้วก็เป็นบุญใหญ่ของ ของผู้นำบุญทุกๆ คนที่เราได้มาร่วมกันบำเพ็ญกุศล เอาบุญกับคุณยายท่านนะ ซึ่งหลายท่านคงเคยได้ยินมานะว่าใครที่มาเอาบุญกับคุณยายท่าน ยายท่านจะคอยดูนะ คอยดูแล้วก็คอยเติมบุญเติมบารมีให้ แต่ว่าเรามองไม่เห็น แต่ท่านที่มีรู้ญาณ ท่านได้รับทราบแล้วก็เล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเป็นโอกาสดีที่ลูกหลานยายทุกๆ คนจะได้มาร่วมกันเอาบุญใหญ่กับท่าน ในขณะที่สรีระท่านก็ยังอยู่ แล้วในขณะเดียวกันเราก็ได้มาเพิ่มเติม ได้มาฟังเรื่องของคุณยายท่านในแง่มุมหลายๆ อย่าง ตามที่พระอาจารย์หลายๆ รูป ท่านได้ยินได้ฟังแล้วก็ได้เห็นมา ด้วยตัวของท่านเองด้วยนะ และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างสูงยิ่ง ที่ถ้าเป็นไปได้ก็ หลายๆ ท่าน ณ ที่นี้นี่ ถ้าเคยกราบคุณยายนะฮะ เคยกราบคุณยายช่วงที่ท่านยังแข็งแรง ถ้าเกิดเคยกราบคุณยายนี่ หรือมีอานุภาพที่มาขอบุญบารมีท่าน หรือเจอเหตุการณ์ที่เป็นอจินไตย ถ้าใครได้เจออย่างนี้นะ ได้ช่วงถ่ายทอดด้วยนะ เขียนมา เพื่อให้สำหรับคนรุ่นหลังๆ ที่มาไม่ทันช่วงที่คุณยายท่านแข็งแรง และได้รับแขก จะได้รับทราบนะ จะได้รับทราบไปด้วย แล้วจะได้รับทราบคุณธรรมท่านมากยิ่งๆ ขึ้น เมื่อ ๑ เดือนที่แล้วนี่นะ ๑ เดือนพอดีเลย ก็ได้มา ได้มาเล่าให้ฟังว่าช่วงที่ได้เจอคุณยาย แล้วก็ได้เล่าเรื่องคุณธรรมของท่านในแง่ของประสบการณ์นะที่ได้ยินได้ฟัง แล้วก็เล่าให้หลายๆ ท่านฟัง แต่วันนั้นบางท่านอาจจะไม่ได้มา ก็ขอย้อนสั้นๆ นิดหนึ่ง ช่วงนั้นคุณยายท่านได้แสดงหรือกระทำคุณธรรมต่างๆ โดยเป็นเรื่องธรรมชาติของท่าน เป็นโดยธรรมชาติ แล้วก็บางทีอยู่ที่ว่าเราจะจับมาได้แง่มุมไหน แต่ทุกคำพูดของท่านนี่เป็นบุญเป็นกุศล แล้วก็จะเป็นแบบอย่าง แสดงถึงความบริสุทธิ์ แสดงถึงความเป็นผู้มีคุณธรรมของท่านเป็นอย่างยิ่งเลย แล้วก็ได้เล่าเรื่องว่าคุณยายท่านเคยบอกเอาไว้ว่าแม้ยายละโลกก่อน ยายก็ช่วยได้นะ แต่ภาษาท่านไม่ใช่แบบนี้ ท่านก็พูดแบบง่ายๆ ท่านก็พูดว่าแม้ยายตายก่อน ยายก็ช่วยได้ ครั้งที่แล้วได้เล่าอย่างนี้ เพราะว่าอุบาสกเอาไปคุยกันว่า อ้าว ยายบอกว่ายายช่วยได้ เพราะฉะนั้นใครจะเป็นอะไรให้รีบเป็น ยายมีชีวิตอยู่ ท่านจะได้ช่วย ก็เลยเอาคำนี้ไปถามท่านนะ นั่งสามล้อไปก็ถามท่านบอกว่านี่คุณยาย อุบาสกหรือเด็กวัดเขาคุยกันว่ายายยังอยู่นี่ ใครจะเป็นอะไรให้รีบเป็นเสีย ท่านจะได้คุมบุญให้หรือช่วยได้ คุณยายท่านก็เบิกบาน หัวเราะแล้วขำด้วยนะ ขำในความไม่รู้ของพวกเรา แล้วท่านก็พูดคำอย่างที่ว่านะ ว่าเออ แม้ยายตายก่อน ยายก็ช่วยได้นะ ก็คือถ้าท่านละโลกไปก่อน ท่านก็ยังตามดูอยู่ แล้วท่านก็บอกว่าใครที่ได้ร่วมบุญกับยายนี่ จะมีสายบุญเชื่อมโยงกัน แล้วท่านก็เอามือชี้ไปที่ศูนย์กลางกาย ชี้ไป ให้ผู้ฟังได้รู้ด้วยว่าจะมีสายบุญเชื่อมโยงกัน พอถึงเวลานี่ ยายจะรู้เลยนะว่าใครร่วมบุญกับยายมา แล้วไปอยู่ที่ไหน แล้วยายจะตามเก็บไปให้หมดเลย เพราะฉะนั้นที่มาร่วมบุญกับคุณยายท่าน ให้ดีใจนะ ให้ดีใจ แต่ก็ไม่ประมาท ไม่ประมาท ให้ได้เอาบุญกับคุณยายท่านมากๆ นะ โดยเฉพาะช่วงนี้ ช่วงนี้ที่เรามาร่วมเอาบุญกับคุณยายท่านฟังสวดพระอภิธรรม แล้วก็ได้มาฟังคุณธรรมของท่านด้วย หลวงพี่ว่าบางอย่าง บางอย่างเรา เราได้ยินได้ฟังมานี่ บางอย่างเราก็เอาไปปฏิบัติได้ ได้ทันที บางอย่างก็ต้องมีคนคอยบอกซ้ำๆ ก่อน แต่อย่างไรหลวงพี่ว่าก็เป็นบุญนะ เป็นบุญที่เราได้ยินได้ฟัง หรือเป็นบุญที่ได้เห็น แล้วจะปฏิบัติได้เมื่อไหร่ ก็จะอยู่ในบุญ อยู่ที่บุญในตัวเราว่าจะปฏิบัติได้เมื่อไหร่ แล้วจะได้มากได้น้อยแค่ไหนด้วยนะ แต่สิ่งนี้หลวงพี่มองว่าบุคคลอย่างคุณยายท่านหาไม่ได้ หาไม่ได้เลย แล้วคุณยายท่าน สิ่งที่ท่านทำมาเป็นสิ่งที่เรา บางทีนึกไม่ถึงว่าท่านจะทำ ว่าผู้ที่มีบุญขนาดท่านนี่ จะทำให้เราดู โดยที่เราก็ บางทีดูจนเฉยๆ ไปเลยน่ะ ดูจนชิน ดูจนชินไปเลย สิ่งที่สะดุดใจที่สุดที่เราเห็นง่ายๆ ที่สุดคือคุณยายท่านอายุ ๘๐ กว่า ตอนมาเจอท่านก็ประมาณนี้ ๗๙ ๘๐ ๘๑ ช่วงนี้แล้วนะ ท่านยังแข็งแรงอยู่เลย แต่ถ้าเป็นคนทั่วไป หลวงพี่ว่า ๖๐ ๗๐ ก็เริ่มแล้วนะ หมดแรง แต่คุณยาย ๘๐ ยังแข็งแรงนะ แข็งแรง แล้วขยัน ขยันมาก นี่ขนาดว่าท่านเคยป่วยมาแล้วนะช่วง ๗๕ ช่วงนั้น ท่านป่วยมาเลย ตอนสร้างวัด ป่วยหนักเลย ที่คุณยายท่านเคยเล่าว่าเป็นโรคขาดอาหาร ยายก็บอกเออดี ไม่เป็นโรคอย่างอื่น แล้วหลังจากนั้นมายังเห็นท่านแข็งแรงเหมือนเดิม ท่าน ๘๐ กว่า เรา ๒๐ กว่าๆ ยังรู้สึกเหมือนจะแก่กว่าท่านนะ รู้สึกว่าเราสู้ท่านไม่ได้ แต่ที่ได้ยินคุณยายนี่ เรารู้สึกว่าเราสู้ท่านไม่ได้ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ยายท่านบอกว่าท่านไม่สู้ใคร ท่านบอกว่าเรื่องกินนี่ยายไม่สู้ เราก็นึกในใจเออถ้าเรื่องกินเราชนะ เราชนะยาย ยายบอกว่าเรื่องกินนี่ยายไม่สู้ใคร แต่เรื่องบุญเรื่องงานนี่ยายไม่ยอมนะ ยายไม่แพ้ใคร แล้วคุณยายท่านก็พูดอย่างนี้นะ มีอยู่วันหนึ่งนะ ท่านนั่งฉันอยู่ อยู่ในห้องตรงข้ามกุฏิท่าน นั่งฉันไป ก็วันนั้นก็คุยกันเสียงดัง คุณยายท่านก็ฉันของท่านไป เราก็คุยกัน วันนั้นเห็นท่านก็เงียบๆ เราก็คุยกันเผลอเสียงดังแล้วก็คุยเบิกบาน แล้วก็บอกว่านี่คุณยาย พี่เขาบอกว่าคุณยายโหงวเฮ้งดีนะ คุยเล่น คุยให้ยายได้ยิน ยายก็มองแล้ว ฉันไปมองมา ดูหน้าผากยายซิ ฉลาดนะนี่ ดูรูปคุณยายซินะ บอกหน้าผากยายโหงวเฮ้งดี ฉลาด นี่ยายท่านคง ยายจะเงียบๆ ฉันข้าวไป ยายจะเงียบๆ ท่านก็เลยบอกว่าฉลาดอยู่ที่ใจเว้ย ไม่ใช่หน้าผาก เออคุณยายท่าน เราเลยเงียบเลยนะ เรานึกว่าเรารู้เยอะนะ ยายนี่ไม่พูดเลยนะ บอกฉลาดอยู่ที่ใจ ไม่ใช่หน้าผาก แล้วก็มอง นั่นแหละของคุณยายท่าน เข้าไปข้างใน ของเรามองได้แค่หน้าผากเอง ยายบอกฉลาดอยู่ในใจ ไม่ใช่หน้าผาก คำพูดของท่านง่ายๆ ง่ายๆ แต่เราตามไม่ค่อยทัน ตามไม่ค่อยทัน แล้วก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ประทับใจมากก็คือเป็นช่วงที่ตอนนั้นยังไม่ได้มาอยู่ที่วัดนะ มาช่วยงานศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ มาช่วยเตรียมงาน วันนั้นน่าจะเป็นงานบุญใหญ่ เราต้องมาล้างห้องน้ำนะ ห้องน้ำตรงข้ามคุณยายท่าน ตรงข้ามกุฏิคุณยายท่าน เขาเรียกว่าห้องน้ำ ๒๐ ห้อง ตรงนั้นน่ะ เราก็ไปเตรียมเปิดห้องมา แล้วเราก็ล้าง เสียงดัง เสียงดัง มีแต่อุบาสกนะ ล้างห้องน้ำ ทีนี้หลวงพี่ก็ได้ล้างห้องน้ำในสิ่งที่ไม่ค่อยได้ล้างมาก่อน คือไม่ค่อยได้ทำมา ที่บ้านไม่เคยล้างเลยนะจะบอกให้ มาล้างห้องน้ำก็ที่วัดนี่แหละ คงเหมือนหลายๆ นะ หรือหลายคนอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ก็ได้นะ แต่หลวงพี่เป็นแบบนี้นะ คือมาล้างห้องน้ำที่วัด แล้วน้ำ ล้างห้องน้ำนี่มีบุญมากเลย ยายสอน ยายสอนให้ดูเลย เราก็ล้าง ตอนนั้นยังไม่ ไม่ทราบว่ายายมานะ เพราะเราเสียงดัง ล้างไปสาดน้ำโครมๆ เปิดน้ำด้วย เสียงดัง หลวงพี่ก็เอาขัน ตอนนั้นยังไม่ได้บวชนะ เอาขันก็สาดพื้น เขาเรียกว่าสาดนะ ไม่ใช่ราด สาดเอา แล้วก็ตรงคอห่านนั่นก็เทไปหลายๆ ขันจะได้เกลี้ยงก่อน ก่อนที่จะโดนมือเราต้องให้เกลี้ยงเยอะๆ คิดอย่างนั้น เทใหญ่เลย พอเสร็จแล้วก็เอาผงซักฟอกมา ล้างห้องน้ำสมัยก่อนนั้นน้ำยาไม่มีนะ น้ำยาล้างห้องน้ำไม่มี ใช้ผงซักฟอกที่เราเรียกว่าแฟ้บนั่นแหละ เรียกว่าแฟ้บ แล้วก็เนื่องจากว่าไม่เคยล้างมาก่อน แล้วก็กลัวสกปรกด้วย หลวงพี่ก็ใช้โรยเอา เอามือจับผงซักฟอกแล้วก็โรย อย่าเรียกโรยเลย เรียกว่าหว่านดีกว่า หว่าน หว่านให้ทั่วห้อง แล้วสมัยก่อนนั้นถุงมือไม่มี ถุงมือที่เป็นยางไม่มี ใช้ถุงหนังมือ มือเปล่าๆ ถุงหนังมือ แล้วอุปกรณ์ก็มีอยู่ คือที่เราเรียกสก๊อตไบร์ทนะ คนละแผ่น เอาไว้สำหรับขัด ขัด ทีนี้พอเราหว่านๆ แล้วราดน้ำเสียงดังนะ คุณยายท่านลงมา ท่านลงมายืนอยู่ข้างหลัง ท่านก็บอกว่านี่หลาน เราล้างห้องน้ำแบบนี้นะ เปลืองน้ำวัดแย่เลย เปลืองแฟ้บด้วย สมัยนั้นเขาเรียกแฟ้บน่ะแหละนะ ออกมานี่ เดี๋ยวยายจะล้างให้ดู เพราะงั้นสมาชิกในห้องอื่นๆ ก็ออกมารวมกัน ออกมารวมกันแล้วก็ไปยืนอยู่หน้าห้องอีกห้องหนึ่ง แล้วคุณยายท่านก็เข้าไป พวกเรายืนอยู่หน้าประตู คอยดู คุณยายล้างให้ดู ยายท่านก็บอกว่า คุณยายท่านก็บอกว่านี่เวลาราดน้ำนะ ให้ราดพอเปียก แล้วท่านก็ทำให้ดู ท่านแข็งแรงมากนะ ราดๆ พอเปียก แล้วท่านก็บอกว่าเอาขันมาอีกใบหนึ่ง เอาผงซักฟอกมาใส่ในขัน แล้วก็เติมน้ำลงไป แล้วขันใบนี้กับผงซักฟอกนี่นะล้างได้ตั้งหลายห้อง แล้วผงซักฟอกน้อยกว่าที่เราหว่านเมื่อกี้อีกนะ น้อยกว่า แล้วท่านก็ล้างให้ดูเลยนะ คุณยายแข็งแรงนะตอนนั้น ท่านก็ลงมือล้างให้ดู แล้วท่านก็พูดไปว่า นี่มันต้องขัดพื้นข้างนอกก่อน แล้วท่านก็ทำให้ดูด้วยความรวดเร็วแข็งแรง ขัดๆๆ แล้วเสร็จแล้วท่านก็มาขัดตรงที่เท้าเราเหยียบ ตรงเรานั่งนะ ขัดๆๆ แล้วก็มาขัดตรงกลาง ตรงกลางนึกออกไป ตรงกลางนะ แล้วท่านก็เอามือล้วงเอาไปตรงคอห่าน ล้วงไปไม่ล้วงธรรมดานะ ก็ทำด้วยความรวดเร็ว หมุนไปเลยนะ คอห่านหมุน นึกว่าท่านทำแค่นี้นะ ไม่ใช่นะ ท่านล้วงเข้าไปข้างในอีก จำได้นี่เกือบถึงศอกแน่นะ ท่านล้วงเข้าไปข้างใน ล้วงๆๆ แล้วก็หมุนเลยนะ แล้วท่านก็จะบอกว่าต้องล้างแบบนี้ คอห่านถึงจะไม่มีคราบ แล้วท่านก็ราดน้ำให้ดู แล้วท่านก็บอกว่า นี่ ทำแบบนี้นะไม่เปลืองแฟ้บด้วย ไม่เปลืองน้ำวัดด้วย ล้างแบบพวกเรานะ เปลืองของวัดตายเลย นี่ยังจำได้อยู่เลยนะ จำได้ คุณยายท่านไม่รังเกียจเลยนะ ของเหล่านี้นะ เราจะเห็นว่าแค่เรื่องล้างห้องน้ำเรื่องเดียวนะ แสดงถึงคุณธรรมของท่านตั้งหลายอย่าง ท่านไม่รังเกียจเลย แล้วห้องน้ำห้องนั้นท่านไม่ได้ใช้เองนะ ท่านไม่ได้ใช้หรอก ทำไว้ให้ญาติโยมเอาไว้ใช้นะ แล้วท่านก็ล้างให้เราดู แล้วหลวงพี่ก็คิดว่าเราไม่ค่อยได้ใช้ เลยราดน้ำเสียเยอะเลย ราดเสียเยอะ ให้สะอาดเสียก่อน แล้วมันโยงกันนะ โยงกันว่าถ้าใครมารุ่นก่อนๆ คือมาอบรมธรรมทายาท จะได้รับการสอนก็คือเวลาล้างจาน ล้างจาน ล้างข้างบนแล้วก็ล้างข้างใต้นะ แล้วพลิกจานแล้วก็ล้าง แก้วน้ำก็เหมือนกัน ล้างข้างบนแล้วก็ล้างข้างนอก คือขัดข้างนอกด้วย แต่ถ้าบางทีเมื่อก่อนนะ เวลาเราดื่มน้ำเปล่านี่ เราก็ล้างแต่ข้างใน หรือถูแต่ขอบแก้ว ปากแก้ว ข้างนอกเราไม่ล้างนะ แต่คุณยายบอกไม่ได้ มือเราอาจจะมัน เปื้อน มันต้องล้างข้างนอกด้วย เพราะงั้นจานนี่ล้างข้างบนแล้วก็พลิกล้างข้างใต้ แก้วน้ำก็ล้างข้างใน แล้วก็ล้างข้างนอก แล้วคว่ำเรียงให้สวยเป็นระเบียบ แบ่ง size แบ่งขนาด แล้วก็เรียงกันเป็นแถวเป็นแนว ทั้งช้อน ทั้งที่ครอบ ฝาครอบแก้วน้ำ ช้อน จาน เรียงเป็นแถวหมดเลยนะ วันนี้ก็นั่งสามล้อไป ก็เลยถามท่านว่าที่บ้านคุณยาย หมายถึงที่นครชัยศรี ที่บ้านคุณยายเขา เขาทำกันอย่างนี้หรือเปล่านะ คุณยายบอกว่าเปล่านะ มียายทำอยู่คนเดียว สงสัยบุญของยายสอน ที่จริงต้องพูดคำว่าสิ่งที่ยายทำนี้นี่ ที่บ้านยาย พ่อแม่ยายไม่ได้สอนเลยนะ ยายทำเอง สงสัยบุญในตัวยายจะสอน นี่เรื่องล้างจานล้างแก้ว แก้วน้ำ ก็เลยโยงกันมาตรงที่ล้างห้องน้ำเมื่อสักครู่ว่าที่หลวงพี่ล้างห้องน้ำไป ที่บ้านเขาก็ไม่เคยสอนเหมือนกันนะ นี่ทำเอง แต่มันคนละเรื่องกัน เรื่องไม่ดี ล้างไม่เป็น เพราะว่าไม่เคยล้าง แล้วก็ทางบ้านก็ไม่ได้สอนด้วย ล้างแบบนี้นะ แล้วก็มาล้าง โดนคุณยายท่านสอนเลยนะ แล้วก็เป็นบุญ ยายท่านล้างห้องน้ำให้ดู นี้สิ่งที่ประทับใจมากเลยนะ มีอีกครั้งหนึ่ง ตรงฝั่งกำแพง ฝั่งกำแพงตรงข้ามกับศาลาดุสิต ตรงข้ามกับศาลาดุสิตนะ ริมกำแพงฝั่งโน้น ฝั่งฟากคลองตรงนั้น สมัยก่อนนั้นจะมีหญ้าคาขึ้น สูงมาก ตอนนั้นหลวงพี่ก็ยังมาวัดใหม่ พี่ๆ เขาก็ชวนไป ไปเอาบุญขุดหญ้าคา ก็คุณยายอีกนั่นแหละนะ ตอนนั้นบ่าย บ่าย ๒ ประมาณบ่าย ๒ บ่าย ๓ แดดร้อนมากเลย ต้นไม่ยังไม่ค่อยมี ไปขุดกัน ถ้าขุดหญ้าคานี่ถ้าเราทำกันเองนะ ขุด เอาจอบขุดทีเดียว ขาด ขาดแล้วก็ดึงหญ้าคา แล้วก็จับโยนทิ้ง หรือดีหน่อย ก็จับกองๆ กันไว้นะ แต่ขุดหญ้าคาครั้งนั้นนะ ไม่ได้เป็นแบบนี้นะ คุณยายท่านคุมเอง ท่านขุดด้วยนะ ท่านบอก ขุดอย่าให้มันขาดนะ คุ้ยดินออก สาวต่อไปนี่ หญ้าคายาวไปถึงไหน สาวไป รู้สึกจะลึกเกือบเท่านี่ตรงที่นั่งนี่ ตรงที่นั่งเทศน์ ลึกลงไปข้างล่างเกือบเมตรหนึ่ง คุ้ยๆ ลงไป ท่านบอกว่าเอาให้มันถึงเหง้าเลยนะ ก็เออ อันนี้ก็ไม่เคยทำเหมือนกันนะ มาอยู่ที่วัดนี่ไม่เคยทำตั้งเกือบทุกอย่าง อยู่บ้านไม่เคยทำ มาถึงวัดแล้วได้ทำ ท่านขุดหญ้าคา ท่านขุดไปให้ถึงเหง้า ไม่ใช่สับแล้วโยนทิ้ง สับแล้วโยนทิ้ง เอาจอบสับโยนทิ้ง ท่านบอกแบบนี้ไม่ได้ เดี๋ยวมันงอกมาใหม่ อันนี้จำได้นะ จำได้เพราะคุณยายท่านชวนไปขุด ขุดรากถอนโคนเลย หญ้าคา ก็คงเหมือนกันกับเวลานั่งสามล้อไปด้านหลังวัดนั่นแหละ ไปตรงด้านหลังของอาคารภาวนา ตอนนั้นสามล้อยังวิ่งได้ตลอดนะ เป็นถนนรอบวัด ตรงเครื่องสูบน้ำริมกำแพงตรงนั้นจะมีหญ้าแห้วหมูเยอะเลยนะ สูงประมาณคืบ คืบกว่าๆ หญ้าแห้วหมูมันก็จะเป็นหัวนะ หัวเล็กๆ นี่ถ้าเราถอนนะ ถอนมานี่ ต้นมันจะขาดนะ หัวหรือเหง้ามันไม่ขึ้นมาด้วยหรือ ไม่ขึ้นมาด้วย แล้วช่วงนั้นนั่งสามล้อไป ปกติจะมีพนักงานคอย คอยตัดหญ้า แล้วตอนนั้นหญ้าแห้วหมูขึ้นเยอะมาก ขึ้นเต็มไปหมดเลย คุณยายท่านเห็นแล้ว ท่านเห็นแล้วท่านจะลงถอนนะ ก็บอกท่านว่า ท่านบอกว่า ท่านพูดก่อนว่าเออ ตรงนี้หญ้ามันรก เดี๋ยวเราลงไปถอนกัน หลวงพี่ก็ไม่อยากถอนนะ ไม่อยากถอนด้วย แล้วไม่อยากให้ยายท่านถอนด้วยนะ ท่านก็ไม่ยอม ท่านดึงเสื้อ เรานั่งหน้าท่าน ท่านนั่งหลัง ท่านดึงๆๆๆ ให้เราเบรคจอด แล้วท่านรีบลง ลงไป แล้วท่านก็จะบอกว่าเราอย่าคิดว่าหน้าที่มันเป็นหน้าที่ของใคร อย่าไปหวังให้คนงานเขามาตัดเลย เขาตัดแต่ข้างบน เดี๋ยวมันก็งอกมาใหม่อยู่ดี แล้วเราอย่าลืมนะว่าเราทำที่ธรณีสงฆ์สะอาด วิมานของเรามันก็สะอาด ภพชาติต่อไปลงมาเกิดอีก จะมีประสาทราชวังก็สะอาด มาสร้างวัดด้วยกันอีก เราก็จะได้วัดที่สะอาด นี่ที่เราทำให้วัดสะอาด ทำให้ธรณีสงฆ์สะอาด เราจะได้อย่างนี้เลยนะ คือท่านพูดไป ท่านก็ถอนไปนี่ ถอนด้วยความแข็งแรง รวดเร็ว เข้มแข็งนะ ถอน ดึงใหญ่เลยนะ ดึงๆๆๆ ดึงใหญ่ แล้วท่านจะกำแบบพอดีๆ ดึงให้รากมันติดออกมาด้วยนะ แล้วท่านก็บอกว่าดึงอย่าให้ขาดนะ อย่าให้มันขาด ดึงต้องให้รากมันขึ้นมาด้วย ถ้าเรากำเยอะๆ รากมันไม่ขึ้นมาด้วยหรอก ต้นมันขาดก่อน แล้วท่านก็ทำให้ดู ยายบอกว่ายายเป็นชาวนานี่ ยายถอนหญ้าชำนาญ ท่านก็ถอนๆ ด้วยความแข็งแรง ของเราก็ทำตามท่านเหมือนกัน แต่ทำช้าๆ เพราะเรากลัวหญ้าขาด ที่จริงคือไม่อยากถอนนะ จริงๆ คือไม่อยากถอนหรอก เพราะว่า จริงๆ ไม่อยากให้คุณยายท่านถอน เพราะว่าคุณยายนี่เวลาท่านทำนี่ ท่านจะทำจนหมดแรงแล้วถึงจะเลิก ถ้าไม่หมดแรง ท่านไม่เลิกนะ ท่านจะถอนแบบทุ่มหมดเลยน่ะ พอทุ่มหมดลยนี่ พอถึงเวลากลับไปที่พักนี่ ท่านก็จะนอนเลย นอนบอกหมดแรง พี่อารีพันธ์ก็จะบอกว่านี่ อย่าให้ยายไปถอนหญ้าซิ อะไรอย่างนี้นะ คือกลัวยายเหนื่อยแบบนี้ วันหลังหลวงพี่ก็พยายามวางแผนเหมือนกันะ วางแผน พอนั่งสามล้อไปนะ พอใกล้จะถึงตรงหญ้านี่นะ จะชวนคุณยายท่านคุย แล้วคุยเรื่องทางขวามือ เพราะหญ้ามันอยู่ทางซ้ายนะ เออเราก็นึกว่าเราฉลาดมาก คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ก็ชี้ไปทางขวา คุณยายบอก ท่านก็เออออห่อหมกไปสักพักหนึ่ง ท่านก็บอกว่าไอ้หญ้าเมื่อวานมันอยู่แถวไหน มันไม่ลืมหรอก บางทีบางวันนี่นะถีบสามล้อเร็วขึ้น เผื่อท่านจะมองไม่ทัน คือวิธีหลายอย่างนะ แต่ว่าท่านจำได้ ท่านบอกว่าไอ้หญ้าที่ถอนเมื่อวานมันอยู่ตรงไหน เวลามีอยู่วันหนึ่งถีบสามล้อให้เร็วขึ้นเผื่อท่านจะมองไม่ทัน พอท่านเห็น ท่านก็ดึงเสื้อใหญ่เลยนะ ไป เราจอดเดี๋ยวนี้ นี่เวลาคุ้นๆ กัน คุณยายท่านจะพูดเป็นกันเองนะ เป็นลูกเป็นหลาน เราจอด เราจอด บางทียังจอดไม่สนิทเลยนะ ท่านเหมือนกระโดดเลยนะ ไม่ถึงกับกระโดด แต่รถยังจอดไม่สนิท ท่านรีบลงไปเลยนะ ลงๆ แล้วไปถอนอีก แล้วท่านก็สอนอย่างที่ว่า ถอนๆๆ เสร็จ บางทีเราช่วยท่านถอน พอท่านเห็นว่าเราถอนเป็นแล้ว เราก็เริ่มถอนเร็วขึ้นเร็วขึ้น ท่านก็บอก เอ้าเราถอนไปนะ เดี๋ยวยายจะเอาหญ้าไปตาก หลวงพี่ถอนก็กองๆ เอาไว้ ยายก็มาหอบ หอบแล้วก็เดินไป ท่านเดินไปริมถนน ท่านบอกว่าหญ้าแห้วหมูนี่มันตายยาก มันต้องตากให้แห้ง ต้องตากให้แห้ง มันถึงจะตาย เพราะฉะนั้นเราถอนไปนะ เดี๋ยวยายเอาไปตากก่อน แล้วท่านก็หอบไป หอบ หลวงพี่ก็ไม่ได้ไปดูว่าท่านตากยังไงนะ พอเราถอนๆ เสร็จ ท่านก็เอ้า จะเพลแล้ว กลับแล้วนะ หันไปดู ท่านเอาหญ้าแห้วหมูนี่ไปเรียงเป็นแถวเลยนะ อยู่บนถนนน่ะ ถนนปูน ปูนซีเมนต์ ถนนในวัด ท่านเอาไปเรียง เรียงหมดเลย รากนี่ชี้เข้าในถนน อย่าให้มันโดนดินนะ แล้วปลายก็เอาไว้ข้างนอก เรียงเป็นแถว นี่ขนาดจะทำให้มันตายนะนี่นะ ยังสวยกว่าของที่เราเก็บอย่างดีในบ้านอีกนะ แล้วท่านก็จะบอกว่ามันต้องเรียงอย่างนี้ อย่าให้มันซ้อนกัน เดี๋ยวมันไม่แห้ง ท่านเรียงสวย บางวันหลวงพ่อท่านก็เดินไปเห็นเหมือนกันนะ เวลาท่านเดินไป เดินไปตรวจวัด หลวงพ่อท่านก็จะไปเห็น เห็นหญ้าแห้วหมูแห้งๆ เรียงเป็นแถว ท่านก็มาถามว่าวันนี้คุณยายไปถอนหญ้ามาหรือ อะไรอย่างนี้ คุณยายท่านก็จะเบิกบาน ใช่ ยายเป็นชาวนา ยายรู้ว่าหญ้าแห้วหมูนี่มันตายยาก ยายเลยเอาไปเรียงที่ถนนนั่นน่ะ อะไรอย่างนี้ ยายก็จะเบิกบาน คุณยายท่านจะเบิกบานมาก ที่ได้คุยกับหลวงพ่อนะ และเวลาหลวงพ่อถาม ท่านก็จะเล่าให้ฟัง คุณยายท่านน่ารักมากนะ มีอยู่ด้านหนึ่งแถวเนินประดู่ เนินประดู่ก็คือถ้าหันหน้าเข้าโบสถ์จะอยู่ขวามือนะ แต่ถ้าไปจากด้านหลังโบสถ์ก็คือจากหอระฆัง ข้ามสะพานไป ตรงนั้นเขาเรียกว่าเนินประดู่ ต้นประดู่เยอะ ตรงนั้นก็มีต้น เขาเรียกวา่ต้นต้อยติ่ง ที่เวลาลูกมันออกแห้งๆ โดนน้ำมันจะดีด ดีดเล่น จะดีดแล้ว เด็กบ้านนอกที่คุ้นๆ ชอบเอามา เอามาอมแล้วก็เอาไปไว้ใกล้ๆ คอเสื้อเพื่อนให้มันดีดออกมา เคยไหม เคยเล่นไหม นั่นแหละ แต่คุณยายท่านไม่เรียกต้นต้อยติ่งนะ ท่านเรียกว่าต้นเป๊าะแป๊ะ เพราะมันเปียก เปียกน้ำมันจะดีดแป๊ะๆ ออก ท่านก็บอกว่าไอ้ต้นนี้เหมือนกัน เหมือนแห้วหมูน่ะแหละ คือเหมือนเดิม ถอนนะ ถอนอีก แล้วท่านบอกว่าไปถอนออกมานี่นะ ถอนไม่ออก มันจะเป็นข้อเล็กๆ นะ ดึงออกมามันขาดเลยนะ วันนั้นก็ต้องเอาเสียมไปด้วย เอาเสียมไปขุดดินออกมานะ เอาจอบไปขุดด้วย อ๋อ รากมันเหมือนต้นกระชายนะ เป็นหัว เป็นรากเป็นราก ดึงออกมาจะขาด ต้องขุด ขุดแล้วต้องเขย่าๆๆ นั่นแหละ คุณยายบอกว่าไอ้ต้นนี้มันก็แพร่พันธุ์เร็ว สมัยยายเด็กๆ ยายก็เคยเล่นต้นเป๊าะแป๊ะนี่ แต่นี่มันมาขึ้นแล้วนี่ ต้องเอาออกมาให้หมด โอ้ แต่มันเยอะจริงๆ นะ มันขึ้นเร็วจริงๆ ยิ่งหน้าฝนมันขึ้นเป็นแพเลยนะ หลวงพี่ก็นึกในใจ มันจะไปถอนหมดหรือ นึกๆ มันถอนไม่ทัน (หมดม้วน 1/A) (ม้วน 1/B) ไปเขย่าไป วันหลังท่านจะให้เราขุด แล้วท่านจะตามเขย่า เราจะขุดนำหน้า แล้วท่านก็จะตามเก็บแล้วเขย่า เคาะๆ ดินออก เขย่ารากออก ท่านบอกว่าเราต้องชนะมันซิวะ นี่คุยกันเองนะ เราต้องชนะมันซิวะ เราเป็นคน มันเป็นต้นไม้ มันอยู่เฉยๆ มันอยู่อย่างเดียวคือรอเรามาถอนเองนะ หลวงพี่ก็ โอ้โฮ คุณยาย จะถอนกันหมดนี่เลยหรือ อันนี้ก็นึกอีกนะ ไม่ได้พูดนะ ไม่กล้าพูด พูดไม่ได้นะ ต้อง O.K. อย่างเดียว แล้วก็ช่วยคุณยาย จนวันหลังก็ ก็เลยบอกคุณยายท่านว่า คุณยายสงสัยเราถอนไม่ทัน ขุดก็ขุดไม่ทัน มันเยอะ แล้วก็ท่านก็ถามว่า แล้วทำยังไงดีล่ะ เราจบป่าไม้มา ทำยังไงดี หลวงพี่ก็ขำนะ ท่านนึกว่าหลวงพี่เก่งนะ เราจบป่าไม้มา บอกมันต้องปลูกต้นไม้คลุมมันน่ะคุณยาย เออ ปลูกอะไรดี ป่าไม้บอกว่าปลูกต้นกล้วย คือป่าไม้ไม่เคยเรียนต้นพวกนี้หรอกนะ หลวงพี่บอกปลูกต้นกล้วย เออๆ ท่านตาเป็นประกายเลยนะ จำท่าทางท่านได้ ประกายดีใจบอกเออ สมัยก่อนสร้างวัดใหม่ๆ ยายก็ปลูกต้นกล้วยเยอะเลย เออก็ดีเหมือนกัน กล้วยมันโตเร็ว มันไม่มีแก่น ถ้าหลวงพ่อท่านจะเอาที่ตรงนี้ทำอะไรก็ฟันทิ้งไปเลยนะ แต่ถ้าปลูกแล้วเดี๋ยวกล้วยมันออกลูก เอาไปถวายหลวงพ่อด้วย เอาไปถวายวัดด้วย เอาเลยนะ เราปลูกตรงไหน เอาเลย ก็ไปส่งท่าน คือต้องรีบพาท่านไปส่ง เดี๋ยวท่านชวนถอนอีก ไม่ชอบถอน งั้นคุณยายกลับไปก่อนนะ วางแผน คุณยายกลับไปก่อนนะ เดี๋ยวผมจะมาวางว่าจะปลูกกล้วยตรงไหน รีบพาท่านไปส่ง เดี๋ยวท่านชวนขุดอีก แล้วเราก็ไปดู แล้วก็ไปขุดหน่อกล้วยมา ช่วงกลางวันก็ไปทำอย่างนี้ฮะ เพราะว่าตอนเช้าคุยกัน เดี๋ยวตอนเย็นนั่งสามล้อมาอีกรอบหนึ่ง ท่านก็จะได้เห็น เราต้องรีบทำให้มันทัน ทำไม่ครบ แต่ว่าทำให้เห็นก่อนก็ยังดี ก็รีบไปทำ แล้วชอบทำงานคนเดียว ค่อยๆ ทำไป ก็ขุดหลุมไป ก็เอาหน่อกล้วยมาก็ฝังๆ เอาไว้ พอตกตอนเย็นนี่ นั่งสามล้อมาก็จะเอากระป๋องมาด้วย หน้ารถก็จะมีเสียมเล็กๆ อันหนึ่ง บางวันก็เอาจอบพาดมาด้วย กระป๋องรดน้ำ แล้วในนั้นก็ยังมีข้าว เอาไว้เลี้ยงไก่ เลี้ยงนกยูง มีถั่ว บางทีมีขนมปังที่ ที่ขึ้นราแล้วนะ เอาติดมาด้วยนะ นกยูงชอบกินขนมปัง ก็เอามาเลี้ยงพวกนี้ด้วย เพราะฉะนั้นรถเราจะมีอุปกรณ์เพียบนะ เต็มอัตราเลยนะ ตะกร้าหน้าวัดนี่ ใครเคยมาเห็นยายสมัยก่อน จะเห็นเลย เห็นคุณยายเวลาท่านนั่งตรวจวัดจะเห็น ด้านหน้าจะมีเสียมเล็กๆ เป็นเหล็ก ตีให้เป็นเสียมเล็ก เอาไว้ขุดหญ้านี่แหละนะ แล้วบางวันก็เอาจอบพาดมาด้วย กระป๋องน้ำห้อยมาด้วยนะ ห้อยตรงแฮนรถนั่นน่ะ รถสามล้อนะ แล้วก็มีข้าวสารที่ตกอยู่ตามพื้นเอามา เอามาเลี้ยงไก่ แล้วก็อุปกรณ์เต็มรถเลย บางทีคุณยายท่านก็ช่วยถือนะ จอบน่ะ ท่านถือพาดบนตักท่านเลย ถือมา นั่นแหละอุปกรณ์ก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ตอนหลังเห็นไม่ไหวแล้วนะ ของมันเยอะ มีดอีโต้ด้วยนะ มีดอีโต้ด้วย คือมีเกือบทุกอย่าง อุปกรณ์ ตอนหลังเห็นว่ามันเยอะ ตะกร้าเรามีอยู่นิดเดียว ก็เลยต้องทำเป็นกล่องเอาไว้ข้างใต้ ตรงที่ยายท่านนั่งนะ ทำเป็นกล่องเอาไว้ ใส่มีด เอาไว้แต่งกิ่งไม้ แล้วก็ใส่อุปกรณ์ มีเชือกมีอะไรเยอะแยะเลย ก็มาตรงนี้แหละ พามา แล้วยายก็บอกว่าไหนล่ะ ปลูกหรือยังกล้วย บอกปลูกแล้ว ท่านมาเห็นท่านก็บอกเออๆ ดีๆ เอ้าเราไปรดน้ำไป ขนาดหลวงพี่ไปรดน้ำนะ ท่านก็ยังเดินไปถอนอีก บอกคุณยายไม่ต้องถอนหรอก รอให้กล้วยมันโต จะได้ไม่ต้องถอน ยายบอกไม่เป็นไร ถอนๆ ไปก่อน แล้วท่านนี่จะจรดจ่อมากนะ จรดจ่อมาก ถึงเวลานี่ ท่านก็จะเอ้าไป ไปตรวจวัดกัน ไปดูต้นกล้วย ไปดูต้นไม้ปลูก ต้นกล้วยมันก็โตดีนะ โตเร็ว โตประเดี๋ยวเดียวนี่ เหมือนกับนั่งสามล้อไม่กี่วันนี่ มันงอกหมดเลย เผลอประเดี๋ยวเดียว รู้สึก หลวงพี่รู้สึกว่าเร็วจริงๆ นะ ก็คงตามวาระของเขา แต่ความรู้สึกของเรามันเร็วมาก ขนาดไปดูทุกวันนะ ประเดี๋ยวเดียวออกหัวปลีแล้ว หัวปลียายก็ เออดีๆ สูงท่วมหัวเลยนะ เผลอประเดี๋ยวเดียว แล้วก็คลุมต้นเป๊าะแป๊ะนั่นแหละ คลุมแถวนั้นด้วย ตอนหลังมันก็ออกลูกนะ ออกลูกเล็กๆ มา ยายท่านก็ชื่นชมเออดีๆ เดี๋ยวจะเอาไปเลี้ยง จะเอาไปเลี้ยงพระ หลวงพ่อท่านต้องฉัน เพราะว่าหลวงพ่อต้องฉันทุกวัน เพราะว่าท้องท่านจะได้ระบายด้วย รักษาโรคท้องนะ คุณยายท่านบอก พอลูกมัน ดินก็ดีนะ ลูกอ้วนเชียว สวย เครือนี่ยาว มีตั้งสิบกว่าหวี ในเครือนั่นมีเกือบ ๒๐ หวีแน่นะ ลูกอ้วนเชียว ยายท่านก็ดีใจ พอถึงเวลาท่านบอกให้ตัดหัวปลีทิ้งเลยนะ เพราะว่าจะได้ไม่รกเกินไป กล้วยจะได้อ้วนๆ งามๆ แล้วไปถวายหลวงพ่อกัน พอดีมันโต โตเกือบจะสุกแล้วแหละ คิดว่าอีกประมาณ ๓-๔ วันจะสุกแล้ว เต็มอย่างดีเลย ก็มีเหตุพอดีไปต่างจังหวัด นั่งรถไปกะยาย คุณยายท่านไปต่างจังหวัดกัน พอกลับมาหายไปแล้ว กล้วยหาย กล้วยหาย แต่ต้นไม่หายนะ ต้นยังอยู่ ยายก็มาดู ไหนมันไปไหน กล้วยเรานะ มาดู ก็มายืนดูกัน อ้าว ไม่รู้ใครตัดไปคุณยาย โอ้เท่านั้นแหละ ไปนั่งสามล้อไป ท่านก็บอกว่ายายเดาว่าคนงานตัดไปแน่ๆ เลย สงสัยกำลังสวดมนต์อยู่ เดี๋ยวต้องไปคุยกันหน่อย ท่านก็ไป เดินวนเลย ตอนนั้นพนักงานของวัดเราจะสวดมนต์ทำวัตรเช้านี่อยู่แถวศาลาจาตุม ท่านก็จะไปเดินวนแล้ว เดินวนรอให้สวดมนต์เสร็จก่อน พอสวดมนต์เสร็จก็ ใครตัดกล้วยยาย ยายให้อีตาประดิษฐ์มันปลูก ท่านจะมีอีตาด้วยนะทุกที คงแก่มาก ยายให้อีตาประดิษฐ์มันปลูก นี่กล้วย สุกแล้วจะไปถวายพระนี่ ใครตัดมานี่ แล้วท่านก็แกล้งขู่ด้วยนะ นี่ท่านขู่เฉยๆ นะ ไม่ได้เรื่องจริง เดี๋ยวยายแช่งให้เป็นชะนี ร้องผัวโว้ย ผัวโว้ย นี่ภาษาท่านน่ะนะ ท่านก็พูด ปรากฏว่าไม่มีใครยกมือว่าใครเอาไป ไม่มีใครยกมือ ตอนหลังก็กลับมาที่ต้นกล้วยใหม่ ยายบอกว่า คุณยายท่านบอกว่าให้ฟันทิ้ง เพราะกล้วยนี่มันออกลูกเสร็จแล้วนะ มันไม่โตแล้ว ให้ฟันเลย ตัดต้นทิ้งด้วย ไอ้หน่อใหม่ที่งอกมาจะได้กินปุ๋ยต้นเดียว ไม่งั้นเดี๋ยวต้นเก่ามันจะแย่งปุ๋ยกินหมด ท่านก็จะสอนอย่างนั้น ก็ไวเหมือนฝัน กอข้างๆ มันก็ออกอีก ออกอีก ทีนี้พอมันใกล้จะออกเป็นลูกขึ้นมานี่ ปลีงอกมา แล้วลูกออกมาเล็กๆ คุณยายก็วางแผนว่าสงสัยเราต้องติดป้าย เพราะคุณยายท่านชอบติดป้ายนะ เพราะท่านบอกว่าเราบอกไอ้คนหนึ่ง พอกลับหลังไป อีกคนหนึ่งก็มาทำอีก นี่คำนี้ท่านจะพูดบ่อย เดี๋ยวเราต้องติดป้าย หลวงพี่ก็นึกในใจ ปลูกต้นกล้วยนี่มันจะติดป้ายตรงไหนนะ ก็ติดเป็นป้ายใหญ่ๆ ไง คุณยายท่าน แล้วท่านอธิบายนะ ติดคำนี้เลยนะ กล้วยนี้คุณยายจันทร์ เอ่อ คุณยายปลูก เอ่อ กล้วยนี้ยายให้อีตาประดิษฐ์มันปลูก คนอื่นห้ามตัดนะ ให้มันตัดคนเดียว จะเอาไปถวายพระในครัว หลวงพี่บอกโอ้ ป้ายเรามันใหญ่มากนะยายแบบนั้น ห้ามขัดนะ แต่ต้องให้เหตุผลให้ดี ว่าป้ายเรามันจะใหญ่มากนะคุณยาย ท่านก็บอกว่าเออ แล้วแต่เราแล้วกัน เขียนยังไงดี หลวงพี่ก็ คือมันไม่ค่อยกล้าติดป้ายนะ แต่ว่าก็ไม่ขัดคุณยายท่าน ก็ไปเอากระดาษมาแผ่นแค่นี้ เล็กๆ แผ่นแค่นี้ เขียนลายมือ เขียนว่า ห้ามตัด กล้วยนี้คุณยายปลูก เอาไว้เลี้ยงพระ เขียนสั้นๆ แค่นี้แหละ แล้วคุณยายก็บอก ไหนดูป้ายหน่อยซิ เอ้าดู เอ้าอ่านให้ฟังด้วย อ่านให้ฟัง ห้ามตัด กล้วยนี้ยายปลูก จะเอาไปถวายพระ ท่านบอกเออๆ ดีๆ แล้วป้ายแค่นี้จะเอาไว้ตรงไหน ผมว่าเอาห้อยไว้ที่กล้วยน่ะยาย มันเห็นดีนะ ใครมันจะตัดจะได้มาเห็น ยายบอกเออดีๆ เหมือนกัน ก็ทำป้ายเล็กๆ อย่างนี้นะ สมมติว่านี่เป็นต้น ลูกกล้วย ก็ไปห้อยไว้ ห้อยแบบนั้นน่ะ ถึงเวลาคนจะตัดจะได้เห็นเลยนะ ก็ห้อยเอาไว้ คุณยายท่านก็จะมาดูเรื่อย นั่งรถผ่าน ดู แล้วท่านก็จะบอกว่าไอ้เครือนี้มันก็เกือบสุกอยู่แล้วนะ แต่มันไม่รู้เป็นยังไงนะ วาสนาหลวงพี่ไม่ได้ตัดสักที มันหายอีก คือพอมันใกล้จะสุก หลวงพี่ก็เอะใจ ต้องขี่จักรยานไปดูก่อน ขี่ เดี๋ยวนั่งสามล้อมากับท่านนี่ เดี๋ยวกล้วยจะหายไปอีก เดี๋ยวพนักงานจะไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวจะโดนยายมาแกล้งแช่งอีกนะ ยายจะใช้คำว่าอย่างนี้ เดี๋ยวยายแช่งให้เป็นชะนีนะ แต่ทีหลังท่านบอกว่ายายไม่นั่นหรอก ยายขู่เฉยๆ นะ แต่ยายจะสอนอย่างนี้แหละ ก็กลัวคุณยายว่าจะไปเห็นป้ายหายด้วยนะ ปรากฏว่ามันหายจริงๆ นะ ขี่จักรยานไปนี่ เครือกล้วยนั้นหายไปเลยนะ แต่ป้ายยังอยู่ เออ ก็เอาป้ายไปห้อยไว้ตรงเครือที่เขาตัดห้อยไว้น่ะ หลวงพี่บอกใครนะตัด ดีจังเลยนะ ยังทิ้งป้ายเอาไว้ให้ ก็เลยต้องรีบตัดต้นมันทิ้งนะ ตัดต้นมันทิ้ง แล้วก็ลากไปไว้ไกลๆ สับๆ แล้วไปไว้ไกลๆ เอาป้ายไปห้อยเครืออื่น ห้อยเครืออื่นเอาไว้ นั่งสามล้อมา พอดีนั่งดูไกลๆ ท่านไม่ได้ลง ท่านก็บอกว่าเครือนี้มันนานสุกจังเลยนะ ท่านว่าอย่างนั้น หลวงพี่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงนะ ก็คือสักพักหนึ่งมันก็ สรุปแล้วว่าต้นกล้วยแถวนี้จะได้ตัดอยู่ครั้งเดียว ตัดอยู่ครั้งเดียว แต่คุณยายท่าน จะเห็นนะฮะว่าคุณยายท่านจรดจ่อนะ ไอ้ที่เล่านี่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ สำหรับหลวงพี่ทั้งหลายที่ท่านมาวัดนานๆ หรือว่าที่ท่านทำงาน แต่หลวงพี่ก็เห็นอย่างนี้ คนเก่าๆ ที่มาถึงคุณยายก่อนนี่ ท่านจะเห็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ แล้วก็ละเอียดกว่านี้เยอะมากเลย บุญของหลวงพี่ก็ได้เห็นอย่างนี้แหละนะ ปลูกกล้วยนี่แหละนะ ปลูกกล้วย แล้วท่านจะจรดจ่อ ท่านจะไม่ลืม ไม่ลืมหรอก แล้วบางทีท่านนั่งๆ ไปนี่นะ ท่านก็จะพูดให้หลวงพี่ฟังว่ายายนี่อ่านหนังสือไม่ออก แต่ยายอ่านคนออก ถึงเวลา เวลาท่านคุยกะใครก็ตาม ท่านก็จะถามว่าเราดูคนออกไหมวะ หลวงพี่ก็บอกดูไม่ค่อยออก ท่านก็จะสอนว่าคนนั้นเป็นยังไง คนนี้เป็นยังไง ท่านก็จะบอกเหมือนกันนะ ท่านจะบอกเหมือนกัน แล้วเรื่องติดป้ายนี่นะ ใครมาวัดสมัยก่อนจะเคยเห็นกระถางหน้าวัด หน้าโบสถ์ ใหญ่มากนะ กลมๆ ขนาดนี้ ประมาณโอบหลวงพี่พอดี ประมาณนี้ เป็นปูน แล้วก็จะเป็นต้นไม้ขึ้น วางอยู่หน้าโบสถ์ประมาณสิบกว่ากระถางมั๊ง ก็คุณยายอีกแหละ ท่านไม่อยากให้รถวิ่งไปถึงบันไดโบสถ์ กลัวเขาไปชนบันได แล้วเดี๋ยวบันไดจะเสียหาย บันไดโบสถ์ ก็ทำเป็นกระถางตรงนี้ขึ้นมา หลวงพี่ฌาณาท่านคงทำได้ให้ พอทำเสร็จ เวลาเอาของไปเก็บที่ใต้โบสถ์ เขาก็เลื่อนกระถางแล้วก็ถอยรถเข้าไป เอาของเก็บเสร็จ พอรถวิ่งออกได้ เขาก็ไปเลย เขาไม่เอากระถางเก็บ หรือบางทีเลื่อนเก็บ แต่เลื่อนไม่สวย เลื่อนไม่เท่ากัน วางไม่เป็นแถวเป็นแนว คุณยายท่านมาเห็นก็ ท่านก็เลยมองว่าโอ๊ย ไม่ได้หรอก แบบนี้ต้องติดป้าย ติดป้ายอีก ติดว่ายังไง เคลื่อนแล้วเก็บคืนที่เดิม เคลื่อนแล้วเก็บคืนที่เดิม ใหม่ๆ ก็ทำเป็นป้ายขนาดนี้ ขนาดนี้นะ ขนาดนี้ยาวๆ ก็ปัก ทุกกระถางเลยนะ ปักๆๆ เอาไว้ เวลาเขาเอาของมาเก็บ เก็บกระถาง เขาก็เก็บที่เดิมเหมือนกันนะ เก็บที่เดิมเหมือนกัน แต่ป้ายหันไปคนละทาง คุณยายท่านก็บอก เอ้า ดูซิ มันก็เลื่อนเก็บที่เดิมนะ แต่ป้ายไปคนละทาง เอ้า เอาไงดี ตอนหลังก็เลยบอกว่าทำเป็นสติ๊กเกอร์เลยนะ ติดตรงกระถางเลยนะทั้งหน้าทั้งหลังเลย จะได้เห็นว่าข้างหน้าก็มี ข้างหลังก็มี เขียนว่าเคลื่อนย้ายแล้วเก็บที่เดิม ขนาดมีหน้าหลังนะ เวลาเคลื่อนเก็บมันก็ยังบิดๆ อีก บิดๆ อีก มันก็ไม่ตรงอีก มีเช้าอยู่วันหนึ่ง วันนี้ประทับใจมากเลยนะ นั่งสามล้อไป คุณยายท่านเห็น นี่เราดูซิ กระถางเบี้ยวอีกแล้ว หลวงพี่ก็เลย ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมไปหมุนเอง คือมันหนัก แล้วก็วันนั้นรู้สึกคนงานเขารดน้ำด้วย น้ำจะซึมไปข้างล่าง มันติด มันหมุนไม่ออก คุณยายท่านน่ารักมากนะ ที่หลวงพี่วิเชฯ ท่าน ท่านบอกว่า หลวงพี่วิเชสโกท่านบอกว่าคุณยายท่านไม่กินแรงนะ หลวงพี่หมุนมันไม่ไป มันฟืดนะ มันเปียก คุณยายบอกว่าหมุนไหวไหมวะ มายายช่วย ท่านลงมาจากสามล้อเลยนะ ทำทางนี้ ขยับช่วยกันเลยนะ คือท่านใช้แรงเต็มที่เลย ช่วยกัน มันก็ไม่ไปนะ แต่จำท่าท่านได้นะ ท่านทำแบบ โอ้โฮ ท่านใช้แรงทุ่มหมดเลยนะ ช่วยกันหมุน ๒ คน ท่านบอกโอ้ย ทำไมมันหนักอย่างนี้ มันไม่ไปเลยนี่ ก็เลยบอกว่าสงสัยต้องหาคนมาช่วย หาคนมาช่วย ท่านก็คอยมอง เห็นใครมาท่านก็เรียก เอ้านี่มาหน่อยซิ มาช่วยท่านหมุนกระถางหน่อย นี่คุณยายท่านเป็นอย่างนี้ ท่านน่ารักมากเลยนะ น่ารักด้วย แล้วก็ท่านเมตตา แล้วท่านไม่กินแรงอย่างที่หลวงพี่มหาสุวิทย์ วิเชสโกท่านบอก ท่านไม่กินแรง ยังจำท่านได้ จำท่าทางได้ แล้วเวลาเราไปขุดดินที่ไหนนะ เวลาเรายกจอบ ดินอาจจะเศษใบไม้อะไรต่างๆ นิดๆ หน่อยๆ อาจจะกระเด็นย้อนหลังไปติดตามเสื้อข้างหลัง บางทีเราไม่รู้หรอก เวลานั่งสามล้อไป ท่านก็จะหยิบออกให้นะ หยิบออกให้ หยิบออกให้ แล้วท่านก็บอกว่าเออ เราทำไปเถอะ ยังหนุ่มยังแน่น เอาบุญให้เยอะๆ แล้วอย่าไปคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของใคร ทำธรณีสงฆ์ให้สะอาด วิมานเราก็จะสะอาดสะอ้าน มาเกิดใหม่อีก มีปราสาทราชวังก็จะสะอาดสะอ้าน มาสร้างวัดด้วยกันอีก วัดเราก็จะสะอาด ไม่ต้องมานั่งถอนอีกนะ ถอนหญ้านะ นี่คุณยายท่านก็จะมองข้ามชาติไปเลย ท่านสอนอย่างนั้นนะ ท่านสอนอย่างนั้นเลย อันนี้เรื่องความสะอาดในบางส่วนนะเท่าที่จะเล่าให้ฟังได้ การปฏิสันถาร วันนั้นหลายท่านถ้าเคยมาฟังหลวงพี่ หลวงพี่วิษณุ ปัญญาทีโป ท่านบอกว่าคุณยายสอน เราต้องอ่อนน้อมถ่อมตน คนเปิดประตูบ้าน คนเฝ้าประตูกับคนรับใช้นี่ ต้องไหว้เขานะ เราถึงจะเข้าไปถึงเจ้าของบ้านได้ คุณยายท่านสอนสำหรับการทำหน้าที่บอกบุญ หลวงพี่ก็คิดว่าหลายท่านที่มาเคยกราบท่าน ก็คงจะเห็นนะว่าบางทีเรายังไม่ได้เปิดประตูเข้าไปเลย ท่านทักก่อนใช่ไหม สวัสดีคุณ พนมมือรอเลย มือเรายังอยู่ที่ประตูเลย สวัสดีคุณ ท่านจะพนมมืออย่างนี้ สวัสดีคุณ ตามสบายนะ นี่ท่านี้จะเป็นท่าประจำของท่านเลยนะ ท่าประจำ มีอยู่วันหนึ่งนะ นั่งสามล้อไปทางหน้าโบสถ์นั่นแหละ มีสาธุชนมาใหม่ใส่ชุดสีๆ นะ ใส่เสื้อสีต่างๆ เดินมาชมโบสถ์เสร็จ ก็เดินมาตามถนน เราเห็นเราก็ทราบว่าเป็นคนใหม่ คุณยายท่านก็เห็นแล้วก็ทราบว่าเป็นคนใหม่ เป็นวันธรรมดา เขาแวะมาชมวัด เขาก็จะมอง มอง มองสามล้อ มองคุณยาย เห็นเป็นอุบาสิกา เห็นเป็นแม่ชีนั่งสามล้อมา สามล้อสีแดง คุณยายก็ชุดขาวเด่นมาก เขามองด้วยความ เขาคงสงสัย พอใกล้มาถึงแล้วนะ อีกสักเมตร ๒ เมตร คุณยายท่านก็ทำอย่างที่ท่านทำให้เราเห็นบ่อยๆ พนมมือ ทักเลย สวัสดีคุณ เขาก็ทัก เขาโดนยายทัก เขาก็รีบพนมมือเลยนะ ตกใจ สวัสดีคุณ ตามสบายนะ วัดยายสร้างเอง ท่านชอบพูดอย่างนี้ สวัสดีคุณ ตามสบายนะ วัดยายสร้างเอง หรือบางคนท่านก็จะบอกว่าสวัสดีคุณ ตามสบายนะ กินข้าวมาหรือยัง ถ้ายังไม่กินนะ แล้วท่านก็ชี้ไปที่โรงครัว โน่น ไปตรงโรงครัวนะ ไปกินเลย ยายไม่หวงหรอก วัดยายสร้างเอง แล้วท่านก็จะบอกว่า คือหลวงพี่ในใจคิด เขาไม่รู้จักคุณยายเลยนะ แล้วคุณยายบุญขนาดนี้นะ คุณยายยังยกมือทักเขาก่อน คือเราไม่อยากให้เป็นอย่างนี้นะ นึกๆ เฉยๆ ไม่พูดหรอก ท่านก็จะบอกว่า พอท่านทำเสร็จ ท่านก็จะบอกให้ฟัง บอกว่าภาษายายนะ ภาษาคุณยายท่าน ช่างหัวมัน เราทักเขาก่อน เขาจะได้รู้ว่ายายสร้างวัด ท่านก็จะบอกอย่างนี้ เราทักเขาก่อน เขาจะได้รู้ว่ายายสร้างวัด นั่นน่ะคุณยายท่าน ก็เลยเข้าใจ อึม คุณยายท่านนะ คุณธรรมท่านเยอะมากเลย ท่านก็พยายามจะถ่อมตัวท่านเองว่ายายอ่านหนังสือไม่ออกเลย แต่ยายก็บอกให้รู้เฉยๆ ว่าแต่ยายอ่านคนออก ของเราอ่านหนังสือออก แต่อ่านคนไม่ค่อยออก กลับกันหมดเลยนะ แล้วช่วงที่ผ่านมานี่ ช่วงที่ผ่านมา พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ได้รับทราบว่ามีผู้นำบุญเชื้อสายธรรมกายได้พบเห็นคุณยายด้วย เมืองไทยก็เยอะ ต่างประเทศก็ยิ่งเยอะแน่ เจอด้วยนะ เจอคุณยาย หลวงพ่อท่านก็เลยบอกว่าเดี๋ยวนี้คุณยายท่านสบายเลย ไปทั่วโลกเลย ท่านมีกายละเอียด ท่านไปทั่วโลก พูดได้ทุกภาษาเลย ก็เลยนึกถึง นึกถึงวันนั้นนั่งสามล้อไปหน้าโบสถ์ มีชาวรัสเซียเป็นฝรั่ง ๓-๔ คน ไปที่โบสถ์ พอเรานั่งสามล้อไป เขากำลังจะกลับพอดี มันเย็นแล้ว เขากำลังจะกลับ เขาเห็นคุณยายนะ คุณยายท่านยิ้ม ยิ้มให้ คุณยายท่านอัธยาศัยท่านเป็นอย่างนี้ ท่านจะยิ้มให้ ฝรั่งก็ยิ้มให้ ชาวรัสเซียนะ ยิ้ม แต่ก็ไม่รู้จะคุยอะไร รู้แต่ว่ายินดีต้อนรับก็แล้วกัน ดูหน้าเอา พอเขาเดินเลยไป เดินเลยไป กำลังจะเลยสามล้อไปนิดหนึ่ง ก็เลยบอกว่าคุณยาย คุณยาย good luck good luck ยายบอกว่าอะไรนะ good luck คุณยาย คุณยายก็เลยพูดไล่หลังเขาไปนะ good luck เสียงดังนะ good luck ฝรั่งหันกลับมาเลยนะ ๓ คน เดินย้อนมาหายายใหม่นะ ทำท่าโค้งแบบขอบคุณคุณยายมากที่ให้พร ยายก็พนมมือ เขาก็โค้งให้ รับพรคุณยาย good luck good luck ก็ไปเล่าให้หลวงพ่อธัมมะท่านฟัง คุณยายท่านบอกว่า หลวงพ่อนะ ท่านจะพูดกับหลวงพ่อท่านก็น่ารักนะคุณยาย หลวงพ่อ พวกต่างชาติมาวัดเราเยอะแยะเลยนะ เมื่อวานนี้ก็เจอเป็นฝรั่งมา ยายคุยด้วย แล้วท่านก็หันมาทางหลวงพี่บอก พูดว่าอะไรวะ บอก good luck เออ good luck หลวงพ่อท่านก็ยิ้มใหญ่เลย บอกว่าดี คุณยาย พูดต่างประเทศด้วย ก็เลยนึกถึงตรงนี้ไงว่าอ๋อ คุณยายตอนนี้ท่านไปได้ทั่วโลกเลยนะ ลูกหลานท่านอยู่ที่ไหนนะ ท่านจะตามไปให้หมดเลย ตามกลับมา เพราะฉะนั้นทุกๆ คนเลยนะ ที่เล่ามาก็เป็นส่วนหนึ่งที่ ที่มองแล้วจะเห็นคุณธรรมท่านซ้อนอยู่ข้างในน่ะแหละ พิจารณาดูเอาก็แล้วกัน คงไม่ได้แยกแยะให้ฟังมาก แต่ว่าจะได้เห็นว่าคุณยายท่านจะพูด จะคิด หรือทำสิ่งใดก็ตาม เป็นการฉายแววของความบริสุทธิ์ของท่านให้เราได้เห็นเอง ความรู้ท่านมีเยอะมาก แล้วสิ่งที่ท่านได้ทิ้งเอาไว้ ให้ลูกหลานทั้งหลายนี่ก็เป็นมรดกอันล้ำค่า จะเป็นวัตรปฏิบัติ ความสะอาด ความสะอาด ความเป็นระเบียบ ความรัก รักธรรมะ ความเอาจริงเอาจัง ความไม่นิ่งดูดาย ความมีเมตตา ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร แล้วก็คุณยายท่านจะพูดเสมอเลยว่ายายน่ะสงสารคน ท่านจะบอกคำนี้ว่ายายน่ะสงสารคน คนจะช่วยคนอื่นได้มันต้องมีบุญ เพราะฉะนั้นยายถึงรักบุญ แล้วคำว่ารักบุญนี่ มากๆ นี่ ท่านก็ไม่ทราบว่าจะพูดยังไงให้เราเข้าใจ ท่านเลยใช้คำว่ายายงกบุญ นี่คำนี้สมัยก่อนเราจะได้ยินบ่อยๆ ยายนี่งกบุญนะ เพราะว่ายายสงสารคน เพราะงั้นคนจะช่วยคนอื่นได้จะต้องมีบุญมาก นี่คือคำพูดของคุณยายท่าน มีอยู่ช่วงหนึ่งนะ เรื่องสุดท้ายมีนักโทษหญิงที่หลวงพี่อิทธิจินตโกท่านก็เล่าเหมือนกัน นักโทษหญิงที่อยู่แถวคลอง ๕ ผู้คุมท่านอยากจะได้บุญ แล้วก็เอานักโทษหญิงนี่มาทำความสะอาดวัดแถวๆ ช่วงนั้น แถวๆ กุฏิหลวงพี่ปัญญาท่านนั่นแหละ มาตัดหญ้าบ้างอะไรบ้าง อยู่ริมน้ำ วันหนึ่งนั่งสามล้อไปนะ คุณยายท่านเห็นไกลๆ ท่านก็จะถามว่าพวกนั้นใครน่ะ ใส่ชุดเหมือนกันนะ หลายๆ คนเขาบอกว่าเป็นคนงานในวัดหรือเปล่า ไม่ใช่เขาเป็นนักโทษคุณยาย เป็นนักโทษผู้หญิง นี่เขาอยู่ตรงนี้ ตรงแถวคลอง ๕ คนดูแลเขาอยากได้บุญ แล้วก็อยากให้คนเหล่านี้ได้บุญด้วย ก็เอามาทำความสะอาดวัด มาตัดหญ้า แล้วคุณยายท่านก็ถามว่าเอ๊ะเขาทำผิดอะไรนะพวกนี้ ถึงติดคุก หลวงพี่ก็เดาๆ เอานะ แต่น่าจะถูกเหมือนกัน คง คงเรื่องเกี่ยวกับยาเสพติด การพนัน ขโมยบ้างอะไรบ้าง เขาเอามาขังรวมๆ กัน จะมีเฉพาะผู้หญิงนะ เป็นทัณฑสถานของผู้หญิงเขา พอไปถึงนะ ไปถึงใกล้ๆ ยายก็ดึงเสื้อ ดึงเสื้อให้จอด จอดสามล้อ แล้วเนื่องจากว่านักโทษนี่ก็รู้จักคุณยายมาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกับท่านหรอก คุณยายบอก นี่คุณ ท่านพูดเสียงนี่เสียงดังเลยนะ เหมือนกับไม่ชอบใจ ไม่ชอบใจว่า นี่คุณ พวกคุณนี่ได้เรียนหนังสือกันหรือเปล่า เขาก็พนมมือตอบคุณยายนะบอกว่าได้เรียน อ้าวพวกคุณอ่านหนังสือออก ไปทำผิดทำไม พวกคุณไม่รู้หรือว่าทำผิดแล้วเขาจับคุณมาขัง เขาก็ตอบไม่ได้ ยายก็พูดใหญ่เลยนะ นี่อ่านหนังสือออกยังไปทำผิดอีก ผิดแล้วเขาก็เอาคุณมาขัง นี่ไง ก็เลยไปไหนไม่ได้ แล้วเสร็จแล้วสักพักหนึ่งท่านก็หยุด แล้วท่านก็พนมมือ นี่ขนาดกับนักโทษหญิงนะ ขอโทษนะ อย่าโกรธยายนะ ยายสงสารพวกคุณ นี่คุณยายท่าน อย่าโกรธยายนะ ยายสงสารพวกคุณที่ถูกขังแล้วถูกคุมมานี่ ไม่เป็นอิสระ พอนั่งรถเลยมาสักพักหนึ่ง ท่านก็จะให้ฟัง ท่านบอกว่ายายนี่ถึงอ่านหนังสือไม่ออกนะ เรื่องไม่ดีนี่ยายไม่ทำหรอก แม้จะจนนะ งานชั้นต่ำยายก็จะทำ แต่ให้ยายไปขโมยของคนนะ ไปทำสิ่งไม่ดีนะ ยายไม่เอา แล้วท่านยกตัวอย่างเลยนะ ที่เป็นงานเก็บขยะ หรืองานล้างส้วมนะ ยายก็จะทำ ขอให้มันเป็นงานสุจริต แต่ไปทำ ขโมยของคน ไปโกงคน ยายไม่เอาหรอก นี่คุณยายท่านก็จะเล่าอย่างนี้ให้ฟัง (หมดม้วน 1/B) (ม้วน 2/A) ไม่ได้แยกว่าใครชั้นสูงชั้นต่ำ ท่านก็จะบอกเสมอเลยว่ายายคุยได้หมด ท่านจะพูดให้ฟัง ยายคุยได้หมด ทั้งสูงสุดต่ำสุด ยายคุยกับเขาได้หมด ยายเข้ากับเขาได้หมดเลย สมัยเด็กๆ เพื่อนมันรักยายจะตาย เวลาเพื่อนบ้านเหนือบ้านใต้มันทะเลาะกัน มันจะแย่งยายเลยนะ แล้วท่านก็ทำมือให้ดู กางแขน เพื่อนบ้านนี้ก็ดึงแขนไปทางขวา บ้านนี้ก็ดึงไปทางซ้าย เขาจะแย่งยายเอาไปเป็นฝ่ายเขา เพราะงั้นท่านก็บอกว่ายายน่ะ เพื่อนๆ มันรักยายมากเลยนะ ยาย ท่านจะเล่าให้ฟัง เพราะงั้นคุณยายท่านบอกว่ายายเข้ากะได้ทุกๆ คนนะ แล้วคุณยายบอกว่ายายนี่ไม่หยิ่งหรอกนะ ซึ่งหลายคน ณ ที่นี้นี่ คงจะได้ยินคำนี้นะ ใครที่เคยไปกราบท่าน เดี๋ยวใครเคยได้ยินช่วยยกมือด้วยนะ ท่านจะบอกว่าเจอยาย ทักยายด้วยนะ ใครเคยได้ยินบ้างเอ่ย มีไหม เออนั่นแหละฮะคุณยายจะพูดบ่อย เจอยาย ทักยายด้วยนะ พวกคุณเยอะจังเลย ยายจำไม่หมด ยายจำคุณไม่หมดหรอก เจอยาย ทักยายด้วย แต่พอท่านคุยกะหลวงพี่นะ เวลาคุยกันเอง ท่านจะบอกว่าไม่ได้หรอก ยายต้องกันไว้ก่อน เดี๋ยวเขาจะไปเล่าให้หลวงพ่อฟังว่ายายหยิ่ง เจอเขาแล้วไม่ทัก ดูซิ คุณยายท่านนะ ท่านบอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปเล่าให้หลวงพ่อฟังว่ายายหยิ่ง ไม่ทักเขา เพราะฉะนั้นยายต้องกันไว้ก่อน กันด้วยการบอกว่าเจอยาย ทักยายด้วยนะ คุณยายท่านน่ารักมากเลยนะ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วนี่ คุณยายท่านไม่ต้องพูดคำนี้หรอก เราเห็นเราก็เข้าหาท่านเลยนะ อยากจะได้บุญกับท่านมากๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมรดกของคุณยาย ความสะอาดนะ อยากให้ทุกๆ ท่านรับไป รับไปทำที่บ้าน จะเป็นห้องน้ำ จะเป็นที่บ้าน รับไปทำเลยนะฮะ นี่คือมรดกที่คุณยายท่านให้เอาไว้ แล้วเวลามาที่ มาที่วัด ก็ทำให้วัดสะอาดด้วย เพราะว่าวัดนี้คุณยายท่านสร้าง สร้างให้เราได้สร้างบุญต่อ ท่านที่นำสาธุชนใหม่ๆ มา ถ้าดี ก็ควรจะแนะนำกันด้วยนะ อีก ๒ วันงานกฐิน ก่อนจะขึ้นรถกลับบ้านนะ โดยเฉพาะต่างจังหวัดหรือรถบัส จะเป็นกรุงเทพฯ ปริมณฑล ต่างจังหวัด ให้บอกทุกๆ คนเลยว่าก่อนรถออก ให้ดูก่อนว่ารอบๆ รอบๆ รถเรามีเพชรพลอยไหม เพชรพลอยก็ต้องอธิบายด้วยนะคนใหม่ เดี๋ยวเขาไม่รู้ เดี๋ยวเขาจะบอกว่าไม่มีนะ คือขยะมีไหม ดูแล้วช่วยเก็บ เวลารถเราวิ่งออกมาน่ะจะได้สะอาด หรือเวลาเดินไปนี่ แนะนำเลยว่าเห็นเศษอะไรเล็กๆ น้อยๆ เก็บเลยนะ เราคิดว่าเป็นสมบัติติดตัวเราไปคือบุญนั่นเองนะ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อท่านบอกว่าเรียกว่าเก็บเพชรพลอยนะ พอถึงเวลาจะกลับ แนะนำกันได้นะ หรือท่านที่มาใหม่ๆ โดยเฉพาะที่เป็นท่านชาย มาสูบบุหรี่ ก็แนะนำด้วยว่าเออ มาบุญสถานแห่งนี้ ไม่ต้องสูบบุหรี่แล้วนะ เอาบุญก่อน กลับบ้านค่อยไปสูบนะ สูบบุหรี่น่ะสูบมาตั้งหลายปีแล้วนะ มาวัดก็หยุดสักหน่อยหนึ่งก่อน แล้วก็มาเอาบุญกัน จะได้ กลิ่นบุหรี่จะได้ไม่รบกวนคนปฏิบัติธรรม ก็อยากให้แนะนำกันด้วยนะ ความสะอาด กฎระเบียบวินัยต่างๆ ถ้าท่านใดนำสาธุชนมานี่ ก็ช่วยแนะนำด้วย เหมือนกับเราเป็นพี่ใหญ่ พาน้องใหม่ๆ มา จะได้แนะนำน้องใหม่ๆ เพราะว่าเราเป็นลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายด้วยกัน เป็นมรดกที่คุณยายท่านมอบให้กับลูกหลาน มรดกนี้ก็คือบุญสถานแห่งนี้สำหรับให้เราได้สร้างบารมี ความสะอาดสะอ้านที่ท่านเป็นต้นแบบ เราก็เอาต่อ รับมรดกท่าน เอาไปไว้ที่บ้าน มาที่วัด เราก็ทำให้สะอาดด้วย ถ่ายทอดต่อไป แล้วก็มีมรดกที่สำคัญที่สุดที่อยากให้ทุกๆ คนรับให้เต็มที่สุดเลยนะ รับให้มากๆ ด้วย ซึ่งไม่ต้องบอก ทุกคนก็คงจะรับเต็มๆ อยู่แล้ว มรดกสิ่งนี้ก็คือหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ท่านรับมรดกจากคุณยายมาทั้งหมดเลย แล้วบุญบารมีทั้งหมดเลยนี่ อยู่ในองค์ท่านนั่นแหละ อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นอยากให้ทุกๆ คนถวายเวลาหลวงพ่อ ให้หลวงพ่อท่านได้ทำมรดกที่ละเอียดสุด และสำคัญที่สุดคือการนั่งหลับตาปฏิบัติธรรม คือสิ่งนี้ที่คุณยายท่านถ่ายทอดเอาไว้ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านอยากจะทำมากๆ นะ ถวายเวลาท่าน ตามเชื้อสายธรรมกายมาเยอะ ตามสมบัติจักรพรรดิมาเร็วๆ มาเอาบุญกับคุณยายท่าน เอาบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน แล้วเราก็จะได้ชื่อว่าถวายเวลาท่านด้วย เมื่อท่านได้นั่งหลับตาทำละเอียด เราก็จะมีส่วนในบุญทุกอย่าง กับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ แล้วเวลาเราอธิษฐานจิตอะไรก็ตาม บุญละเอียดๆ ก็จะถึงตัวเราได้ง่าย ความปรารถนาอะไรก็ตาม ก็จะสำเร็จได้โดยง่ายนะ ก็ขอฝากเอาไว้ในวาระคืนนี้ แค่นี้นะ เดี๋ยวขอเรียนเชิญทุกท่านได้หลับตาอธิษฐานจิตเพื่อเอาบุญกับคุณยายท่าน กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ขอเชิญทุกท่านนะ นั่งธรรมะกัน ขอเรียนเชิญทุกๆ ท่านได้ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายท่าน ที่ในคืนนี้เราได้มาเอาบุญกับท่าน แล้วก็น้อมท่านไว้ที่ศูนย์กลางกายของเรา แล้วก็นิ่งๆ เอาไว้นะ นิ่งๆ หรือบางท่านก็นึกสมมติว่ามีความรู้สึกว่าคุณยายท่านซ้อนอยู่กับตัวเรา แล้วเราก็นิ่งๆ เอาไว้ นิ่ง อธิษฐานขอความกรุณา ขอบุญบารมีของท่าน ให้กาย วาจา ใจของเราสะอาด บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ให้คุณธรรมทั้งหยาบทั้งละเอียดของคุณยายท่าน ให้มาซ้อนสิงสถิตอยู่ในกาย วาจา ใจของเรา ให้เราได้มีบุญบารมีพิเศษ ให้ไปตามสมบัติจักรพรรดิ ตามเชื้อสายธรรมกาย ลูกหลวงพ่อหลานคุณยายตามกลับมาสร้างบุญบารมีไปด้วยกันได้โดยง่าย ทุกๆ คนก็นึกอธิษฐานจิตตรงกลางนะ ขอบุญบารมีคุณยายท่านถึงทุกๆ คน สัพเพ………. PAGE PAGE 19 หน้า 431103FW-AAT