จดหมายจากพระลูกชาย: ย่างหลายขุม
ย่างหลายขุม
จดหมายจากพระลูกชาย man man
๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
กระผมพระธรรมทายาท สีหนาท คมฺภีรธมฺโม (หนองอ้อ) อายุ ๒๗ ปี จากสนแก้ววนาราม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนมาบวชผมมีอาชีพเป็นช่างศิลป์ ผมทำได้ทุกอย่างทั้งเพ้นท์ภาพ แกะสลักน้ำแข็ง ทำป้ายโฆษณา แถมบางทีก็เป็นช่างประปา ช่างแอร์ก็ได้นะครับ ยังไม่หมดแค่นี้นะครับ เพราะผมยังรับเป็นดีเจ เปิดเพลงสร้างความบันเทิงในผับอีกด้วย
ซึ่งการเป็นดีเจนี่เอง ที่ทำให้ผมต้องเข้าสู่วังวนของอบายมุข ทำตัวเสเพล ทั้งดื่มเหล้า ติดผู้หญิง เที่ยวกลางคืน (โอ้ ขุม ๖ ขุม ๕ ขุม ๔ ขุม ๓ ไล่ไปหมดเลยลูก ย่างทีละหลายๆ ขุมเลย) มีเรื่องมีราวทำให้พ่อแม่เสียใจอยู่เป็นประจำ ผมเป็นอย่างนี้อยู่หลายปี
วันหนึ่งผมกลับบ้านไปกลางดึก เข้าไปในห้องของพ่อกับแม่ ก็เห็นท่านนอนหลับอยู่ ผมก็คิดในใจว่า หลายปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยหันมาดูแลพระอรหันต์ในบ้านเลย (สำนึกลึกๆ ก็ยังเป็นคนดีนะ แต่ว่าวงจรของวิบากกรรมที่คบคนพาล พาให้ไปอยู่ในวงจรอบายมุข) และผมก็รู้สึกเบื่อหน่ายกับการกระทำของตัวเองขึ้นมาอย่างหนัก (อ้า บุญได้ช่องแล้ว)
พอดีในวันรุ่งขึ้น พี่สาวไปได้ใบโบรชัวร์ชวนบวชโครงการ ๑๐๐,๐๐๐ รูป มาจากเพื่อน พอเห็นเท่านั้นผมก็ตัดสินใจไปสมัครบวชทันทีเลย เพราะในใจลึกๆ แล้ว ผมอยากที่จะทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อพ่อกับแม่บ้างครับ
พอมาบวชแล้ว ผมก็ได้ฝึกฝนตนเองทุกอย่าง ทั้งความมีระเบียบวินัย ได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ศึกษาความเป็นพระแท้ และได้ฝึกนั่งสมาธิ ตอนแรกๆ ที่ผมนั่งสมาธินั้น ผมนั่งไปได้ประมาณ ๑๐ นาทีก็ไม่ไหวแล้ว (ไม่ไหว จะต้องไม่ไหวหวั่น) จนต้องแอบลุกไปยืนเล่นอยู่ที่หน้าห้องน้ำเป็นประจำครับ (ก็ไม่เป็นไรจ้ะ) แต่พอนั่งไปได้ประมาณเกือบ ๒๐ วัน ผมก็เริ่มรู้สึกสบายตัวและสบายใจมากขึ้น
ในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ วันนั้นผมนั่งไปเรื่อยๆ โดยเอาความรู้สึกทั้งหมดมาไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็นั่งฟังเสียงลมพัดยอดสนไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่า ตัวเบามาก และก็กลืนไปกับบรรยากาศ คล้ายๆ กับว่า ไม่มีตัวตนเลย (ดีมากลูก) แล้วผมก็เห็นดวงแก้วกลมใสผุดขึ้นมาที่กลางท้อง (มาอีกแล้ว เห็นไหมจ๊ะ ดวงแก้วมาอีกแล้ว)
ตอนนั้นใจผมนิ่งมาก ผมมองไปที่ดวงแก้วอย่างนิ่งๆ ก็มีแสงสว่างจ้าออกมาจากกลางดวงแก้ว (บางคนก็บอก ครูไม่ใหญ่สอนให้เพ่งลูกแก้ว ไม่ใช่นะจ๊ะ นี่ไง ให้นั่งเฉยๆ อย่างมากก็ให้จำ ให้นึกอย่างสบาย ไม่ใช่ให้เพ่ง) ดวงแก้วมีขนาดประมาณหนึ่งกำมือ แต่รัศมีของแสงนั้นเจิดจ้ามาก
(นี่เราจะได้ยินอย่างนี้ซ้ำๆ ถ้าทดลองวิทยาศาสตร์แค่ ๓-๔ ซ้ำ เขาก็ผ่านแล้ว แต่นี่นับครั้งไม่ถ้วนเลย ที่เราได้ยินเรื่องดวงแก้ว เรื่ององค์พระ เรื่องความสว่าง)
แล้วสักพักผมก็เห็นว่า ดวงแก้วนั้นค่อยๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น แล้วผมก็เห็นองค์พระใสๆ ปรากฏขึ้น แต่แปลกมากครับว่า ผมเห็นดวงกลมใสๆ ที่กลางท้อง เหนือสะดือ ๒ นิ้ว แต่เห็นองค์พระใสๆ ที่กลางหน้าอก แต่องค์พระที่ผมเห็นนั้นชัดใสสว่างมาก (ไม่เป็นไรจ้ะ ตามใจท่านไปก่อนนะลูกนะ)
ผมเห็นตรงกลางขององค์พระมีแสงแวววาว ผมรู้สึกว่า ในกลางองค์พระไม่แข็งกระด้างแต่กลับอ่อนนุ่มมีชีวิตชีวา (เราจะได้ยินอย่างนี้หลายซ้ำทีเดียว นับซ้ำไม่ถ้วนเลย) แล้วผมก็นึกให้องค์พระขยายใหญ่ขึ้นได้ และก็หดเล็กลงก็ได้ (ตอนแรกเราตามใจท่านก่อน ตอนนี้ท่านตามใจเราแล้ว)
ตอนนั้นผมรู้สึกว่า ตัวเองขยายใหญ่ตามองค์พระไปด้วย แต่ก็ยังมองเห็นดวงแก้วกลมใสลอยอยู่ในกลางท้องได้อย่างชัดเจนตลอดเวลา ตอนนี้ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตา ผมก็จะเห็นทั้งดวงและองค์พระได้ชัดมากเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ขนาดตอนสวดมนต์ ผมก็จะเห็นดวงแก้วสว่างเจิดจ้าในกลางท้องของผมอีกด้วย (สาธุ อย่าให้หายนะลูกนะ อย่าให้หาย นั่นจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่แท้จริง)
ตอนนี้ผมขอต่อเวลา ด้วยการอยู่เป็นพระพี่เลี้ยงในโครงการอุบาสิกาแก้วหน่ออ่อน ช่วยงานหลวงพ่อไปก่อนครับ ผมขอกราบขอบพระคุณหลวงพ่อเป็นอย่างสูงที่เปิดโอกาสให้ลูกผู้ชายอย่างผมได้มาบวช และได้พบกับหนทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง ผมขอให้หลวงพ่อมีความสุข สุขภาพแข็งแรงตลอดไปนะครับ
กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อด้วยความเคารพอย่างสูง
พระธรรมทายาทสีหนาท คมฺภีรธมฺโม