เนื้อนาบุญ
พระพุทธเจ้าผู้ทรงพิชิตมาร ขอกราบนมัสการพระเถรานุเถระ ตลอดถึงพระอาจารย์และหลวงพี่ทุกๆ รูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกๆ ลูกหลานคุณยายทุกคน (สาธุ)
เนื่องด้วยหลวงพี่อยู่ภาคใต้มาหลายปี เมื่อพวกเราฟังไปแล้วอาจจะรู้สึกบางคำจะพิกลๆ อยู่ ก็ขอให้กลับเอาไปคิดที่บ้านก่อนแล้วกัน เพื่อจะได้นึกถึงธรรมะไปด้วย นึกถึงคำพูดหลวงพี่ไปด้วย
ประเทศไทยของเราตลอดระยะเวลาหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ส่วนมากแล้วประชากรจะมีอาชีพด้านการเกษตร ครอบครัวของหลวงพี่เองก็มีอาชีพทางการเกษตร มีการทำไร่ทำนาเป็นต้น ตอนเด็กๆ นั้นเคยไปช่วยโยมพ่อโยมแม่ท่านทำนาอยู่ ปกติของชาวนาทุกๆ คนเลย ก่อนที่เขาจะทำนาเขาจะต้องเลือกที่ก่อน ว่าที่ตรงนั้นสูงเกินไปหรือเปล่า หรือว่าต่ำเกินไป เพราะว่าถ้าลุ่มเกินไป พอฝนตกน้ำจะท่วม ข้าวก็จะตายหมด ถ้าเป็นที่สูงเกินไปก็ไม่มีน้ำ
ก่อนที่เขาจะทำนาจะหว่านข้าว เขาก็ต้องปรับที่ก่อน ต้องมีการไถการคราด ต้องสูบน้ำเข้านา ต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเตรียมดินให้พร้อม พร้อมที่จะปลูกข้าว เพราะนาที่อุดมสมบูรณ์ เมื่อหว่านข้าวไปแล้ว ก็ย่อมได้ข้าวมาก ไม่มีชาวนาคนไหนตั้งแต่หลวงพี่เกิดมาที่เขาจะไปปลูกข้าวหรือหว่านข้าวในที่ที่ดินไม่ดี ในที่ ที่เป็นลูกกรวดลูกรัง หลวงพี่ไม่เคยเห็น มีแต่ชาวนาที่ฉลาดในการเลือกที่ ที่จะทำนาทั้งนั้น
ชาวนาปลูกข้าวก็เพราะว่าอยากจะได้ข้าวเยอะๆ เอามากิน เอามาขาย ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน ญาติโยมทั้งหลายนำข้าวปลาอาหารมาถวายที่วัด หรือจะตักบาตรที่บ้านก็แล้วแต่ แม้จะทำเล็กหรือทำน้อยขนาดไหนก็ตาม ก็อยากได้บุญมากๆ ทุกคน ไม่มีคนไหนที่ว่าตักบาตรนิดเดียวแล้วขอบุญนิดเดียว มีแต่ขอเยอะๆ ทุกคนเลย
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ปรารภเหตุเรื่องของเนื้อนาบุญขึ้นในสมัยที่พระองค์เสด็จไปโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตอนนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแสดงพระธรรมเทศนาที่ธรรมสภาบนชั้นดาวดึงส์ ธรรมสภานี้ถ้าเทวดามาเยอะ ธรรมสภาก็จะขยายออกไปตามจำนวนเทวดา ถ้าเทวดามาน้อย ธรรมสภาก็จะหดลงมาน้อยตามจำนวนเทวดา ในตอนนั้นมีเทวดา ๒ องค์มาก่อนใครอื่น มานั่งอยู่ข้างหน้า แต่ว่าพอผ่านไปสักครู่หนึ่ง เทวดาที่ชื่อว่าอังกุระเทพบุตร ต้องถอยไปอยู่ข้างหลัง คือต้องลุกจากเก้าอี้ไปนั่งอยู่ข้างหลังสุด เพราะว่าตัวเองมีบุญน้อย มีศักดิ์น้อยกว่าเทวดาองค์อื่น แต่ว่าอีกองค์หนึ่งที่ชื่ออินทกะ นั่งอยู่อย่างไรก็ยังนั่งอยู่อย่างนั้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคิดจะเอาเทวดา ๒ องค์นี้เพื่อปรารภเหตุของเนื้อนาบุญ ก็เลยได้ตรัสถามเทวดาทั้ง ๒ องค์ว่าไปทำบุญอย่างไรมา ถึงได้มาอยู่บนสวรรค์ชั้นนี้ อังกุระเทพบุตรอยู่หลังสุดตอบว่าสมัยตัวเองเป็นมนุษย์ ได้เจอเทวดาองค์หนึ่งเห็นมีอานุภาพมาก ก็อยากจะเป็นอย่างนั้น ตลอดระยะเวลา ๑ หมื่นปี ได้ทำบุญให้แก่ชนทั้งหลาย หม้อข้าว เตาหุงข้าวเรียงกันยาวถึง ๑๒ โยชน์ น้ำที่ใช้หุงข้าวปลาอาหารก็เปรียบไว้ว่า เมื่อเทลงไปแล้วเรือสามารถวิ่งได้ ๑๐,๐๐๐ ปีที่ทำบุญอยู่ ได้ละโลกไปแล้วก็ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่ชั้นดาวดึงส์
ส่วนอินทกเทพบุตรก็ตอบว่าตัวเองนี้ตอนเป็นมนุษย์ได้เจอพระอนุรุทธบิณฑบาตผ่านมา ตอนนั้นได้ใส่บาตรไป ๑ ทัพพี ละโลกแล้ว จึงได้เกิดเป็นเทวดา อังกุระเทพบุตรได้ยินเช่นนั้นก็ได้คิดเลย โอ้ เรานี่ตอนเป็นมนุษย์ไม่ได้มีบุญลาภอย่างนี้ ถ้าหากเรามีบุญลาภได้เจอ ได้พบเนื้อนาบุญเช่นนี้ ตอนนี้เราอาจจะนั่งอยู่ข้างหน้าก็ได้
หลวงพี่ก็ได้ข้อคิดว่าถ้าหากอังกุระเทพบุตรหรือเทวดาองค์อื่นๆ ที่อยู่ในธรรมสภาได้เจอเนื้อนาบุญเช่น อินทกเทพบุตรที่ตักบาตร ๑ ทัพพี หากทุกองค์ได้เจอเนื้อนาบุญอย่างนี้ หลวงพี่คิดว่าคนที่นั่งข้างหลัง อาจจะเป็นอินทกเทพบุตรก็ได้ อินทกเทพบุตรเจอเนื้อนาบุญคือเจอพระอนุรุทธซึ่งเป็นพระอรหันต์ แต่ไม่รู้คุณค่าของเนื้อนาบุญ ตักบาตรแค่ทัพพีเดียว แต่เพราะทำถูกเนื้อนาบุญจึงได้บุญมากกว่าคนอื่น อันนี้เป็นข้อที่น่าคิด ได้เนื้อนาบุญแต่ทำไม่เต็มที่
ส่วนอีกคนหนึ่งทำเต็มที่ แต่ไม่มีเนื้อนาบุญ พวกเราทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี้ ได้เจอเนื้อนาบุญ และได้ทำเต็มที่ โดยเฉพาะวิหารหลวงปู่วัดปากน้ำที่ผ่านมา หลวงพี่เห็นหลายครั้งแล้วรู้สึกปลื้มใจ หลวงพี่ก็ขอมีโอกาสได้แบ่งบุญกับพวกเราทุกๆ คนด้วยนะ (สาธุ)
หลวงพี่เองได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ก็คิดถึงตัวเอง ถ้าหากเราเป็นอย่างนั้นบ้าง เรานั่งอยู่ข้างหน้าตอนแรก แล้วเราต้องไปอยู่ข้างหลัง หลวงพี่คิดว่ามันน่าอายมากเลย ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าเราต้องเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะพวกเราที่ตั้งเป้าหมายจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม นอกจากเราได้เจอเนื้อนาบุญแล้ว เราก็ต้องทำเต็มที่ เหมือนอย่างกับอนาถบิณฑกเศรษฐี ตอนนั้นเมณฑกเศรษฐีเกิดในสมัยที่มีทุพภิกขภัยคือข้าวยากหมากแพง วันนั้นเมณฑกเศรษฐีมีข้าวอยู่เป็นมื้อสุดท้าย แบ่งกันกินในครอบครัว ๕ คนหมดพอดี
ขณะที่หุงข้าวเสร็จกำลังจะตักกินนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตผ่านมาจากภูเขาคันธมาส มาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน เมณฑกเศรษฐีเห็นดังนั้นก็คิดว่าหากวันนี้เรากินข้าวหม้อนี้หมด ยังไงๆ อีกไม่กี่วันเราก็ต้องตาย ตายแล้วเราจะไปไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าถ้าเราเอาข้าวนี้ถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้า เราจะไม่อดอยากไม่ขาดแคลนไปนับภพนับชาติไม่ถ้วน ก็เลยตัดสินใจเอาอาหารไปถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า พอใส่ไปครึ่งหนึ่งพระองค์ก็ปิดบาตรทันที เศรษฐีก็บอกว่าพระองค์อย่าโปรดข้าพเจ้าแค่ชาตินี้เลย ขอได้โปรด โปรดข้าพเจ้าไปให้ทุกภพทุกชาติจนกว่าจะเข้าสู่พระนิพพานเถอะพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เลยเปิดบาตรรับจนหมด แล้วก็เหาะไป เศรษฐีเห็นเช่นนั้น โอ้ดีใจมาก
ในสมัยพุทธกาล เกิดมาเป็นเมณฑกเศรษฐี มีแพะทองคำหลายตัวเลย แพะทองคำนี่ก็เหมือนกับ ATM นี่แหละ อยากได้อะไรกระตุกเชือกปุ๊บก็ไหลออกมา หลวงพี่ว่าถ้าแพะทองคำตัวนั้นเป็นของพวกเรา ลิ้นมันคงต้องยาวมากเลย เพราะว่าเจอเรากระตุกทุกวันเลย คงจะยาวเป็นโยชน์เลย
คุณยายของเรา ท่านมีเป้าหมายจะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม การกระทำของท่านทุกอย่าง ท่านก็ทำอย่างบัณฑิต เหมือนอย่างเมณฑกเศรษฐี สมัยที่ท่านเริ่มสร้างวัดใหม่ๆ ท่านมีเงินอยู่ ๓,๒๐๐ บาท ท่านทุ่มจนหมดตัว เพราะว่าการสร้างวัดนี่ เป็นเนื้อนาบุญ เพราะว่าวัดเป็นของพระพุทธเจ้า เป็นของพระศาสนา เมื่อทำบุญกับพระพุทธเจ้าบุญนี้ย่อมมากนับไม่ถ้วน แต่ก็ใช่ว่าคุณยายทำแล้วท่านจะไม่ทำอีก เพราะว่าคุณยายเป็นคนบอกเองว่าท่านงกบุญมาก ท่านอยากได้บุญ ท่านกลัวอย่างเดียวกลัวบุญจะน้อยกว่าคนอื่น ท่านทำของท่านทุกวัน ทำไม่เคยขาด แม้ท่านจะนอนอยู่บนเตียง ท่านไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะทำบุญ แม้ท่านละโลกไปแล้วท่านก็ยังสร้างบารมีอยู่ ไม่ได้ไปสนุกเฮฮาที่ไหน
ทำไมล่ะ ทำไมเราต้องทำบุญบ่อยๆ เพราะว่ากิเลสของเรามันยังมีอยู่ เรายังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ เรายังไม่ชนะเขา ปกติแล้ว นักมวยเวลาเขาต่อยกัน ขนาดบางทีโดนปลายคางไปแล้ว คิดว่า เออ เราคงชนะน็อคแล้วล่ะ แต่บางทีไม่ใช่ เขายังสู้ไหวอยู่ ก็เหมือนกับกิเลสนั่นแหละ บางทีเรานึกว่าเราทำไปแล้ว กิเลสมันคงหมดไปแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่ มันยังมีอยู่ เหมือนกับตอนนั้นสมัยที่ญี่ปุ่นโดนทิ้งระเบิดปรมาณู ๒ ลูก ที่ฮิโรชิม่ากับนางาซากิ ทิ้งไปแล้วลูกหนึ่ง สหรัฐก็นึกว่า ญี่ปุ่นคงยอมแล้ว แต่ความจริงยังไม่ยอม เขายังมีกำลังอยู่ ต้องทิ้งถึงลูกที่ ๒ ถึงจะเอาชนะได้ การทำบุญก็เช่นกัน เราต้องทำทุกวัน เพราะว่าเวลาตายบุญที่จะนึกถึงก่อนก็คือบุญที่เป็นอาจิณกรรม คือบุญที่ทำบ่อยๆ แล้วเราจะนึกออก
คุณยายนอกจากท่านทำบุญแล้ว ท่านก็ทำอย่างอื่นด้วย คุณธรรมของท่านไม่ได้มีอยู่แค่การทำบุญอย่างเดียว แล้วการทำอะไรของท่านแต่ละอย่างที่หลวงพี่เคยอ่าน เคยฟังมา หลวงพี่สรุปได้อยู่อย่างหนึ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำ ท่านทำถึงที่สุดหมดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ หรือจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน
ตอนที่ท่านออกจากบ้านตามน้าของท่านมา เพื่อจะมาเรียนวิชชากับหลวงปู่วัดปากน้ำ น้าของท่านพาไปเป็นคนใช้อยู่ที่บ้านของท่านพระยาแถวๆ วังบูรพา ขนาดเป็นคนใช้ท่านทำทุกอย่าง มีความรับผิดชอบขยัน จนเจ้าของบ้านไม่ยอมให้ออกจากบ้าน สุดท้ายท่านต้องหนีออกมาตอนกลางคืน หนีมาอยู่ที่บ้านคุณนายเลี๊ยบ มาอยู่บ้านคุณนายเลี๊ยบแล้ว ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านถึงที่สุด มีความกตัญญู จนคุณนายเลี๊ยบยกให้เป็นหัวหน้าแม่ครัว ยกให้ถือกุญแจเก็บสมบัติ คุณนายเลี๊ยบไว้ใจคุณยายถึงขนาดนั้น ขนาดที่ว่าถอดหัวใจไปวางไว้ที่ยายแล้ววางใจได้ ท่านเชื่อมือคุณยายถึงขนาดนั้น
ตอนท่านยังอยู่บ้านมีอาชีพชาวนา ท่านตื่นแต่เช้าเพื่อไปทำนากับพี่สาว นาของท่าน หญ้าสักต้นไม่มีขึ้น ท่านทำของท่านอย่างนี้ทุกวัน ไม่ใช่วันเดียว จนท่านได้ฉายาว่าจันทร์แข้งเหล็ก พอมาอยู่กับหลวงปู่วัดปากน้ำ ท่านมีความเด็ดเดี่ยวมั่นคงในการทำวิชชาไม่เคยไปไหนเลย แม้คนอื่นจะไป แต่ท่านไม่ไปไหน คนอื่นนั่ง ๖ ชั่วโมง แต่ท่านนั่ง ๗ ชั่วโมง จนหลวงปู่วัดปากน้ำยกให้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ชื่อของคนเรานี่อาจจะตั้งผิดได้ บางคนชื่อฉลาดแต่โง่ แต่ฉายานี่ตั้งไม่ผิดเด็ดขาด เหมือนเราอ่านหนังสือพิมพ์ ในวงการการเมืองที่เขาตั้งฉายากัน อุปนิสัยยังไงก็จะได้ฉายาอย่างนั้น คุณยายได้ฉายา ๒ อย่างนี้มาเพราะอุปนิสัยของท่าน
ในเรื่องของความกตัญญู คุณธรรมข้อนี้ของคุณยาย ตอนที่โยมพ่อของท่านตาย ท่านมีความปรารถนาจะตามหาโยมพ่อ ก็เลยออกจากบ้านมาเป็นคนรับใช้ เพราะต้องการหาโยมพ่อ ถึงขนาดยอมเป็นคนรับใช้เขา คุณธรรมข้อนี้ของท่าน หลวงพี่ว่าหายากมาก
ในตอนที่คุณยายทองสุขป่วยก็เช่นเดียวกัน ป่วยเป็นโรคมะเร็ง น้ำเหลืองน้ำหนอง ไหลออกมาเหม็นไปหมดเลย ขนาดญาติพี่น้องลูกหลานของคุณยายทองสุข ยังไม่มีใครมาดูแล แต่คุณยายของเราไม่เคยทอดทิ้ง ไม่เคยทอดทิ้งครูบาอาจารย์ ท่านทนเช็ด เช็ดจนผ้าที่ใช้เช็ดน้ำหนองกองเหมือนกับจอมปลวกเลย แต่ท่านไม่เคยบ่น ไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว ดูแลจนกระทั่งคุณยายทองสุขละโลกไป
ละโลกไปแล้วก็จัดงานศพให้อย่างสมเกียรติ ให้สมกับที่เป็นครูบาอาจารย์ถ่ายทอดวิชชาให้ นี่คือความกตัญญูของคุณยาย ด้วยเหตุที่คุณยายกตัญญูต่อครูบาอาจารย์นี้เอง พอถึงคราวที่คุณยายละโลก หลวงพ่อธัมมชโยก็เลยได้แบบอย่างจากคุณยาย มีความกตัญญูต่อคุณยายเช่นเดียวกับที่คุณยายมีต่อคุณยายทองสุข งานศพคุณยายก็เลยจัดได้ยิ่งใหญ่สมกับเกียรติของท่าน สมกับคุณธรรมของท่าน ที่ท่านได้ทำเอาไว้ดีแล้ว
ที่หลวงพี่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่หลวงพี่พอจะหาได้ แต่ที่หลวงพี่ไม่รู้นั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเยอะขนาดไหน ปัญญาของหลวงพี่ไม่อาจจะไปรู้ได้ บางสิ่งบางอย่างคุณยายท่านก็ไม่ได้บอกมา พระอาจารย์ก็ไม่ได้กล่าวไว้ บัดนี้แม้คุณยายจะละโลกไปแล้ว แต่สังขารของท่านยังอยู่ สังขารที่วางอยู่ข้างหน้านี้ เป็นสังขารที่เป็นเนื้อนาบุญ ใครอยากได้บุญกับคุณยายก็รีบตักตวงเอาเถอะ ก่อนที่เวลาจะหมดไป คุณธรรมทั้งหลายที่คุณยายได้ฝากเอาไว้คือตัวแทนของคุณยาย เป็นแบบแผนที่คุณยายได้ประพฤติปฏิบัติไว้ให้ลูกหลานได้ปฏิบัติสืบไป เพื่อจะได้เป็นอย่างยายบ้าง คุณยายทำได้อย่างไร เราก็จะทำได้อย่างนั้น เราจะเป็นต้นไม้ที่รักษาคุณธรรมของยายเอาไว้ ไม่ใช่ต้นไม้ที่กลายพันธุ์
บัดนี้ก็สมควรแก่เวลา ต่อจากนี้ก็ขอเชิญทุกท่านได้นั่งหลับตา ทำใจหยุดใจนิ่ง ใครชอบแบบนี้ก็ทำไปที่ตัวเองชอบเหมือนกับที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้เมตตาสั่งสอนเอาไว้ ทำใจหยุดใจนิ่ง นึกถึงคุณธรรมของคุณยายกันสักครู่หนึ่งนะ
**************************** จบ ****************************