ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อธิบายบทสรรเสริญหลวงพ่อวัดปากน้ำ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระมหาสุธรรม : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอโอกาสพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร และกัลยาณมิตรผู้นำบุญลูกหลานยายทุกท่านนะ (สาธุ) ก่อนอื่นก็ต้องขออนุโมทนาบุญกับเจ้าภาพประธานกอง ทั้งกองกฐินสามัคคี ทั้งกองผ้าป่าสามัคคีทุกท่านนะ (สาธุ) เดือนนี้ถือเป็นเดือนที่สำคัญ เป็นเดือนที่สำคัญอย่างแรกก็คือวันที่ ๒ กันยา คือวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ซึ่งเป็นวันที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเข้าถึงธรรมกาย เป็นผู้ค้นพบวิชชาธรรมกายกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งก็ในวันนี้ และที่สำคัญอีกก็คือเป็นวันที่คุณยายของเรา คุณยายมหาอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นที่รักเคารพของเรา ท่านได้ละสังขารในวันที่ ๑๐ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็เป็นวันครบรอบ ๑ ปี และวันนี้ก็เป็นวันที่ ๑ ของปีใหม่ ของปีที่คุณยายละสังขาร ซึ่งอาตมาก็ได้มีโอกาสจะได้มาแสดงธรรม ซึ่งการแสดงธรรมวันนี้นะ ก็จะได้มาพูดอธิบายถึงบทสรรเสริญหลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระมงคลเทพมุนี ซึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น พระมหาเสถียรก็ได้อธิบายบทสรรเสริญพระธรรมกายไปแล้ว พอถึงวันนี้เพื่อนๆ ก็บอกว่าน่าจะอธิบายบทสรรเสริญพระมงคลเทพมุนีต่อ ซึ่งบทสรรเสริญพระมงคลเทพมุนีแล้วนี่ หรือทุกบทเลยที่แต่งผ่านกันมานี้ จริงๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเป็นคนให้ ให้บุญ ไม่ใช่ให้บุญอย่างเดียวนะ ให้ทั้งแนวคิด ให้ทั้งคำ ทุกอย่างเลย แล้วทีนี้ท่านก็เมตตาให้พระประโยค ๙ ได้มาช่วยกันแต่ง เพื่อจะเป็นการสรรเสริญหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งบทนี้แต่ง แต่งยากนะ แต่งยากเพราะว่าเป็นฉันท์ เป็นฉันทลักษณ์ อินทวิเชียรฉันท์ ซึ่งแต่งยากกว่าธรรมดา ซึ่งทำให้ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดคุณธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำออกมาได้หมดนะ ถ้าเกิดจะเปรียบเทียบคุณธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว พระคุณของท่านเหมือนกับจักรวาล แต่ว่าบทสรรเสริญที่แต่งขึ้นมาได้นี้ ก็เหมือนกับฝุ่นในจักรวาล ก็ขอเริ่มไปเลยนะ เพราะว่าเวลามีน้อย ก็เริ่มตั้งแต่นะ ก้มกราบมนัสน้อม วรจอมวิช์ชาจารย์ นบองค์พระทรงญาณ ชินบุตรชิโนดม เอกสงฆ์พระนาม “จัน- ทสโร” วิสุทธิ์สม ทวยเทพ มนุษย์ พรหม อภิวันทนาการ ทั้ง ๒ บทนี่นะ ๒ บทนี้ตั้งแต่ก้มกราบมนัสน้อมนี่ ก้มกราบก็คือก้มกราบด้วยกาย มนัสแปลว่าใจนะ คือว่าก้มกราบมนัสน้อมคือเราทั้งกราบหลวงพ่อนี้ น้อมทั้งกายและใจ มนัสแปลว่าใจ วรจอมวิช์ชาจารย์ก็คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ผู้เป็นอาจารย์ที่ค้นพบวิชชาธรรมกาย นบองค์พระทรงญาณ ชินบุตรชิโนดมก็คือหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นชินบุตรคือบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านจะบอกว่าใครก็ตามที่ได้เข้าถึงธรรม บรรลุธรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นบุตรของเรา ตถาคตนะ ชินบุตร ชินโนดมแปลว่าผู้อุดมไปด้วยความชนะนะ แล้วก็เอกสงฆ์พระนามจันทร์ อันนี้ก็เป็นชื่อของท่าน หลวงพ่อสด จันทสโรนะ ทสโรวิสุทธิ์สมนะ วิสุทธิ์คือหลวงพ่อท่านมีความบริสุทธิ์ทุกประการเลยนะ ทั้งทวยเทพ ทั้งมนุษย์นี่ก็อภิวันทนาการท่าน ต่อมาก็คือ ท่านหวังวิมุตติ์พ้น ชนะกลพญามาร มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย คือบทนี้ทั้ง ๖ แถวนี่นะ คือไม่ให้เรากราบแค่หลวงพ่อวัดปากน้ำธรรมดานะ คือเวลากราบนอบน้อมไปถึงหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นสมณเทพบุตรอยู่ ซึ่งตอนนี้ท่านก็มีความหวังที่จะไปที่สุดแห่งธรรม ที่จะชนะกลพญามารนะ ชนะกล กลนี่นะ ถ้าเกิด กลไกแปลว่าระบบ ระบบที่จะทำให้สำเร็จ กลไกต่างๆ แต่กลตัวนี้ถ้าเกิดแปลง่ายๆ ที่เราแปลเข้าใจคือผังนะ ผังของพญามาร ซึ่งพญามารโดยทั่วไปนี่ ก็มีคนพูดถึงน้อยนะ แต่ว่าที่เราจะเรียนกันมาก็มี ๕ เรียกว่ามาร ๕ ฝูงนะ ก็คือขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร แล้วก็เทวบุตรมาร ขันธมาร ก็คือร่างกายของเรานี่นะเป็นมารเอง เป็นขันธ์ กิเลสมาร ก็คือกิเลสในใจของเรา อภิสังขารมารนี้ มารที่ปรุงแต่ง ปรุงแต่งยังไง เราต้องปฏิบัติธรรมไปดูนะ แล้วก็มัจจุมาร มารในความตาย แล้วก็าเทวบุตรมาร เทวบุตรมารจะคอยมารังคราญต่างๆ ของเรา เรียกว่าเทวบุตรมาร แต่ว่ามีมารอย่างหนึ่ง ซึ่งท่านก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นอะไรนะ ในพระไตรปิฎกว่าพญามาร ซึ่งเรื่อง เรื่องนี้เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่ามหาสมยสูตร พระสูตรเป็นพระสูตรที่น่าสนใจ เพราะพระสูตรนี้ไม่ใช่สูตรธรรมดา เป็นสูตรที่เทวดานะ ทั้งเทวดา ทั้งพรหม อรูปพรหมเลยนี่ ในจักรวาล ไม่ใช่จักรวาลเดียว พันจักรวาล หมื่นจักรวาล มารวมกันที่จักรวาลของเรา เรียกว่ามงคลจักรวาล จักรวาลนี้ เพื่อจะฟังพระสูตรนี้ พระสูตรนี้นี่เวลาพระพุทธเจ้าแสดงธรรมจบลงนี่นะ เทวดานะแสนโกฏิจักรวาล แสนโกฏิจักรวาลนี่นะบรรลุธรรมเลยนะ และที่เหลือบรรลุธรรมตั้งแต่เป็นพระอรหันต์มาเลยนะ พระอรหันต์สกทาคามี อนาคามีมา โสดาบัน แล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรมนับไม่ถ้วนเลยนะ พระสูตรเป็นพระสูตรที่ใหญ่ ที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเวลาเทวดามาฟังธรรมนี่นะ มากันหมดเลยนะ หนาแน่นมากนะ ท่านบอกว่าแค่เมล็ด ขออภัย แค่เส้นขนนะ เส้นขนทราย ขนทรายเส้นหนึ่ง แค่ปลายเส้นขนนี่นะ มีนับไม่ถ้วนเลย แต่ว่าอยู่กันแบบสบายนะ ไม่ใช่แบบ อย่างนั้นก็อึดอัดแย่สิ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ มีเยอะ แต่ว่าอยู่แบบสบายๆ ท่านว่าอย่างนั้นนะ ไม่รู้สบายยังไงนะ เยอะแต่ว่าอยู่กันแบบสบายๆ ก็อยู่แบบสบาย เยอะมาก พอเทวดา พอประชาชน พอภิกษุมาประชุมกันนี่ ในนั้นท่านบอกว่ากองทัพพญามาร ที่จริงถ้าเกิดพูดถึงพญามารแล้วนะ กองทัพมาตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านนั่งที่ควงต้นโพธิ์ ศรีมหาโพธิ์แล้วนะ พญามารก็มาเลย ในนั้นก็บอกมาเลยนะ ตอนหลังมารนี่ก็กลับใจนะ กลับใจ แต่ว่าตอนนี้มาแสดงธรรมมหาสมายสูตรนี้มาอีก บอกกองทัพมารมาเลย พอมาถึงนี่นะ ก็จะมารบกวนการฟังธรรม มาถึงก็จะมาแสดงนะต่างๆ ให้พลของมารนี่นะ ทำเสียงอึกทึกคึกโครมบ้าง ทุกแผ่นดิน บอกว่าทุกแผ่นดินให้สนั่นหวั่นไหวนะ แต่ว่าไม่มีใครรู้ มีพระพุทธเจ้าท่านเห็น พระพุทธเจ้าท่านเห็น ในนั้นบอกว่าพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ คือพระพุทธเจ้าท่านมีดวงตา เห็น ท่านก็เลยบอกภิกษุ ภิกษุที่นั่งกะท่าน ๕๐๐ รูป ท่านก็บอกว่าท่านอยากจะให้ภิกษุนั้นเห็นมารด้วย อยากจะได้ให้รู้จัก พระพุทธเจ้าท่านก็บอกให้ภิกษุนั้นเข้าผลสมาบัติดูมารว่าเป็นยังไง พูดง่ายๆ ก็คือว่าต้องเข้าธรรมกายดูมารเลยนะ ถ้าเกิดไม่เข้าธรรมกายดูไม่ได้ หรือว่าจะเกิดอาการกลัวอะไรก็ไม่รู้นะอันนี้ อันนี้ก็ต้องไปดูกันเอง แต่ว่าเทวดาไม่เห็น ประชาชนทั่วไปไม่เห็น เห็นแต่พระพุทธเจ้า แล้วก็พระภิกษุที่เข้าสมาบัติดู เข้าธรรมกายดู เป็นธรรมดาว่านะ ถ้าเกิดพระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมและคนจะบรรลุธรรมนี่ มารไม่สามารถที่จะมาทำอันตรายได้ อันนี้บอกไว้ชัดเจนเลยนะ แต่ถ้าเกิดช่วงไหนที่พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรม และไม่มีคนจะบรรลุธรรมนั้น อันนั้นมารแสดงได้ รังแกได้ อย่างเช่นเราเคยได้ฟังมาใช่ไหม มารไปเข้าท้องพระโมคคัลลานะอย่างนี้ โมคคัลลานะเห็นมารก็บอกว่า มารท่านมาอยู่ในท้องเรานะ มารก็เอ๊ะ พระโมคคัลลานะจะเห็นหรืออย่างนี้ จะเร็วขนาดนั้นทีเดียวหรือ ก็ไม่ยอมหนี ไม่ยอมออกจากท้อง พระโมคคัลลานะก็พูดครั้งที่ ๒ มารเราเห็นท่านนะอะไรอย่างนี้ มารก็เลยออกมาอยู่หน้าประตู ท่านก็บอกว่าท่านอยู่หน้าประตูก็หลบเราไม่ได้ เราเห็นนะ มารก็เลยต้องหายไปนะ และมีอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้ มารแบบอันนั้นมากเลย คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเดินไปกับพระสาวกนะ กำลังเดินไป แต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าของเรานะ เดินไปกับพระสาวก เดินๆ ไปนะ มารบอกว่าเข้าไปสิงเด็กนะ เด็ก แล้วก็เด็กนี้ก็ ทำให้เด็กนั้นน่ะจับก้อนหินนี่นะ ขว้างนะ ขว้างไปโดนศีรษะของพระอัครสาวกนะ เลือดนี่ไหลเลย พระพุทธเจ้าเห็นอย่างนั้นท่านก็มองเหลือบดูนะ เหลือบดูมาร ท่านบอกว่า ในนั้นบอกว่ารู้สึกจะเกินไปแล้วนะ มองเลยว่ารู้สึกจะเกินไปแล้วประมาณนั้นนะ แค่นั้นนะ มารจุติทันทีเลยนะ ก็คือตายนะ ไปตกนรกเลย อันนี้เป็นเรื่องของมาร ซึ่งจะเป็นยังไงนะ ก็คงต้องไปปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรมกาย แล้วไปดูกันนะว่าเป็นอย่างไร อันนี้ก็คือชนะกลพญามารนี่นะ หลวงพ่อท่านรบกับมารตลอดเลยนะ มารเป็นยังไง เดี๋ยวเราปฏิบัติเข้าถึงธรรมกาย ศึกษาวิชชาธรรมกาย ก็คงจะรู้นะ มุ่งสุดนฤพาน อธิญาณพระนำชัย นะ หลวงพ่อวัดปากน้ำมุ่งไปสู่พระนิพพานเลยนะ อธิญาณพระนำชัย ญาณคือความรู้นะ อธิก็คือยิ่งใหญ่ ก็คือครอบคลุมพระนิพพานหมดเลยนะ ถ้าเกิดแปลความหมายนี่นะ พระนำชัย อธิญาณพระนำชัย ต่อมาก็ พลีชีพถวายศาสน์ มุนินาถ ณ เพ็ญใส หยุดนิ่งสนิทใน หฤทัย ณ กลางกาย ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์ ๔ แถวนี่นะ ก็เป็นเรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรานี่ ที่หลังจากตัดตอนมานะ อันนี้เป็นตัดตอนตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านบวชมาแล้วก็ พอบวชมา อย่างประวัติเรารู้เลย บวชมาก็ศึกษาเลย ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ท่านบอก ผู้เทศน์นี้นะ พอบวชมารุ่งขึ้นก็ศึกษาเลย ทั้งปฏิบัติ ทั้งปริยัติ จนกระทั่งพรรษา กาลพรรษาที่ ๑๒ วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ หลวงพ่อท่านบอกว่าท่านสละชีวิตที่หลวงพ่อธัมมะท่านเล่าให้พวกเราฟัง ฉันเอง ๒ คราว ไม่ได้ตายเถอะ นิ่ง ถึงคราวมันได้ ทีนี้ ๒ คราวน่ะ ๒ คราวยังไง ๒ คราวแรกก็คือตอนเช้า หลวงพ่อ หลังจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังจากบิณฑบาตมาแล้ว ฉันภัตตาหาร ท่านก็ปฏิบัติธรรมตอนเช้า ท่านก็ตั้งสละชีวิตเลยนะ บอกว่าถ้าเกิดกลองเพลไม่เสียงดัง เสียงกลองเพลไม่ดังขึ้น ท่านก็จะไม่ลุกจากที่เลย จะนั่งอย่างนั้นแหละ สละชีวิตกันเลยนะ ที่ท่านสละอย่างนี้เพราะว่าท่านเคยปรารภไว้นะ ท่านบอกว่าเราก็ปฏิบัติธรรมมา บวชมาตั้ง ๑๑ ปี ๑๑ พรรษา ๑๒ พรรษาแล้วนี่นะ ยังไม่เข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าจริงๆ เลย ไม่รู้ธรรมจริงเลยนี่ ท่านก็เลยตั้งใจแน่วแน่ สละชีวิตกันเลยนะ ตอนเช้า ท่านบอกว่าพอสละชีวิตแล้วนี่นะ ทั้งปวดเมื่อยหมดเลยนะ ในหนังสือเดินทางไปสู่ความสุข อธิบายไว้นะ บอกปวดเมื่อยมาก เหมือนกระดูกจะแตกเลยอย่างนั้นนะ แต่ท่านทำยังไง สละชีวิตแล้ว ทำอะไรไม่ได้นะ ก็ทำยังไง นิ่ง พอนิ่งไปนะ ไม่รู้นานเท่าไหร่นะ นิ่งไป ก็เกิดดวงสว่างขึ้นมา พอดวงสว่างขึ้นมา ท่านเห็นก็เกิดปีติใจนะ ดวงสว่างขึ้นมาที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ นี่ ตอนนั้นก็เพลพอดี ท่านก็ไปฉันเพล เวลาฉันเพลนะ ท่านก็ฉันไปแล้วก็ดูดวงธรรมไปนะ ก็ยิ้ม อมยิ้มไปด้วย เพื่อนก็ถามเอ๊ะ วันนี้ท่านสดทำไมฉันภัตตาหารไปยิ้มไปด้วยอะไรอย่างนี้ ท่านก็บอกว่าอ๋อ พอดีนึกถึงพระพุทธเจ้าก็เลยปีติใจก็เลยยิ้มอย่างนั้น ท่านก็บอกอย่างนั้น ทีนี้พอตอนบ่าย หลังจากลงเข้าอุโบสถเลยนะ ลงพระปาฏิโมกข์แล้ว วันพระนี่นะ ตอนเย็นมาท่านก็ ที่เราดูก็ ฝนก็เริ่มตกลงมาใช่ไหม ท่านก็เลยนั่งสมาธินี่ ที่เรารู้ว่ามดขี้ ก็ขึ้นมา ท่านก็จะเอาน้ำมันราด เอาน้ำมันจุ่มในนิ้วมือแล้วก็จะขีดเป็นวงใช่ไหม แต่ท่านบอกว่าสละชีวิตแล้วนะ ตายเป็นตาย ก็เลยอธิษฐานเลยทีนี้นะ ถ้าธรรมใดนี่ที่พระพุทธเจ้าจะประทานให้ ขอให้นะ ประทานให้ทำอย่างง่ายที่สุด ถ้าเกิดที่ท่านจะบรรลุแล้วนี่นะ จะได้เป็น เกิดโทษแก่พระพุทธศาสนา ขออย่าให้ประทานเลย ถ้าเกิดจะเกิดประโยชน์ ขอให้ประทาน แล้วก็ท่านจะเป็นทนายแก้ต่างให้กับศาสนาเอง อันนี้ใจความของท่านที่อธิษฐานไว้นะ แล้วก็นั่งสมาธิเลยนี่ นั่งสมาธิ ดวงสว่างที่ท่านเห็นนี่นะ จากเมื่อเช้าก็สว่างยิ่งขึ้น สว่างยิ่งกว่าพระจันทร์ พระอาทิตย์เลย สว่าง ท่านก็ไม่รู้จะทำยังไงนะ ก็คือนิ่ง ท่านบอก ก็คือหยุดนั่นเอง อันนี้ที่มาของคำว่าหยุดเป็นตัวสำเร็จ ท่านก็นิ่งอย่างนั้น หยุด นิ่ง พอหยุดนิ่ง ดวงนั้นก็สว่างขึ้นสว่างขึ้น แล้วขยายออก ในนั้นก็ได้ยินคำว่ามัชฌิมา ปฏิปทา ไอ้ตรงนี้สำคัญทีเดียวนะ มัชฌิมา ปฏิปทานะ มัชฌิมา ปฏิปทา ปกติเขาจะแปลว่าข้อปฏิบัติอันเป็นสายกลางนะ ปฏิบัติเป็นสายกลาง แต่ว่าในทางปฏิบัติอันเป็นสายกลาง มัชฌิมาก็ว่าท่ามกลาง ปฏิปทาก็คือเครื่องดำเนินหรือข้อปฏิบัติที่เราแปลกันง่ายๆ ข้อปฏิบัติ แต่หลวงพ่อนี่นะ ท่านไปเลยนะ ก็คือการเอาใจเข้ากลาง ดำเนินไปตรงกลางนั่นเอง ก็เกิดดวงขึ้นมา ก็คือดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ทีละดวง ทีละดวง จนกระทั่ง ๕ ดวง รวมกับดวงแรกก็คือที่ดวงที่ท่านได้ตอนเช้าก็เป็น ๖ ดวง ๖ ดวงกาย ๖ ดวงกายนะ จนกระทั่งเข้าถึงพระธรรมกายนะ นี้ก็เลยเป็นที่มาบอกว่า ดวงธรรมสว่างล้ำ พหุธรรมกายพราย ก็คือเห็นธรรมกายผุดขึ้นมาเลยนะ เห็นสุดตลอดสาย วรกายวิเศษศานต์ อันนี้ก็คือกายที่วิเศษนะ ก็คือสงบ สงบ วิเศษ กายที่ประเสริฐ สงบ วิเศษ วิเศษก็คือมีความพิเศษ ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ ศานต์ก็คือความสงบ ที่เกิดจากความสงบ วรกายวิเศษศานต์ ทีนี้ ก็มีคนเคยบอกว่าที่หลวงพ่อเห็นเป็นดวงนี่นะ เป็นดวง เป็นดวงมาจากไหน ทำไมศีลเป็นดวงด้วย สมาธิเป็นดวงด้วยนะ ไม่เคยมีเลยนะ คำถามนี้นะ ถ้ามาถามประโยค ๙ ก็ต้องตอบยาก มันเป็นดวง (หัวเราะ) เพราะเรียนมาก็ไม่เคยแปลเลยนะว่าศีลเป็นดวง ไม่เคยแปลเลยนะว่าศีลจะเป็นดวง สมาธิจะเป็นดวง ไม่เคยมี เพราะงั้นก็เลยเป็นที่คลางแคลงใจของพระปริยัตินะ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านยืนยันเป็นดวง ต้องเป็นดวง เพราะฉะนั้นก็เลยทำให้ต้องไปดูนะว่าเออ ในพระไตรปิฎกมีพระพุทธเจ้าท่านเคยตรัสไว้ไหมว่าเป็นดวง เป็นดวงมีไหม ปรากฏว่าค้นแล้วค้นอีกนะ ไม่เจอคำ ตรัสตรงๆ ว่าเป็นดวงนะ ไม่เจอ ไปเจอพระสูตรพระสูตรหนึ่ง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสชมพระภิกษุ คือพระภิกษุเวลาท่านนั่งล้อมพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามาแสดงธรรม จะแสดงธรรมก็นั่ง ภิกษุก็จะนั่งล้อมหมดเลย นั่งล้อมก็สงบสำรวม ภิกษุนั้นท่านบอกว่า ภิกษุนี้นะ ภิกษุนี้เป็นผู้ เป็นผู้สงบ สงบไม่พุ่งพล่าน ทำความเพียร เป็นผู้บอก ทนต่อคำบอก เป็นผู้เตือน ติเตียนบาป สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในบาลีก็บอกแค่นั้นนะ แต่ก็ไม่สื่อความหมายว่าจะเป็นดวง หรือจะเป็นความสว่างอะไร ไม่มีเลย อันนี้เป็นบทแรกนะ พอต่อมา หน้าถัดหน้า พระพุทธเจ้าท่านเห็นพระภิกษุนั่งสงบนิ่ง ท่านก็เกิดความปีติใจนะ มองด้วยมังสะจักษุก็คือตาเนื้อมองดูภิกษุสงบ ทีนี้ พระพุทธเจ้าก็บอกบางทีคนสงบ บางทีใจอาจจะวอกแวกก็ได้นะ อย่างเรานั่งสงบนิ่งนึกว่าสงบนะ แต่ใจอาจจะวอกแวกนะ ในนั้นบอกว่าพระพุทธเจ้านี่ทรงเจริญอาโลกกสิณ อาโลกกสิณก็คือแสงสว่างนั่นเอง ในพระบาลีท่านก็ขยายความไปอีกนะ อาโลกกสิณเป็นยังไง อาโลกกสิณก็คือธรรมไว้ในใจถึงแสงสว่าง มีแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และแก้วมณีเป็นต้น ตรงนี้แหละ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมาสอนให้เรานึกถึงดวงแก้ว ซึ่งก็มีที่มา สุริยจนฺทปโชโต มนิอาทีนํ อาโลกํ อาโลโกติ มนสิกโรติ ก็คือธรรมในใจถึงอาโลกสิณ ก็คือแสงสว่างก็คือ แสงสว่าง ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ก็คือ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือแก้วมณี บอกชัดเจนว่าแก้วมณี หลวงพ่อวัดปากน้ำก็เลยให้เราปฏิบัติธรรม เรียกว่าอาโลกกสิณ ก็คือนึกดวงแก้ว อันนี้มีในพระไตรปิฎกนะ ทีนี้ ความต่อไปท่านก็บอกว่า ทรงเจริญอาโลกกสิณแสงสว่าง จนเห็นหทัยรูปของภิกษุเหล่านั้น แล้วทรงตรวจดูศีลภายใน ศีลภายในด้วยทิพยจักษุนะ พระองค์ได้ทรงเห็นศีลอันเข้าถึงพระอรหัตของภิกษุหลายร้อย ประดุจว่าประทีปอันสว่างโพลงอยู่ในหม้อ ดูนะ ท่านบอกว่าตรวจดูศีลภายในด้วยทิพยจักษุ แล้วก็เห็นนะ ศีลที่เข้าถึงพระอรหัตน่ะ ของภิกษุนะ หลายร้อยรูปนะ ประดุจว่าประทีปอันสว่างโพลงอยู่ภายในหม้อ ท่านแรกบอกว่าภิกษุนั้นเป็นผู้มีศีลใช่ไหม มีสมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ บทนี้ก็บอกว่าเห็นศีลสว่างโพลงเหมือนประทีปในหม้อ ถ้าเกิดเราเคยเอาดวงประทีปไปตั้งไว้ในกลางแจ้งใช่ไหม เวลาลมพัดมา ก็จะวูบวาบ วูบวาบใช่ไหม มันจะไม่นิ่งนะ แต่ถ้าเกิดเอาประทีปไปตั้งไว้ในที่ไม่มีลมนะ ก็จะสว่างอย่างนั้นน่ะ ก็นิ่ง ก็เหมือนเป็นดวงเลย ในพระไตรปิฎกพูดไว้แค่นี้นะ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเข้าถึง ท่านบอกว่าเป็นดวงเลยนะ เป็นดวงใส สว่างจริงๆ เลย ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ อันนี้ ๕ ดวง ดวงแรกก็คือเป็น ๖ ดวงพอดี แล้วก็ท่านบอกว่ามัชฌิมา ปฏิปทา มัชฌิมา ปฏิปทามาจากไหน ก็คือมาจากมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง พระพุทธเจ้าเวลาท่านตรัสรู้นี่ ก็คือตรัสรู้มรรคมีองค์ ๘ เขาเรียกว่ามรรคมีองค์ ๘ คนจะบรรลุธรรมได้ต้องผ่านมรรคมีองค์ ๘ ก่อน มรรคมีองค์ ๘ เราก็เรียนกันมานะ ก็จะรู้นะ มีอะไร สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อันนี้มรรคมีองค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ นี้นะ เวลาปฏิบัติธรรมจะเกิดมรรคสมังคี คือการรวมตัวของมรรค ว่าอย่างนั้น บอกว่ารวมตัวของมรรค แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นยังไงนะ บอกว่ามรรคสมังคี แต่ว่าก็มีบอกไว้ ขยายว่าสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ รวมกันแล้วเป็นศีล บอกแค่นั้นนะ แต่หลวงพ่อท่านบอกไว้เลยนะ หลวงพ่อวัดปากน้ำนะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ อันนี้เป็นดวงศีล สัมมา มรรคสมังคีรวมกันเป็นดวงศีล สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ อันนี้เป็นดวงสมาธิ ต่อมาสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ อันนี้รวมกันมรรคสมังคีเป็นดวงปัญญา ๓ ดวง ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ทีนี้วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะมาจากไหน ในพระไตรปิฎกได้บอกว่ามรรคมีองค์ ๘ มีอีกชื่อหนึ่งว่าสัมมัตตะ สัมมัตตะ ก็มี ๘ สัมมัตตะ ก็มี ๑๐ สัมมัตตะ มี ๘ ก็เหมือนมรรคมีองค์ ๘ นั่นแหละ เมื่อมรรคมีองค์ ๘ ครบ จนกระทั่งถึงดวงปัญญาแล้วนะ ก็คือเป็นสัมมาทิฐิ สัมมากัปปะนี่เป็นดวงปัญญาแล้ว ต่อมาก็คือสัมมาวิมุตติ แล้วก็สัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติก็คือเป็นดวงวิมุตติ สัมมาญาณะก็เป็นดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้ปฏิบัติธรรมเข้าถึง ตรงนี้แหละ จึงบอกว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้นท่านค้นพบวิชชาธรรมกาย ที่จริงแล้วที่บอกว่าวิชชาธรรมกายหายไป หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ๕๐๐ ปีมาแล้วนี่ คำว่าธรรมกายที่จริงก็ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก แต่ว่าวิธีเข้าถึงยังไม่มีคนพูดชัดเจน พระไตรปิฎกนั้นก็จะมีแยกๆ ไป เหมือนแผนที่ ถ้าเกิดจะเปรียบแล้ว พระไตรปิฎกก็เหมือนแผนที่ แต่ว่าถูกการแยกออกไป แยกออกไปเพราะว่าเกิดจากการจัดหมวดหมู่เพื่อให้จำง่าย ก็แยกแยะออกไป ก็เลย แผนที่เหมือนขาดส่วน แต่เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้มาค้นพบ ก็เหมือนการรวมแผนที่นั้นมาไว้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำจึงเป็นผู้ค้นพบธรรมกาย ค้นพบวิชชาธรรมกายกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เวลาจะหมดแล้วนะ ขอต่อเลยนะ ต่อมาหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ได้ปฏิบัติธรรมจนเข้าถึงพระธรรมกาย แล้วก็ไปสอน ไปสอนธรรมที่วัดบางปลา จนกระทั่งมีคน มีพระภิกษุเข้าถึงธรรม ๓ รูป แล้วก็มีฆราวาส ๔ ท่าน ต่อมาก็ วิชชาพระชาญเชี่ยว ต่อมาวิชชาท่านก็เชี่ยวขึ้นนะ วิชชาพระชาญเชี่ยว มนะเดี่ยวผจญมาร ปราบสิ้นกิเลสราน อภิบาลมหาชน รู้แจ้งกระจ่างจินต์ พระถวิลจะรวมพล หยุดนิ่งลุมรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์ หลังจากนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ไปอยู่ที่วัดปากน้ำ แล้วก็ปฏิบัติธรรม จนกระทั่งวิชชาท่านเชี่ยวมาเลย ใจท่านก็ผจญมาร จะปราบกิเลสจนกระทั่งว่านะ รู้เลยว่าไปคนเดียวไม่ได้นะ ทำวิชชาต้องทำเป็นทีม ท่านก็เลยตั้งโรงงานทำวิชชาขึ้นมานะ จะรวมคน รวมนักรบผู้ทำวิชชา เพื่อที่จะหยุดนิ่งรู้มรรคผล อนุสนธิ์พระต้นธรรม์ อนุสนธิ์ก็คือการติดตาม การสืบต่อ พระต้นธรรม พระต้นธรรมก็คือพระต้นๆ เลยนะ ต้นเลยนะ ต้นธรรมเลย ต่อมาก็ ยอมตายไม่ยอมแพ้ มนะแน่มิแปรผัน กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลี ใจท่านมิหวั่นไหว จะขยายพระศาสน์ศรี สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์ คือยอมตายไม่ยอมแพ้เลยนะ มนะก็คือใจท่านนี่แน่ ไม่แปรผันไปไหนเลยนะ กรำศึกทุกคืนวัน สละพลันอุทิศพลีนี่ ซึ่งท่านได้ยืนยันไว้นะ หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ท่านไม่ยอม ยอมตายไม่ยอมแพ้เลยนะ ท่านบอกไว้ว่านี่ที่สมภารวัดปากน้ำรบกับพญามัจจุราช รบความแก่ ความตาย รบเท่านี้ แก้ให้เป็นอย่างนี้ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ สมภารวัดปากน้ำไม่แรมราตรีที่อื่นล่ะ ยอมตายไม่ยอมถอยกันเลย อันนี้ก็เลยยอมตาย ไม่ยอมแพ้ ไม่ไปไหนเลยนะ ต่อมาท่านก็พูดต่อนะ เรื่องการสู้รบเช่นนี้ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ใครเคยได้ยินได้ฟังบ้าง ไม่มีเลยนะ หมดทั้งชมพูทวีป แสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล แล้วก็ต่อไปนะ ไม่มีที่ไหน ไม่มีเลยนะ แล้วก็ไม่มีใครรู้จักเสียด้วยซ้ำไปนะ ที่จริงวรรคไว้นะ ท่านพูดไว้ละเอียดกว่านี้อีกนะ ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำของเรานะ ท่านไม่ไปไหนเลย รู้นะ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็มุ่งเลย ถึงจะ ท่านรู้ว่านะ รู้ว่าสู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตายนะ แต่ท่านยอมตายไม่ยอมแพ้นะ พอหลังจากนั้น หลังจากที่ท่านละสังขารไปนะ ท่านก็ไปเป็นสมณเทพบุตรนะ สู้ต่อไปบนสวรรค์ชั้นดุสิตนะ คราวนี้ก็เลยนะ ที่ท่านอยู่วัดปากน้ำท่านก็สร้างทุกอย่างเลยนะ สร้างพระและคนดี คุณะมีตลอดชนม์ คือหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสร้างทั้งพระ ทั้งคนดีเยอะแยะมากมายเลยนะ ต่อมาก็ ด้วยเดชะสรรเสริญ สุเจริญพิพัฒน์ผล ขอพรพระมงคล เทพมุนี พิชิตมาร อวยชัยมลายโศก นิรโรคลุภัยพาล สบสุขเกษมศานต์ ธนจักรพรรดิมี รู้แจ้งพระธรรมา ลุวิช์ชาพระชินสีห์ เปี่ยมบุญญบารมี บรรลุถึงพระธรรมกาย ต่อมาก็คือว่าให้พร เราก็ขอพรท่าน หลังจากที่เราสรรเสริญท่านแล้วนี่ ก็ขอให้มีความสุข ความเจริญนะ ขอความมงคลนี่นะ ผู้พิชิตมารนี่นะให้เราไม่มีโศกโรคภัยต่างๆ ให้มีสมบัติจักรพรรดิบังเกิดขึ้นนี่นะ เป็นขอพร แล้วก็ให้รู้แจ้งธรรมะของพระพุทธเจ้า แล้วก็สุดท้ายก็ให้เข้าถึงพระธรรมกาย อันนี้พูดแบบรวมๆ เพราะเวลาเหลือน้อยนะ นี่เป็นการอธิบายแบบย่อๆ นะ เพราะว่าเวลาน้อย ในบทสรรเสริญหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระมงคลเทพมุนี ซึ่งหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ให้บุญกับประโยค ๙ มาช่วย เป็นการบูชาคุณ ซึ่งพวกเราก็สวดทุกคน ยิ่งสวดระลึกถึงพระคุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราจะได้มีความปีติ เบิกบานใจนะ เราจะได้ดูท่านเป็นเยี่ยงเป็นอย่าง แล้วก็เดินตามรอยเท้าท่าน ก้าวต่อก้าวไปเลย การที่เราได้รู้คุณของหลวงพ่อวัดปากน้ำ รู้ถึงศูนย์กลางกาย รู้ถึงพระธรรมกาย และเราจะได้มีบุญไปศึกษาวิชชาธรรมกายนี้ ก็เพราะว่าเราได้อาศัยคุณยาย คุณยายนั้นเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ถ้าเกิดไม่มีคุณยาย ก็ไม่มีวัดพระธรรมกาย ไม่มีหลวงพ่อ ไม่มีหลวงพ่อก็ไม่มีพวกเราทุกคนเลยในที่นี้ บุญทั้งหลายนี้นี่ ได้จริงๆ แล้วก็มาจากคุณยายของเรา ซึ่งเป็นต้นบุญ คุณยายนั้นท่านมีพระคุณใหญ่หลวงทีเดียว มากมาย แม้นท่านจะมีชีวิตอยู่ ท่านก็เป็นต้นบุญให้พวกเราได้บุญ แม้นท่านจะละสังขารไปแล้ว ท่านก็เป็นต้นบุญให้เราได้บุญ คุณยายนั้นท่านละสังขารไป แต่ว่าท่านก็ให้พวกเราเลยได้มาเอาบุญกับท่าน ได้มาร่วมกับท่าน และทำให้พระสังฆมณฑลทุกองค์นี่นะ ได้เกิดความเป็นปึกแผ่น เพราะว่าคุณยายทำให้พระได้มาเอาบุญกับคุณยายทั้งประเทศเลยนะ ทำให้พระศาสนามั่นคง เพราะว่าคุณยายท่านช่วยพวกเราทุกคนเลย ทั้งๆ ที่ท่านมีชีวิตอยู่ และทั้งที่ท่านละสังขารไปแล้วนะ เพราะฉะนั้นนี่ ก็ขอให้เรานี่ระลึกถึงคุณยายนะ นึกถึงพระคุณของท่านที่เราได้อยู่ปฏิบัติธรรมกันอย่างมีความสุข มีความสงบ มีความสบายนี่ก็เพราะอาศัยคุณยายนะ ก็ขอให้พวกเราทุกคนก็หลับตานะ หลับตานึกถึงคุณยาย ให้คุณยายนั้นมาแจ่มชัดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา เหมือนคุณยายท่านซ้อนตัวเรา คุณยายท่านเป็นสมณเทพบุตร กลางของคุณยายนั้นมีพระธรรมกายนับไม่ถ้วน คุณยายท่านทำวิชชาอย่างที่หลวงพ่อท่านบอกไว้ ทำวิชชาตลอดเลย กลางของท่านมีพระธรรมกายนับไม่ถ้วนเลย เรานึก (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) เรานึกถึงคุณยายนะ ให้คุณยายนั้นมาแจ่มชัดอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรานี่ เหมือนคุณยายท่านซ้อนตัวเรา คุณยายท่านเป็นสมณเทพบุตร กลางของคุณยายนั้นมีพระธรรมกายนับไม่ถ้วน คุณยายท่านทำวิชชาอย่างที่หลวงพ่อท่านบอกไว้ ทำวิชชานะ ตลอดเลย กลางของท่านมีพระธรรมกายนับไม่ถ้วนเลย พอเรานึกถึงท่าน ท่านก็จะมาอยู่ ท่านจะมาดูแลปกปักษ์รักษาเรา ท่านจะกลั่นกาย วาจา ใจ ลูกหลานท่านให้ใส สว่างไปนะ เราจะได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ไปกับท่านนะ เราก็นึกที่เราได้ทำบุญ ก็ขอนี่ จะบุญน้อยนิดนี้นี่ ก็ขอเรามอบเป็นการบูชาธรรมแด่คุณยาย ขอให้เรา นั่งนึกถึงคุณยายตรงกลางกายกันทุก ๆ คนเลยนะ สัพเพ … หน้า PAGE 3 FILENAME \p \\DOMAIN\DATAYAY\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กันยายน\44-09-11 FW-AAT.v1.doc