ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำบัญชาของหลวงปู่วัดปากน้ำ

คุณยายอาจารย์ · คุณยายอาจารย์ผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกายP3

PDF
คำบัญชาของหลวงปู่ วัดปากน้ำ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านเรียกประชุม ลูกศิษย์ทั้งหมด ทั้งในวัดและนอกวัดเพื่อประกาศให้ทุกคนรับรู้ว่า อีก ๕ ปี ท่านจะมรณภาพ ให้ลูกๆ ช่วยกันเผยแผ่วิชชาธรรมกาย ไปทั่วโลก เพราะสำคัญและมีประโยชน์มาก วิชชานี้ช่วยคนได้ทั้ง โลก และสั่งไม่ให้คุณยายไปไหน ให้อยู่ที่วัดปากน้ำ รอผู้ที่จะมา สืบทอดวิชชาธรรมกายในวันข้างหน้าต่อไป ห้าปีต่อมา หลวงปู่วัดปากน้ำท่านอาพาธหนัก บรรดา พระภิกษุต่างห้อมล้อมท่านเต็มไปหมด คุณยายไม่สามารถขึ้น ไปเยี่ยมท่านได้ ได้แต่สังเกตคอยฟังข่าวอยู่ห่างๆ เพราะวินัย ความเป็นอยู่ที่หลวงปู่เข้มงวดตลอดมานั้น ทำให้แม่ชีต้องสำรวม ระวังตัวเองให้อยู่ห่างๆ พระภิกษุ จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของ ชีวิต หลวงปู่วัดปากน้ำท่านก็มรณภาพลง เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลาบ่าย ๓ โมงเศษ หลังจากหลวงปู่วัดปากน้ำมรณภาพแล้ว บรรดาลูกศิษย์ ที่ทำวิชชาทั้งหลายต่างแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง บางคนก็ ไปอยู่ที่อื่น บางคนก็ยังปักหลักสอนธรรมปฏิบัติอยู่ตามกุฏิ หรือ ตามบ้านของแต่ละคนในบริเวณวัดปากน้ำ ส่วนคุณยายไม่ได้ย้าย ไปไหน ท่านมีความกตัญญูกตเวที คอยปรนนิบัติ ช่วยเหลือดูแล คุณยายทองสุข ผู้เป็นครูสอนธรรมะให้ท่านเป็นคนแรกที่บ้าน ๓ ชั้น ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดปากน้ำ ความจริง คุณยายย้ายมาพักกับคุณยายทองสุขตั้งแต่ก่อน หน้านี้แล้ว ซึ่งในสมัยนั้น ท่านอยู่ร่วมกันเหมือนพี่กับน้อง บางครั้ง ก็เป็นครูบาอาจารย์ของกันและกัน ทั้งนี้เพราะคุณยายทองสุขท่าน ได้รับหน้าที่จากหลวงปู่วัดปากน้ำ ให้ไปเผยแผ่วิชชาธรรมกายทั่ว ประเทศ ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่ฝ่ายเผยแผ่นี้ได้อย่างดียิ่ง เมื่อต้องออก จากโรงงานทำวิชชาไปหลายๆ วัน ท่านกลัวว่าธรรมะจะไม่ทัน คนอื่น เมื่อกลับมาจึงต้องมาถามคุณยายว่าทำวิชชาไปถึงไหน แล้ว คุณยายจะแนะนำให้ คุณยายทองสุขจึงสามารถทำวิชชาและ เผยแผ่ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้วิชชาธรรมกายเผยแผ่กว้างไกลไปทั่ว ประเทศในชนทุกระดับชั้น ท่านจึงมีลูกศิษย์มากมาย คราวใดที่ต้อง เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แล้วกลับมาพักผ่อนที่บ้าน ท่านก็จะ ได้รับการอุปัฏฐากดูแลอย่างดียิ่งจากคุณยาย ในราวปี พ.ศ. ๒๕๐๓ คุณยายทองสุขล้มป่วยลงด้วยโรค มะเร็งที่มดลูก ในระหว่างนั้น หากอาการของโรคกำเริบขึ้น ท่าน ก็จะไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ครั้นพออาการดีขึ้น ก็ กลับมาพักที่บ้าน เข้าออกโรงพยาบาลอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งอาการ หนัก หมดทางรักษาแล้ว ท่านจึงได้นอนพักอยู่แต่ที่บ้าน แม้ในยามป่วยหนักเช่นนี้ คราวใดที่คุณยายทองสุขบ่นรำพึง ต่างๆ นานาตามประสาคนมีไข้สูง คุณยายก็จะฟังด้วยใจที่สงบนิ่ง อยู่ภายใน เมื่อท่านนำยาไปให้รับประทานตามเวลาที่หมอสั่ง อย่าง เช่น ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ ให้ได้ตามเวลานั้น หากต้องคอยดูทั้งเวลาและอารมณ์ควบคู่กัน ไปว่า คนไข้พร้อมที่จะรับยาหรือไม่ มีอาการอย่างไร ทั้งนี้เพราะ คุณยายทองสุขได้รับความเจ็บปวดทรมานจากมะเร็งที่มดลูกจน ไม่อยากรับประทานยา บางครั้งเวลาที่คุณยายรินยามาให้ตามหมอสั่ง คุณยาย ทองสุขก็จะพูดตามประสาคนป่วยหนักที่สิ้นหวังว่า “ไม่กินยาแล้ว” คุณยายฟังแล้วก็รู้ว่า คุณยายทองสุขไม่ยอมรับประทานยาแน่ จึง ถอยหลังออกมา แต่ด้วยเหตุแห่งความรักครูบาอาจารย์ และใจที่ ประกอบด้วยเมตตาธรรม ปรารถนาที่จะให้คุณยายทองสุขบรรเทา ทุกขเวทนาลงไปบ้าง ท่านก็จะคอยดูอีกครั้งหนึ่งว่า อารมณ์ของ คุณยายทองสุขดีขึ้นหรือยัง หรือว่าไข้ลดลงบ้างหรือไม่ แล้วจึงจะ นำยาไปให้ดื่ม ปรนนิบัติอยู่เช่นนี้ตลอดทุกวันคืน แม้จะรู้ว่าโรคนี้ ไม่มีวันหาย ท่านก็ไม่เคยสิ้นเรี่ยวแรงในการดูแลคุณยายทองสุข เลยแม้แต่น้อย คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น (นั่งกลาง) มะเร็งมดลูกระยะสุดท้ายนั้นมีอาการรุนแรงมาก นอกจาก ในสมัยก่อนจะไม่มียาดีที่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว ยังส่งกลิ่น เหม็นรุนแรงเป็นที่น่ารังเกียจ จึงไม่ค่อยมีใครมาดูแลท่าน นอกจาก คุณยายที่อยู่คอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด คุณยายไม่เคยรู้สึกหรือแสดงท่าทีรังเกียจคุณยายทองสุข เลย กลับขยันหมั่นทำความสะอาด เช็ดถูตัว ซักเสื้อผ้าให้เสียจน สะอาดสะอ้าน นำน้ำอบไทยหรือน้ำอบปรุงเจ้าคุณมาพรมดับกลิ่น ให้ เพื่อที่ว่าในเวลาที่บรรดาศิษยานุศิษย์ของคุณยายทองสุข ที่มีอยู่ ทั่วประเทศมาเยี่ยม ซึ่งโดยปกติมักจะมาขอพึ่งบารมีกันถึงในมุ้ง ตลอดทั้งวันทั้งคืน จะได้ไม่มีกลิ่นเหม็นอันอาจเป็นเหตุให้ศิษย์ เหล่านั้นรังเกียจ วันหนึ่งในระหว่างนั้น เมื่อคุณยายทองสุขไปเข้าห้องน้ำและ กลับออกมา ท่านพูดกับคุณยายด้วยน้ำเสียงปกติเหมือนไม่ได้ เป็นอะไรมาก “อีก้างเอ๊ย ไส้กูทะลุแล้วว่ะ” พูดจบท่านก็ยิ้มแล้ว กล่าวอีกว่า “เวลาตายนี่จะมีมึงอยู่กับกูเท่านั้นแหละ” คุณยายฟัง ถ้อยคำเหล่านั้นด้วยใจสงบนิ่ง อันเป็นสภาวะปกติของผู้มีใจหยุด อย่างสมบูรณ์แล้ว ในวันสุดท้ายของชีวิต ท่านอยู่ด้วยกันลำพังเพียง ๒ คน ถึง แม้ว่าในขณะนั้นโรคร้ายกำลังรุมเร้าอย่างแสนสาหัส คุณยายทองสุข ท่านนอนหนุนตักคุณยาย และลืมตาขึ้นมาพูดกับคุณยายเป็น ครั้งสุดท้ายว่า “กูไปแล้วนะ เห็นพระเต็มไปหมดเลย” คุณยายท่าน รับฟังด้วยอาการสงบนิ่งเป็นปกติเหมือนอย่างเคย แล้วพูดกลับไป ด้วยถ้อยคำอันทรงคุณค่ายิ่งระหว่างผู้รู้ต่อผู้รู้ว่า “พี่ พุ่งเข้าไปในนิพพานเลยนะ” พอสิ้นสุดถ้อยคำนั้นคุณยาย ทองสุขก็ละจากโลกนี้ไปด้วยอาการสงบ เนื่องจากคุณยายทองสุขเป็นที่รักเคารพบูชาของคุณยาย ประดุจผู้บังเกิดเกล้าในทางธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นครูบา อาจารย์คนแรกที่สอนให้ท่านรู้จักวิชชาธรรมกาย จนสามารถเข้าถึง ธรรมได้ และได้มีโอกาสศึกษาวิชชาธรรมกาย คุณยายจึงทดแทน พระคุณอันสูงส่งนี้ด้วยการจัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ คุณยายบอกบุญบรรดาลูกศิษย์เก่าๆ แก่ๆ ของคุณยาย ทองสุข ซึ่งในเวลานั้นมีพระมหาประยูรที่คุณยายทองสุขเคยเป็น เจ้าภาพบวชให้มาช่วยงาน พร้อมกับลูกศิษย์คนอื่นๆ อีกหลายคน ส่วนคุณยายเองเป็นแม่งาน ให้เขาไปเช่าเครื่องตั้งศพของพระนาง เรือล่มมาใช้ และตกแต่งหน้าศพอย่างงดงามยิ่งด้วยดอกไม้สด จำนวนมาก ตั้งศพสวดพระอภิธรรมที่บริเวณด้านหน้าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ แล้วนำไปเผาที่วัดหมู (วัดอัปสรสวรรค์) หลังจากนั้น จึงนำเศษเถ้าไปลอยอังคารตามประเพณีที่ทำสืบต่อกันมา หลังจากงานเสร็จสิ้นแล้ว ในระหว่างนั้นคุณยายมีโอกาส หวนระลึกถึงคำสั่งของหลวงปู่วัดปากน้ำ ที่ให้เผยแผ่วิชชาธรรมกาย ไปทั่วโลก ท่านก็ทำตามมโนปณิธานนั้น ทำหน้าที่สอนสมาธิ เผยแผ่วิชชาธรรมกาย และรอคอยผู้ที่จะมาทำหน้าที่สืบทอดตาม ที่หลวงปู่วัดปากน้ำสั่งไว้ เมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เป็นวันสิ้นสุดแห่งการรอคอย คุณยาย ได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สนใจมาขอเรียนธรรมปฏิบัติกับท่าน และมีผลการปฏิบัติธรรมดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว เด็กหนุ่มคนนั้น คือผู้ที่จะมาสืบทอดงานของหลวงปู่วัดปากน้ำให้สำเร็จลุล่วงได้