ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐสุด กราบคารวะพระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตร ผู้เป็นต้นแบบแห่งความดีทุกท่าน (สาธุ)
อนันต์กาล กล่าวขาน ว่านานนัก
แต่จะรัก ธรรมกาย ให้นานกว่า
จะทุ่มชีวิต ทิ้งชีวิต สร้างบุญญา
เพื่อมุ่งหน้า สู่สายกลาง ทางยาวไกล
ทางสายนี้ เธอคนดี มาถูกแล้ว
ทางแห่งแก้ว บริสุทธิ์ ผุดผ่องใส
มีพระพ่อ เป็นผู้นำ แห่งหลักชัย
สู้ต่อไป ไม่ลดละ นะพวกเรา
มีผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่า
ในคน ๑๐๐ คนนี่ จะหาคนกล้านั้นก็ได้เพียง ๑ คน
ในคน ๑,๐๐๐ คน ก็จะหาผู้ที่เป็นบัณฑิตนั้นก็ได้เพียง ๑ คน
ในคนแสนคน จะหาผู้ที่พูดจริงก็หาได้เพียงแค่คนเดียว
ส่วนคนที่ทุ่มเท เสียสละได้ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะคำนวณได้จากสิ่งใด
แต่ในเส้นทางการสร้างบารมีสายนี้ พวกเราทุกๆ คนก็จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสียสละได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งความสุขสบายส่วนตัว มุ่งเน้นทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมเพียงอย่างเดียว แล้วก็ทำอย่างจริงจัง แล้วก็ทำอย่างดีที่สุดเลย บุคคลที่ว่านี้นั่นก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานั่นเอง ท่านได้ทุ่มเททำในสิ่งต่างๆ ที่เกินกว่าใครจะคาดคิด
ภาพประวัติศาสตร์อันงดงามที่พวกเราทุกๆ คนได้ร่วมกันสร้างสรรค์ให้สำเร็จได้ด้วยดีนั้น จะเป็นภาพที่จะต้องตราตรึงอยู่ในความทรงจำของพวกเราไป ทุกๆ คนนะ และหากพวกเรานะได้มองย้อนดูว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ความสำเร็จแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นได้ เราจะเห็นว่ามีพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราซึ่งท่านได้เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง แล้วก็ได้ให้กำลังใจกับพวกเราเสมอมา ท่านนั้นจะเป็นหลักชัย แล้วก็เป็นที่พึ่งที่ระลึกอันสูงสุดของพวกเราอีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียวนะ แม้ว่าตัวของท่านเองจะต้องเสียสละเวลาอันมีค่าในการทำใจหยุดใจนิ่งของท่าน แต่ท่านก็ไม่เสียดาย เพราะว่าท่านนึกถึงลูกๆ ของท่านเป็นหลัก อยากให้ลูกๆ ของท่านนั้นได้บุญกันเต็มเปี่ยม ท่านจึงทุ่มเททำอย่างไม่มีท้อแท้หรือท้อถอยเลยทีเดียว
จนมีท่านหนึ่งได้ประพันธ์บทกลอนให้กับท่าน บทกลอนนี้หลายๆ ท่านนั้นก็เคยได้ยินได้ฟังแล้ว หลวงพี่เองอ่านแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งแล้วก็ประทับใจ หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินแล้วก็ได้ฟัง หลวงพี่ก็เลยขอโอกาสเอามาให้พวกเราในครั้งนี้ บทประพันธ์ มีข้อความว่า
ดุจแสงเทียน แสงธรรม นำชีวิต
พระอุทิศ กายใจ ทำไมหนอ
ลำพังตัว พระเอง ก็สุขพอ
ใยต้องรอ ผองเรา เข้าถึงธรรม
การที่บุคคลใด ผู้ใดใครคนหนึ่งจะมุ่งมั่นทำความดีโดยไม่ท้อแท้หรือท้อถอย มีพลังใจที่สามารถทำความดีอย่างเต็มที่เต็มกำลัง ทำได้อย่างไม่หยุดยั้ง และบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีมโนปณิธานอันมั่นคง ไม่คลอนแคลนต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น สามารถฟันฝ่าเอาชนะสิ่งต่างๆ ได้
ครั้งหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านมีมโนปณิธานอันมุ่งมั่น และได้กล่าวเป็นสัจจะวาจาว่า
“ทวยเทพผู้สถิต ณ ผาดำเอย ขอจงเป็นพยานด้วยเถิด ข้า ผู้ครองผ้ากาสาวพัสตุ์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ ได้ปักธงรบอหิงสาปรโมธัมโมขึ้น ณ ที่นี้แล้วในดวงใจข้า เหนือขุนเขาอันเป็นสิริ ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งจอมไท
ขอประกาศให้ทราบว่า ข้าได้อุทิศชีวิตนี้ พลีให้แก่พระศาสนา เพื่อบ่มบารมีให้แก่รอบ และจะยกตนและสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ตราบใดสัตว์โลกยังเข้านิพพานไม่หมด ข้าจะขออยู่เยี่ยงนี้เพื่อย่ำธรรมเภรี โปรดสัตว์โลกต่อไป และจะขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย ขอสันติสุขจงมีแด่สรรพสัตว์เถอะ”
นี่คือมโนปณิธานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งยากนักนี่ที่จะหาใครที่มีหัวใจงดงามเยี่ยงนี้ได้ และหากเรามองนึกถึงตัวของเราเอง แม้เพียงแค่คิดเราเองก็ยังไม่กล้าที่จะคิดเลย แต่ท่านนั้นกล้าที่จะคิด กล้าที่พูด กล้าที่จะทำ แล้วก็ทำต่อไปอย่างไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเลยทีเดียว
และเมื่อตอนที่ท่านตั้งใจที่จะบวช ก็เป็นการบวชที่ไม่ธรรมดา แต่เป็นการบวชชนิดที่ว่าอุทิศกาย ถวายให้กับพระพุทธศาสนา ซึ่งท่านเองนั้นได้จารึกถ้อยคำอันล้ำค่าไว้ที่หลังรูปถ่ายใบหนึ่ง เมื่อตอนที่ท่านได้บวชเพียง ๑ พรรษา ข้อความนี้ มีใจความอยู่ว่า
“อายุ ๒๕ ปีเศษ บวชได้ ๑ พรรษา บนกองน้ำตาของบิดามารดา ผู้ปรารถนาให้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวโลก อภัยเถิด สุดบูชาของลูก การเกิดมาในภพชาตินี้เพื่อสร้างบารมีเยี่ยงพระโพธิสัตว์เจ้าเพียงอย่างเดียว”
พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านได้พิสูจน์ให้พวกเราทุกๆ คนเห็นประจักษ์ด้วยสายตาของเราแล้วว่ายอดกัลยาณมิตร ยอดนักสร้างบารมีที่แท้จริงนั้น แม้ชีวิตก็อุทิศให้กับพระศาสนาได้ จะไม่มีมาเสียเวลา มาคิดคำนึงถึงสิ่งที่จะทำให้ใจเราท้อแท้หรือวิตกกังวลใดๆ ทั้งสิ้น จะไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นกำแพงที่มาขวากขวางกางกั้นการสร้างบารมีของเราได้ แต่จะมองข้ามอุปสรรคเหล่านั้นไปเลย
หากรู้ว่าจะมีวิธีการใดเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น แม้ชีวิตของท่าน ท่านก็ยอมแลกได้ เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่จะมาขัดขวางการสร้างบารมีของท่านได้ เมื่อใจใหญ่ โลกก็เหลือใบนิดเดียว พวกเราทุกคนได้ทราบกันดีว่าทุกภพทุกชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราลงมาเกิดสร้างบารมีนั้น ท่านก็ได้เอาชีวิตเป็นเดิมพันทุกครั้ง แม้ว่าจะประสบพบเจอกับอุปสรรคนานับปการ พระองค์เองก็ไม่เคยคิดที่จะท้อแท้ หรือว่าเบื่อหน่ายคลายความเพียรเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทรงมุ่งมั่นที่จะแสวงหาบุญอยู่ตลอดเวลา แล้วก็ท่านเองก็ไม่เคยปล่อยเวลา ปล่อยชีวิตให้ว่างเว้นจากการสร้างบารมีเลย ทุกลมหายใจเข้าออกจะมีแต่บุญกุศลล้วนๆ เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ท่านจะตั้งสติมั่น ใช้ปัญญา แก้ไขปัญหาแล้วท่านก็ฟันฝ่าจนสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ทุกครั้ง จนมาเป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั่นเอง
หมู่คณะของพวกเราก็เช่นเดียวกัน สร้างบารมี โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว แม้ว่าพวกเราจะประสบพบเจอกับอุปสรรคมากมายสักเพียงใด แต่พวกเราทุกๆ คนก็ไม่เคยคิดที่จะท้อแท้ ท้อถอยเลยทีเดียว เพราะถือว่าทะเลงาม ยามมีคลื่น ชีวิตจะราบรื่น ก็ย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา งานบุญใหญ่ที่ผ่านไปแต่ละบุญนั้น ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้พวกเราทุกๆ คนให้เห็นแล้วว่าแม้งานบุญใหญ่นั้น จะทำได้ยากสักเพียงใด บุญที่หลวงพ่อท่านมอบหมายให้พวกเรานั้น จะมีอุปสรรคมากมายสักเพียงใด แต่ว่าด้วยหัวใจของพวกเราทุกๆ คน ไม่เคยนึกถึงความเหน็ดเหนื่อยที่เกิดขึ้น ทำให้งานบุญใหญ่ในแต่ละครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านต้องให้ถ้อยคำแล้วก็ให้กำลังใจพวกเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งถ้อยคำของท่านนั้นก็เปรียบประดุจแสงทองส่องสว่างที่ส่องมากลางใจของพวกเราทุกๆ คน มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านได้เมตตาพาลูกๆ ขึ้นไปปฏิบัติธรรมที่ภาคเหนือก็คือจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง หลังจาก เมื่อเดินทางไปถึง ในยามพักผ่อน ท่านก็จะพาลูกๆ นี่ ไปเดินออกกำลังกาย ในระหว่างที่เดินก็จะคุยธรรมะให้ฟังไปด้วย ท่านเดินไปเรื่อยๆ พร้อมกับลูกๆ จนมาหยุดที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ต้นไม้ต้นนี้กำลังมีลูกอยู่พอดี ท่านมองปุ๊บ แล้วท่านก็ถามว่า “นี่ลูกอะไร” ลูกๆ หลายๆ คนที่ทราบก็ตอบว่า “ลูกท้อครับ ลูกท้อค่ะ” หลวงพ่อท่านก็ยิ้มๆ แล้วก็หันมาตอบว่า “ลูกท้อ แต่พ่อไม่เคยท้อเลย” คำพูด เพียงสั้นๆ ประโยคเดียวแต่ว่ามีความหมายลึกซึ้งกินใจยิ่งนัก ใครก็ตามที่ได้ฟังจะเกิดกำลังใจในการที่จะทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านเปรียบเสมือนขุนคลังแห่งถ้อยคำอันเลอค่า เป็นถ้อยคำอมตะรัตนวาจา เป็นถ้อยคำเพชรพลอยที่ควรค่าแก่การจำจดจารึกไว้ในความทรงจำของพวกเราทีเดียว ทำให้พวกเรานั้นได้เป็นยอดนักสร้างบารมี ผู้ที่ไม่มีวันหมดกำลังใจ เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ให้กำลังใจพวกเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนับว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านมีพระคุณกับพวกเราอย่างจะนับจะประมาณมิได้ จนไม่รู้ว่าจะพรรณนาพระคุณหลวงพ่อของท่านอย่างไรจึงจะหมดสิ้น
แต่ก็พอจะอุปมาได้ดังนี้ว่าหากมีบุรุษคนหนึ่งนะ เป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถเนรมิตศีรษะได้ร้อยศีรษะ แต่ละศีรษะนี่ก็มีร้อยปาก แต่ละปากก็มีร้อยลิ้นนะ ให้บุรุษคนนี้นะ พูดพรรณนาพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราทั้งวันนะ จาก ๑ วันเป็น ๑ อาทิตย์ จาก ๑ อาทิตย์เป็น ๑ เดือน จาก ๑ เดือนเป็น ๑ ปี จาก ๑ ปีก็เป็นหลายๆ ปี เชื่อมั่นว่าบรรยายพรรณนาพระคุณของพระเดชพระคุณหลวงพ่อยาวนานเพียงนี้ ก็ยังไม่แน่เลยว่าจะหมดสิ้นลงได้
และการที่พวกเราทุกๆ คนนั้นได้มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นขวัญเป็นกำลังใจในการสร้างความดีตลอดมานี้ หลวงพี่ก็อยากให้พวกเราทุกๆ คนได้ย้อนระลึกนึกถึงบุคคลสำคัญของโลกแล้วก็จักรวาลที่ท่านได้เป็นผู้ที่ชื่อว่าไปตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราลงมาเกิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ นั่นก็คือคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้เคยบอกเอาไว้ว่าหากไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีวัดพระธรรมกาย เพียงแค่คุณยายนั้นได้เป็นผู้ให้กำเนิดเกิดทางธรรม แด่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา พระคุณเพียงเท่านี้ก็มากมายเกินกว่าที่จะบรรยายพระคุณของท่านให้หมดสิ้นลงได้
หากพวกเราทุกๆ คนจะสังเกตให้ดี จะพบว่าสิ่งใดที่เกี่ยวเนื่องกับคุณยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรา ท่านจะใช้ความพิถีพิถัน ใช้ความละเอียดอ่อน แล้วก็ตั้งทำทุกอย่างด้วยความเอาใจใส่ ให้สมกับเป็นบุคคลที่ท่านรักและเคารพบูชาเป็นอย่างยิ่ง พวกเราทุกคนเช่นเดียวกันที่รักและเคารพคุณยายจนสุดหัวใจ หลายๆ ท่านได้ตอบแทนพระคุณของคุณยายด้วยการเป็นประธานกองกฐินบ้าง ซึ่งคุณยายนั้นท่านก็เป็นประธานใหญ่ บุญนี้ก็เป็นบุญใหญ่ติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ หลายท่านก็ได้ตั้งใจทำบุญต่างๆ โดยใส่ชื่อของคุณยายเป็นเจ้าภาพบ้าง
แต่ว่าการที่จะตอบแทนพระคุณของท่านให้ได้เต็มเปี่ยมที่สุดนั้น คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการปฏิบัติบูชานั่นเอง เพราะว่าอะไร เพราะว่าคุณยายท่านรัก รักธรรมะมากๆ เลย ใจของคุณยายจะไม่ห่างหายจากศูนย์กลางกายเลย ท่านจะดำรงสติมั่นไว้ตลอดเวลา พวกเราทุกคนผู้เป็นลูกหลวงพ่อ เป็นหลานคุณยาย ต้องตอบแทนพระคุณของท่าน ด้วยการทุ่มเทในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นเดียวกัน เพราะว่าทุกคนนั้นต่างเป็นเจ้าของเวลา เรามีสิทธิจะใช้มันทำอะไรก็ได้
แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เราไม่สามารถทำได้เลย นั่นก็คือเรียกมันกลับคืนมา และเวลานั้นเป็นสิ่งเดียวที่พวกเราทุกคนมีเสมอกัน ไม่มีใครได้เปรียบหรือว่าเสียเปรียบ สุดแต่ว่าใครจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ แล้วก็คุ้มค่ามากกว่ากัน คำว่าไม่มีเวลา จึงไม่มีในโลกนะ อยู่ที่ว่าเราจะใช้เวลานั้นได้คุ้มค่าเท่าไหร่นะ จะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน แล้วถ้าหาก เราจัดสรรเวลาให้เป็น เราจะมีเวลาเหลือเฟือเพื่อที่จะทำในสิ่งที่ดีๆ เพราะว่าปัจจุบันนี้เท่านั้นที่เรายังเป็นเจ้าของเวลา ไม่มีใครรู้เลยว่าชั่วโมงข้างหน้านี่จะเป็นของเราหรือเปล่า เพราะว่าชีวิตมนุษย์นั้นเหมือนหยดน้ำที่บนปลายยอดหญ้า ไม่นานก็พลันแห้งเหือดหายไป เหมือนกับฟองสบู่ เดี๋ยวก็แตกสลาย ชีวิตนั้นจึงเป็นของน้อยนิด ไม่อยู่ยั้งยืนยาว ดุจดวงดาวยังดับได้
แล้วบนเส้นทางการสร้างบารมีสายนี้ เรามีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย มีพระธรรมกายเป็นที่พึ่ง มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้นำ งานสร้างบารมีของเราจึงไม่ใช่งานเลี้ยง งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา แต่ว่างานสร้างบารมีนั้นย่อมไม่มีวันเลิกรา เราจะต้องทำไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย แต่ว่าการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้นเราเองจำเป็นจะต้องมีกัลยาณมิตร และต้องเป็นกัลยาณมิตรด้วยนะ เพราะว่ากัลยาณมิตรนั้นจะคอยประคับประคองกันไป จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางได้สำเร็จ ซึ่งคุณค่าของกัลยาณมิตรนั้นมีค่ามากมายอย่างอเนกอนันต์ ล้นฟ้าล้นแผ่นดินเลยทีเดียว
แม้ในทางโลก หากมีทีมงาน หรือว่ากลุ่มบุคคลใดคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะเกิดเป็นพลังแห่งความงดงาม เป็นภาพที่น่าติดตามเป็นภาพที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง เหมือนกับครั้งหนึ่ง หลายปีผ่านมาแล้วก็ได้มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคเกิดขึ้น ในตอนนั้นเป็นการแข่งขันประเภทวิ่งร้อยเมตร การแข่งขันในครั้งนี้ผู้เข้าแข่งขันมีทั้งหมด ๗ คน ทุกคนล้วนมีอวัยวะไม่สมประกอบ บางคนก็ใส่ขาเทียม บางคนก็ใส่แขนเทียม เพราะว่าการแข่งขันในครั้งนี้คือกีฬาคนพิการระดับโลกนั่นเอง ซึ่งมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก
เมื่อนักกีฬาทุกคนเข้าประจำที่ แต่ละคนก็จะมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้ชนะคว้าเหรียญทองมาครองให้ได้ เพื่อว่าจะได้เป็นเกียรติแก่ชาติ แล้วก็วงศ์ตระกูลของตนเอง ในระหว่างที่รอสัญญาณปืนดังขึ้น ดวงตาของทุกคนนั้นก็มีประกายแห่งความหวังนะ มีใบหน้าทุกคน มีใบหน้าที่แช่มชื่น มีความเบิกบาน
จากนั้นเมื่อเสียงปืนดังขึ้น ทุกคนก็ออก Start แต่ว่าเป็นการออก Start ที่ไม่รวดเร็วนัก เมื่อทุกคนวิ่ง วิ่งๆๆ วิ่งมาถึงกลางทาง ปรากฏว่ามีนักกีฬาหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ลงแข่งขัน เกิดเสียหลักหกล้มลง ด้วยความเสียใจแล้วก็เสียดายเป็นอย่างมาก ในการพลาดเหรียญรางวัล เพราะว่าต้องซักซ้อมมาเป็นเวลานั้น เด็กหญิงคนนี้ก็ได้ร้องไห้ขึ้น
นักกีฬาคนอื่นๆ ที่วิ่งแข่งขันกันอยู่ ก็เริ่มเหลียวมามอง แล้วก็ค่อยๆ ชะลอตัวลงทีละคน ทีละคน จนกระทั่งทุกคนหยุด แล้วเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น นักกีฬาทุกคน เดินกลับมาหาเด็กน้อยคนนั้นแล้วก็ค่อยๆ ประคับประคองเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมา นักกีฬาทุกคนได้คล้องแขนซึ่งกันและกัน เดินเรียงหน้ากระดานด้วยอาการที่ยิ้มแย้มเบิกบาน เดินเข้าเส้นชัยพร้อมๆ กัน ผู้ชมทั้งสนาม ได้ตบมือ ตบมือสนั่นกึกก้องกัมปนาท เป็นระยะเวลายาวนานทีเดียว เพราะว่าไม่เคยมีการแข่งขันใดที่มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีน้ำใจนักกีฬากันได้อย่างนี้
พวกเราทุกคนจะเห็นได้ว่าแม้ในการแข่งขันกีฬา หากทีมใดมีน้ำใจในการแข่งขัน จะได้เป็นผู้ที่ชื่อว่าเป็นทีมที่งดงามสง่า สง่าด้วยน้ำใจ การสร้างบารมีของหมู่คณะพวกเราก็เช่นเดียวกัน เป็นหมู่คณะที่แสนจะงดงาม งดงามทั้งร่างกาย แล้วก็งดงามทั้งจิตใจ และการสร้างบารมีของพวกเรานั้นก็อาจจะเปรียบเทียบได้กับจิตรกรเอกแห่งธาตุธรรม โดยมีคุณยายผู้เป็นหลักปักมั่นในการทำความดี เปรียบประดุจพู่กันทิพย์ ใช้ในการขีดเขียน มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยผู้สืบสานวิชชาธรรมกายเปรียบประดุจ เหมือนกับน้ำหมึกวิเศษที่สรรค์สร้างผลงานให้มีค่า มีพวกเราทุกๆ คนผู้เป็นขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรม เปรียบประดุจกระดาษชั้นเลิศที่รองรับผลงานชั้นเยี่ยม มีความสำเร็จของงานบุญใหญ่ในแต่ละครั้งที่พวกเราทุกๆ คนได้ร่วมกัน ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ เปรียบประดุจประติมากรรมแห่งธาตุธรรมที่มนุษย์และเทวดาต้องสรรเสริญ เพราะว่า ๑ สมองกับ ๒ มือ ของพวกเราทุกๆ คนนี้เองนะ ที่มีแต่สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ ให้กับโลกใบนี้
เหมือนกับบทกลอนที่ได้บอกไว้ว่า
โลกสวยโลกใส เพราะใคร ก็เพราะเรา
โลกจะเศร้า เพราะขาดเรา มิใช่หรือ
ฝากความทุกข์ สุขสบาย ไว้ในมือ
เพราะนั่นคือ โลกจะสวย ด้วยมือเรา
แต่ว่าถ้าหากเราอยากจะให้โลกของเรานี้ สดสวยงดงามและรวดเร็วยิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญมากๆ สิ่งหนึ่งนะ นั่นก็คือความใสของใจพวกเราทุกๆ คนนั่นเอง สมบัติใดๆ ในโลกนี้จะเปรียบเหมือนกับธุลีดินนะ ที่ไม่มีค่าเทียบเคียงกับจิตใจที่ใส สะอาด บริสุทธิ์ได้เลย เพราะว่าจิตใจที่ใส สะอาด บริสุทธิ์นั้น ย่อมทำอะไรก็ได้ ทำได้เหนือความคาดหมายของปุถุชน เหนือเหตุผลของคนทั้งหลาย เพราะการทำใจให้ใส ด้วยการนั่งสมาธินั้นเป็นบุญละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นการแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ดี สิ่งที่ไม่สำเร็จให้สำเร็จ จากสิ่งที่ยากก็ทำให้ง่ายขึ้น
ยิ่งถ้าหากพวกเรามีจิตใจมั่นคง จิตใจตั้งมั่นหยุดนิ่ง แล้วก็เฉยอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างมั่นคงแล้ว จะสามารถพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเราเองในทางที่ดีขึ้น จากแต่ก่อนเคยอ่อนแอ ก็จะกลับกลายเป็นเข้มแข็ง จากเคยหมดเรี่ยวแรง ก็จะกลายเป็นเปี่ยมพลัง จากหมดหวังก็จะกลายเป็นสมหวัง จากเคยร้องไห้ก็จะกลายเป็นแจ่มใส จากที่เคยเป็นทุกข์ ก็จะมีความสุขอย่างชนิดที่ว่าไร้ขอบเขตเลยทีเดียว และยังสามารถเปลี่ยนแปลงบุคคลธรรมดา ให้เป็นพระอริยเจ้าได้ด้วย
และหากพวกเราคิดหวังปรารถนาสิ่งใด ความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะว่าความสำเร็จนั้นรอพวกเราอยู่แล้ว รอผู้มีบุญอยู่เสมอ เพราะว่าศูนย์กลางกายนั้นเป็นแหล่งแห่งความสมปรารถนา เป็นแหล่งแห่งความสำเร็จ พวกเราทุกคนเป็นผู้ที่โชคดีมากๆ ที่ได้รู้จักศูนย์กลางกาย เราจึงเป็นเจ้าของความสำเร็จทุกอย่างเลย หากพวกเรา ปรารถนาอะไร ก็เพียงนึกๆ คิดๆ แตะใจที่ศูนย์กลางกายอย่างสบายๆ ความปรารถนานั้นก็จะสำเร็จได้โดยง่ายดายโดยทีเดียวเลยทีเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างนี่อยู่ในวิสัยที่พวกเราจะทำกันได้หมดเลย ถ้าหากเรามีบุญมาก ความสำเร็จก็จะง่าย หากเรามีบุญน้อย ความสำเร็จก็จะยากขึ้น
ถ้าหากเราอยากเป็นผู้ที่มีบุญมากๆ เราเองก็ต้องตรึกใจเอาไว้ที่ศูนย์กลางกายของเราให้ได้ตลอดเวลา ชีวิตของนักสร้างบารมีนี่ ต้องมีแต่คำว่าสำเร็จอยู่ในใจ อุปสรรคมีเอาไว้ให้ข้าม ขอเพียงพวกเรามีความเพียรพยายามจะต้องทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน และการเข้าถึงพระธรรมกายภายใน ก็อยู่ในวิสัยที่พวกเราทุกคนจะทำกันได้ ขอเพียงใจหยุดได้ ก็เป็นเพียงพอแล้ว เราเองก็จะต้องมีความมุ่งมั่นแล้วก็คิดตอกย้ำตัวเองเสมอว่าเราต้องทำได้ เราต้องทำได้ ห้ามคิดว่าไม่ได้ เพราะว่าทุกอย่างนั้นสำเร็จด้วยใจของเรา ใจของเรา เราบังคับได้ บังคับให้คิดดี ก็คิดได้ บังคับให้คิดชั่วเราก็สามารถทำได้ แล้วก็ความคิดที่จะนั่งสมาธิให้เข้าถึงพระธรรมกายภายในนั้นเป็นความคิดที่ดี แล้วก็ดีกว่าที่คาดคิดด้วย จงภูมิใจเถอะว่าเราคิดถูกต้องที่สุดแล้ว ถูกมากกว่าล้านเปอร์เซ็นต์เสียด้วยซ้ำ
ฉะนั้นเวลาของเรา ที่ได้ทุ่มเทให้กับการนั่งสมาธินั้นจึงไม่มีการสูญเปล่า จะมีแต่คุณค่าเสมอ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเราเองด้วย จะส่งผลไปข้ามภพข้ามชาติ ซึ่งประโยชน์ต่อตนเองนั้นก็คือเราจะมีที่พึ่งภายใน จนสามารถให้กำลังใจตัวเองได้ เพราะว่าบุคคลในโลกนี้ไม่มีใครเลยที่จะสามารถให้กำลังใจเราได้ตลอดเวลา นอกจากว่าเรานั้นจะเป็นผู้ให้กำลังใจตัวเอง
และในตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียง ๑๖ วันนะ ก็จะถึงวันสำคัญซึ่ง ๑ ปีนั้นก็จะมีเพียงครั้งเดียว นั่นก็คือวันทอดกฐินนั่นเอง เราก็ยังมีเวลาอีกพอสมควรในการที่จะตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นจากเดิม จากแต่ก่อนนี้ในช่วงต้นพรรษา หลายๆ ท่านอาจจะมีความมุ่งมั่นในการที่จะทำความดีอย่างเต็มที่ พอมากลางพรรษานั้นความตั้งใจ ความมุ่งมั่นก็อาจจะลดลงมาบ้าง แต่ก่อนที่จะถึงวันทอดกฐินอีกเพียง ๑๐ กว่านั้น หลวงพี่เองก็อยากจะขอเชิญชวนพวกเราทุกๆ คนนี่ ได้มาร่วมกันนะ ตั้งใจนะ ประพฤติปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อที่ว่าเราจะได้น้อมนำบุญกุศลนี้ถวายเป็นการปฏิบัติบูชาแด่ครูบาอาจารย์ของพวกเรานะ ซึ่งพวกเราทุกคนก็ทราบดีว่าท่านนั้นนี่มีพระคุณต่อพวกเราอย่างจะนับจะประมาณมิได้เลย เพียงแค่การสละเวลาอันมีค่าของพวกเราทุกๆ คนในการปฏิบัติธรรม ทำเพียงแค่นี้จะไม่ได้เลยเชียวหรือ
หลวงพี่ก็อยากจะฝากพวกเราไว้ว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์ หากเราไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างความดีอย่างเต็มที่แล้ว การเกิดมาในภพชาตินี้ก็จะไปแบบที่ไม่คุ้มค่ากับการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และก็ก่อนที่จะจบ หลวงพี่เองก็มีบทกลอนซึ่งอ่านแล้วก็เป็นกำลังใจนะที่จะมอบให้กับพวกเราทุกๆ ท่านนะ โดยมีเนื้อความว่า
ประวัติศาสตร์หน้าที่ ๑ ต้องบันทึก
จดจารึก ตรึกตรองไว้ เป็นอักษร
เอ่ยอ้างเทียบ เปรยเปรียบไว้ ในบทกลอน
อนุสรณ์ของนักสร้าง บารมี
ว่าเกิดมาชาตินี้หนา คุ้มค่านัก
ทุ่มกายใจแม้เหนื่อยหนัก มิถอยหนี
สู้และสู้ เพื่อสายกลาง สร้างเปรมปรีดิ์
เป็นต้นแบบแห่งความดี นี้สุดธรรม
โอกาสนี้ก็ขอเชิญชวนพวกเราทุกคนได้น้อมรำลึกนึกถึงพระคุณของคุณยายอาจารย์ของเรา ด้วยการน้อมนำใจของเรากลับมาไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นึกถึงบุญกุศลที่พวกเราทุกท่าน ได้เสียสละเวลาอันมีค่ามาร่วมกันฟังสวดพระอภิธรรม และรักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนากันในค่ำคืนนี้ ซึ่งบุญนี้เป็นบุญใหญ่ที่จะติดตามตัวเราไปทุกภพทุกชาติ ให้พวกเราทุกท่านนึกถึงบุญนี้แล้วนำมาซึ่งความปีติใจกันทุกท่านเลยนะ
******************************** จบ ********************************