พบผู้สืบทอด
คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3
พบผู้สืบทอด
เด็กหนุ่มคนนั้น ปัจจุบันคือหลวงพ่อธัมมชโย* สมัยที่ยังเป็น
นักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอยู่นั้น ท่านเป็นเด็กหนุ่มที่
แปลกไปจากเด็กหนุ่มทั่วไป คือ มักจะมีคำถามให้กับตัวเองเสมอ
ว่า “เราเกิดมาทำไม และอะไรคือเป้าหมายชีวิต”
อันที่จริง หลวงพ่อท่านมีคำถามนี้อยู่ในใจมาตั้งแต่อายุ
๑๓ ปีแล้ว และแสวงหาคำตอบเรื่อยมา ทั้งศึกษาจากผู้รู้ทั้งหลาย
และอ่านหนังสือมากมายทุกประเภท กล่าวได้ว่าห้องสมุดนั้นอยู่ใต้
เตียงนอนของท่าน เพราะมีหนังสืออยู่เต็มไปหมด
แม้ในเวลาต่อมา ท่านก็ไม่ละความพยายามในการค้นหา
คำตอบเลย ยังคงหาทางไปปฏิบัติธรรมตามวัดวาอารามที่มีผู้แนะนำ
ว่าดีเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่ถูกใจอยู่นั่นเอง
ต่อมา เมื่อได้อ่านพบหนังสือชื่อ “วิปัสสนาบันเทิงสาร”
ลงเรื่องราวเกี่ยวกับคุณยายและคุณยายทองสุข พร้อมทั้งมีภาพ
ประกอบเป็นภาพคุณยาย คุณยายทองสุข และครูญาณี ในหนังสือ
เล่มนั้นพูดถึงเรื่องที่คุณยายประกอบวิชชาธรรมกาย แก้ไขไม่ให้
ลูกระเบิดมาลงประเทศไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อันเป็น
เรื่องที่จุดประกายขึ้นในใจของหลวงพ่ออย่างยิ่ง ท่านจึงเกิดความ
นามเดิม ไชยบูลย์ สุทธิผล ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่
พระเทพญาณมหามุนี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย
จังหวัดปทุมธานี
หวังว่า ถ้าคุณยายแก้ไขเรื่องนี้ได้ ก็ต้องตอบคำถามของท่านได้
หลวงพ่อมีความกระตือรือร้นปรารถนาที่จะพบคุณยายนับแต่วัน
นั้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่พักของท่านจะอยู่ข้างวัดใหม่ศรีสุพรรณ
ซึ่งอยู่ใกล้กับตลาดพลู ย่านภาษีเจริญ ท่านก็ยังไม่มีโอกาสไปวัด
ปากน้ำอยู่นั่นเอง
สามปีต่อมา เมื่อหลวงพ่ออายุได้ ๑๘ ปีเต็ม ย่างเข้า ๑๙ ปี
ในระหว่างที่มีเวลาว่างหลังจากการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ประกอบ
กับความรู้สึกอันแน่วแน่ที่จะไปตามหาคุณยายให้พบ เป็นเหตุ
ผลักดันให้ท่านหาหนทางไปวัดปากน้ำจนได้ ท่านไปโดยที่ไม่รู้จัก
ใคร ขณะที่เดินลัดเลาะผ่านอาคารหลังหนึ่ง ท่านแลเห็นคุณยาย
กำลังนั่งอยู่ตรงหน้าที่ตั้งศพของคุณยายทองสุข คุณยายนั่งหันหลัง
มาทางหลวงพ่อ เวลานั้นหลวงพ่อไม่รู้ว่าคุณยายเป็นใคร ทั้งยังจำ
ไม่ได้ว่าเป็นคนๆ เดียวกับในหนังสือที่เคยอ่านหรือไม่ เมื่อไม่พบ
ผู้ที่ต้องการมาหา จึงกลับไปด้วยความผิดหวัง
จากวันนั้น หลวงพ่อก็ไม่ได้ไปที่วัดปากน้ำอีก ท่านกลับไป
เรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วยความตั้งใจอย่าง
เต็มที่ อย่างไรก็ตาม คำถาม ๒ ข้อที่ว่า “เราเกิดมาทำไม และ
อะไรคือเป้าหมายชีวิต” ก็ไม่เคยลบเลือนไปจากจิตใต้สำนึกของ
ท่านเลย มีแต่ทวีความสนใจใคร่รู้คำตอบมากยิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้น ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งเป็นช่วงเวลาปิด
ภาคการศึกษา ท่านจึงไปตามหาคุณยายที่วัดปากน้ำอีกครั้งหนึ่ง
พอไปถึงคราวนี้ก็เที่ยวถามใครต่อใครว่า “รู้จักคุณแม่อาจารย์ลูก
จันทร์ไหม?” แต่ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักแม้แต่คนเดียว มีแต่บอก
ว่า “ไม่มีคุณแม่อาจารย์ มีแต่ครูจันทร์” ท่านฟังแล้วก็คิดว่าเป็น
คนละคนกัน
ในขณะนั้นมีหลวงตารูปหนึ่งแนะนำให้ท่านไปเรียนธรรมะกับ
พระอาจารย์วีระ คณุตฺตโม (ปัจจุบันดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชพรหม
เถร) ซึ่งนำวิธีปฏิบัติธรรมของหลวงปู่วัดปากน้ำมาสอน พระอาจารย์
วีระเมตตาให้ท่านนั่งอยู่ตรงลำโพง ซึ่งถ่ายทอดเสียงจากโรงงานทำ
วิชชาออกมา เมื่อฟังครั้งแรก ท่านไม่เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้ง
เช่น เรื่องแก้ไขทุกข์ของมนุษย์ แก้ไขข้าวยากหมากแพง ทำให้ฝน
ตกต้องตามฤดูกาล แก้ไขโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และเรื่องพญามาร
วนเวียนอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมง แม้จะฟังไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่าใน
ใจนั้นชุ่มเย็น วันต่อมาท่านจึงมานั่งฟังอีก และมาทุกวันเป็นเวลา
ติดต่อกันถึง ๒ สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อท่านยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะไป
พบคุณยายให้ได้ วันหนึ่งท่านจึงตัดสินใจหันไปถามเด็กหนุ่มรุ่นราว
คราวเดียวกันที่นั่งปฏิบัติธรรมอยู่ข้างๆ ว่า “รู้จักคุณแม่อาจารย์
ลูกจันทร์ไหม?” เด็กหนุ่มคนนั้นตอบว่า “ไม่มี มีแต่ครูจันทร์”
เหมือนอย่างที่ท่านเคยได้คำตอบมาแล้ว แต่ครั้งนี้ท่านตัดสินใจ
ไปพบ “ครูจันทร์” ด้วยใจที่เปี่ยมไปด้วยความหวังว่าอาจจะเป็น
คนเดียวกัน
คราวนี้หลวงพ่อได้พบกับคุณยายที่หน้าหอไว้สรีระของ
หลวงปู่วัดปากน้ำ ขณะนั้นคุณยายกำลังเดินไปธุระ แม้ว่าลักษณะ
รูปร่างของท่านจะผอมบาง ดูแล้วเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ไม่มี
อะไรพิเศษ แต่แววตาที่สุกใสนั้นเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา เด็ด
เดี่ยวและสูงส่งด้วยภูมิธรรม ซึ่งมากพอที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้
หลวงพ่อคิดอย่างเชื่อมั่นว่า นี่คือครูบาอาจารย์ของท่าน เป็นผู้เดียว
ที่จะสามารถตอบคำถามของท่านได้ และเป็นที่สุดที่ท่านไม่ต้อง
ไปแสวงหาต่อ
หลวงพ่อตั้งใจจะถามคำถาม ๒ ข้อ ที่ค้างคาอยู่ในใจให้กระจ่าง
แต่เมื่อมาพบคุณยายเข้าจริงๆ กลับถามเรื่องลูกระเบิดก่อน ซึ่งใน
ขณะนั้น คุณยายกำลังจะรีบไปธุระ จึงเดินไปพร้อมกับรับไหว้ไป
ด้วย และได้แต่พูดว่า “เดี๋ยวไปธุระก่อน แล้ววันหลังพบกัน วันนี้
จะไปงานศพ” เพียงได้ยินเท่านี้ ก็ยังความปีติเบิกบานให้กับ
หลวงพ่อสุดที่จะหาใดเปรียบ และปรารถนาให้ถึงวันพรุ่งนี้โดยเร็ว
ดังนั้นในเช้าวันถัดมา ท่านจึงรีบไปหาคุณยายทันที
ที่พักของคุณยายเป็นบ้านหลังไม่ใหญ่ (บ้านของคุณยาย
ทองสุขเดิม) มี ๓ ชั้น ซึ่งเมื่อมองดูจากภายนอกแล้ว จะเห็นเสมือน
ว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวมีใต้ถุนเตี้ยๆ ขนาดคนนั่งได้แต่ยืนไม่ได้
ปูด้วยแผ่นไม้กระดานเรียงอย่างมีระเบียบ ไว้สำหรับให้คนมานั่ง
ปฏิบัติธรรม เรียกชั้นนี้ว่า ชั้นที่ ๑
เมื่อเดินขึ้นบันไดมาจากชั้นล่างจะเห็นว่าพื้นชั้นบนของบ้าน
ถูกยกเป็น ๒ ระดับ ระดับที่ต่ำกว่าเรียกว่า ชั้นที่ ๒ ซึ่งอยู่ติดกับ
บันได พื้นของชั้นนี้ คือเพดานของชั้นที่ ๑
ชั้นที่ ๒ นี้ เป็นส่วนที่กว้างที่สุดในบ้าน มีโต๊ะหมู่บูชา ตู้เก็บ
ของ และโต๊ะบูชารูปคุณยายทองสุข วางเรียงต่อกันอยู่ทางด้านหนึ่ง
ของห้อง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นที่ซึ่งคุณยายท่านอาศัยนอน นั่งสมาธิ
สอนธรรมะ บูชาข้าวพระ และช่วยเหลือคนที่มาหา ที่ข้างๆ ตัวท่าน
มีตู้สำหรับเก็บยา ซึ่งวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ ตรง
บริเวณใกล้กับกึ่งกลางห้องยังมีเสาต้นเล็กๆ ที่มีความยาวไม่ถึงฝ้า
เพดานอยู่ต้นหนึ่ง เรียกว่าเสาหัวด้วน เป็นเสาที่หลวงพ่อชอบไปนั่ง
พิงในเวลาปฏิบัติธรรมกับคุณยาย ส่วนชั้นที่ ๓ นั้น สูงกว่าชั้นที่ ๒
ราวหนึ่งเมตรเศษ พื้นของชั้นที่ ๓ ก็คือเพดานของห้องครัว แม้ว่าห้อง
ครัวจะอยู่ชั้นที่ ๑ แต่ก็อยู่ตรงกับชั้นที่ ๓ มีความสูงตั้งแต่พื้นชั้นที่ ๑
จรดพื้นของชั้นที่ ๓ ดังนั้นห้องครัวจึงไม่เตี้ยแม้จะอยู่ชั้นที่ ๑ ก็ตาม
เมื่อหลวงพ่อไปกราบคุณยายครั้งแรกที่บ้านนี้ คุณยายก็ทักด้วย
ประโยคที่หลวงพ่อไม่อาจเข้าใจได้ในเวลานั้นว่า “คุณน่ะ หลวงพ่อวัด
ปากน้ำให้ยายไปตามมาเกิดในสมัยสงครามโลก” สิ่งที่คุณยาย
พูดนี้น่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะว่าหลวงพ่อเกิดตอนสงครามโลกจริงๆ
เมื่อไปปฏิบัติธรรมครั้งแรก คุณยายให้หลวงพ่อนั่งหลับตา
และบอกแต่เพียงว่า “นั่งไปเยอะๆ นั่งไปเรื่อยๆ” ตลอดระยะ
เวลานั้น หลวงพ่อท่านวางตนอยู่ในโอวาทของคุณยาย และทำตาม
ทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่คลางแคลงสงสัยสิ่งใดตั้งแต่แรกเริ่ม อีกทั้ง
ไม่ต้องการเหตุผลและไม่ต้องการอะไรทั้งหมด
โดยปกติแล้วคุณยายจะไม่ค่อยรับใครเป็นลูกศิษย์ คงมีแต่ศิษย์
ที่ตกค้างและเข้าวัดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นศิษย์ของคุณยายทองสุข
ผู้เป็นสหธรรมิกกับท่าน ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า คุณยายยอมรับหลวงพ่อ
ธัมมชโยเป็นศิษย์คนแรกของท่าน และในเวลาต่อมาเมื่อหลวงพ่อเรียก
ท่านว่า “ยาย” ก็ดูเหมือนว่าคุณยายจะพึงพอใจกับคำนี้เช่นกัน
หลวงพ่อไปนั่งสมาธิกับคุณยายทุกวัน หากเวลาใดที่คุณยาย
มีแขก บางครั้งหลวงพ่อก็จะหลบแขกไปเดินนับพระอยู่ที่วิหารคด
ว่ามีกี่องค์ รูปร่างอย่างไร หรือใครถวาย เป็นการรอเวลาให้แขก
กลับหมด จากเรื่องนับพระก็ไปนับช่องเก็บอัฐิตามผนังกำแพง
ดูแผ่นจารึกชาตะมรณะของผู้คน มีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ไปจนกระทั่ง
ผู้น้อย ภาพเหล่านี้ทำให้หลวงพ่อคิดว่า ทุกคนไม่ว่ายากดีมีจน
ต้องตายเสมอเหมือนกันหมด เมื่อดูจนทั่วแล้ว ก็ย่องไปหาคุณยาย
ดูว่าแขกไปหมดแล้วหรือยัง ถ้าไม่มีแขกแล้วหลวงพ่อก็จะขึ้นไปนั่ง
สมาธิต่ออีก