ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

บัณฑิตพึงตามรักษาจิตของตนไว้ด้วยสติ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสิริมงคล : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ด้วยความเคารพเหนือเศร้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระมหาเถระ พระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ท่านสาธุชนลูกหลานคุณยายทุกท่านนะ (สาธุ) วันนี้ท่านทั้งหลายก็ได้มาประชุมรวมกันเพื่อทำสักการะแก่คุณยายอาจารย์ ซึ่งท่านเป็นบุคคลที่ควรบูชาอย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายมาด้วยความรัก ความเคารพ เลื่อมใสที่มีต่อท่าน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเปรียบเทียบเอาไว้ว่าพระพุทธเจ้าด้วยกันเอง หากจะกล่าวคุณของพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่ง เวลาสิ้นไปเป็นกัปก็ไม่อาจจะพรรณนาคุณของพระพุทธเจ้านั้นได้หมด นี้คือคุณงามความดีที่บุคคลใดได้กระทำเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ย่อมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญตลอดไป เราได้ฟังพระดำรัสบทนี้ ทีแรกอาจจะยังนึกภาพไม่ออก แต่ ณ วันนี้เรามีคุณยาย ท่านเป็นแบบอย่างของการยืนยันพุทธดำรัสนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะว่าตลอดเวลานับตั้งแต่วันที่คุณยายท่านละสังขารจากพวกเราไป เราทั้งหลายก็มาสรรเสริญพระคุณของท่าน นับเวลายาวนานได้เป็นปี แล้วก็ยังจะกระทำกันต่อไป ท่านทั้งหลายในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านสอนให้ทำความดี หลักๆ ก็มีอยู่ ๓ ทาง คือกาย วาจา แล้วก็ใจ ดังมีพุทธพจน์บทหนึ่งว่า สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ แปลความว่าการไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม การกลั่นจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นั่นก็คือพระพุทธองค์ได้ทรงบัญญัติพระวินัย และศีลในระดับต่างๆ ไว้ให้พุทธบริษัทได้ยึดถือปฏิบัติ เพื่อควบคุมกายและวาจาให้บริสุทธิ์ ให้ห่างไกลจากการทำบาป นี้เป็นประการที่ ๑ ประการต่อมาให้บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม เป็นการทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น สำหรับการกลั่นใจให้ผ่องใสนั้น ก็มีอยู่วิธีเดียวก็คือการเจริญภาวนา เพื่อให้นำไปสู่ปัญญา ตรัสรู้ที่เรียกว่าภาวนามยปัญญา ในเรื่องของการเจริญภาวนาหรือการฝึกจิตนี้ พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เราคงจำกันได้ ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงตรัสรู้ธรรม ท่านก็เป็นมนุษย์ที่มีบุญมากคนหนึ่ง หากไม่ได้ออกบวชก็จะได้เป็นถึงพระเจ้าจักรพรรดิ แต่เพราะว่าในกาลต่อมาพระองค์ได้เห็นทุกข์ และได้หาทางออกจากทุกข์นั้น ได้ใช้ความเพียรพยายามอย่างมากมายในการค้นหาพระสัทธรรม และในที่สุดพระองค์ก็ทรงพบว่าการที่ชีวิตนี่จะพ้นทุกข์ได้ มีวิธีเดียวคือการฝึกจิต เพราะเหตุว่าพระองค์ได้ผ่านการทำความเพียรทางกายมาอย่างมากมายแสนสาหัสหลายวิธีด้วยกัน ชนิดที่คนใดคนหนึ่งในโลกไม่อาจจะทำได้ยิ่งไปกว่าพระองค์อีกแล้ว เมื่อทรงพบจึงได้ทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งเปรียบได้กับบุคคลที่ไปพบขุมทรัพย์ใหญ่ เมื่อรู้แล้วก็ได้นำสิ่งที่รู้นั้นมาบอกแก่บุคคลผู้เป็นที่รัก และเนื่องจากพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านทรงประกอบด้วยพระมหากรุณาที่ยิ่งใหญ่ ท่านรักมนุษย์ทุกคน พระองค์ท่านรู้ความลับอันยิ่งใหญ่นี้แล้ว จึงได้บอกแก่ทุกๆ คนให้รู้ตามอย่างที่พระองค์ได้รู้ และให้ได้เสวยความสุขจากอริยทรัพย์นั้น ซึ่งเป็นทรัพย์อันประเสริฐ เป็นทรัพย์อันอุดม อย่างที่เราเคย เราอาจจะได้เคยได้ฟังมาบ้างว่าในครั้งพุทธกาลก็มีมหาทุขตะท่านหนึ่งได้เข้าไปพบอริยทรัพย์ภายในนี่แหละ ท้าวสักกะลองใจให้บอกว่าพระรัตนตรัยไม่มี จะให้ทรัพย์สมบัติ จะให้กลายเป็นมหาเศรษฐี มหาทุขตะก็ด่าสวนกลับไปเลย นี่ก็คือคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ แม้มหาทุขตะจะยากจน แต่พอค้นพบอริยทรัพย์นี้แล้ว ก็รู้เลยว่าแท้จริงตนเองไม่ได้ยากจนเลย นั่นเพราะมีความมั่นใจว่าตนเองมีเกราะ มีที่พึ่งในปัจจุบัน และสัมปรายภพแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้อย่างนี้ว่า ท่านผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากแท้ ละเอียดลออ พลันตกไปในอารมณ์ที่น่าปรารถนา จิตที่คุ้มครองไว้ดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ชนเหล่าใด จักสำรวมจิตนี้ ซึ่งไปได้ไกล เที่ยวไปโดดเดี่ยว ไม่มีรูปร่าง อาศัยถ้ำคือร่างกายไว้ได้ ชนเหล่านั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร เพราะฉะนั้นผู้มีปัญญา ย่อมกระทำจิตอันดิ้นรน กวักแกว่ง รักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรง เหมือนช่างศรดัดลูกศรฉะนั้น พระพุทธองค์สอนให้คุ้มครองจิต เหมือนเต่าหดอวัยวะไว้ในกระดอง ก็คงจะเหมือนกับที่คุณยายหรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านสอนเราเสมอ ให้หมั่นนึกตรึกถึงธรรมะให้ได้ตลอดเวลา ใจเราน่ะจะได้คุ้นกับศูนย์กลางกาย เพราะว่าธรรมดาจิตของคนเราเป็นสภาพดิ้นรน กวักแกว่งอยู่เสมอ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม วิสัยของผู้มีปัญญา ย่อมทำจิตที่กวักแกว่งให้สงบ อยู่ในอำนาจได้ อย่างในสมัยพุทธกาล ก็มีพระอริยะมากมายที่สามารถประคองรักษาจิตของท่านให้อยู่ในอำนาจได้ ในยุคของเรานับตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่ดวัดปากน้ำ ท่านได้ค้นพบขุมทรัพย์ภายในอันประเสริฐนี้ ก็คือหนทางที่จะเข้าถึงพระธรรมกายแล้ว ก็มีบุคคลมิใช่น้อยที่สามารถควบคุมจิตของตนเองได้ และหนึ่งในนั้นก็มีคุณยายอาจารย์ของเราที่ท่านสามารถควบคุมจิตของท่านเองได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับคำชมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน คุณยายท่านเปรียบเสมือนนายสารถีผู้ฉลาด สามารถฝึกฝนม้าพยศก็คือจิตใจนี้ให้เชื่องได้ ดังนั้นในเรื่องของการฝึกจิต จึงเป็นวิสัยที่ใครๆ ก็ทำได้ ทำได้ทุกๆ คน เว้นเสียแต่คนเสียสติแล้วเท่านั้น แต่ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความเพียรของแต่ละคน แต่บุคคลผู้มีความเพียรนั้น ย่อมได้ผลลัพธ์ที่งดงามเสมอ อย่างในสมัยพุทธกาลมีภิกษุบางรูป ท่านทำความเพียรเดินจงกรมจนเท้าแตก หรือบางรูปทำความเพียรจนตาบอดทั้ง ๒ ข้าง หรือบางรูปทำความเพียรขณะอยู่ในปากเสือ แต่ผลที่ได้รับซิ คือความหลุดพ้นจากกองทุกข์ ชนิดของท่านได้พบกับความสุขอย่างแท้จริง คือความสุข ถึงขนาดท่านเปล่งอุทานออกมาเลยว่าภพสิ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก นี่คือผลอย่างสูงสุดของผู้ทำความเพียร ในการรักษาจิตอย่างเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังมีพระเถระรูปหนึ่ง ท่านได้เล่าถึงความเพียรที่ท่านทำ ท่านได้กล่าวว่าเราได้ระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์ ก็คือคนฝึกช้าง กักช้างไว้ที่ประตูนครฉะนั้น เราไม่ประกอบจิตไว้ในธรรมอันลามก ไม่ยอมให้จิตตกลงไปสู่ข่ายแห่งกาม เราได้ฝึกจิตให้ตั้งอยู่ในพละ ๕ ฝึกจิตด้วยสติ บังคับจิตให้ทำธุระด้วยความเพียร ในหลายๆ พระสูตรที่ได้ศึกษามา จะกล่าวถึงการฝึกจิตโดยใช้สติเป็นตัวควบคุมไว้มากทีเดียว สติก็คือความระลึกได้ หรือการรักษาใจตลอดเวลานั่นเอง เหมือนอย่างคุณยายที่ท่านได้ทำให้พวกเราดู ได้สอนพวกเรา ท่านได้สอนเอาไว้ว่าการนั่งธรรมะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตของเรา เราต้องคิดอยู่เสมอว่าต้องเข้าถึงธรรมะให้ได้ เพราะเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ เราต้องหมั่นนึกถึงบ่อยๆ ทุกๆ เวลา ไม่ว่าจะเดิน ขับรถ หรือทำอะไรก็ตาม เมื่อมีเวลา ก็นึกมากๆ เหมือนอย่างยาย เมื่อยังไม่เห็นธรรมะ ก็พยายามนั่ง ขยันนั่งจนเห็นธรรมะ จากเห็นธรรมะได้ ก็ไปขาดรู้ได้ ธรรมะยายจึงก้าวหน้า เพราะยายนั่งจริงๆ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต ถ้าเราไม่หาความสุขในชาตินี้ ชาติหน้าก็หาไม่พบ ถ้าจะพบก็ต้องพบในชาตินี้ นี่คือคุณยาย ท่านสอนเราข้ามชาติทีเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองพระองค์ท่านก็ได้ตรัสเรื่องของการประคองจิตไว้อย่างชัดเจนว่าบุคคลพึงประคองภาชนะอันเต็มเปี่ยมด้วยน้ำมันฉันใด บัณฑิตผู้ปรารถนาจะไปสู่ทิศที่ยังไม่เคยไป ก็พึงตามรักษาจิตของตนไว้ด้วยสติฉันนั้น เปรียบเหมือนกับบุคคลถือโถน้ำมันอันเต็มเปี่ยม และมีคนเงื้อดาบ จ้องเดินตามไปข้างหลัง หากทำน้ำมันนั้นให้หกแม้หน่อยเดียว ณ ที่ใด ก็จะถูกตัดศีรษะ ณ ที่นั้นแหละฉันใด โถน้ำมันเต็มเสมอขอบ เป็นชื่อของสติอันเป็นไปในกาย เหตุนั้นพระพุทธองค์จึงได้ให้ศึกษาอย่างนี้ว่าสติไปแล้วในกาย จะเป็นข้อที่พวกเราทั้งหลายจะต้องทำให้มี ให้เป็นให้จงได้ ผู้เป็นบัณฑิตจะต้องประคองจิตของตน อันเป็นดุจโถที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำมันนั้นไว้ ในระหว่างแห่งธรรมทั้งสอง คือในอารมณ์กับสติ และพึงรักษาไว้คือคุ้มครองไว้ด้วยกายคตาสติ นั่นก็คือมีจิตระลึกไปในกาย โดยไม่ให้จิตซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอกแม้เพียงครู่เดียวฉันนั้น นอกจากสติแล้ว ก็ต้องประกอบด้วยความเพียรอย่างไม่ลดละ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้อีกว่าชนทั้งหลายผู้ไม่เกียจคร้าน ขุดภาคพื้นที่ทางทราย ได้พบน้ำที่ทางทรายนั้น ณ ที่ลานกลางแจ้งฉันใด มุนีคือผู้รู้ ผู้ประกอบด้วยความเพียรและกำลัง เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน พึงได้ความสงบใจฉันนั้น และการฝึกจิตนั้นมีประโยชน์เป็นอย่างมาก มีประโยชน์ทั้งในภพนี้และภพหน้าคือสัมปรายภพ ในภพนี้จะได้รับความสุข ดังมีภาษิตบทหนึ่งว่า นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ สุขอื่นยิ่งกว่าใจหยุดใจนิ่งไม่มี และในภพหน้าบุคคลใด สามารถฝึกจิตจนบรรลุฌาน คือดวงใสๆ ที่ศูนย์กลางกายแล้ว จัดเป็นครุกรรมฝ่ายดี เมื่อละจากโลกนี้ไปก็มีแต่จะเข้าถึงสุคติเท่านั้น เพราะว่าเป็นกรรมหนักฝ่ายกุศล มีกำลังมาก หรือแม้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นอุปนิสัยแก่การบรรลุธรรมในภพต่อไป ส่วนการไม่ฝึกจิตนั้นมีผลเสียอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็เสียโอกาสในการที่จะได้รับความสุขในปัจจุบัน สมดังภาษิตที่ได้อ้างไว้แล้วข้างต้น และผู้ไม่ฝึกจิตก็หมดโอกาส พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ได้ตรัสรับรองเอาไว้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นเลย แม้อย่างหนึ่งที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่เหมือนจิต ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่ฝึกแล้ว ไม่คุ้มครองแล้ว ไม่รักษาแล้ว ไม่สังวรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์อย่างใหญ่ จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรณ์แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ชนทั้งหลายย่อมนำพาหนะที่เขาฝึกแล้วไปสู่ที่ประชุม พระราชาทรงขึ้นพาหนะที่เขาฝึกแล้ว บุคคลผู้ฝึกฝนแล้ว อดทน อดกลั้นถ้อยคำที่ล่วงเกินได้ เป็นผู้ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์ ม้าอัศดง ม้าสินธพผู้อาชาไนย ช้างใหญ่ กุญชรที่เขาฝึกแล้วเป็นสัตว์ประเสริฐ บุคคลผู้ฝึกตนแล้ว ประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น ใครๆ ไม่พึงถึงนิพพาน อันเป็นทิศที่ไม่เคยไป ด้วยยานเหล่านั้นเหมือนบุคคลผู้ฝึกแล้ว มีตนอันฝึกแล้ว ฝึกดีแล้วย่อมไปถึงได้ นี่คือจิตที่บุคคลได้ฝึกเอาไว้อย่างดีเป็นอานิสงส์ใหญ่ สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ อย่างที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรับรองเอาไว้ ในสมัยพุทธกาล ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งท่านชื่อว่า***กุกะกันทิตะ ท่านเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ได้เข้ามาบวช ท่านได้พระผู้ทรงอภิธรรมรูปหนึ่งเป็นอาจารย์ และผู้ทรงพระวินัยรูปหนึ่งเป็นพระอุปัฏฌาย์ พอไปหาอาจารย์ อาจารย์ก็กล่าวปัญหาในอภิธรรมว่า ชื่อว่าในพระพุทธศาสนา ภิกษุทำกิจนี้จึงควร ทำกิจนี้ไม่ควร ฝ่ายพระอุปัฏฌาย์ก็กล่าวปัญหาในพระวินัย ในเวลาที่ภิกษุนั้นเข้าไปหาว่าชื่อว่าในพระพุทธศาสนา ภิกษุทำสิ่งนี้ควร ทำสิ่งนี้ไม่ควร ทำสิ่งนี้เหมาะ สิ่งนี้ไม่เหมาะ ท่านก็คิดว่า โอ้ กรรมนี้หนัก เราใคร่จะพ้นจากทุกข์จึงบวช แต่ในพระศาสนานี้ สถานที่เป็น ที่เหยียดมือและเท้าของเราไม่ปรากฏ เราดำรงอยู่ในเรือนก็อาจจะพ้นทุกข์ได้ เราควรเป็นคฤหัสถ์ดีกว่า ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็กระสันอยากจะสึก หมดความยินดีในพรหมจรรย์ ไม่ทำการสาธยายมนต์ ไม่เรียนอุเทศ ผอม ซูบซีด มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ถูกความเกียจคร้านเข้าครอบงำ มีหิดเปื่อยเกิดขึ้นเต็มตัว นี่ถือว่าอาการหนักทีเดียว พระภิกษุหนุ่มและสามเณรเห็นเข้าก็ถาม ท่านก็บอกว่าอยากจะสึกแย่แล้ว ภิกษุหนุ่มและสามเณรก็ถามว่าเพราะอะไร ทำไมอยากจะสึกเสียเล่า ภิกษุนั้นเล่าให้ฟัง ภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลายก็ไปบอกแก่พระอาจารย์และพระอุปัฏฌาย์ของท่าน พระอาจารย์และพระอุปัฏฌาย์ก็ได้พาไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถามว่า ได้ยินว่าเธออยากจะสึกอย่างนั้นหรือ ภิกษุ อย่างนั้นพระเจ้าข้า เพราะเหตุใดเล่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะข้าพระองค์ใคร่จะพ้นจากทุกข์จึงได้บวช พระอาจารย์ของข้าพระองค์นั้นกล่าวอภิธรรมคาถา พระอุปัฏฌาย์กล่าววินัยคาถา ข้าพระองค์นั้นได้ทำความตกลงใจว่าในพระพุทธศาสนานี้ สถานที่เป็นที่เหยียดมือและเท้าของเราไม่มีเลย เราเป็นคฤหัสถ์ก็อาจพ้นจากทุกข์ได้ เราจักเป็นคฤหัสถ์ดังนั้นพระเจ้าข้า ถ้าอย่างนั้นเธอจักสามารถรักษาเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น กิจคือการรักษาสิ่งทั้งหลายที่เหลือนั้นไม่มี เธอจักอาจรักษาเฉพาะกิจของเธอได้ไหม อาจรักษาได้พระเจ้าข้า ท่านก็รับด้วยความปีติยิ่ง ก็เหลือข้อเดียวแล้วนี่ พระศาสดาพระองค์ประทานโอวาทนี้ว่า ถ้ากระนั้นเธอจงรักษาจิตของตนไว้ เธออาจพ้นจากทุกข์ได้ แล้วจึงตรัสพระคาถานี้ว่า สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ ยตฺถ กามนิปาตินํ จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี จิตฺตํ คุตฺตํ สุขาวหํ แปลความว่าผู้มีปัญญา พึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้ คือย่อมนำมาซึ่งความสุขอันเกิดจากมรรคผลและนิพพานนั่นเอง ท่านทั้งหลายนี่คืออานิสงส์ของการตามรักษาจิต ได้เคยอ่านหนังสือไม่มีเวลา ไม่มีในโลก ของคุณโยมพัชรี เบญจวิลาศ ท่านผู้นี้ก็เป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีมาก ทำให้เราได้รู้ว่าภารกิจกับจิตใจนั้นไปด้วยกันได้ ซึ่งเนื้อความท่านก็ได้เล่าถึงการทำงานของท่าน แล้วก็ประคองจิตไว้ คือตรึกนิมิตไว้ทั้งวัน แล้ววันหนึ่งท่านก็ได้เห็นธรรมะ ท่านก็เป็นแบบอย่างของนักสร้างบารมีที่ดีในยุคนี้ และก่อนที่จะจบการบรรยายธรรมนี้ ก็ขอฝากพุทธพจน์บทหนึ่งซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเอาไว้ ก่อนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ท่านได้ตรัสเตือนพวกเราด้วยความห่วงใยไว้ว่า คนเหล่าใด ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ทั้งพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งมั่งมี ทั้งขัดสน ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า ภาชนะดินที่ช่างหม้อทำ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุกทั้งดิบ ทุกชนิด มีความแตกเป็นที่สุดฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น วัยของเราแก่หง่อมแล้ว ชีวิตของเราเป็นของน้อย เราจะละพวกเธอไป เราทำที่พึ่งแก่ตนแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเราจงไม่ประมาท มีสติ มีศีลด้วยดีเถอะ จงเป็นผู้มีความดำริมั่นด้วยดี จงตามรักษาจิตของตนเถอะ ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในธรรมวินัยนี้ ผู้นั้นจะละชาติ สงสาร แล้วกระทำที่สุดทุกข์ได้ เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้ และเมื่อจิตผ่องใส สุคติเป็นอันหวังได้ ในวันนี้ ท่านทั้งหลายได้มีความตั้งใจอันเป็นกุศล ออกจากบ้านมาด้วยความตั้งใจที่จะมาบำเพ็ญบุญสวดพระอภิธรรมคุณยาย บุญกุศลนั้นเกิดตั้งแต่วาระแรกที่ท่านทั้งหลายตั้งใจดีนั้นแล้ว เมื่อมาถึงก็ได้บูชาพระเจดีย์ บูชาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ บูชาคุณยาย อาราธนาศีล ฟังธรรม ทั้งหมดนี้เป็นบุญใหญ่ของทุกท่าน ดังนั้นจึงขอเชิญทุกท่านได้หลับตาทำสมาธิ นึกถึงบุญที่กระทำมาทั้งหมด นึกถึงบุญนั้น นึกบูชาธรรมแด่คุณยาย และอธิษฐานจิตให้เรามีความบริสุทธิ์เหมือนกับท่าน สามารถรักษาจิตไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้ได้ตลอดเวลาเหมือนอย่างที่ท่านทำได้ และให้ความปรารถนาของเราทุกอย่าง ไม่ว่าการเป็นประธานกอง สร้างมหาวิหารก็ดี หรือความปรารถนาใดๆ ก็ดีที่เป็นกุศล ให้เราสมความปรารถนาทุกอย่าง และให้เราได้ติดตามสร้างบารมีกับท่านไปจนกว่าจะถึงที่สุดแห่งธรรม ต่างคนต่างอธิษฐานจิตสักครู่นะ สัพเพ จบ…. หน้า PAGE 8 FILENAME \p L:\ต้นฉบับบทเทศน์\2544\สิงหาคม\44-08-06 FW-AAT.doc