ยายอดทนอย่างไร เราอดทนอย่างนั้น
(เริ่มม้วน 1/A)
พระมหาสุริยันต์ ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ)
ทุกท่านในที่นี้คงจะยอมรับกันเองว่าเราคือนักสร้างบารมี นักสร้างบารมีนั้นก็มีความคิด คำพูด การกระทำ แบบอย่างของนักสร้างบารมี ไม่ว่ายุคไหนก็แล้วแต่ ก็จะมีความคิดเดียวกันอย่างนี้ แต่ความคิด คำพูด การกระทำเหล่านี้ มันได้สวนทางกับกระแสของกิเลส สวนทางกับความคิด คำพูด การกระทำของชาวโลก ในขณะที่ชาวโลกมีทรัพย์สมบัติแล้ว ต้องเก็บไว้ ต้องกักตุน ต้องหวงแหนจึงจะมีใช้
แต่เรากลับไม่คิดอย่างนั้น นักสร้างบารมีคิดว่าจะมีกินมีใช้ได้ มันต้องให้ ต้องนำออก ต้องสละ แล้วการให้ของพวกเรานั้นก็ไม่เหมือนกับชาวโลกทั่วไป คือให้แบบสุดตัว ให้แบบสุดๆ ให้แบบเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เมื่อให้ไปแล้ว ยังมีความปีติเบิกบานใจตามมาด้วย
หรือในขณะที่ชาวโลกเขารักศักดิ์ศรีความเป็นคน ศักดิ์ศรีของตนเองด้วยวิธีการตาต่อตา ฟันต่อฟัน เอ็งถล่มข้า ข้าจะเอาคืน เอ็งเอาหนึ่ง ข้าจะเอาคืนสิบ หรือกระทั่งชาวโลกทั่วไปยังยึดติดในโลก ยึดติดในสุขอันจอมปลอมทั้งหลาย เราเองกลับมีความคิดที่แตกต่างจากเขา เราคิดว่าเราจะต้องพ้นออกไปจากโลกนี้ให้ได้ จะต้องไปถึงพระนิพพาน จะต้องไปสู่ที่สุดแห่งธรรมให้ได้
เมื่อความคิด คำพูด การกระทำ ทัศนคติเหล่านี้ไม่ตรงกับชาวโลก แน่นอน สิ่งที่นักสร้างบารมีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ตามแต่ จะต้องเผชิญนั่นก็คือจะมีทั้งคนที่เข้าใจ และคนที่ไม่เข้าใจ คนที่เข้าใจเขาก็เห็นด้วย เขาก็สนับสนุน หรืออย่างน้อยเขาก็ไม่คิดต่อต้าน แต่คนที่ไม่เข้าใจนี่ซิ ไม่เข้าใจก็มีความหวาดระแวง มีความสงสัยไปต่างๆ นานาว่าคนอย่างพวกเรานี่จะมีอยู่นี่หรือ มีอยู่ด้วยหรือในโลกอย่างนี้ ไม่เคยเจอ
สงสัยไม่เท่าไหร่ แต่อิจฉาริษยานี่ซิ มีเหมือนกัน เมื่ออิจฉาริษยาแล้วก็หาทางทำลาย หาทางทำร้ายร่างกายบ้าง หาทางจะจับเข้าคุกบ้าง หาทางจะทำลายชื่อเสียง พูดจากระแนะกระแหนะ ประชดประชัน กระทบกระเทียบให้เจ็บช้ำน้ำใจ หากพวกเรานักสร้างบารมีทั้งหลายประสบเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว แล้วเกิดหวั่นไหว เกิดท้อแท้ ไม่เอาอีกแล้ว การสร้างบารมีต้องเจออย่างนี้ ถ้าเราคิดอย่างนี้ การสร้างบารมีของเราอาจหยุดชะงักลงไป หรือหมดกำลังใจในการสร้างบารมีเลยก็ได้ หรือถ้าไม่หมดกำลังใจ แต่ทำการตอบโต้กลับไปนี่ซิ มันกลับนำความเสียหายมาให้เราอย่างใหญ่หลวงเลย
สิ่งที่เราจะทำได้นั้นในขณะนี้ ในขณะนั้นอันดับแรกเลยคือต้องอดทน อดทน แล้วก็อดทน ทำอย่างอื่นไม่ได้ ทนได้ก็ทนไป ทนไม่ได้มันก็ต้องทน นอกจากว่าจะต้องทนกับสิ่งที่ไม่ชอบใจอย่างนี้แล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังเป็นอีก ที่เราจะต้องทนให้ได้นั่นก็คือคำสรรเสริญเยินยอ คำยกยอปอปั้น ทั้งที่เป็นเรื่องจริงและเรื่องไม่จริง ถ้าเราหวั่นไหวต่อคำยกยอปอปั้นคำสรรเสริญเหล่านี้แล้วล่ะก็ การสร้างบารมี การทำความดีของเราอาจหยุดชะงักลงไปเลยก็ได้ และคิดว่าเรานี่ดีแล้ว คนอื่นเขาสรรเสริญเยินยอขนาดนี้ แสดงว่าเราดีแล้ว หลงตัวเอง เหลิงตัวเอง
หรือบางทีก็ทำความดีไปเหมือนกัน แต่ทำไปแบบหลงๆ ทางๆ ไปเรื่อยๆ ฉะนั้นนี่ ไม่ว่าสิ่งที่ไม่ดีมันจะมากระทบ หรือว่าสิ่งที่ดีจะมากระทบก็แล้วแต่ เราต้องอดทนทั้ง ๒ อย่าง ความอดทนนี้เป็นพื้นฐานของการสร้างความดีทุกอย่าง เป็นพื้นฐานของการประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางโลกแล้วก็ทางธรรม ทางโลกจะเรียนให้จบการศึกษา จะทำธุรกิจการงานให้เจริญรุ่งเรือง หรือว่าจะประคับประคองร่างกายสังขารให้ผ่านพ้นไปได้แต่ละวันแต่ละวัน มันก็ต้องใช้ความอดทน
ในทางธรรมจะปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดี จะปฏิบัติธรรมให้ใจหยุดใจนิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้บรรลุมรรคผลนิพพานนี่ มันก็ต้องอดทนเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสโอวาทปาฏิโมกข์ เป็นลำดับแรกเลยว่า
ขนฺตี ปรมํ ตโปตีติกฺขา ความอดทนคือความอดกลั่นเป็นตบะอย่างยิ่ง
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติพุทฺธา พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่าพระนิพพานเป็นเยี่ยม
นตฺถิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต
ผู้ล้างผลาญผู้อื่น ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียนผู้อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
เอตํ พุทฺธานสาสนํ นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
จากบทโอวาทปาฏิโมกข์บทแรกนี้นี่ แสดงให้เห็นว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้เลยว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ ทุกข์ทุกๆ ชีวิตแหละ ทุกข์ตั้งแต่เกิด เกิดมาก็ทุกข์ แก่ก็ทุกข์ เจ็บก็ทุกข์ ซ้ำร้ายตายไปก็ทุกข์อีก ความพลัดพราก ความพิไรรำพัน ความพร่ำเพ้อ ความลำบากกาย ความลำบากใจ ความคับแค้นใจ ล้วนเป็นทุกข์ทั้งสิ้น
แต่ที่เห็นๆ กันว่าเราเป็นสุขนั้น ความจริงไม่ใช่สุขจริง เป็นเพียงแค่ความทุกข์นั้นบรรเทาลงเท่านั้นเอง เมื่อชีวิตเป็นทุกข์อย่างนี้ จะประคับประคองตนเองให้ไปได้ ให้มีชีวิตอยู่ได้ มันก็ต้องใช้ความอดทน ความอดทนนี่แหละจะบรรเทาความทุกข์ของเราได้ และเมื่อชีวิตเป็นทุกข์อย่างนี้ แล้วอะไรล่ะที่เป็นสุขที่แท้จริง สุขที่แท้จริงก็คือพระนิพพานนั่น นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วได้ตรัสรู้ธรรม บรรลุถึงพระนิพพาน จึงตรัสไว้เลยว่านิพพานนี่เป็นสุขอย่างยิ่ง แต่การที่จะไปถึงพระนิพพานซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวพุทธนี่ ก็ต้องอดนทนปฏิบัติธรรม อดทนทำใจให้หยุดให้นิ่ง ให้เข้าถึงพระธรรมกาย ให้บรรลุผลนิพพานให้ได้
ในขณะที่เรากำลังอดทน เรากำลังปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้า บรรลุ ใ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪็ตามแต่ เราจะอดทน อดทนไม่ทำความชั่ว แม้มันจะต้องตายเพราะว่าความอดทนนี้ก็แล้วแต่ ก็จะยอมตาย เพราะว่าเมื่อตายไปแล้วนี่ บาปมันก็จะไม่ติดตัวไป เกิดมาอีกกี่ภพกี่ชาติ มันก็จะไม่มีเวรมีภัยกับใคร เมื่อไม่มีเวรมีภัยกับใคร ใจก็ปลอดโปร่ง ใจปลอดโปร่งในการปฏิบัติธรรม การบรรลุธรรมนี่ เข้าถึงความสุขภายใน เข้าถึงพระธรรมกาย มันก็ไม่ยาก
ดังนั้นนี่ ความอดทนนี่จึงเป็นพื้นฐานเลยว่าจะเข้า จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิตนี่ มันต้องเริ่มต้นที่ความอดทนทั้งสิ้นเลย แต่บางคนนี่เข้าใจผิด คิดว่าความอดทนคือความเก็บกด ทำอะไรไม่ได้ ถือว่าความอดทน ความจริงแล้วความอดทนก็คือการรักษาสภาวะปกติของใจเราให้เป็นปกตินี่แหละ ไม่ว่าสิ่งที่มากระทบไม่ดีหรือสิ่งดีก็แล้วแต่มากระทำ จะมากระแทก กระทั้นให้กระเทือนอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ยังรักษาสภาวะปกติของเราได้ อย่างนี้เรียกว่าความอดทน
ลักษณะของความอดทนนี่ ที่แท้จริงนี่เป็นอย่างไร อดทนที่แท้จริงนี่
ประการแรกเลย คือต้องอดทนไม่ทำความชั่ว
ประการที่ ๒ ต้องอดทนทำความดี และในที่ ในขณะที่อดทนนั้นใจต้องผ่องใสด้วย
อดทนไม่ทำความชั่ว เราเองนี่เมื่อก่อนเคยทำสิ่งไม่ดี หรือว่าไม่เคยทำก็แล้วแต่ ในเมื่อมันอยากทำ มันก็ต้องอดทน ใครมาทำร้ายรังแกเรา เราก็ต้องอดทนไม่ทำความชั่ว ไม่ทำร้ายคนอื่นต่อ นี่คืออดทนไม่ทำความชั่ว
อดทนทำความดีเป็นยังไง ทำความดีก็ต้องอดทนนะ ทำความดีไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันต้องอดทนทำ เหมือนกับทุกท่านในที่นี้จะมาเอาบุญกับคุณยาย จะมาเอาบุญร่วมฟังสวดอภิธรรมก็ต้องอดทน เพราะในวันนี้ทั้งวันเราเหน็ดเหนื่อยตรากตรำทำงานมาตลอด ในขณะเดินทางมาบางทีรถติดก็มี ไม่สะดวกสบายก็มี ก็ต้องอดทนเดินทางมาจนถึง เดินทางมาถึงแล้ว ก็ต้องนั่งอดทนนั่งฟัง ลุกไปไหนก็ไม่ได้ ลุกไปแล้วเดี๋ยวจะ บุญมันจะตกจะหล่น ฟังสวดพระอภิธรรมจนจบ
หรือแม้แต่ในขณะนี้ทุกท่านเองก็ยังมีความรู้สึกว่าต้องอดทนฟังพระอาจารย์เทศน์ไป แม้ว่าเสียงนั้นจะไม่ค่อยรื่นหู เข้าโสตประสาทแล้วจะรู้สึกระคายเคือง ก็ต้องอดทน แม้ผู้เทศน์เองนั่งอยู่ตรงนี้ก็ต้องอดทนเหมือนกัน อดทนเทศน์ให้จบ ถ้าอดทนแสดงธรรมไม่จบ อยู่ดีๆ ลุกดุ่มๆ ไปแล้วเดินออกไป ทุกท่านก็จะงง เป็นอะไรกันแน่ และจากนั้นไม่พอ ถ้าทำอย่างนั้นจริง วันต่อไปก็ต้องอดทนฟังเสียงวิพากวิจารณ์อีก นี่แหละการทำความดีก็ต้องอดทนอย่างนี้แหละ
อดทนทำใจให้ผ่องใส ในขณะที่เราอดทนนี่ใจต้องผ่องใสนะ ไม่ใช่ว่าทำอะไรไม่ได้ เขาด่าเขาว่า เขาทำร้ายนี่ อดทนเหมือนกัน เราบอกว่าอดทนเหมือนกัน แต่โกรธจนหูแดงเลย ปากสั่น หนวดกระตุก เออ ถ้าอย่างนี้ถือว่าไม่ใช่นะ ถ้าอดทนจริงๆ ต้องรักษาสภาวะปกติของใจให้ได้ ใจต้องผ่องใส
และมีบางคนเหมือนกัน มักจะพูดว่าความอดทนของคนเรานั้นมันมีขีดจำกัด เมื่อฟังอย่างนี้ หลายท่านคงจะเชื่อ เออ มันจริง คงจะจริงมั๊ง แต่ที่จริง อันที่จริงแล้วนี่ความอดทนของคนนี่ไม่มีขีดจำกัดหรอก เพียงแต่ว่าใครนี่จะไปจำกัดความอดทนของตนเองไว้ในระดับใดเท่านั้นเอง ความอดทนก็มีระดับเป็นขั้นเป็นขั้นไป
ขั้นแรก เรียกว่าอดทนต่อความลำบากตรากตรำ อดทนต่อดินฟ้าอากาศ ฝนตก แดดออก แดดร้อน หนาว เย็น ก็สู้อดทน หอบสังขารไปทำงานจนได้ แดดจะร้อนอย่างไร อากาศจะร้อนอย่างไร พัดลมก็ไม่ค่อยถึง ก็อดทน อย่างนี้เรียกว่าอดทนในขั้นแรก
อดทนสูงมากกว่านั้นขึ้นไปอีก ระดับสูงมากขึ้นไปอีก คืออดทนต่อทุกข์เวทนา คือความปวดความเมื่อย ความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ว่าจะป่วยขนาดไหนก็แล้วแต่ ก็ยังฝืนสังขารไปทำงานได้ นักศึกษา นักเรียนคนไหนก็แล้วแต่นะ ถ้าเกิดว่าป่วยยังไง ไม่ถึงขั้นนอนซม สู้ทนลุกขึ้นไปเรียนได้ เออ ให้มองว่าไอ้คนนี้เวลาให้งานอะไรไปแล้วนี่ รับผิดชอบจริงๆ รับผิดชอบได้ นี่อดทนในขั้นที่ ๒ อดทนความลำบาก อดทนต่อทุกขเวทนา
สูงขึ้นไปกว่านั้นอีก อดทนต่อการกระทบกระทั่ง คำพูดที่กระทบกระเทียบต่างๆ พูดจาแหนบแหนม กระแนะกระแหน่ ให้เจ็บช้ำน้ำใจ หลายท่านในที่นี้คงผ่านประสบการณ์เรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ตลอด ๒-๓ ปีที่ผ่านมา คงจะรู้ซึ้งกันดีว่ามันต้องใช้ความอดทนขนาดไหน เขาด่า เขาว่ากันมาทั้งบ้านทั้งเมืองว่างั้นเถอะ ความจริงไม่ใช่ทั้งบ้านทั้งเมืองหรอก เพียงไม่กี่คนด่าเรา แต่ว่าการด่ามันได้กระ⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪
⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪่ อำนาจกิเลสที่มายั่วยุ อดทนต่อคำเยินยอ อดทนไม่รับสินบน ไม่ลุแก่อำนาจ ไม่คอรัปชั่น ไม่ขี้โอ่ ใครที่ทำงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ อาจจะเคยเจอ เวลาที่เราเดือดเนื้อร้อนใจจะเป็นจะตายเอาให้ได้ มีคนมายื่นซองให้แล้วบอกว่าให้คุณอยู่เฉยๆ เรื่องอื่นเดี๋ยวผมจัดการเอง อดทนกันได้ไหม ในขณะที่เราจะเป็นจะตายอยู่นี่ จะเป็นจะตายเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจอย่างมากมาย อดทนได้ไหม ถ้าอดทนได้ล่ะก็เออ แสดงว่าความอดทนมันได้ไต่ระดับขึ้นมาถึงเพดานสูงขึ้นไปอีกแล้ว
ความอดทนมีถึง ๔ ระดับอย่างนี้ ขีดความอดทนของคนจึงไม่มีขีดจำกัด ผู้ที่มีความอดทนอย่างไม่มีขีดจำกัดที่เราได้เห็น ได้พบ ได้ยิน ได้ฟัง ก็คงจะไม่เกินใครที่อยู่ต่อหน้าพวกเรานี่แหละ คุณยายคือตัวอย่างของผู้ที่มีความอดทนอย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นผู้ที่มีความอดทนเป็นเลิศ ตั้งแต่แรกอดทนทำงานตรากตรำทำงานมาตลอด ช่วยพ่อช่วยแม่ทำมาหากิน อดทนเป็นคนใช้เขาอยู่ถึง ๒-๓ ปี ซึ่งความจริงแล้วมันไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องไปทำ
เมื่อเข้าไปอยู่ในโรงงานทำวิชชา ก็ต้องอดทนอีก มาสร้างวัด มาสร้างวัดให้พวกเราได้สร้างบุญสร้างบารมี ท่านก็ต้องอดทนมาตลอด เรื่องอื่นยกเอาไว้ มีตัวอย่างอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านทำให้เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความอดทนอย่างเป็นเยี่ยม ซึ่งเราหลายๆ ท่านในที่นี้คงจะได้ยินได้ฟังกันมาก มามากพอสมควร พอได้ยินได้ฟังทุกครั้งก็จะรู้สึกว่าโอ้โฮ น่าทึ่ง เป็นไปได้ด้วยหรือ แม้กระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ยังทึ่งว่าเออ คนอย่างนี้ยังมีอยู่อีกหรือในโลก
คือเมื่อครั้งที่ท่านยังอยู่บ้านธรรมประสิทธิ์ ได้มีคนๆ หนึ่งเขามายืนด่าคุณยาย ด่าด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพ ไม่ไพเราะ ไม่รื่นหู ไม่เหมาะที่จะพูดกับผู้มีศีลมีธรรมอันงาม ไม่เหมาะที่จะพูดกับผู้มีศีลมีธรรมอันประเสริฐ ได้มายืนด่าคุณยาย คุณยายท่านทำยังไง ท่านก็ยังทำใจหยุดใจนิ่งของท่านไปเรื่อยๆ ไม่ตอบโต้ ท่านก็ทำนิ่งๆ ของท่านไปเรื่อยๆ แล้วท่านก็พูดออกมาประโยคหนึ่งว่า เอ้า หน้าที่เธอ เธอด่าไป หน้าที่ฉัน จะนั่งเข้าที่ฟัง ชั่วไม่นานช้านี่ คนนั้นเขาก็ล่าทัพถอยไป
มีอยู่บางครั้งนี่ ท่านยืน ท่านนั่งฟังนี่นะเป็นชั่วโมง โดยที่ท่านไม่ได้ทำอะไร ท่านก็นั่งฟังของท่านอยู่อย่างนั้น บางครั้งท่านก็หลับตา บางครั้งท่านก็ลืมตา สีหน้าและแววตายังเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ทำใจหยุดใจนิ่งของท่านเรื่อยไป เมื่อได้ยินได้ฟังอย่างนี้ เรื่องนี้ ได้ยินได้ฟังเฉยๆ คงจะไม่ซึ้ง เมื่อมาเทียบกับเรา ลองดูว่าเออ ถ้าเราไปโดนด่าอย่างนั้นบ้าง เราอาจจะไม่ทำอะไรหรอก แต่ว่าใจนี่มันร้อนรุ่มตลอด อดเอาไว้ อดเอาไว้ อดเอาไว้ มันจะคิดอยู่อย่างนี้ แต่ของคุณยายไม่ใช่ ท่านมีความเป็นปกติ มีใจที่เป็นปกติ เมื่อคนที่โดนอย่างนี้บ้าง คงจะรู้ซึ้งเออ คุณยายนี่ ความอดทนของท่านนี่เป็นเลิศจริงๆ นี่เพียงแค่ตัวอย่างบางตอนเท่านั้น
ตลอดชีวิตของท่าน ท่านดำเนินชีวิตด้วยความอดทน เพราะความอดทนของท่าน ท่านจึงได้รับคำชมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง และเพราะความอดทนของท่าน จึงสร้างวัดพระธรรมกายให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ให้เป็นที่สร้างบุญสร้างบารมีของลูกศิษย์ทั้งหลาย
สืบสวนไปสืบสวนมา ค้นในพระไตรปิฎกก็พบว่าเออ ท่านก็เอาตัวอย่างมาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ พระองค์ได้ทำเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความอดทนเป็นเลิศมาแล้ว คือเมื่อครั้งหนึ่งมีพราหมณ์คนหนึ่งแกเดินดุ่ยๆๆ เข้าไปด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด่าอยู่เป็นเวลานานสองนาน พระองค์ก็เลยถามว่าพราหมณ์ เวลาที่ญาติมิตรของท่านมาหาท่าน มีบ้างไหมที่ญาติมิตรมาหาท่าน มี สมณะ มี แล้วมีบ้างหรือเปล่าที่ท่านเตรียมภัตตาหาร เตรียมอาหารมารับรองญาติ มี แล้วถ้าเกิดว่าญาติพี่น้องของท่านไม่ยอมรับอาหารของท่าน อาหารของท่านจะเป็นของเขาหรือว่าจะเป็นของท่าน สมณะโคดม พราหมณ์ก็กล่าวกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก พระสมณะโคดม อาหารนั้นก็ยังเป็นของข้าพเจ้าอยู่นั่นแหละ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เลยบอก เช่นกัน เมื่อท่านมาด่าเรานี่ เราไม่รับคำด่าของท่าน คำด่านั้นก็ยังเป็นของท่านอยู่นั่นแหละ ไม่ใช่เป็นของเรา เออ พราหมณ์ฟังแล้วได้คิด
หลังจากนั้นพระองค์ก็เทศน์ให้ฟัง แล้วพราหมณ์นั้นก็ขอบวช บวชอยู่ได้ไม่นาน บำเพ็ญเพียรอยู่ได้ไม่นาน ก็ได้บรรลุอรหันต์ นี่คือตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นแล้วว่าการใช้ความอดทนสามารถแก้ปัญหาได้ คุณยายของเรา ท่านก็ทำตามแบบอย่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือท่านไม่รับคำด่าของใครเลย ท่านก็ทำใจหยุดใจนิ่งของท่านไปเรื่อย นี่คือผลพวงของผู้ที่มีใจหยุดใจนิ่งอย่างสมบูรณ์
เราเองเป็นลูกหลานของท่าน เป็นลูกศิษย์ของท่าน เราก็ต้องทำอย่างท่าน ท่านทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น ท่านมีความอดทนอย่างไร เราก็ต้องมีความอดทนอย่างท่าน แล้วจะทำอย่างไร จึงจะมีความอดทนอย่างท่าน
ประการแรกเลย สิ่งที่เราสามารถฝึกได้คือต้องคำนึงถึงหิริโอตัปปะให้มากๆ หิริคือความเกรงกลัวต่อบาป โอตัปปะคือความเกรงกลัวต่อผลของบาป ความละอายต่อบาปคือหิริ เราเป็นลูกหลานของนักสร้างบารมี เราเป็นนักสร้างบารมี จะให้เราไปทำชั่วนั้นไม่เอาดีกว่า เมื่อความคิดอย่างนี้มันเกิดขึ้น ความอดทนมันก็เกิดขึ้น หิริโอตตัปปะมันก็เกิดขึ้น โอตัปปะเมื่อนึกถึงว่าถ้าเกิดว่าเราไม่อดทนนี่ เราไปตอบโต้ใคร ไปทำร้ายใคร หรือใจขุ่นข้องหมองใจ โกรธขึ้นมานี่ ให้มองถึงเลยว่าอนาคตเรานี่ไม่แน่ เกิดตายไปในขณะที่กำลังโกรธ ในขณะที่กำลังทำความชั่ว อบายนี่เป็นที่หวังได้พอสมควรเลย มีสิทธิที่จะไปตกไปสู่อบาย คือกำเนิดของสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เป็นไปได้ทีเดียว ถ้าเราไม่อดทน เมื่อนึกถึงยามนี้มีหิริโอตัปปะอย่างนี้ ความอดทนมันก็เกิดขึ้น
ประการที่ ๒ จะฝึกความอดทนให้ได้ มันต้องฝึกใช้เหตุใช้ผล ฝึกอธิบายชี้แจงความจริงต่างๆ เวลาที่เราอยู่ร่วมกันกับหมู่คณะนี่ หลีกเลี่ยงไม่ได้คือเรื่องของการกระทบกระทั่ง เมื่อกระทบกระทั่งส่วนใหญ่มักจะเกิดความเข้าใจผิด ถ้าคนที่สูงกว่าเรา มีฐานะสูงกว่าเรา เออเราก็ทนได้ เพราะว่าสู้กันไม่ได้ แต่ถ้าว⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪⨪ความไม่เข้าใจกัน ชี้แจงไปแล้ว เข้าใจกันดีแล้ว เรื่องก็จบ แต่ถ้าใช้อารมณ์เหนือเหตุผลล่ะก็ เรื่องไม่จบ เดี๋ยวก็ได้ก่อเวรกัน
การฝึกชี้แจงใช้เหตุผลพิจารณาหาเหตุผลต่างๆ นี้ นอกจากเราจะได้ฝึกขันติแล้ว เรายังฝึกปัญญา ฝึกการใช้ปัญญาอีกด้วย เมื่อชี้แจงบ่อยๆ เข้า เราสามารถอดทนต่อผู้ที่ต่ำกว่าได้ การอดทนต่อผู้ที่มีศักดิ์ศรีเสมอกับเรา หรือว่าสูงกว่าเรา ก็ทำได้ไม่ยาก แรกๆ อาจต้องฝืนหน่อย แต่ต่อๆ ไป
(เริ่มม้วน 1/B)
มันจะเป็นความเคยชิน และก็มีความรู้สึกว่าเหมือนไม่ต้อง (หมดม้วน 1/A) อดทน
ประการสุดท้ายนี่สำคัญ เป็นสุดยอดของการฝึกความอดทนเลย นั่นก็คือการฝึกสมาธิ เมื่อใจเป็นสมาธิ ใจไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ หนักแน่นมั่นคง ความอดทนก็เพิ่มขึ้น คุณธรรม ๒ ประการนี้คือความอดทนและสมาธินี่ เป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลกันอยู่ ความอดทนเมื่อมีมาก สมาธิก็มีมาก เมื่อสมาธิมีมาก ความอดทนก็หนักแน่นเพิ่มขึ้น เกื้อกูลกันอย่างนี้ เหมือนที่คุณยายท่านได้ทำให้เป็นตัวอย่าง ท่านมีสมาธิที่มั่นคง มีใจที่หนักแน่น ความอดทนของท่านจึงไม่มีขีดจำกัด
เมื่อเราได้พิจารณาเห็นอย่างนี้แล้วว่าเราจะต้องมีความอดทนให้เหมือนอย่างคุณยาย ให้เหมือนนักสร้างบารมีในอดีตทั้งหลายนี่ ก็ต้องฝึกความอดทนไปเรื่อยๆ ฝึกมันทุกวัน ฝึกมันทุกเดือน ฝึกทั้งชาตินี้ ชาติหน้า แล้วก็ชาติต่อๆ ไป แล้วก็เริ่มเสียแต่เดี๋ยวนี้
ฉะนั้นในโอกาสนี้จึงขอเชิญทุกท่านได้มาฝึกความอดทนของเราให้เพิ่มพูนมากขึ้นด้วยการทำสมาธิกันสักครู่หนึ่ง ให้พวกเราหลับตารวมใจของเรานิ่งๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย ตรึกระลึกนึกถึงคุณยาย ระลึกนึกถึงความอดทนของท่าน นึกถึงท่านที่มีความอดทนอย่างไม่มีขีดจำกัด และในขณะนี้เราเองก็จะฝึกความอดทนให้ได้อย่างท่านด้วยการทำสมาธิภาวนา นอกจากจะฝึกความอดทนแล้ว เราเองก็จะระลึกนึกถึงบุญกุศลที่เราได้ทำมาตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เดินทางมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรม ได้ทำสมาธิภาวนา ได้ฟังเทศน์ฟังธรรม บุญกุศลทั้งหมดนี้ให้เรานึกน้อมถวายแด่คุณยาย น้อมถวายแด่ท่าน แม้ว่าจะเป็นบุญกุศลที่มีเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับท่านแล้ว แต่บุญกุศลนี้เราจะถวายด้วยใจจริง ถวายเพราะความกตัญญูที่ท่านได้เป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญ ได้เป็นต้นแบบในการสร้างบารมีของเราทั้งหลาย ให้พวกเราตรึกระลึกนึกถึงคุณยายสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ… (หมดหน้า 1/B)
PAGE
PAGE 10
/ NUMPAGES 11