ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

ต้นทุนสร้างบารมีคือ สมบัติ ๓

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบคารวะพระมหาเถระ และพระเถรานุเถระด้วยความเคารพยิ่ง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดนักสร้างบารมีลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ โลกมนุษย์เรานี้เปรียบเสมือนกับตลาดค้าบุญและบาป ที่เปรียบเทียบเช่นนี้ก็เพราะว่าในชีวิตของแต่ละคน บางครั้งเราก็ทำบุญ บางครั้งเราก็ทำบาป เมื่อละจากโลกไปแล้ว ก็ได้บุญได้บาปติดตัวกันไป เปรียบเสมือนกับคนที่เข้าไปซื้อของในตลาด เขาก็ได้สิ่งของที่ซื้อติดตัวกลับบ้านไป ทีนี้ คนที่เข้าไปซื้อของในตลาด เขาก็ต้องใช้เงิน ในการดำเนินชีวิตของเราก็เช่นกัน จะได้บุญหรือบาป ก็อยู่ที่การใช้สมบัติของเรา พวกเราทุกคนนี้มีสมบัติอยู่ ๓ อย่างด้วยกัน คือรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ และคุณสมบัติ แต่ละคนก็มีสมบัติ ๓ อย่างนี้มากน้อยไม่เท่ากัน อย่างรูปสมบัติ ทุกคนเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็ได้ร่างกายเป็นมนุษย์ เป็นรูปสมบัติขั้นพื้นฐาน ถ้าดีขึ้นมาก็คือมีรูปร่างที่สมบูรณ์ แข็งแรง สวยงาม เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา อย่างเช่นเออ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ส่วนสุดยอดของรูปสมบัติเลยก็คือลักษณะมหาบุรุษทั้ง ๓๒ ประการเหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ในส่วนของทรัพย์สมบัติ ในเบื้องต้นก็คือมีทรัพย์สมบัติพอกินพอใช้ สูงขึ้นมาก็เป็นเศรษฐี อย่างเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น แล้วก็สูงกว่าก็มหาเศรษฐี สมบัติตักไม่พร่อง อย่างเช่นท่านชฎิลเศรษฐีที่มีภูเขาทองสูง ๘๐ ศอก อยู่หลังบ้านตนเอง ตักเอามาใช้แล้วก็จะเพิ่มขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม ตักไม่พร่องเลย หรือว่าท่านเมณฑกเศรษฐีที่มีฝูงแพะทองคำ ท่านโชติกเศรษฐีมีปราสาทแก้ว ส่วนสุดยอดของทรัพย์สมบัติเลยนี่ก็คือสมบัติจักรพรรดิ ซึ่งประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีช้างแก้ว ม้าแก้ว จักรแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว แล้วก็แก้วมณีโชติรส ในส่วนคุณสมบัติก็มีตั้งแต่สติปัญญา ความรู้ ความเฉลียวฉลาด ไหวพริบ ปฏิภาณ คุณธรรม คุณวิเศษต่าง ๆ ไปจนกระทั่งถึงวิชชาธรรมกาย จัดเป็นสุดยอดของคุณสมบัติ เพราะฉะนั้นคนเราแต่ละคนต่างก็มีสมบัติ ๓ อย่างนี้มากน้อยแตกต่างกันไป แต่การมีสมบัติ ๓ มากน้อยไม่เท่ากัน ก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการใช้สมบัตินั้น เพราะชีวิตของเราจะได้บุญหรือบาป ขึ้นอยู่กับการใช้สมบัติทั้ง ๓ อย่างนี้ ผู้ที่มีสมบัติมาก แต่ใช้ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็มีตัวอย่างอยู่มากมายในพระไตรปิฎก อย่างเช่นนางจิญจมาณวิกา ปริพาชิกา เป็นผู้หญิงที่มีรูปสมบัติดี มีความงามประหนึ่งนางฟ้า แต่นางเป็นคนที่มีมิจฉาทิฐิไปนับถือลัทธิปริพาชก เลยปรารถนาที่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้แก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นางได้วางแผนสร้างสถานการณ์ให้คนเข้าใจว่านางตั้งครรภ์กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยผลกรรมนี้ ทำให้นางถูกแผ่นดินสูบ แล้วไปเกิดในอเวจีมหานรก ตัวอย่างที่ ๒ เป็นการใช้ทรัพย์สมบัติในทางที่ไม่ถูกต้อง ก็มีชายหนุ่มอยู่ ๔ คนที่เป็นเพื่อนกัน ทั้ง ๔ เป็นลูกเศรษฐี มีทรัพย์สมบัติมากทีเดียว แต่เป็นประเภทรวยไม่รู้เรื่อง คือไม่รู้จะเอาสมบัติไปใช้ทำอะไร ก็เลยสร้างเวรกาเมกันไว้มากมายด้วยทรัพย์สมบัตินั้น เมื่อละจากโลกไปแล้ว ก็บังเกิดในโลหกุมภีนรก ส่วนตัวอย่างที่ ๓ ก็ได้แก่พระเทวทัต เมื่อเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้ทำความเพียรจนได้โลกียฌานสมาบัติ มีฤทธิ์ แปลงร่างได้ แต่ว่าท่านเกิดความอิจฉาในลาภสักการะของพระเถระรูปอื่น อยากได้อย่าง พระรูปอื่นบ้าง ก็เลยใช้ฤทธิ์ของตนเองแปลงร่างเป็นเด็กน้อย มีงูพิษพันอยู่ตามร่างกาย ไปนั่งอยู่บนตักของอชาตศัตรูกุมาร ซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพิมพิสาร อชาตศัตรูกุมารก็เกิดความกลัวขึ้น พระเทวทัตก็แปลงร่างกลายเป็นพระภิกษุ ทำให้อชาตศัตรูกุมารเกิดความเลื่อมใส ได้ถวายลาภสักการะให้มากมาย แต่ต่อมาพระเทวทัตก็เกิดความมักใหญ่ใฝ่สูง ได้ยุยงอชาตศัตรูกุมารให้ปลงพระชนม์พระบิดาจนสำเร็จ ส่วนตัวเองก็พยายามปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ทำให้สงฆ์แตกแยก แต่ก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดพอพระเทวทัตป่วยเกิดสำนึกผิด อยากจะขอขมาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไปถึงแค่หน้าวัดพระ- เชตวัน ก็ถูกแผ่นดินสูบเสียก่อน ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าแม้จะมีสมบัติ ๓ มาก แต่ใช้ไปในทางที่ไม่ดี สมบัตินั้นก็ไม่มีประโยชน์แถมยังมีโทษอีก ทำให้ต้องไปเสวยผลกรรมในอบายภูมิ ทีนี้ มาดูตัวอย่างของผู้ที่ใช้สมบัติ ๓ ในทางที่ถูกต้อง คุณยายของเราท่านเป็นต้นแบบที่ดีเยี่ยมของผู้ที่ใช้สมบัติ ๓ในทางที่ดี ในเรื่องรูปสมบัติ แม้ว่าคุณยายจะเป็นผู้หญิงร่างเล็กแล้วก็ดูผอม แต่ท่านเป็นคนที่แข็งแรงมาก โยมพี่อารีพันธุ์เคยเล่าให้ฟังว่าถ้าจับแขนคุณยายดู เราจะรู้ว่ากล้ามเนื้อของคุณยายมีลักษณะที่ยืดหยุ่น ซึ่งเป็นลักษณะของกล้ามเนื้อที่มีกำลัง เหมือนกับสปริง ถ้าอ่อนเกินไปหรือแข็งเกินไป ก็ใช้งานไม่ได้ ต้องเป็นสปริงที่มีความยืดหยุ่นพอเหมาะจึงจะมีกำลัง ในสมัยที่เริ่มสร้างวัดมีการปลูกต้นไม้กันมาก คุณยายท่านปลูกต้นไม้ได้เร็วกว่าอุบาสกด้วยซ้ำไปนะ แม้ว่าคุณยายจะเป็นคนที่แข็งแรง แต่ในช่วงเริ่มสร้างวัด เนื่องจากทีมงานเป็นทีมใหม่ เพิ่งจะเคยสร้างวัดเป็นครั้งแรก ดังนั้นคุณยายจึงต้องรับภาระมาก ต้องคอยป้องกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ คอยช่วยปิดช่องว่างในการทำงาน เหมือนกับที่พระอาจารย์พระครูปลัดภูเบศ ฌานาภิญโญ ได้เคยเล่าไว้ว่าเมื่อมีสาธุชนมาช่วยงานก่อสร้างที่วัดมากขึ้น ทีมงานโยธาก็มองแต่เรื่องงานก่อสร้าง คุณยายท่านก็ช่วยตามปิดช่องว่างในการดูแลเรื่องอาหาร ปานะให้แก่สาธุชนที่มาวัด คุณยายเล่าว่าที่ศูนย์ของเราเป็นเหมือนครอบครัวใหญ่ ยายต้องแบกหมดทุกอย่าง เป็นทั้งพ่อบ้าน แม่บ้าน หนักมาก แบกทั้งศูนย์อยู่ตลอดเวลา คนที่อยู่ประจำในศูนย์ เหมือนอยู่ในรัศมีของยาย ถ้าเขาอดอยาก ไม่มีกิน ไม่มีใช้ก็ไม่ได้ เขาลำบาก ยายก็ทนไม่ได้ ต้องหาให้เขามีกินมีใช้ ไม่ให้อด ไม่ให้ลำบาก ใจของคุณยายท่านจรดจ่อกับการสร้างวัดมาก ท่านเล่าว่ายายเอาแต่งานอย่างเดียว คิดแต่จะรีบสร้างสำนักให้เสร็จ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีงานด่วน คุณยายท่านมีเวลาทานอาหารน้อย ท่านก็ทานอาหารเท่าที่ทานได้ แล้วก็รีบไปทำงาน ด้วยเหตุนี้เอง คุณยายท่านจึงป่วยเป็นโรคขาดอาหาร นี่ก็คือความทุ่มเทในการใช้รูปสมบัติในการสร้างบารมีของคุณยาย อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือเมื่อคุณยายได้เป็นประธานทอดกฐินในครั้งแรก คุณยายออกเดินทางไปบอกบุญทั่วประเทศ ตรงนี้คงไม่แปลกถ้าคุณยายอายุไม่ถึง ๖๐ปี แต่ขณะนั้นคุณยายท่านมีอายุถึง ๘๐ ปีนะ ท่านใดในที่นี้ถ้ามีอายุถึง ๖๐ ปีก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางไปทั่วประเทศจะลำบากแค่ไหน ฉะนั้นพวกเราจะเห็นได้ว่าคุณยายท่านทุ่มเทแค่ไหนในการใช้รูปสมบัติในการสร้างบารมี สำหรับเรื่องทรัพย์สมบัตินี้ คุณยายท่านเป็นคนที่ไม่ติดในทรัพย์สมบัติ เมื่อท่านออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปศึกษาวิชชาธรรมกาย ท่านสละสมบัติทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เงินทอง เครื่องประดับต่าง ๆ ก็มีเงินเพียง ๒ บาทที่แม่ให้ติดตัวมา คุณยายเป็นคนที่รักสันโดษ ท่านไม่สะสม ไม่เรียกร้องทรัพย์สมบัติ หรือเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ จะมีแต่คนที่นำมาถวายแล้วก็ต้องขอร้องให้ท่านใช้ ด้วยเหตุนี้เอง ปัจจัยที่มีผู้ถวายคุณยายมาทุกบาททุกสตางค์จึงถูกนำไปใช้สร้างวัด ใช้ในสิ่งที่เป็นบุญกุศลทั้งสิ้น ดูเหมือนว่าคุณยายจะไม่มีสมบัติอะไรมากนัก คุณยายท่านมีถุงกระดาษสีน้ำตาลอยู่ใบหนึ่ง ท่านบอกว่าคอยดูนะ ยายจะสร้างวัดด้วยถุงใบนี้ ถุงใบนี้เป็นถุงวิเศษ ล้วงเอาเงินเท่าไหร่ไม่มีหมด แล้วก็เป็นดังคำของคุณยายจริง ๆ รายจ่ายค่าแรงของวัดในสมัยนั้นตกสัปดาห์ละ ๖,๐๐๐ บาท แต่ว่าบางสัปดาห์ก็เพิ่มขึ้นมากบ้างน้อยบ้าง แต่ทุกครั้งถุงของคุณยายก็มีเงินเพียงพอ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้ววัดนี้สร้างจากสมบัติของคุณยายทั้งสิ้น เป็นสมบัติที่คุณยายท่านตามมา ผ่านทางลูกหลานของคุณยาย เพื่อให้ลูกหลานของคุณยายได้มีโอกาสเอามาทำบุญอีกทีหนึ่ง จะได้มีบุญมาก ๆ สามารถติดตามคุณยายไปสร้างบารมีกันต่อไป นอกจากนี้ คุณยายท่านยังเป็นผู้ที่ใช้ทรัพย์สมบัติอย่างคุ้มค่าที่สุด โยมอาจารย์ด๊อกเตอร์สมสุดา พู่พัด ท่านเล่าให้หลวงพี่ฟังว่าในสมัยก่อนวัดของเรายังไม่มีหม้อใบใหญ่เหมือนกับที่เราใช้ทำอาหารกันอยู่ในปัจจุบันนี้ ตอนนั้นก็จะมีแต่หม้อใบเล็ก ๆ หลาย ๆ ใบ เวลาที่ถึงงานบุญใหญ่ การทำอาหาร การจัดอาหารก็จะไม่ค่อยสะดวก ท่านและเพื่อนก็ได้ปรึกษากันว่าควรจะซื้อหม้อใบใหญ่ แล้วท่านก็ได้รับมอบหมายจากเพื่อน ๆ ให้เข้าไปขออนุญาตคุณยาย ก่อนเข้าไปก็เตรียมข้อมูลไปอย่างดีว่าซื้อมาทำไม ราคาเท่าไหร่ ใครร่วมบุญมาบ้าง พอเข้าไปกราบขออนุญาตคุณยาย ปรากฏว่าคุณยายท่านถามคำถามง่ายๆ ว่าคุณซื้อมาแล้วปีหนึ่งคุณจะได้ใช้กี่ครั้ง โยมอาจารย์ท่านบอกว่าต้องถอยออกมาตั้งหลักเลยนะ ไม่คาดว่าจะเจอคำถามนี้ ต้องมาปรึกษากับเพื่อน ๆ ใหม่ว่าจะใช้หม้อทำอะไรบ้าง เพราะว่าถ้าใช้เพียงในงานบุญใหญ่ ก็จะได้เพียงปีละ ๓ ครั้ง ในสมัยนั้น นอกจากคุณยายท่านนอกจากจะมองถึงความจำเป็นแล้ว ยังมองถึงการใช้ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับเงินที่มีผู้ร่วมบุญมา คุณยายถามอย่างนี้ก็เป็นการสอนให้รู้จักคิดถึงความคุ้มค่าก่อนซื้อ โยมอาจารย์บอกว่า เลยคิดถึงการใช้งานหม้อใบใหญ่ได้มากมาย สามารถนำมาใช้ได้ทุกเดือน ทุกสัปดาห์ ทุกวันเลย ใช้ทำอาหาร ใช้ต้มปานะ ใช้ใส่ข้าวที่หุง เพราะว่าหม้อนี้เก็บความร้อนได้ดี ใส่ผลไม้ก็ทนดี แล้วก็ใช้รวมอาหารประเภทเดียวกันเข้าไว้ด้วยกันในวันอาทิตย์ต้นเดือน ทำให้ไม่ต้องใช้หม้อเล็ก ๆ หลาย ๆ ใบ นอกจากนี้ก็ยังต้องคิดด้วยว่าหม้อใบเล็กที่มีอยู่แล้วจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เผื่อคุณยายท่านจะถามอีก พอครั้งที่ ๒ เข้าไปกราบขออนุญาตคุณยายใหม่ เรียนคุณยายเรื่องการใช้หม้อเรียบร้อย คุณยายท่านก็ถามคำถามง่าย ๆ มาอีก ซื้อมาแล้วคุณจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน เพราะเป็นหม้อใบใหญ่ ก็ต้องถอยออกมาอีก คุณยายท่านไม่ได้มองเพียงแค่การใช้งาน ท่านมองไปถึงการเก็บด้วย ถ้าเก็บไม่ดี ของเสียหาย ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เขาร่วมบุญมา โยมอาจารย์ท่านก็มาปรึกษากับเพื่อนว่าจะเก็บที่ไหน แล้วก็ต้องคิดต่อไปอีกว่าของที่เคยเก็บอยู่ตรงนั้นจะย้ายไปเก็บไว้ที่ไหนอีก แล้วก็เตรียมข้อมูลเพิ่มขึ้นอีก ว่าซื้อหม้อมาแล้วจะทำความสะอาดอย่างไร จะไปซื้อที่ไหน ไปเมื่อไหร่ ไปอย่างไร ใครไปบ้าง เผื่อคุณยายจะถาม ครั้งที่ ๓ เข้าไปขออนุญาตคุณยายใหม่ ก็รายงานคุณยายหมดทุกอย่าง คุณยายท่านก็ถามคำถามง่าย ๆ อีก ซื้อมาแล้วใครจะดูแล โยมอาจารย์ท่านก็เหลียวซ้ายแลขวา มีอยู่คนเดียวนะ ก็เลยรับปากคุณยายว่าจะดูแลเอง คุณยายท่านก็อนุญาต แล้วก็กำชับว่าให้สอนวิธีใช้ วิธีดูแลรักษาให้กับคนอื่นด้วย นับตั้งแต่วันนั้นมาวัดเราก็มีหม้อใบใหญ่ใช้กัน เราก็จะเห็นได้ว่าคุณยายท่านเป็นผู้ที่ใช้ทรัพย์สมบัติได้อย่างคุ้มค่าจริง ๆ เพราะท่านดูทั้งการใช้ การเก็บ การดูแลรักษา ครบวงจร ในเรื่องการใช้คุณสมบัติของคุณยาย แม้ว่าคุณยายท่านจะไม่รู้หนังสือ แต่ท่านก็มีสุดยอดแห่งคุณสมบัติอยู่ ก็คือวิชชาธรรมกาย ทำให้คุณยายท่านสามารถสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาอย่างได้ผล ท่านได้ช่วยปิดนรก เปิดสวรรค์ ชี้ทางนิพพานให้แก่คนมากมาย นอกจากนี้คุณยายยังใช้วิชชาธรรมกายช่วยทุกคนที่มาขอความช่วยเหลือ และใช้ตามทรัพย์สมบัติมาสร้างวัด มาเลี้ยงคนที่มาวัด คุณยายท่านเล่าว่าคนอื่น ๆ เวลาเขานอนก็หลับได้อย่างสบาย แต่ยายเวลาจะนอนก็นอนหลับไม่ได้ ต้องนึกว่าจะเอาสมบัติที่ไหนมาเลี้ยวเขา ต้องดิ่งธรรมะตามสมบัติทุกคืน แล้วที่สำคัญที่สุดเลยก็คือในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่ามกลางสมรภูมิรบ ลูกระเบิดลงเฉียดวัดปากน้ำอยู่เรื่อย ๆ แต่คุณยายท่านไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยหรือความยากลำบากใด ๆ เรื่องอาหารก็ค่อนข้างยากลำบากในสมัยนั้น เครื่องนุ่งห่มก็หาได้ยาก แต่ท่านก็ปักหลักอยู่ที่วัดปากน้ำ ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงปู่วัดปากน้ำเพื่อแก้ไขสงครามโลกให้สงบ และได้ช่วยประเทศชาติและคนมากมายให้ปลอดภัย ท่านเล่าว่าลูกระเบิดครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ หลวงปู่วัดปากน้ำท่านถามยายเพียงคนเดียวว่า ว่าถ้าลูกระเบิดนี้ลงประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ยายก็ตอบว่าพระนครจะราบเป็นหน้ากลอง ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาไม่เหลือเลย หลวงปู่ท่านเงียบ เรื่องนี้ถูกปิดเป็นความลับ แม้แต่พวกทำวิชชาด้วยกัน พระในวัดไม่มีใครรู้เลย หลวงปู่ท่านสั่งให้ลุงประยูร ซึ่งเป็นมัคทายกของวัดปากน้ำในสมัยนั้นเก็บสมบัติสำคัญ ๆ ของวัดหมด ให้ออกไปจากวัดแล้วอีก ๗ วันค่อยกลับมา แล้วหลวงพ่อก็สั่งให้ปัดลูกระเบิดเต็มที่ สั่งให้ปัดใหญ่เลย ไปลงทะเลบ้าง ป่าบ้าง ญี่ปุ่นแพ้ ประกาศเลิกสงครามเลย ยายเอาจนสงครามเลิกได้ นี่เป็นการใช้คุณสมบัติของท่านในการสร้างบารมีอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าสมบัติ ๓ อย่างนี้เป็นทุนของพวกเราทุกคน ถ้าเรานำไปใช้ในทางที่เป็นบาป เราก็ได้บาปติดตัวไป ต้องไปเสวยผลกรรมในอบายเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาเป็นมนุษย์อีก ก็มีสมบัติ ๓ อย่างนี้น้อยลง นี่เรียกว่าชีวิตขาดทุน ถ้านำไปใช้ในทางที่เป็นบุญกุศล ในการสร้างบารมี ชีวิตของเราก็ได้กำไร คือได้บุญได้บารมีติดตัวไป ละจากโลกไปแล้ว ก็ได้ไปเสวยผลบุญในสุคติโลกสวรรค์เป็นเวลาอีกยาวนาน เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็มีสมบัติ ๓ ที่มากขึ้น ประณีตขึ้น คุณยายท่านเป็นต้นบุญต้นแบบของการใช้สมบัติ ๓ ในการสร้างบารมีได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ยากที่จะหาใครเทียบได้ ดังนั้นใครที่ปรารถนาจะติดตามไปสร้างบารมีร่วมกับคุณยาย ก็ขอให้ตั้งใจทำตามอย่างคุณยายกันนะ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ หลวงพี่ก็ขอเชิญทุกท่านร่วมกันปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการระลึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ ก็ให้เราปรับร่างกายและจิตใจอย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้สอนเอาไว้ ให้เรานึกถึงคุณยายไว้ที่ศูนย์กลางกาย คุณยายท่านชอบให้ใคร ๆ ได้นึกถึงท่านในท่านั่งขัดสมาธิ ขารวบ ตัวตั้ง หลังพิงอากาศ ขาดรู้ คุณยายในชุดสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ สว่างไสว ผิวพรรณผ่องใส ใบหน้าที่สงบนิ่ง มุ่งมั่นต่อหนทางพระนิพพาน อิ่มเอิบไปด้วยความสุขจากธรรมะภายใน ให้เรานึกถึงคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ ******************************** จบ ********************************