หยุดให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้
หยุด เป็นตัวสำเร็จให้ เกษมศานต์
หยุด นิ่งยิ่งสราญ สร่างเศร้า
หยุด นิ่งจะพบพาน ความสุข แท้เฮย
หยุด นิ่งพระพุทธเจ้า เสด็จเข้านิพพานใส
ตะวันธรรม
------------------------------
17.
หยุดให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้
วันอาทิตย์ที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ (๑๓.๓๐ น.)
**หลับตาให้เป็น**
ตั้งใจหลับตาเจริญสมาธิภาวนากันนะ
หลับตาเบาๆ ผ่อนคลายสบายๆ ทั้งเนื้อทั้งตัว ขยับเนื้อขยับตัวของเราให้ดี ให้ท่านั่งของเราถูกส่วน จะได้ไม่ปวดไม่เมื่อย โดยเฉพาะหลังอาหารท้องจะได้ไม่อึดอัด ต้องขยับขยายผ่อนคลาย ปรับทั้งเนื้อทั้งตัว ตั้งแต่กล้ามเนื้อบนใบหน้า
ให้หลับตาพริ้มๆ ผ่อนคลาย สำคัญนะลูกนะ อย่ามองข้ามไป ผ่อนคลายตั้งแต่บนใบหน้า ศีรษะ ปิดเปลือกตาแค่ให้ขนตาชนกัน คือ ปิดปรือๆ เหมือนปิดตานิดๆ พอไม่ให้แสงสว่างข้างนอกลอดเข้าไป แต่ไม่ถึงกับขมวดคิ้วหรือเพ่ง อย่างนั้นไม่ถูกวิธี เราจะสังเกตการผ่อนคลายที่ตรงนี้
ถ้าบริเวณเปลือกตา หน้าผากของเราผ่อนคลาย ก็จะผ่อนคลายไปทั้งเนื้อทั้งตัว ซึ่งจะมีผลในการรวมใจกลับเข้าไปสู่ภายใน ไปตั้งอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ มันจะง่าย ความรู้สึกว่าเรากดลูกนัยน์ตามองเข้าไปในท้องก็จะหมดไป พระเดชพระคุณหลวงปู่ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) ผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย ท่านแนะให้ช้อนตาขึ้นไปข้างบน เพื่อให้ความเห็นย้อนกลับเข้ามาข้างใน และปล่อยสบายๆ
รวมใจไปหยุดนิ่งๆ นุ่มๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ซึ่งอยู่ในกลางท้องของเรา ในระดับที่เหนือจากสะดือขึ้นมา ๒ นิ้วมือ หรือกะๆ เอาประมาณนี้ จะได้ไม่กังวลเกินไปว่ามันตรงเป๊ะไหม เอาพอเรามั่นใจว่าตรงนี้คือ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
**ความสำคัญของศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ **
ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นตำแหน่งที่สำคัญมากๆ ลูกทุกคนจะต้องจำให้ดี จำไว้ให้มั่น เกิด ดับ หลับ ตื่น กระทั่งไปสู่อายตนนิพพานก็ตรงนี้ เป็นจุดเชื่อมโยงใจของเรากับท่านผู้รู้ภายใน ผู้มีอานุภาพ หรือพระธรรมกายในตัว เพราะว่าท่านสิงสถิตอยู่ที่ตรงนี้ แต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่ละเอียด เป็นกายละเอียดที่ซ้อนอยู่ภายในตรงนี้ จะทำให้เราเข้าถึงที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงได้
ถ้าเราไม่เข้าถึง เราจะไม่มีวันรู้ว่า ที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริงคือพระรัตนตรัยในตัว และจะไม่มีวันเข้าใจเลย ไม่ว่าจะไปอ่านตำรับตำราทางภาคทฤษฎีแค่ไหนก็ตามก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี มันทราบแต่มันยังไม่ซึ้ง ถ้าวันใดใจของเราหยุดนิ่งนุ่มเบาสบายที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้ได้ และเข้าถึงพระธรรมกายในตัวจึงจะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง
คำว่า เข้าถึง แปลว่า สิ่งที่เราจะไปถึงนั้นมีอยู่แล้วในตัว ต่างแต่ว่าเราไม่รู้ว่ามี จนวันใดที่เรานำใจมาหยุดนิ่งตรงฐานที่ ๗ ตรงนี้ได้ก็จะเข้าถึง ถ้าเอาใจไปไว้ผิดตำแหน่งก็เข้าไม่ถึง ไม่ถึงก็ไม่ซึ้งในพระรัตนตรัย ไม่ซาบซึ้งในพระพุทธศาสนา และไม่ซาบซึ้งความหมายของคำว่า ทำจิตให้เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสอน ในพระสาวกทั้งหลาย
เพราะฉะนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญนะ เพราะอย่างไรเราก็หนีไม่พ้น ในวันสุดท้ายของชีวิตใจก็จะมาอยู่ที่ตรงนี้ และ “กรรมนิมิต” จะเกิด คือ สิ่งที่เราได้กระทำไว้มันเกิดขึ้นตั้งแต่เราเกิดมาจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต
อะไรที่มีกำลังแรงกล้าจะฉายมาให้เห็นก่อน ถ้าบาปอกุศลฉายให้เห็น เช่น ดื่มเหล้า เจ้าชู้ เล่นการพนัน ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น ถ้ามาฉายให้เห็นก็จะฉายให้เห็นตรงนี้ แต่ความรู้สึกของเราเหมือนเราเห็นเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น ซึ่งถ้าเป็นภาพอย่างนี้มาฉายให้เห็น ใจจะเศร้าหมอง เราจะหวาดหวั่น วิตกกังวล จะเครียด ทุกข์ใจ คตินิมิตจะมืด ซึ่งตรงนั้นจะยิ่งน่ากลัวมาก เราจะถูกดูดวูบไปทุคติเลย
ถ้าหากว่าเป็นกรรมดี เช่น เราทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น ภาพแห่งความดีก็จะมาฉายให้เห็นตรงนี้ เหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์ตรงนั้น ในสภาพที่ไร้ตัวตน แล้วความรู้สึกที่มีตัวตนมันหายไป ใจจะผ่องใส คตินิมิตก็สว่าง จะเห็นเทพบุตร เทพธิดา บริวารของเรามารับไป หรือหลับแล้วตื่นขึ้นในกลางวิมาน เป็นต้น จะทำให้ใจเราสดชื่น เบิกบาน จากโลกนี้ไปด้วยรอยยิ้มพริ้มๆ บนใบหน้าของร่างที่เป็นอสุภะแล้ว จะจากไปอย่างงดงาม พลอยทำให้ผู้อยู่รอบข้างคลายโศกได้ จิตใจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ดังนั้น ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ตรงนี้สำคัญนะลูกนะ เราต้องฝึกให้คุ้นเคยทุกวัน อย่างน้อยก็ก่อนนอนกับหลังตื่นนอน หรือทำการบ้านจากโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา ทาง DMC ใจก็จะคุ้นเคยกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อยู่ที่ตรงนี้ ถ้าเราจะคอยไปทำเอาวันสุดท้ายหรือใกล้ๆ ตอนนั้น มันจะไม่ทันการ เพราะสังขารมันเสื่อมเรี่ยวแรงไม่มีแล้ว มีแต่ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ กำลังของใจจะอ่อนแอลงไป มันทำได้ยากแม้รู้หลักวิชชาแต่ถ้าประมาทในการดำเนินชีวิตก็กลับตัวยาก
นี่เป็นเรื่องสำคัญมากที่เกี่ยวกับตัวเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นต้องหมั่นนำใจกลับมาอยู่ที่ฐานที่ ๗ ตรงนี้ ตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเรานะลูกนะ
**นึกถึงบุญ**
วันนี้เราได้ทำบุญมาตั้งแต่เช้า บูชาข้าวพระ ถวายสังฆทาน และฟังเรื่องราวของต้นบุญต้นแบบที่ดีของโลกผ่านรายการสู้ต่อไป ให้นึกถึงบุญนี้และทุกๆ บุญที่เราทำผ่านมา ทั้งในอดีตตั้งแต่ปฐมชาติที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เราสร้างบารมีมา นึกแต่สิ่งดีๆ ที่เป็นความดี มากบ้างน้อยบ้าง ทุกภพทุกชาติ นับชาติไม่ถ้วนมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันชาตินี้
เรานึกนิดเดียว เนื่องจากชาติที่ผ่านๆ มาเราจำไม่ได้ ปัจจุบันก็มีเวลาจำกัดในการระลึกนึกถึง แต่ไม่ใช่เป็นข้อจำกัดที่กระแสธารแห่งบุญทั้งหมดดังกล่าวจะมาไม่ได้ ในยามที่เราระลึกนึกถึง
เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันสุดท้ายก่อนที่จะตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงผจญมาร ทรงใช้เวลาในช่วงสั้นๆ นั้น นึกถึงบุญบารมีที่สร้างมา ๒๐ อสงไขยแสนมหากัป ระยะเวลานั้นเกิดกี่ภพกี่ชาติ ตั้งความปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สั่งสมบุญบารมีมา ๓๐ ทัศ ท่านนึกตรงนั้นและบุญบารมีต่างๆ ก็ได้ช่อง จะมีอายตนะเหมือนกระแสคลื่นที่ตรงกัน จะดึงดูดมารวมเป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
เราก็เหมือนกันต้องทำอย่างนั้น เดินตามรอยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงบุญทุกบุญที่เราทำผ่านมาที่เป็นความดีของเรา ให้มารวมเป็นดวงบุญใสๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ แม้ยังไม่เห็นก็ให้ทำความรู้สึกว่า มีอยู่ ไปก่อน ว่ามีดวงบุญกลมรอบตัวเหมือนดวงแก้วใสบริสุทธิ์ เหมือนน้ำใสๆ เหมือนน้ำแข็งใสๆ เหมือนเพชรใสๆ เหมือนกระจกใสๆ อย่างนี้ เป็นต้น เป็นดวงใสอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗
**๔ ส. สติ สบาย สม่ำเสมอ สังเกต**
นึกเบาๆ ค่อยๆ นึก นึกธรรมดาเหมือนเรานึกภาพดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวในอากาศ สิ่งที่เราคุ้นเคย ถ้าใครมีบุตรหลานก็คล้ายๆ นึกถึงหน้าบุตรหลานเหล่านั้น นึกง่ายๆ ธรรมดาๆ อย่างนั้นไปก่อน แต่นึกให้ต่อเนื่อง
สำคัญที่นึกเบาๆ สบาย ต่อเนื่อง ให้มีสติ สบาย สม่ำเสมอ คือ ใจอยู่กับเนื้อกับตัวตรงฐานที่ ๗ กลางท้องของเรา และก็สบายๆ เพราะเป็นเรื่องของความดีที่เราทำไว้ มีสติ มีความสบาย มีความสม่ำเสมอ คือ ต่อเนื่อง ถ้าได้ ๓ อย่างนี้ก็ง่าย และเวลาเราเลิกนั่งแล้วก็หมั่น สังเกต ทบทวนดูว่า เราทำอย่างไรจึงได้ผล ทำอย่างไรแล้วยังไม่ได้ผล หรือได้ผลดีในระดับหนึ่ง ให้สังเกต แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข ปรับให้ถูกหลักวิชชา ซึ่งไม่หนีหลัก สติ สบาย สม่ำเสมอ
ถ้าพูดถึง สติ บางคนไม่เข้าใจ ก็นึกง่ายๆ นึกเบาๆ นึกถึงดวงบุญใสๆ ทำความรู้สึกอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ว่า เป็นดวงกลมๆ อยู่ในท้องของเรา สว่างเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน กระจ่างใสเย็นเหมือนแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เราก็นึกธรรมดา ซึ่งยังเห็นไม่ชัด แค่เป็นความรู้สึก ยังไม่ถึงกับเป็นความรู้แจ้งในระดับที่เห็นแจ้ง แต่จากความรู้สึกอย่างนั้นให้ทำสม่ำเสมอ ให้คงที่ เบาๆ สบายๆ ใจเย็นๆ ต้องใจเย็นๆ นะ
หยุดให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้ ก็ง่ายนิดเดียว
ทิ้งทุกอย่าง วางทุกสิ่ง นิ่งอย่างเดียว เดี๋ยวก็ได้ ง่ายนิดเดียว
ทำอย่างสบายๆ จะค่อยๆ ชัดขึ้น ใสขึ้น จากคุ่มๆ ค่ำๆ ก็จะค่อยๆ ชัดขึ้น รัวๆ รางๆ เหมือนของที่อยู่ในที่สลัวยามใกล้รุ่งอรุณ เมื่อเรานิ่ง เขาก็จะเหมือนฟ้าสางๆ แล้วค่อยฟ้าแจ้ง แสงสว่างค่อยๆ เกิด มาพร้อมกับกายที่เบาๆ สบายๆ กว่าปกติ สบายกว่าการทำความรู้สึกว่าสบาย เพราะมันเริ่มสบายจริงๆ คือ กายจะเบาๆ และรู้สึกสบายจริงๆ
**สภาวธรรมภายใน**
เนื้อตัวจะค่อยๆ ขยายเป็นโพรง กลวงๆ โล่งๆ จนเหมือนเราไม่มีตัวตน ไม่มีร่างกาย กลมกลืนไปกับบรรยากาศ เหมือนใจเราลอยนิ่งๆ อยู่กลางอวกาศที่กว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต ซึ่งให้ความรู้สึกที่สุขใจกว่าปกติที่เรารู้สึกอึดอัดคับแคบ ยามที่เรายังมีตัวตนเราอยู่ ความรู้สึกว่ามีร่างกายอยู่ มันจะยังอึดอัด ยังคับแคบ มึนตึงศีรษะ เป็นต้น แต่ถ้าเรานิ่งในระดับตัวหายไปได้ มีความว่าง นั่นแปลว่า เราทำถูกมาในระดับหนึ่งแล้ว
แล้วตอนนี้มันจะแปลก ที่ดวงตาเหมือนกลับความเห็นเข้าไปมองข้างใน ซึ่งเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากที่เราเคยเป็น ที่เราเห็นภายนอก ทีนี้มันกลับเข้าไปมองข้างในโดยไม่มีความรู้สึกว่ากดลูกนัยน์ตาไปมอง เหมือนมีดวงตาอีกดวงหนึ่ง แต่เป็นตัวเราเข้าไปอยู่ข้างใน แล้วเห็นดวงใสๆ ค่อยๆ สว่างเรืองรองอย่างละมุนละไม เกิดขึ้นมาพร้อมกับความฟ่องเบา เหมือนกายของเราคล้ายกับปุยนุ่นที่ลอยไปในอากาศ มันจะสบาย เบิกบาน
จนกระทั่งใจหยุดสนิทนิ่ง จะมีความรู้สึกตัวที่แตกต่างจากความเข้าใจเดิมที่ว่า เรารู้สึกตัวเหมือนเราตื่นนอน เรารู้สึกว่าตื่นจากหลับ แต่พอมันโล่งๆ กว้าง เหมือนเราตื่นอีกครั้งหนึ่ง และจะมีความรู้สึกว่า ที่เราลืมตาทำกิจกรรมต่างๆ นั้นยังงัวเงีย ยังหลับอยู่ ดังนั้นคำว่า ตื่นจากหลับ ในระดับที่มีประสบการณ์ภายใน จะลึกซึ้งกว่าการตื่นจากที่นอน คือ จะมาพร้อมกับความสดชื่นที่ขยายขอบเขตและตื่นตัวภายใน อย่างที่เราไม่เคยเป็นมาก่อนเลย เหมือนเราเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ที่ไม่ใช่คนเดิม มีความเข้าใจชีวิตมากขึ้น มีกำลังใจที่จะทำความดี และพึงพอใจกับความรู้สึกชนิดนี้ อารมณ์นี้
ยิ่งนิ่งสนิท ดวงก็ยิ่งใส เพราะถูกตรึงให้เห็นแต่ดวงใส โดยความคิดอื่นเข้าแทรกไม่ได้ คือใจจะนิ่งแน่น แน่นคือความนิ่ง แต่เดิมมันหลวมๆ แต่ความนิ่งมันหนาแน่น ไม่ใช่แน่นแบบอึดอัดความนิ่งมันหนาแน่นจนรู้สึกบันเทิงใจ ร่าเริงอยู่ในใจ และมั่นใจว่าเราเป็นอยู่ได้ด้วยตัวของเราเอง ใจจะถูกตรึงให้เห็นอยู่เฉพาะตรงกลางของดวงใสๆ ที่เดียว ไม่ไปที่อื่นเลย
ใจจะเป็นหนึ่ง ที่ภาษาธรรมะเรียกว่า เอกัคคตา และจะเป็นกลางๆ ที่ภาษาธรรมะเรียกว่า อุเบกขา กลางตรงนี้ทำความรู้สึกว่าเป็นกลางไม่เหมือนกัน มันจะเป็นมากกว่าที่เราเข้าใจ มันจะนิ่งอยู่ตรงกลางตรงนั้น ถูกตรึงตรงนั้นเลย แล้วก็ถูกดึง ถูกดูดเข้าไปสู่ภายใน เหมือนมีแม่เหล็กยักษ์ระดับโลก ขนาดใหญ่กว่าโลก ดูดเข้าไปข้างใน เป็นพลังแห่งความบริสุทธิ์ ที่จะดึงดูดให้ใจเรากลับไปสู่แหล่งแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงของเรา และเป็นสภาวะจิตใจที่ถูกต้องสมบูรณ์ของเรา จะทำให้เราเกิดความคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง และการกระทำถูกต้องจะขยายผลมา สิ่งที่ถูกต้องดีงามจะแผ่ขยายออกไปรอบข้างไปสู่สังคมและกระจายไปทั่วโลก
ณ สภาวะนั้น เราจะมีความรู้สึกว่า เราสามารถขยายกระแสแห่งความบริสุทธิ์ เป็นพลังที่จะขจัดมลทินในอากาศ ในบรรยากาศ ในกระแสแห่งความไม่บริสุทธิ์ทั้งหลายไปได้อย่างไม่มีประมาณ เมื่อใจเราดื่มด่ำและดำดิ่งเข้าไปสู่ภายใน ความสว่างเจิดจ้าก็จะยิ่งเกิดเพิ่มขึ้นอย่างที่เราไม่เคยเห็นความสว่างใดๆ สว่างเท่านี้ แล้วไม่แสบตา ไม่จ้าตา ไม่เคืองตา เป็นความสว่างที่มองได้อย่างมีความสุข และถูกตรึงดึงดูดให้มองความสว่างนี้อย่างเดียว
เมื่อความสว่างเกิดขึ้น ความเห็นประดุจดวงตามีอยู่ภายในที่ขยายกว้างออกไป จักขุ ได้เกิดขึ้นแล้ว คือ การมองเห็นจากแสงสว่างภายในจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แล้วจะไปพบชีวิตภายในซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามี
นิวรณ์ เป็นสิ่งที่บดบังใจไม่ให้เข้าถึงความสว่าง และความเป็นจริงภายใน ตรงนี้ก็จะถูกขจัดให้หมดไป แต่เดิมใจถูกตรึงไปติดกับกามฉันทะบ้าง พยาบาท กิเลสใน ๓ ตระกูล โลภะ โทสะ โมหะ ความฟุ้ง ความสงสัย ความง่วง ความเคลิ้มต่างๆ พวกนั้น มันหลุดไปเหมือนลมหอบเอาหมู่เมฆที่บังแสงตะวันให้พ้นไป หรือสลายหมู่เมฆนั้นไป ใจที่หยุดนิ่งก็จะสลายความมืดในใจหมดไป
ความสว่างภายในเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่ และนำไปสู่ชีวิตภายในที่ละเอียดอีกชั้นหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างใน เป็นกายที่ซ่อนเร้นอยู่ข้างในที่เหมือนกับตัวเราที่เป็นเจ้าของ ในอิริยาบถสมาธิ กายข้างในจะอยู่ในอิริยาบถนี้หมดเลย เหมือนไม่อยากทำกิจอย่างอื่น คล้ายๆ กิจอย่างอื่นมันไม่ใช่ กิจที่ใช่ต้องอิริยาบถนี้ และนิ่งในนิ่งเข้าไปเรื่อยๆ
ถ้าลูกทุกคนทำได้อย่างนี้ การตามระลึกนึกถึงบุญในอดีตที่เราทำผ่านมากับบุญในปัจจุบัน ก็จะอยู่ในวิสัยที่เรามองเห็นได้ง่ายๆ เหมือนเรามองเห็นดวงธรรมหรือกายภายใน
ความรู้อย่างนี้ขาดหายไปหลังจากพุทธปรินิพพานได้ ๕๐๐ ปี ค่อยๆ เลือนหายไป ถูกบดบังไปด้วยสงครามบ้าง ด้วยความประมาทในการดำเนินชีวิต มัวเพลิดเพลินอยู่ในโลก หรือแสวงหาในสิ่งที่มันไม่ใช่ หมดเวลาของชีวิตไปอย่างนั้น แล้วก็เลือนหายไปยาวนานถึง ๒,๐๐๐ กว่าปี
เรามาเกิดในยุคที่ความรู้นี้หวนคืนมาใหม่ ลูกทุกคนต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้ เพื่อตัวของเราเองโดยตรง เพื่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมโดยอ้อม แต่เรานั้นเป็นอันดับหนึ่งโดยตรงเลย และเพื่อผู้อื่น สิ่งแวดล้อม หรือโลกใบนี้โดยอ้อม แต่สิ่งเหล่านี้จะมาพร้อมๆ กัน เมื่อเราสว่าง โลกก็สว่างด้วย เพราะนั่นเป็นความหมายที่ลุ่มลึกที่เราจะต้องฝึกใจให้หยุดนิ่งตรงนี้ให้ได้
ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ ลูกก็ฝึกหยุดนิ่งเพื่อเราจะได้เข้าถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวดังกล่าว และบุญก็จะทับทวีขยายออกไป เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขและความสำเร็จในชีวิตของเรา ตั้งแต่ปุถุชนจนกระทั่งเป็นพระอริยเจ้า ให้เราทำใจหยุดนิ่งกันอย่างนี้ ต่างคนต่างนั่งกันไปเงียบๆ นะลูกนะ
หลวงพ่อธัมมชโย