เส้นทางมหาเศรษฐี (ชฎิลเศรษฐี, โชติกะเศรษฐี)
(ม้วน 1/A)
พระผดุงวิทย์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายผู้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีกันทุกๆ คนเลยนะ (สาธุ)
ที่ว่าลูกหลานคุณยายเป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีนี่กันทุกๆ คนนั้นไม่ได้พูดกันมาลอยๆ เพราะว่าเศรษฐี มหาเศรษฐีในอดีตนี่ก็ล้วนแต่ ก็ทำกัน อย่างที่พวกเราทำมาในปัจจุบันนี้เหมือนกัน แล้วการที่จะเป็นเศรษฐีได้นี่ต้องประกอบเหตุมาหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่แตกต่างกันไป หลวงพี่เองจริงๆ แล้ววันนี้จะมาเทศน์เรื่องความไม่ประมาท แต่เมื่อวานนี้ได้ถวายทองกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อไป ก็เลยมีความปีติ มีความเบิกบานใจในบุญนี้ ก็ขอให้ทุกคนนี้ได้มีส่วนบุญในที่หลวงพี่ทำด้วยนะ (สาธุ)
ก็เลยมาคิดว่านี่ เอ๊ะ วันนี้เราพูดเรื่องเศรษฐีกันดีกว่า ว่าเราฟังมาตั้งนานแล้วว่ารวยแบบโช เป็นยังไง แล้วก็ภูเขาทองเป็นยังไง เราลองมาดูตัวอย่าง ๒ อย่างนี่ ว่าเอ๊ะ เขาประกอบเหตุกันมายังไงว่ารวยอย่างโชติกเศรษฐีนี่ เขาประกอบเหตุกันมายังไง รวยแบบชฎิลเศรษฐี หลวงพี่จะยกตัวอย่างขึ้นมาแค่ ๒ ท่านเท่านั้น
แต่หลวงพี่มีความประทับใจเศรษฐีในสมัยพุทธกาลนี้อยู่ ๓ ท่าน ก็คือโชติกเศรษฐี ชฎิลเศรษฐี แล้วก็เมณฑกะเศรษฐี เพราะว่าท่านทั้ง ๓ ท่านนี้ประกอบเหตุมาอย่างดี แล้วก็พอสุดท้ายปุ๊บ ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ คือชนิดที่ว่าเบื่อความเป็นเศรษฐีแล้วก็เข้าเป็นพระอรหันต์เลย
เรามาลองดูกันว่าชฎิลเศรษฐีนี่ เขาประกอบเหตุยังไง ครั้นเมื่อสมัยพุทธกาลนี่ เมื่อตอนพระศาสดายังมีชีวิตอยู่ ชฎิลเศรษฐีได้เกิดใน เป็นบุตรของธิดาเศรษฐีในเมืองพาราณสี ธิดาเศรษฐีนี่ได้มีสามีเป็น คือมีสามีเป็นคนธรรพ์ (น่าจะเป็นคนจัณฑาล ผู้พิมพ์) แล้วก็ปิดบังเรื่องนี้ไว้ พอชฎิลเศรษฐีเกิด ก็เลยนำชฎิลเศรษฐีนี่ให้คนใช้ไปลอยน้ำ พอคนใช้ไปลอยน้ำนี้ก็มาเจอถึง ๒ ผู้หญิง ๒ คน ซึ่งเป็นอุปัฏฐากกับพระมหากัจจยานะอยู่ ก็เถียงกันไปเถียงกันมา จนถึงพระราชา พระราชาก็ตัดสินให้ผู้หญิงคนหนึ่งได้เด็กไป ผู้หญิงคนหนึ่งก็ได้ตะกร้าที่ใส่เครื่องหอมไป
พออยู่กับหญิงคนนี้มาไม่นานนี่ หญิงคนนี้ก็คิดอย่างเดียวว่าจะเลี้ยงเด็กคนนี้เพื่อการบวชของเด็กคนนี้ พอเมื่อโตขึ้นมานี่ก็จะให้เด็กคนนี้บวช เมื่อพระมหากัจจายนะท่านมา ในตระกูลอุปัฏฐากคือผู้หญิงคนนี้ พอเขามาหา ก็เลยถามว่า อ้าว เธอมีลูกด้วยหรือ เศรษฐีบอก เออ ธิดาคนนี้ก็บอกว่าไม่ใช่เจ้าค่ะ เด็กคนนี้เป็นเด็กที่นำมาเลี้ยงเก็บมาเลี้ยงเอง แล้วพระมหากัจจายานะก็ถามว่าเด็กคนนี้นี่เธอเลี้ยงแล้วเธอปรารถนาอะไร ธิดาก็เลยบอกว่าเราปรารถนาให้เด็กคนนี้นี่บวช แล้วก็ขอมอบให้แก่พระคุณเจ้า
พระมหากัจจายนะก็รับเด็กคนนี้มา แล้วก็ลองไตร่ตรองดูว่าเด็กคนนี้นี่จะบวชได้ไหมในปัจจุบันนี้ ก็เลยเห็นเหตุว่านี่ เด็กชายชฎิลยังบวชไม่ได้ เพราะว่าญาณยังไม่แก่รอบ ต้องให้รอแก่รอบก่อนถึงจะบวชได้ เลยนำเด็กคนนี้มา แล้วไปฝากตระกูลอุบาสกคนหนึ่งซึ่งเป็นกระฎุมพี คือผู้ที่มีทรัพย์ แล้วก็เป็นผู้ที่ค้าขายอยู่ กระฎุมพีนี้ก็เลี้ยงเด็ก
เด็กคนนี้ก็เจริญวัยแล้ว ก็เลยฝากเด็กคนนี้ให้ดูแลร้านของตัวเอง ที่ตัวเองขายของอยู่นี่ แล้วของที่ตัวเองขายนี่สะสมมาถึง ๑๒ ปี บางอย่างก็ไม่หมด บางอย่างก็หมด แต่ของจำนวนมากที่สะสมมา ๑๒ ปีนี่ พอเด็กชายคนนี้ไปขายของวันเดียว ก็บังเกิดความอัศจรรย์ก็คือขายของหมดเลย นี่อำนาจบุญ ผู้มีบุญอยู่ตรงไหน มันสำเร็จทุกอย่าง ขายของภายในวันเดียวหมดเลย
เมื่อกระฎุมพีคนนี้เห็นเหตุอย่างนี้แล้ว โอ้ เด็กคนนี้มีบุญมากจังเลย เราควรจะยกธิดาของเราที่เจริญวัยแล้วให้เด็กคนนี้ดีกว่า นายชฎิลเศรษฐีนี่โตขึ้นมาปุ๊บ กระฎุมพีนี้ก็เลยยกธิดาของตัวเองให้ แล้วก็ปลูกเรือนไว้ให้ พอตอนที่ปลูกเรือนให้ แล้วก็เรือนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ ชฎิลนี่เดินเข้าไปในบริเวณบ้าน เพียงก้าวเท้าเข้าไปก้าวแรก ภูเขาทองซึ่งมีความสูงถึง ๘๐ ศอก ก็ผุดขึ้นมา แทรกแผ่นดินขึ้นมาเลย พอแทรกแผ่นดินขึ้นมาปุ๊บก็ ข่าวก็เลื่องลือไปเลยนะว่านายชฎิลนี่ โอ้ เป็นผู้ที่มีทรัพย์แล้ว
เรื่องก็ไปถึงหูของพระราชา เมื่อพระราชารู้อย่างนั้นก็เลยทำพัด พัดนี้เป็นการแต่งตั้งเศรษฐี ทำพัดเศรษฐีเพื่อการแต่งตั้งเศรษฐี มาให้ชฎิลนี่ ตั้งแต่นั้นมาชฎิลเศรษฐีก็เลยได้ชื่อว่าชฎิลเศรษฐี
ชฎิลเศรษฐีนั้นใช้ชีวิต จนวัยร่วงโรยมาเรื่อยๆ มีบุตรอยู่ ๓ คนเป็นผู้ชายหมดเลย แล้วตัวเองก็ดูนะว่าแคว้นของเรานี่ไม่มีใครเลยที่มีทรัพย์เสมอตัวเองนี่ ก็เลยอยากจะหาว่าเอ๊ะ มีใครบ้างหนอที่มีทรัพย์เหมือนตัวเองนี่ ก็เลยส่งลูกน้องของตัวเองไปตรวจดูซิว่ามีคนมีทรัพย์เหมือนตัวเองไหม
ก็เลยไปตรวจไปเรื่อยๆ จนไปเจอเมณฑกะเศรษฐี เมณฑกะเศรษฐีก็เลยให้คนที่ไป ให้คนที่ชฎิลเศรษฐีไปสืบหาว่าคนไหนที่มีทรัพย์ตัวเองนี่ ไปดูตัวเองมีแพะ มีแพะที่สามารถกำเนิดทองคำได้ ฉะนั้นพอรู้ดังนั้นแล้วว่านี่ โอ้ ในโลกนี้มีคนมีทรัพย์เสมอตัวเองนี่ ตัวเองสมควรจะบวชได้แล้ว ก็เลยบอกตัวเองเลยนะว่าตัวเองจะบวช ก็หาโอกาสตัวเองจะบวชนี่
แล้วก็เลยลองส่งคนไปอีกว่านี่ เอ๊ะยังมีอีกไหมที่คนมีทรัพย์เหมือนตัวเองนี่ ก็เลยส่งคนไปเรื่อยๆ ไปดู ก็ไปเห็นตระกูลหนึ่งที่มีทรัพย์มากที่หนึ่ง ซึ่งมีปราสาทแก้วถึง ๗ ชั้น แล้วลูกน้องตัวเองนี่ ตัวเองได้ให้ผ้ากัมพลไปเพื่อไปขายในราคา ๑ แสน ไปถามขายใคร ใครก็ไม่ซื้อ แต่พอไปเจอ ไปอยู่หน้าบ้านของผู้ที่มีปราสาทแก้ว ๗ ชั้นนี่ก็คือโชติกเศรษฐีนี่ออกมา ก็บอกว่า เพราะตอนนั้นได้เห็นชายหนุ่มนี่กำลังจะเผาผ้ากัมพล กำลังจะเผาทิ้ง โชติกเศรษฐีก็ถามว่าเธอจะเผาทำไมหรือ ชายคนนั้นก็บอกว่าเราจะขายของก็คือผ้ากัมพลนี่ราคา ๑ แสน แต่ไม่มีใครเลยที่จะซื้อเลย
โชติกเศรษฐีก็เลยซื้อไว้ แล้วให้คนใช้ที่เฝ้าซุ้มประตูอยู่ เป็นคนที่กวาด กวาดซุ้มประตูที่ ๑ ที่ ๑ อยู่ คนใช้นี่นะ อัศจรรย์จริงๆ คนมีบุญนี่ อยู่ๆ ใกล้ๆ ใครก็มีบุญหมดเลย คนใช้นี่น้อยใจเลยนะว่าโอ้ เศรษฐีนี้ ก็เลยวิ่งเข้ามาถามเลย เศรษฐีเจ้าขานี่ หนูนี่ทำผิดอะไรหรือ ถ้าให้ผ้ากัมพลผืนนี้มา เขาบอกว่าทำผิดอะไรหรือนี่ หนู หนูถึงได้ ถึงให้ผ้ากัมพลเนื้อหยาบผืนนี้มา คิดดูซินี่ ผ้ากัมพลราคา ๑ แสนนะ แต่หญิงคนนั้นที่เฝ้าประตูชั้นแรกเอง ยังบอกว่านี่ เป็นผ้ากัมพลเนื้อหยาบ โชติกเศรษฐีก็เลยบอก เธอรับไปเถอะ แล้วเธอจงเอาผ้ากัมพลนี่พับเป็นรูปสี่เหลี่ยมเอาไว้เช็ดเท้าเวลาขึ้นมาจากห้องน้ำ แล้วเวลาพรมน้ำหอม
โชติกเศรษฐีนี่สุดยอดจริงๆ นะ ขนาดคนใช้ยังรวยขนาดนั้นเลย นี่ใครมีบริวารนี่นะ ใครมีคนใช้หรือมีอะไรต่างๆ นี่ ต้องบอกบุญเขาด้วยนะนี่ ต้องให้เขาได้ทำบุญ ให้เขาโมทนาบุญในสิ่งที่เราทำด้วย นี่ คนใช้ยังรวยเลย
แล้วเราลองมาดูซิว่านี่ เออ ต่อมาชฎิลเศรษฐีนี่ก็ได้บวช ก่อนที่จะบวชนี่ก็เลยแบ่งทรัพย์ ก็เลยให้จอบเพชรซึ่งเป็นด้ามทองนี่ ให้ลูกชายคนที่ ๑ ไปขุดดูซิว่าขุดเอาทองที่อยู่ใกล้ๆ บ้านนี่ที่เป็นภูเขาทองนี่เอามาให้พ่อหน่อยซิ พี่ชายคนโตก็ไปขุด ก็กระแทกจอบอย่างแรงเลย แต่ความรู้สึกเหมือนเจอหินหน้าผาอย่างนั้น กระดอนออก ก็ขุดไม่ได้ เพราะตัวเองไม่มีบุญ เศรษฐีเห็นอย่างนั้นก็เลยให้ลูกชายคนที่ ๒ ลูกชายคนที่ ๒ ก็ไปขุดอีก ลงจอบเข้าไปนี่ ก็เหมือนหินอีก ก็ขุดไม่ได้เพราะตัวเองไม่มีบุญ
ก็เลยให้ลูกชายคนเล็ก ซึ่งเป็นคนที่ ๓ นี่ไปขุด ลูกชายคนที่ ๓ นี่ไปขุด เหมือนขุดดินเหนียวเหมือนขุดทรายอย่างนั้น ขุดได้ ฉะนั้นการเกิดขึ้นของภูเขาทองนี่ เกิดขึ้นมาเพื่อเศรษฐีแล้วก็ลูกชายคนเล็กแค่นั้นเอง เมื่อเศรษฐีรู้อย่างนี้แล้วก็เลยประกาศให้กับลูกๆ ได้ทราบว่านี่ เรานี่จะขอยกทรัพย์สมบัตินี่ให้ลูกชายคนเล็กครอบครอง แล้วให้ช่วยกันดูแลรักษาซึ่งกันและกัน คือพี่ พี่ก็ดูแลน้อง น้องก็ดูแลพี่ จุนเจือกันไปอย่างนั้น เมื่อเศรษฐีหมดความกังวลอย่างนั้นก็เลยบวช ในพระศาสนา บวชแค่ ๒ ถึง ๓ วันเท่านั้นเองนะ ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ หมดกิเลสได้
นี่หลวงพี่มาคิดๆ ดูนะเขาประกอบเหตุมาดีมาก เบื่อความเป็นเศรษฐี เบื่อในความสุขสบายในทางโลกแล้วก็บวช เราลองมาดูว่าบุพกรรมของชฎิลเศรษฐีนี่ เอ๊ะทำไมถึงมาเป็นอย่างนี้ได้ พวกเราคงจะรู้ อยากจะรู้เหมือนกันว่านี่ แล้วก็คงจะนำไปทำ แล้วไปปฏิบัติ
ชฎิลเศรษฐีนี่มีอยู่สมัยหนึ่งในสมัยของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นช่างทอง ก็คือทำทอง ในสมัยนั้นพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว แล้วมีพระขีณาสพอยู่คนหนึ่งนี่ เขาไปป่าวประกาศบอกข่าวบุญให้กับชาวบ้านได้รู้ว่านี่ตอนนี้เราจะสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ยังขาดมุกทองคำในทิศอุดรอยู่ทิศหนึ่ง ก็ป่าวประกาศไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ
จนไปเห็นนายช่างทองนี่กำลังทะเลาะกับภรรยาอยู่ เมื่อนายช่างทองทะเลาะกับภรรยาอยู่นั้นน่ะ เมื่อเห็นพระท่านมาบอกว่านี่ ตอนนี้กำลังมีมุกในทิศตะวัน ในทิศอุดรนี่ ซึ่งเป็นทองคำนี่กำลังจะขาดอยู่ นายช่างทองโกรธ โกรธก็เลยตวาดพระขีณาสพรูปนั้นว่านี่ เอาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านไปโยนน้ำเสีย
เมื่อภรรยานี่รู้เหตุดังนั้น ก็เลยกล่าวให้สติสามีว่านี่ ท่าน ท่านโกรธข้าพเจ้า ท่านจะตี จะตบ จะต่อยข้าพเจ้ายังไงก็ได้ ท่านไม่น่าที่จะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งในอดีต ปัจจุบันและในอนาคตเลย เมื่อนายช่างทองคนนั้นได้รู้อย่างนั้นปุ๊บ ก็ตกใจ โอ้ตัวเองนี่ได้ทำกรรมหนักเสียแล้ว
ก็เลยเข้าไปกราบอ้อนวอนกับพระขีณาสพรูปนั้นว่านี่ พระคุณเจ้าครับ ผมจะทำยังไงดีเมื่อผมกล่าว ผมขอขมาที่ผมได้กล่าวโทษไปแล้วเมื่อกี้นี้ พระขีณาสพก็เลยบอกว่านี่ ท่านไม่ได้ว่าข้าพเจ้า ท่านไม่ได้ว่าอาตมา และอาตมานี่จะโกรธท่านได้อย่างไร นายช่างทองก็เลยบอกว่านี่ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดีนี่ ข้าพเจ้าจะพ้นจากกรรมนี่ พระขีณาสพก็เลยบอกว่านี่ให้ทำหม้อทองคำ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี่ แล้วก็ทำดอกบัวทองคำ ๓ ดอก หม้อ ๓ หม้อ
นายช่างทองก็เลยรับปากทำในสิ่งนี้ เมื่อตัวเองรับมาแล้วนี่ ตัวเองก็มาคิดถึงลูกๆ ลูกๆ นี่น่าจะได้บุญกับตัวเองบ้าง ก็เลยบอกลูกคนโตบอกว่านี่ ลูกเอ้ย พ่อนี่รับทำทอง คือจะทำหม้อทองคำกับดอกไม้ทองคำ คือเป็นดอกบัวนี่เพื่อถวายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ลูกจะช่วยไหม ลูกคนโตนี้ก็เลยว่าพ่อบอกว่านี่ พ่อเป็นคนก่อเอง พ่อก็ทำเองซิ
พ่อได้ยินอย่างนั้น ก็เลยไปถามลูกคนรอง ลูกคนรองนี่ก็เลยตอบเหมือนกันว่านี่ พ่อประกอบเหตุอย่างนั้น พ่อก็ทำเองซิ
แล้วไปถามลูกคนเล็ก ลูกคนเล็กนี่คิดอีกอย่างหนึ่งว่านี่ โอ้พ่อเรานี่ได้บุญมาก เมื่อเราเป็นพ่อเป็นลูกกัน เราควรจะ เราจะสมควรที่จะทำบุญพร้อมกับพ่อด้วยการรับทำดอกไม้ทองคำนี่แทนพ่อ ลูกคนเล็กก็เลยบอกว่านี่ พ่อครับ ผมเองนี่จะรับทำดอกไม้ทองคำให้กับคุณพ่อเอง
เราลองมาย้อนดูนี่ ด้วยกรรมใน ที่ตัวเองทำตอนนี้นี่ ชฎิลเศรษฐีต้องถูก เมื่อเกิดมาต้องถูกโยนลงน้ำถึง ๗ ครั้ง ด้วยกรรมที่ตัวเองได้กล่าวว่ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าดังนั้น แต่ด้วยกรรมที่ตัวเองได้ทำหม้อทองคำแล้วก็ดอกไม้ทองคำนี่ ถวายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตัวเองจึงได้ภูเขาทองซึ่งสูง ๘๐ ศอกนี่ เป็นสมบัติที่ตักไม่พร่องนี่ ตักเท่าไหร่ก็เหมือนเดิม ตักเท่าไหร่ก็เหมือนเดิมนี่ หาที่สุดไม่ได้
ดังนั้น ชฎิลเศรษฐีกับลูกคนเล็กเท่านั้นถึงได้มีทรัพย์ในสิ่งนี้ได้ เพราะตัวเองประกอบเหตุมาเช่นนี้ โดยได้เช่นนี้ เหมือนกับเมื่อวานที่บางคนในที่นี้ก็ได้ถวายทองคำกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อเพื่อสร้างรัตนอัฐิ เพื่อบรรจุธาตุของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงของเรานี่ ยังไงหลวงพี่ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกๆ คนที่ได้ร่วมบุญนี้ด้วยนะ (สาธุ)
และเราลองมาฟังเรื่องของโชติกเศรษฐี เขาพูดกันเยอะมาก โชติกเศรษฐี ว่ารวยแบบโช รวยจริงๆ นะ รวยยังไงกัน จริงๆ แล้วนี่นะ โชติกเศรษฐีก็เหมือนพวกเราทั้งหลายนี่แหละ ในชาติต้นๆ ก็คือหนึ่งในชาติที่ตัวเองประกอบเหตุมาดีก็คือ ตัวเองเป็น เออ ชาวไร่อ้อย จากชาวไร่อ้อยมีทรัพย์ถึงปานนั้น ตัวเองเป็นชาวไร่อ้อยก็เข้าไปดูไร่อ้อยที่ตัวเองได้ทำนี่ ตอนขาจะกลับ ก็เลยตัดอ้อย ๒ เล่ม เพื่อตัวเองเล่มหนึ่ง กับเพื่อพี่ชายตัวเองเล่มหนึ่ง ตัดอ้อย ๒ เล่มนะ
เดินมาเรื่อยๆ นี่ ไปเจอกับพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งมาบิณฑบาตอยู่นี่ ก็เลยเฉือนอ้อยของตัวเองนี่เทลงไปในบาตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิดหนึ่งนะ อ้อยในสมัยก่อนนี่เขาจะไม่เหมือนกับในสมัยปัจจุบันนี่ คือเวลาเขาเฉือนนิดหนึ่งนี่ น้ำอ้อยจะหยดลงมา จะไหลลงมาเลย แล้วน้ำอ้อยหมดก็คือหมด แล้วก็ทิ้ง ทิ้งอ้อยได้เลย นี่พอไหลลงมาเต็มบาตรนี่ ของพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ตัวเองนี่ก็เลยเอาผ้าที่ตัวเองคลุมตัวเองนี่ปูบนเนินดินที่สูงกว่าตัวเองนี่ให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่งแล้วก็ฉัน
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้านั่งแล้วฉันแล้ว ตัวเองก็เลยเฉือนอ้อยอันหนึ่ง ซึ่งเป็น ซึ่งตัวเองคิดจะให้พี่ชาย แต่ตัวเองก็คิดอย่างนี้ว่าถ้าพี่ชายจะปรารถนาทรัพย์ในอ้อยเล่มนี้ เราก็จะให้ทรัพย์ ถ้าพี่ชายจะปรารถนาบุญ เราก็จะให้ส่วนบุญนี้กับพี่ชายของเราเอง ก็เลยเฉือนอ้อยเล่มที่ ๒ เทลงเต็มบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าได้อ้อยเต็มบาตรแล้ว ก็เหาะไปภูเขาคันธมาศ เพื่อจะไปแจกจ่าย ให้กับพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก ๕๐๐ พระองค์ ด้วยบุญอันนี้ ตัวเองก็เลยเดินมาหาพี่ชาย พี่ชายก็ว่าเอา น้องเอ้ย เจ้าไปดูไร่อ้อยมาไม่ใช่หรือ เจ้าไม่ถืออ้อยมาให้พี่ชายสักเล่มหนึ่ง ไม่มีเลยหรือ ตัวเองก็เลยเล่าให้พี่ชายฟังว่านี่ ตัวเองได้ไปเจอกับพระปัจเจกพุทธเจ้ามานี่ แล้วก็มีจิตใจเลื่อมใสแล้วทำบุญกับพระปัจเจกพุทธเจ้านี่ ก็เลยบอกกับพี่ชายว่า พี่ชาย พี่ชายครับ พี่ชายปรารถนาทรัพย์ เราก็จะให้ทรัพย์ พี่ชายปรารถนาในส่วนบุญนี้ เราก็จะให้ส่วนบุญนี้
เมื่อพี่ชายรู้อย่างนั้นมีความปีติแผ่ซ่านในจิตใจเลย ขนพองเลยนะ แล้วก็โมทนาบุญในที่น้องชายได้ทำนี่ แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่านี่ขอให้เราได้บรรลุธรรมที่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นได้บรรลุแล้ว
หลวงพี่พูดเลยไปนิดหนึ่งนะ ตอนที่เออ โชติกเศรษฐีที่เกิดมาในสมัยนั้น ตอนนั้นได้อธิษฐานเมื่อตอนที่ใส่บาตรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าได้นี่ว่าขอให้เรานี่ มี มีทรัพย์แล้วก็ให้ได้ใช้ทรัพย์นั้น แล้วจนสุดท้ายนี่ขอให้ตัวเองนี่ได้บรรลุธรรมใน ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าได้บรรลุ
พอสิ้นจากอัตภาพนั้นแล้วนี่ ตัวเองได้เกิดเป็นเทวดา ได้เสวยวิมุตติสุข ๑ พุทธธันดร และลงมาเกิดนี่นะ เสวยวิมุตติสุข ๑ พุทธธันดรนี่นะ และลงมาเกิด มาเกิดในสมัยนั้น พี่ก็คือเป็นพี่อีก น้องก็เกิดเป็นน้องอีก และพี่ชายนี่ได้ไปฟังธรรมกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ต่อมาก็เลยเลื่อมใสศรัทธา ก็เลยมากล่าวลาน้องว่าน้องเอ้ย พี่นี่จะบวช พี่นี่ศรัทธาในพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และจะทำที่สุดของกองทุกข์นี่ให้สำเร็จ ก็เลยขอให้น้องบวช น้องก็เลยกล่าวบอกพี่ว่าอย่างนี้ว่านี่ พี่เอ้ย เมื่อตอนมารดาเสียชีวิต น้องก็ถือพี่นี่เป็นเสมือนมารดา เมื่อตอนบิดาเสียชีวิต น้องนี่ก็ถือพี่นี่เปรียบเสมือนบิดา แล้วพี่ทำไมต้องจากน้องไปอีกเล่า เมื่อน้องชายได้พูดอย่างนี้ พี่ชายก็เลยปลอบโยนน้องสักครู่หนึ่ง แล้วก็ได้ไปบวชในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บวชไปไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์
และน้องชายนี่ก็เลยไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเรานี่จะทำทานกะพี่ชายของเรา ก็เลยรับเป็นผู้ที่จะถวายทานกับหมู่สงฆ์ ในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหมด ๗ วันและ ๗ คืน ก็จะถวายปานะ ทั้งอาหารอะไรต่างๆ หมด พอเมื่อถวายเสร็จดังนั้นแล้วก็ไปกราบพี่ชายว่านี่ ข้าพเจ้าทำอย่างนี้แล้วนี่ ข้าพเจ้ายังจะพอไหม พี่ชายก็เลยแนะบอกว่านี่ให้น้องชายนี่ทำคันธกุฎีนี่ถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซิ
ตัวเองก็เลยระดมคน ระดมไม้อะไรต่างๆ มาทำคันธกุฎี ก็คัดแต่ชนิดที่เป็นไม้หอม แต่คันธกุฎีนี้ที่สร้างนี่เป็นลักษณะพิเศษคือฝัง ฝังรัตนชาตินี่ ฝังเพชรนิลจินดาทั้งหมดนี่ ฝังไว้ในตาม ตามคันธกุฎีทั้งหมดเลยให้สวยงาม เต็มไปด้วย เห็นแล้วนี่แพรวพราวที่สวยงามที่สุดในสมัยนั้น
และเมื่อทำอย่างนั้นเสร็จแล้วก็บดรัตนชาติให้ละเอียดเหมือนทรายนี่ โปรยไปในพื้นที่เป็นทรายในการรองรับเท้าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และบริเวณโดยรอบนี่ คันธกุฎีนี่ตัวเองก็วาง วางรัตนชาติไว้ วางรัตนชาติไว้สูงประมาณ ๑ เข่า และตั้งความปรารถนาว่านี่ถ้าคนไหนมาฟังธรรมกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ถ้าปรารถนาจะได้รัตนชาติเหล่านี้ ก็ให้กำ ผู้ที่มีความทุกข์มาก เช่นผู้ที่มีขาดในทรัพย์มาก ก็ขอให้กำไป ๒ กำ ผู้ที่มีขาดทรัพย์น้อยลงมาหน่อยก็ขอให้กำไป ๑ กำ แล้วก็ทำอย่างนี้เรื่อยไปนี่
ผ่านไปไม่นานนี่ รัตนชาติก็หมดอีก ตัวเองก็มากองอีก ทำอย่างนี้เรื่อยไปนี่ พอตัวเองเห็นเหตุอย่างนั้นแล้วนี่ ว่าอ๋อ ธรรมดาของคนนี่ที่จะมากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่โดยตลอดที่เราเห็นมานี่ มีอยู่ ๒ ประเภทคือ
๑. เลื่อมใสศรัทธาแล้วมากราบ
๒. เห็นแก่ทรัพย์ที่เราวางไว้ มากราบ
แต่ผลสุดท้ายของคนเรานั้นนี่ ก็ได้ซึ้งในพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บางคนก็ได้บวช บางคนก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์บ้าง เป็นพระอนาคามีบ้าง เป็นสกทาคามีบ้าง เป็นพระโสดาบันบ้าง ก็ศรัทธากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้เรื่อยไป เมื่อตัวเองเห็นอย่างนั้น ก็นึกถึงว่าตัวเองนี่มีแก้วมณีเท่ากับผลแตงโมนี่อยู่ลูกหนึ่ง ก็เลยไปวางไว้บนที่หน้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน ได้รับกับสาธุชนนี่ที่มากราบท่าน ก็มาวางไว้เพื่อให้คนไม่เคยเห็นแก้วมณีมาดูแก้วมณี ว่าเขาลองดูซิว่าเศรษฐีในสมัยก่อนเขามีทรัพย์เพื่อการสร้างบารมีจริงๆ
ต่อมาไม่นาน เมื่องูมาได้ ปลาก็มาได้ แต่เมื่อปลามาได้ งูก็มาได้นี่ ก็มีคนมาขโมยแก้วมณีนี้ไป เศรษฐีไม่สามารถครองสติที่จะเลื่อมใสในทรัพย์ที่หายไปได้ คือปกติคนหยิบเพชร หยิบพลอย หยิบอะไรไปนี่ก็มีความปีติใจว่าเราได้ถวายทาน เราได้ถวายทาน แต่ตอนนั้นชักขัดๆ อยู่ในใจหน่อย ก็เลยไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้านี่ ข้าพเจ้ารู้สึกตะขิดตะขวงในทรัพย์ที่หายไปนี้ พระพุทธเจ้าก็เลยปลอบโยนว่านี่เศรษฐีเอ๋ย เรานี่ได้ให้ทรัพย์นี้ไปแล้วนี่ เราคิดถึงซิว่าอนาคตที่เราจะตามมานี่ เราจะไม่มี ไม่สามารถจะมีใครมาลักทรัพย์เราได้ หรือจะมีทรัพย์สิ่งเหล่านี้นี่ไปข้ามภพข้ามชาติ
เมื่อเศรษฐีรู้อย่างนี้ปุ๊บนี่ ก็มีความปีติเบิกบานใจในคำปลอบโยนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เลยตั้งความปรารถนาว่าทรัพย์ใดของข้าพเจ้านี่ นับตั้งแต่ปัจจุบันนี่ ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ให้ใคร แม้เพียงเส้นด้ายเส้นเดียวนี่ ก็ขออย่าได้มีใครเอาของข้าพเจ้าไปได้
พอละจากอัตภาพมานั้นแล้วนี่ ก็มาเกิดในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเอง ก็ได้มาเกิดในตระกูลของเศรษฐีเหมือนกัน ในตอนที่โชติกเศรษฐีเกิดนั้นน่ะรุ่งเรืองไปด้วยแสงสว่างทั้งนคร นี่ลงมาเกิดนี่มีความรุ่งเรืองไปหมดเลย ชาวเมืองก็เลยตั้งชื่อให้ลูกเศรษฐีนี้ว่าโชติกเศรษฐี โชติกะก่อน ยังไม่ได้เป็นเศรษฐี ต่อมาไม่นานโชติกะนี่ก็โตขึ้น แล้วพ่อนี่จะสร้างเรือนให้ พอพ่อคิดจะเรือนให้นี่ระดมลูกน้องตัวเองนี่จะสร้างเรือนให้โชติกะนี่
พอระดมคนแค่นั้นเองนี่ ร้อนไปถึงพระอินทร์เลยนะ ที่ตัวเองนั่งๆ นี่แข็งกระด้างไปเลย ก็เลยมาดูซิเอ๊ะ สัตว์โลกคนไหนหนอที่เดือดร้อน ก็เลยมาเห็นอ๋อ โชติกะเศรษฐีนี่ตอนนี้กำลังจะสู่เรือนแล้ว ด้วยบุพกรรมที่เขามาทำ ต้องเราเท่านั้นที่จะไปทำให้บุญที่เขาได้ทำนี่สำเร็จได้ ก็เลยลงไปข้างล่าง ปลอมตัวเป็นพราหมณ์ แล้วก็บอกว่าท่านทั้งหลายจงวางจอบ วางพร้า วางมีดเสีย นอกจากข้าพเจ้าแล้วไม่มีใครที่จะสามารถสร้างบ้านให้กับเศรษฐีนี้ได้ เมื่อทุกคนรู้ดังนั้นก็เลยวางจอบ วางพร้า วางมีดไว้หมดเลย
พราหมณ์ที่ตัวเองนี่ที่เออ ท้าวสักกะเทวราชได้ปลอมลงไปนี่ ก็เลยเนรมิตว่าจงเกิดปราสาทแก้ว ๗ ชั้น ณ ที่นี้ ปราสาทแก้วก็ผุดขึ้นมาจากดินเลยนะ แทรกขึ้นมาจากดิน ปราสาทแก้ว ๗ ชั้น ซึ่งพร้อมพรั่งไปด้วยเพชร รัตนชาติทั้งหลาย แล้วเมื่อปราสาทเกิดขึ้นมา ๗ ชั้นก็เนรมิตกำแพงแก้วขึ้นมาอีก เมื่อเนรมิตกำแพงแก้ว ก็เนรมิตต้นกัลปพฤกษ์ (หมดม้วน 1/A)
(ม้วน 1/B)
ขุมสมบัตินี่ เกิดขึ้นมานี่ ๔ มุมของปราสาท นี่อัศจรรย์ทีเดียวนะ เมื่อเศรษฐีเห็นดังนั้นปุ๊บ ก็ป่าวประกาศกันไปใหญ่เลยนะว่า โอ้โฮ ลูกเศรษฐีนี่ตอนนี้มีปราสาทแก้วแล้ว
เมื่อพระราชารู้อย่างนั้นก็เลยแต่งตั้งให้เป็นเศรษฐีอีกคนหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาก็เลยได้ชื่อว่าโชติกเศรษฐี เมื่อโชติกเศรษฐีนี่มีอยู่หลายตอนที่เกิดความอัศจรรย์ทีเดียว อย่างเช่นเออ พระเจ้าพิมพิสารนี่ได้ไปดูว่าปราสาทนี่เป็นยังไง พระราชายังต้องไปดูนะ ไปดูปราสาทของเศรษฐีว่าเป็นยังไง พอไปดูแล้วก็ไม่กล้าเข้า เพราะมันเป็นแก้วหมดเลย ก็นึกว่าเศรษฐีนี่จะลวงเรามาฆ่า เศรษฐีเมื่อ โชติกเศรษฐีเมื่อเห็นดังนั้นก็เลยเดินนำหน้าของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารก็เดินตามรอยเท้านั่นไป
เกิดความรื่นรมย์มากข้างในนั้น แล้วก็พอเดินขึ้นปราสาทปุ๊บสักพักหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารก็เลยบอกว่าตอนนี้เราจะฉันภัตที่นี่แหละ ก็เลยฉันภัต ฉันภัตนี่ซึ่งภรรยาของโชติกเศรษฐี ซึ่งเป็นนางแก้วนี่ ซึ่งมาจากอุตระกุรุทวีปนี่ ได้ถือเอาหินแล้วก็หม้อซึ่ง ซึ่งมีข้าวอยู่ข้างในนี่มาอยู่ ๒ อย่าง เมื่อตัวเองนี่นึกจะแกงอะไร ก็ไปวางไว้บนหินนี่ก็จะสุกพอดี เมื่อจะหุงข้าวก็จะวางบนหินนี้ก็จะสุกพอดี แล้วหินนี้ก็มีลักษณะพิเศษอีกก็คือว่าคือตักเท่าไหร่ก็ไม่หมด ข้าวอะไรต่างๆ นี่นะ แล้วก็พอเมื่อสุกแล้วนี่ก็จะมีสัญญาณบอกว่าตอนนี้สุกแล้ว ให้เศรษฐีได้รู้แล้วก็จะได้รับประทานอาหาร
รสชาตินี้ ถึงชนิดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสารนี่นะทานแล้วนี่ลืมไปเลยว่าอิ่มเป็นยังไง ทานใหญ่เลยนะ จนเศรษฐีเห็นดังนั้นก็บอกว่านี่ เออ พระเจ้าข้านี่ ตอนนี้พระองค์ควรจะหยุดฉันได้แล้ว พระองค์นี่ควรจะหยุดทานอาหารได้แล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็เลยเคืองเอานะว่าเอ๊ะ มันไม่สะดวกใจกับท่านหรือ ที่ไม่ให้เราทานต่อ เศรษฐีก็เลยบอกว่าตอนนี้พระองค์นี่ได้ทานไปเยอะแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้านี่อาจจะเกิดอาหารไม่ย่อยขึ้นได้นี่ ก็เลยอธิบายให้ฟัง
แล้วต่อมานี่ เศรษฐีก็เลยถามว่า เออ พระราชาก็เลยถามว่านี่ อ้าวแล้วภรรยาเธอไปไหน ซึ่งภรรยานั้นก็อยู่แต่ห้องนะ เพราะว่าในห้องนั้นก็คือพรั่งพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่างแล้ว เลยไม่จำเป็นต้องออกมาที่ไหน เมื่อภรรยาออกมาปุ๊บนี่ ก็ก้มกราบกับเออ กับพระเจ้าพิมพิสาร เมื่อก้มกราบดังนั้นนี่ พระเจ้าพิมพิสารนี่หัน ขยับตัวแป๊บหนึ่งนี่ เกิดมีละออง ละอองของไฟที่จุดคบนี่ติดมาอยู่นี่ ลมนี่พัดเข้าตาของภรรยาเศรษฐีนั้นพอดี ก็เลยเกิดน้ำตาไหล พระเจ้าพิมพิสารก็เลยบอกว่านี่ โอ้นี่ ผู้หญิงนี้คงจะร้องไห้เพราะว่ากลัวเราจะมายึดทรัพย์ของสามี พระเจ้าพิมพิสารก็เลยบอกว่าเราไม่ได้มายึดทรัพย์ของสามีหรอก เรามาชมเฉยๆ
เมื่อสามีของ เมื่อโชติกเศรษฐีรู้อย่างนั้นก็เลยบอกว่านี่ นางนี่ไม่เคยเลยที่จะอยู่ใน แสงสว่างที่เป็นไฟ ที่เป็นแสงอาทิตย์ ไม่เคยเลย แต่นางนี่อยู่ในแสงสว่างในแก้วมณี ในรัตนชาติ ตัวเองก็เลยถวายรัตนชาติซึ่งเป็นแก้วมณี ที่มีความแสงสว่างนี่ผลเท่าแตงโมนี่ให้กับพระราชาไปดวงหนึ่ง ให้พระราชานี่อยู่ในแสงสว่างนี่
โอ้นี่ ยิ่งกว่าเทวดาอีกนะ หลวงพี่ว่านะ ลงมาเกิดนี่ ต่อมาก็เบื่อนะ เบื่อ เบื่อในทรัพย์ เบื่อในทรัพย์ก็คือพระเจ้าอชาตศัตรูนี่จะมา จะมายึดเอาปราสาทแก้วนี่ ก็ด้วยความน้อยใจนี่ โอ้นี่เราเป็นถึงพระราชา เราต้องอยู่ในปราสาทไม้ปราสาทปูนนี่ อันนี้เป็น เป็น อยู่ในแว่นแคว้นเราแท้ๆ อยู่ในปราสาทแก้ว จะเกินเราไป ก็เลยจะมายึด เมื่อยึดนะ มายึดก็ยึดไม่ได้นะ ก็กลัว เมื่อมาใกล้ๆ จะเห็นเหมือนกองทัพที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเองนี่เกิดขึ้น ก็หนีออกไปอีก ก็เลยไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ โอ้ ไปกราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ เอ๊ะมันเกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมข้าพเจ้าเข้าไปแล้วเห็นมีกองทัพใหญ่ เศรษฐีนี้คิดจะก่อการหรือ
เศรษฐี โชติกเศรษฐีก็เลยไป แล้วก็โชติกะ เออ บอกพระเจ้าอชาตศัตรูนี่บอกว่านี่ ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้ให้นี่ แม้แต่เข็มเพียงเล่มเดียว แม้แต่ด้ายเพียงเส้นเดียวนี่ ท่านก็ไม่สามารถเอาของเราไปได้ นี่ ต่อมาพระเจ้าอชาตศัตรูก็ไม่เชื่อนะ ก็เลยบอกเราจะเอา เศรษฐีก็เลยบอกว่าเอ้าถ้างั้นพระองค์นี่จงถอดแหวน ลองถอดแหวนของเราดูซิ ว่าเราไม่ให้นี่ ท่านจะ พระองค์จะเอาไปได้ไหม พระเจ้าอชาตศัตรูนี่นะมีกำลังมาก เวลาย่อเข่านี่นะ ถ้าจะกระโดดสูงขึ้นไปนี่ สามารถสูงขึ้นได้ถึง ๔๐ ศอกนะ ย่อเข่านี่กระโดดนะ สูงได้ ๔๐ ศอก ถ้ายืนนี่ กระโดดนี่จะสูงขึ้นได้ถึง ๘๐ ศอก กำลังมากขนาดนั้น แต่ไม่สามารถเอาแหวนนี่ในมือของเศรษฐีไปได้ เมื่อเศรษฐีเห็นดังนั้นก็เลยบอกว่า นี่เอ้า ข้าพเจ้าจะให้ได้ พระองค์จงแบมือ แหวนนี่ก็ลอยออกจากนิ้วทั้งสิบนี่ ๒๐ แหวนนี่ไปสวมในมือของพระเจ้าอชาตศัตรูหมดเลย อย่างนี้ อัศจรรย์จริงๆ
เศรษฐีเห็นว่าการมีทรัพย์เป็นทุกข์อย่างนั้น ก็เลยสละทรัพย์หมดเลย สละทรัพย์ออกบวช ก็เลยไปกราบพระราชาว่านี่ ก็ไปกราบพระราชานี่ ข้าพระองค์นี่จะขอออกบวชในที่นั้นเองนะ จะขอออกบวช เมื่อโชติกเศรษฐีออกบวชเรียบร้อยนี่ก็ สมบัติต่างๆ นี่ก็อันตราธานหายไปหมดเลย เพราะว่าในโลกนี้ไม่สามารถมีใครที่จะมีทรัพย์นี้ได้ แม้แต่นางแก้วของตัวเองนี่ซึ่งมาจากกุรุตระทวีปนี่ เทวดานี่ก็ดลบันดาลเออ นำพานางแก้วนี่ไปอยู่ที่ทวีปตัวเองอยู่เสีย
นี่ ฉะนั้นนี่ตั้งแต่ ๒ เรื่องนี้ขึ้นมานี่ มันเป็นอุทาหรณ์ว่านี่ ใครประกอบเหตุยังไงนี่ ก็ย่อมได้อย่างนั้น อย่างเช่นชฎิลเศรษฐีนี่ได้ถวายทองคำ เพื่อบูชากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ก็ได้มีภูเขาทองเกิดขึ้นนี่ ใครถวายทองคำเมื่อวานนี้อย่าตกใจนะ เดี๋ยวกลับไปบ้านนี่อย่าตกใจ (หัวเราะ)
แล้วก็โชติกเศรษฐีนี่ถวายเพชรนิลจินดานี่นะ ให้กับชนทั้งหลาย แล้วก็ทำกุฏิของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ด้วยเพชรนิลจินดานี่ ก็ตัวเองก็พรั่งพร้อมไปด้วยปราสาทแก้ว แล้วมีแก้วมณี มีเพชรนิลจินดาเต็มไปหมดเลย เลี้ยงคนทั้งทวีปก็ไม่หมด ต้นกัลปพฤกษ์นี่ใครอยากได้อะไร ก็ให้มานึกเอา คือบอกป่าวประกาศเลย ใครอยากได้อะไรก็มานึกเอาที่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ก็จะได้ทุกอย่างสมปรารถนาทุกอย่าง เพราะต้นกัลปพฤกษ์จะอยู่รอบบ้านตัวเอง สุดท้ายก็สละทรัพย์นั้นออกบวช
หลวงพี่มีความปีตินะ เมื่อวานนี้ได้ถวายทองหลวงพ่อ โอ้มีความปีติใจมาก นั่งก็ปีติ เดินก็ปีตินะ นอนแล้วก็ปีติ ตื่นเช้ามาก็ยังปีติ จะเทศนาเรื่องความไม่ประมาท ไม่เอาดีกว่า เดี๋ยวพูดเรื่องเศรษฐีๆ กันดีกว่า เพราะอยู่ในที่นี้ก็เศรษฐีกันหมด ชุบสระเศรษฐีกันทั้งนั้นเลย เราพูดให้เตรียมใจไว้ก่อนจะดีกว่านะ ก็หลวงพี่ก็ฝากข้อคิดเป็นอุทาหรณ์ว่านี่ในส่วนนี้เป็นส่วนที่ดีก็จริง ส่วนนี้เป็นส่วนที่ดีที่หลวงพี่นำมาเล่าให้ฟัง
แต่ก็มีเหมือนกัน พระอรหันต์ที่ได้เข้าสู่ความเป็นพระอรหันต์นี่ บางคนนี่เป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ไม่สามารถที่จะทานข้าวได้ อย่างเช่นเรื่องของ ของพระอรหันต์อยู่รูปหนึ่งนี่ พระสารีบุตรนี่ต้องถือบาตรให้ถึงจะทานข้าวได้ หรือบางรูปนี่บรรลุธรรมนี่ด้วย ด้วยที่ตัวเองไม่มีผ้าอาภรณ์เลย เป็นชีเปลือยเดินมา แล้วตามหาผ้าเพื่อตัวเองจะมาบวชกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ ก็ไปตามหา ก็ไปโดนวัวขวิด แล้วก็บรรลุนิพพานไปตอนนั้น บางคนนี่ก็เข้าสู่อรหันต์ในปากเสืออย่างนั้น
อันนี้ก็ หลวงพี่ฝากข้อคิดว่านี่เราจะเข้าสู่ความเป็นพระอรหันต์นี่ยังไงกันดี ตอนนี้เราสามารถมีสิทธิ์เลือก แล้วมีข้อคิดอยู่อีกอย่างหนึ่งว่านี่ ลองมาดูว่าโชติกเศรษฐีก็ดี ชฎิลเศรษฐีก็ดี หรือว่าคนต่างๆ ที่อยู่ในพระไตรปิฎกนี่ ล้วนแต่มีบุญลาภก็คือเจอพระปัจเจกพุทธเจ้าบ้าง พระอรหันต์เจ้าบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง ล้วนแต่เจอแต่บุญลาภนี้ทั้งนั้นเลย ที่อยู่ใน เกิดในบวรพระพุทธศาสนาทั้งนั้น ถึงได้สร้างบุญใหญ่และสำเร็จมาได้ทุกครั้ง
แต่ตอนนี้นี่เราก็ได้บุญลาภนั้น และถ้าเราไม่รีบสร้างบุญตอนนี้นี่ ชีวิตนี้มันสั้น เราต้องรีบสร้าง รีบขวนรีบขวายเอาไป เพราะสิ่งที่ติดตามตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติก็คือบุญเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องคืนให้ที่นี่หมด แม้แต่แก้วแหวนเงินทองอะไรต่างๆ ก็คืนให้ที่นี่หมดเลย ไม่สามารถเอาไปได้ อย่างนี้ อันนี้ก็คือเป็นอุทาหรณ์ให้ได้ ได้คิดพิจารณา
เดี๋ยวเรานั่งหลับตาเพื่อนึกถึงบุญของเราดูอีกสักครั้งกันนะ ให้เราหลับตานึกถึงบุญกุศลทั้งหลายที่เราได้ทำมา ทั้งหล่อรูปเหมือนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งเป็นทองคำขนาดเท่าครึ่งขององค์จริง ทั้งหล่อรูปเหมือนของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นทองคำ และการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งใช้วัสดุในการยิงทองเข้าไปในเนื้อ เป็นสีทองอร่ามอย่างที่เราเห็นข้างหลัง
นึกถึงสภาธรรมกายสากลหลังนี้ที่เราได้สร้างมา คนมาฟังธรรม มาเข้าถึงธรรม มารู้ธรรม มาเลื่อมใสพระศาสนาในที่นี่ เยอะแยะมากมายมหาศาล ซึ่งไม่ต่างกับโชติกเศรษฐีได้สร้างคันธกุฎิให้กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย
นึกถึงมหาวิหารที่เราได้สร้างกันมา บุญต่างๆ ตั้งแต่ตอกเสาเข็ม ทอดผ้าป่าสามัคคี ทอดกฐินสามัคคี ทุกสิ่งทุกอย่างนี่ ให้เรานึกปีติใจ นึกปีติในบุญนี้ เมื่อเราปีติใจ ปีติในบุญ เราก็นึกอธิษฐานจิตของเรา ตั้งจิตของเราปรารถนา เพราะเรามีบุญแล้ว เราสามารถที่จะอธิษฐานได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ในท้ายนี้หลวงพี่ก็จะขอกล่าวว่าในปัจจุบันนี้เราได้ทำบุญกันนี่ เราต้องไวในการสร้างบารมี ทุกสิ่งทุกอย่างนี่จะมาแบบรวดเร็ว อย่างเช่นเมื่อวาน ๔ ชั่วโมง สามารถระดมทองคำเพื่อสร้างรัตนอัฐิธาตุของคุณยายได้สำเร็จ ฉะนั้นตอนนี้ทุกคนบุญในตัวนี่ ไม่ใช่น้อยๆ ดังนั้นต่อไปนี้ไป ให้เราไวต่อการสร้างบารมีทุกสิ่งทุกอย่าง
สัพเพ จบ...
หน้า PAGE 15
FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-15 FW-AAT.doc