ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คุณยายอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความดี

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่พระพุทธองค์ ผู้ทรงหาพระคุณอันประมาณมิได้ด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถรานุเถระทุกรูปนะครับ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรท่านสาธุชนผู้เป็นลูกหลานของคุณยายทุกท่านครับ ชีวิตหนึ่งของคนที่เกิดมาในโลกนี้จะมีความหมายไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้ทำความดี แต่ชีวิตจะยิ่งดีหากสร้างความดีทุก ๆ วัน อยากจะถามว่าหากเราได้ทราบถึงเรื่องราวของการบังเกิดขึ้นของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ในโลกนี่ ก็บังเกิดขึ้นมาแล้วมากมายเราจะรู้สึกอย่างไร สามเณรเคยได้อ่านประวัติของบุคคลสำคัญของโลก ได้รู้จักคนรอบตัวแล้วก็ได้เห็น ได้รู้ถึงชีวิตของใครหลาย ๆ คนที่ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ยิ่งทำให้สามเณรมั่นใจว่าไม่ใช่แค่นักสร้างบารมีเท่านั้นนะที่มีความดีอยู่ในหัวใจ แม้กระทั่งชาวโลกทั่ว ๆ ไป ทุกคนล้วนมีแต่ความดีกันทั้งหมดเลย ทุกคนล้วนมีแต่ความเสียสละ มีน้ำใจ และมีคุณธรรมมากมายเลย แต่ไม่ว่าจะเป็นท่านใดนะ จะเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเรา เป็นเพื่อน เป็นคุณครู หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นใครก็แล้วแต่ หากเราได้นึกถึงแล้วเราเกิดกำลังใจมีแรงบันดาลใจที่อยากจะเป็นผู้ให้ อยากจะเป็นผู้ที่มีความเสียสละ อยากทำความดีแล้ว ท่านก็คือผู้ยิ่งใหญ่ในดวงใจของพวกเราใช่ไหม แต่เชื่อไหมครับว่ายังมีบุคคลผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ใหญ่ขนาดที่ว่าไม่มีเครื่องวัดใด ๆ ในโลกที่สามารถวัดขนาดของหัวใจได้ และบุคคลท่านนี้ที่เกิดมาเพื่อทำความดีอย่างเดียว เป็นเหมือนกับรัตนะที่หาได้ยากในโลก สมกับนามของท่านที่ปรากฏว่า คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ของเรานะครับ สามเณรได้พบกับคุณยายครั้งแรกเมื่อประมาณ ๑๕ ปีที่แล้ว ตอนนั้นสามเณรยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย คุณพ่อคุณแม่ได้พาสามเณรมาวัด ตอนนั้นก็รู้สึกมาวัดแล้วมีความสุข วันหนึ่งหลังจากที่สาธุชนรับประทานอาหารกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว ตอนนั้นทุกคนก็จะไปพักผ่อนกันครับ แต่เชื่อไหมครับว่าการพักผ่อนของชาววัดพระธรรมกายแปลกมากเลย แปลกยังไงครับ เขาจะพักผ่อนด้วยการนั่งธรรมะกันนะครับ ตอนกลางวันหาต้นไม้ แล้วต้นไม้ต้นไหนร่ม ๆ เย็น ๆ นะ เขาก็จะไปนั่งธรรมะกัน ตอนนั้นครอบครัวของสามเณรและสามเณรก็อยู่ตรงรั้วข้างศาลาดุสิต คุณยายก็ปรากฏตัวขึ้น ตอนนั้นสามเณรยังไม่รู้จักว่าเป็นใคร คุณยายก็ได้สนทนากับครอบครัวของสามเณร ก่อนจะจากกัน คุณยายก็ให้ดวงแก้วคนละดวงเอาไว้ ก็นับเป็นความปีติครั้งแรกของสามเณรนะครับที่ได้รู้จักคุณยาย ได้พบคุณยาย และหลังจากนั้นสามเณรก็ไม่ได้มาวัดพระธรรมกายอีกเลย เรื่องราวทุกอย่างของที่นี่จึงถูกเก็บเอาไว้ ฝังไว้ในจิตใจของสามเณร แต่ถึงสามเณรจะไม่ได้มาวัดพระธรรมกาย แต่ใจลึก ๆ ของสามเณรก็ยังรู้สึกผูกพันกับหลวงพ่อ กับคุณยาย กับวิชชาธรรมกายมาตลอด ส่วนที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ก็จะนำทำวัตรเย็น นำนั่งธรรมะทุกวัน เหมือนแบบที่วัดพระธรรมกายทำ นับเป็นสิบปีนะครับ ตอนนั้น ๑๐ ปีที่ไม่ได้มาวัดพระธรรมกาย แต่ก็ได้ทำอย่างนี้มาตลอด แต่ถึงอย่างไรนะครับ สามเณรก็ยังรู้สึกมีความสงสัยอยู่ในใจลึก ๆ นะว่า เราเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน และได้เคยอ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม เจอแล้วแต่ไม่มีเล่มไหนถูกใจเลย ก็ค้นหาเรื่อยมา เคยเจอหนังสือที่มีรูปภาพ ๑๘ กาย แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่น่าสนใจและไม่รู้ว่ากายทั้ง ๑๘ กายนี่ มันอยู่ที่ไหน นั่งธรรมะบางทีก็มีผลการปฏิบัติธรรม แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ถามใคร ก็ไม่มีใครตอบได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สามเณรมั่นใจมาตลอดเลย เมื่อได้เห็นภาพหลวงพ่อธัมมชโยท่านนั่งถือดวงแก้วในอุโบสถ หลายท่านคงเคยเห็น ภาพนี้สามเณรเห็นแล้วรู้สึกมั่นใจทุกทีเลยว่าสักวันหนึ่ง เราจะต้องมากราบหลวงพ่อองค์นี้ให้ได้ จนสามเณรได้โตขึ้น สามเณรได้ย้ายเข้ามาเรียนต่อโรงเรียนวัดนวลนรดิษฐ์ ก็มีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือทุกวันศุกร์ทางโรงเรียน จะเรียนแค่ครึ่งวันแล้วก็เลิกเรียนนะครับ สามเณรตอนนั้นเลิกเรียนแล้วก็ไม่กลับบ้าน ไปวัด ตอนนั้นก็รู้สึกอยากจะไปวัดมาก ไปวัดปากน้ำนะครับ รู้สึกว่าไปกราบหลวงพ่อวัดปากน้ำทีไรรู้สึก มีความอุ่นใจลึก ๆ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าท่านคือใคร ท่านยิ่งใหญ่ขนาดไหน บางทีไปแล้วก็อยากทำบุญ ก็เก็บสตางค์ ค่าขนมทุกวัน ก็ถือว่าเยอะสำหรับเรา มีประมาณ ๕๐ บาท เราเก็บมาแล้วก็มาทำบุญที่วัดปากน้ำ ก็รู้สึกว่าทำบุญแล้วมีความสุข ตอนนั้นมีเท่าไหร่ก็ทำหมดเลย เหลือแค่ ๓ บาท ๕๐ สตางค์ เป็นค่ารถเมล์กลับบ้าน นี่ก็เป็นความภาคภูมิใจในวัยเด็กของสามเณรนะครับ เวลาล่วงเลยไปถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ สามเณรก็รู้สึกว่าใจของสามเณรรู้สึกอยากจะเข้าวัดนะครับ อยากจะบวช แต่ตอนนั้นไม่รู้จะบวชวัดไหน ก็เก็บเอาไว้ในใจตลอดเลย เก็บความรู้สึกไว้ในใจเอาไว้ประมาณ ๑ เดือนเต็ม สามเณรก็ได้รับใบโบชัวร์ใบหนึ่งเป็นใบอบรมมัชฌิมธรรมทายาทของวัดพระธรรมกาย ตอนนั้นสามเณรเห็นแล้วก็รู้สึกว่า ย่ารู้ได้อย่างไรนี่ เอาโบชัวร์มาให้เรา มันเหมือนกับเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะเลยนะครับ เอามาให้เรา ตอนที่เราอยากจะบวช พอเราเห็นแล้วรู้สึกมีความสุข มันปีติไปทุกวันเลยนะครับ ตั้งแต่ที่ได้มาทั้งหลับทั้งตื่น เป็นสุขหมดเลย ตื่นนอนก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุข มีความสุขตลอดเวลา สุขจนถึงวันได้มาวัดพระธรรมกาย ซึ่งตอนนั้นก็รอถึงเดือนมีนาคมนะครับ มกราคมถึงมีนาคมก็ประมาณ ๒ เดือนกว่า ๆ ทันทีที่ก้าวแรกของสามเณรเหยียบวัดพระธรรมกาย ก็รู้สึกว่าเราได้กลับบ้านเก่าแล้ว ตอนนั้นลงจากรถมายังจำคำแรกที่ได้ยินได้ฟังเลยนะครับ คือคำว่าหยุด แล้วถัดจากวันนั้นมา คำถามต่าง ๆ ที่สามเณรสงสัยมานาน ก็เริ่มรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีสิ่งที่พิเศษอยู่อย่างหนึ่งที่สามเณรได้รู้ คือได้รู้ว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำกับหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายเกี่ยวเนื่องกันด้วยวิชชาธรรมกาย คือหลวงพ่อวัดปากน้ำคือผู้ค้นพบวิชชาธรรมกาย แล้วคุณยายของเราคือผู้สืบสานวิชชาธรรมกาย มายังหลวงพ่อธัมมชโย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สามเณรภูมิใจมาก ภูมิใจที่ได้มารู้จักท่านผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น ภูมิใจที่ได้มาเป็นลูกเป็นหลานของท่าน เพียงแค่นี้ความปีติมากมายเหลือเกิน นึกแล้วมันก็มีความสุขทุกทีนะครับ แต่จากประสบการณ์ชีวิตของสามเณรตรงนี้ มันก็บอกให้ทราบว่าการที่มีผู้ยิ่งใหญ่บังเกิดขึ้น แม้เพียงท่านเดียวแล้วสอนให้ผู้อื่นรู้ตามด้วยนี่ ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณมากมายมหาศาล มากทีเดียวนะครับ ขอยืนยันนะครับ สมมติว่า เราคุยกับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ได้ แล้วถามว่า ท่านขึ้นลงทุกวันอย่างนี้ ท่านรู้สึกเบื่อบ้างไหม ถ้ามันตอบได้ก็คงจะตอบว่า นี่แหละ ความสุขของฉัน ความสุขของฉันก็คือการให้แสงสว่างแก่ทุกสิ่งทุกอย่าง มันเป็นความสุขของฉัน นี่คือหน้าที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์นะครับ ที่ไม่มีสิ่งใด ไม่มีอะไรมาแทนได้ ยังชื่อว่ามีความยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายของพวกเราล่ะครับ ท่านเป็นประดุจตะวันธรรม เป็นประดุจดวงจันทร์ในดวงใจของเรา ท่านยอมเสียสละ เสียสละเพื่อมวลมนุษยชาติและธาตุธรรม เพื่อที่จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุข ท่านจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ทั้งจักรวาลนี่ จะมีใครเลยที่หวังดีคอยช่วยเหลือเราทุกเรื่อง และปรารถนาดีให้เรา ทุกชีวิตพ้นจากวัฏสงสาร พ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ก็คงไม่มีใคร มีแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายของพวกเราที่เป็นต้นบุญต้นแบบ และเป็นทั้งหมดของชีวิตเรา ก่อนจะจบนะครับ สามเณรก็มีบทความบทหนึ่งมาฝาก มีความว่าก่อนที่ใบสุดท้ายของต้นไม้ต้นหนึ่งจะปลิดปลิว เหลือเพียงกิ่งก้านว่างเปล่ายืนต้นไร้ตาย ไม่มีประโยชน์ ต้นไม้ต้นนั้นคงแผ่กิ่งก้านสาขา ให้ร่มเงาออกดอกออกผล ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อผืนดินและผู้คนตราบจนวันสุดท้ายที่ได้ตายไป สำหรับชีวิตของคนหนึ่งที่ตลอดชีวิตได้สร้างบารมีมากมาย ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายอยู่ทุก ๆ วัน ก่อนที่ชีวิตจะจากโลกนี้ไป เราจะต้องไม่ชะล่าใจ จะต้องตักตวงเอาบุญใหญ่กับหลวงพ่อ กับคุณยายให้มาก ให้สุดใจ ให้สมกับเป็นนักรบพิเศษแห่งธาตุธรรม ต่อจากนี้ สามเณรก็ขอเรียนเชิญพวกเราทุกคนนะครับ นั่งธรรมะ ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาธรรมคุณยายกันสักครู่นะครับ *************************** จบ ***************************