ตามแบบของต้นแบบ
(ม้วน 1/A)
พระกุศล : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพอย่างยิ่ง กราบนมัสการพระเถรานุเถระและเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพร สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานคุณยายทุกๆ คน (สาธุ)
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่พวกเราทุกคนได้มาบำเพ็ญกุศลโดยการร่วมฟังสวดอภิธรรม ได้ร่วมถวายไทยธรรมและก็จะได้พระธรรมเทศนาในลำดับต่อไป หลวงพี่มีความ ความรู้สึกปลื้มใจเหมือนพวกเราหลายๆ คนในวันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมา ที่เห็นเหล่ากัลยาณมิตรผู้นำบุญลูกหลานทุกๆ คนนี่ได้ไปรับผ้าไตรที่จะเป็น พูดง่ายๆ เป็นทหารกล้าที่จะอาสาไปนำทรัพย์สมบัตินี่มาบูชาธรรมคุณยายของเรา มาบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำของเรา ด้วยการปวารณาเป็นประธานกอง เพื่อทอดกฐินคุณยายในปีนี้
เป็น เป็นภาพที่ ที่บรรยายความรู้สึกไม่ค่อยถูก แต่ก็มีความรู้สึกลึกๆ อยู่ในใจที่ได้เห็นภาพในทีวีวงจรปิดที่พวกเราขึ้นไปรับผ้าไตร มันมีความรู้สึกลึกๆ หลวงพี่ก็เชื่อว่าหลายๆ ท่านคงจะมีความรู้สึกเหมือนหลวงพี่ด้วย หลวงพี่ก็เลยจะขอโอกาสนี้นำเกร็ดประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเล่าสู่พวกเรากันฟัง แต่อาจจะเป็นในแง่มุมที่อาจจะแตกต่างจากพวกเราทุกคนเคยฟังมา
หลวงพี่ได้แง่คิดอย่างหนึ่งตั้งแต่มาบวชสร้างบารมีอยู่ที่วัดพระธรรมกายของเรานี่ ก็คือบุคคลใดที่จะมีบุญบารมีมากๆ นี่ จะมีบุญบารมีมากๆ เราจะเทียบเคียงได้อย่างไร อย่างที่เราได้ยินได้ฟังมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีบุญบารมีมาก เราก็ได้ยินได้ฟังมาในหลายแง่หลายมุม วันนี้หลวงพี่ก็มีบางแง่บางมุมที่จะมาฝาก
ในแง่มุมแรกที่หลวงพี่ดูแล้ว พิจารณาด้วยสติปัญญา พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่มีความ จะพูดว่ายังไงดี ความเหมือนหรือความพ้องกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเป็นหลักเป็นต้นแบบ ส่วนพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ประวัติของท่านมีความละม้ายหรือพ้องพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่หลายๆ ตอน
อย่างเช่นตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ได้เข้าถึงธรรม เข้าถึงธรรมที่อุโบสถวัดโบสถ์บน วัดบางคูเวียง จังหวัดนนทบุรีในปัจจุบัน หลวงพี่อ่านประวัติท่านครั้งแรกก็มีความรู้สึกคุ้นๆ คล้ายๆ กับว่าเหมือนใครสักคน แต่ตอนนั้นก็ยังนึกไม่ออกว่าเหมือนใคร พอมาบวชอยู่ที่นี่ได้นานเข้า ได้มีการพิจารณาอะไร สติปัญญาเพิ่มมากขึ้น ได้ครูบาอาจารย์เทศน์สั่งสอนเพิ่มขึ้น เอ๊ะ รู้สึกเหมือน เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือตอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จะตรัสรู้ธรรมนี่ก็มีการอธิษฐานจิตเหมือนกัน อธิษฐานจิตว่าเออ ถ้าหากว่านั่งลงไปครั้งนี้ ถ้าไม่บรรลุธรรมล่ะก็ ถึงแม้เนื้อเลือดกระดูกจะแห้งเหลือแต่ พูดง่ายๆ นั่งจนกระทั่งยอมตาย ถ้าไม่บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะไม่ลุกจากที่ แล้วก็ เหมือนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เหมือนกันเลย เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือน ๑๐ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็ทรงได้อธิษฐานจิตอย่างนี้เหมือนกัน โดยนั่งสมาธิในโบสถ์ นี่ก็เหมือนกันครั้งหนึ่งแล้ว
หลังจากนั้นที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำบรรลุเสร็จ เสร็จเรียบร้อยแล้วนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็ได้ไปแสดงธรรม ไปแสดงธรรมโดยมีผู้บรรลุธรรม เข้าถึงธรรมกายเหมือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็มีความพ้องเหมือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปแสดงธรรมกับปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ แล้วก็มีผู้บรรลุธรรมเป็นพรโสดาบันเป็นครั้งแรกคือพระอัญญาโกณฑัญญะอย่างที่เราทราบ
แล้วก็อีกมุมหนึ่ง อีกตอนหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำมีความพ้อง มีความคล้ายกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือครั้งหนึ่งที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเราได้ รับตำแหน่งเจ้าอาวาสไปปกครองที่วัดปากน้ำนั้นในช่วงต้นๆ ยุคแรกๆ นี่ คนก็ดี ชาวบ้านแถวนั้นก็ดี หรือ ก็อาจจะยังไม่มีความเข้าใจพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำดีพอ ได้มีคนนี่ ได้เอาปืนมาลอบยิงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ อย่างที่เราทราบกันทุกคน ว่ายิงไปแล้วนี่กระสุนปืนนี่ทะลุจีวร พอทะลุจีวรนี่แต่ไม่ระคายผิวกายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำเลย กลับเป็นว่ากระสุนนั้นน่ะกลับไปโดนลูกศิษย์ท่านเสียอีก
พอหลวงพี่อ่านถึงตอนนี้ ก็มานึกถึงตัวเองเอ๊ะ นึกถึงตัวเอง ถ้าตัวเองถูกยิงนี่ ถ้าตัวหลวงพี่ถูกยิงนี่ และกระสุนทะลุจีวร หลวงพี่ก็ยังหาทางไม่ออกว่ากระสุนมันจะลอดไปส่วนไหน เพราะถ้าทะลุจีวรก็ต้องโดนตัวหลวงพี่แน่นอน แต่กระสุนกลับลอดไป ไม่โดนตัวท่าน ไม่ระคายผิวกายท่านเลย นี่คืออานุภาพของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ที่มีความละไมกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ก็เคยถูกบุคคลลอบทำลาย บุคคลนั้นก็เทวทัตนั่นเอง พระเทวทัต พระเทวทัตก็จ้างคนธนูมายิงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการวางแผนของพระเทวทัตนี่เป็นขั้นตอนทีเดียวนะ ครั้งแรกก็ไปจ้างนายขมังขมู ขออภัยจ้า นายขมังธนู ๔ คน เพื่อไปลอบทำร้ายให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสวรรคต หลังจากนั้นก็ไปจ้างอีก ๘ คนเพื่อจะมาทำร้าย ๔ คนแรก พูดง่ายๆ จะฆ่าปิดปาก หลังจากนั้นยังไม่พอก็ไปจ้างอีก ๑๖ คน มาคอยเก็บ คอยเก็บนายธนูอีก ๘ คน ที่จ้างไปเก็บ ๔ คนแรก และชุดสุดท้ายพระเทวทัตก็ไปจ้างนายธนูอีก ๓๒ คน เพื่อไปปิดปากของนายธนูอีก ๑๖ คน เรียกว่าฆ่าเสร็จปิดปากหมดเลย
เอ๊ะ แต่พอตามประวัตินะ พอธนูยิงไปนี่ กลับไม่เป็นอันตรายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลับกลายเป็นดอกไม้เป็นเครื่องบูชา มีความละม้ายคล้ายกัน ก็คือว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี่จะไม่ถูกทำร้ายด้วยคมหรือศาสตราวุธใดๆ ทั้งสิ้น หลวงพ่อวัดปากน้ำของเราก็เหมือนกัน ถูกกระสุนปืนยิงจีวรทะลุ แต่ท่านกลับไม่เป็นอะไร น่าอัศจรรย์จริงๆ
นี่ก็เป็นเพียงบางแง่มุมที่หลวงพี่พอมีสติปัญญานำมาเล่าให้พวกเราฟัง มีอีกแง่มุมหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างมหาทานบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ซึ่งหลวงพี่มีความทึ่งมาก อย่างที่พวกเราทราบ ได้ยินประวัติท่านบ่อยๆ การสร้างมหาทานบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำครั้งแรกคือท่านนี่พอมาอยู่ที่วัดพระเชตุพนได้ใหม่ๆ ตอนเช้าๆ ออกเดินบิณฑบาตก็ไม่มีใครตักบาตรท่านเลย
ถ้าจะมีวิเคราะห์กันดูนี่ สงสัยท่านคงยังเป็นพระใหม่อยู่ แล้วก็พอมาอยู่วัดพระเชตุพนวันแรกก็ไม่รู้จะไปเดินบิณฑบาตที่ไหน เพราะโดยทั่วไปแล้วนี่ เวลาพระท่านไปบิณฑบาตที่ไหนก็ตาม ก็จะมีเส้นทางประจำ ญาติโยมเขาจะทราบอยู่ว่าเออ จะมีสายนี้มีพระมาบิณฑบาตกี่รูป การจัดแจงภัตตาหารในยุคสมัยก่อนก็ไม่สะดวกสบายเหมือนสมัยนี้ สมัยนี้พวกเราถ้าอยากจะตักบาตรก็ไปตลาด แล้วก็สั่งแม่ค้า ใส่ถุงพลาสติก มีพระกี่องค์ เราจะถวายก็ได้ จะตักบาตรกี่รูปก็ได้หมด แต่ยุคสมัยก่อนเชื่อคงไม่สะดวกสบายถึงขนาดนั้น
วันแรกที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านไปเดินบิณฑบาตก็เลยไม่ได้ภัตตาหารเลย พูดง่ายๆ คือกลับมามีแต่บาตรเปล่าๆ วันแรกไม่ได้ฉันภัตตาหารเลย ได้ฉันแต่น้ำ ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร พอวันที่ ๒ ก็เอาอีกเหมือนกัน ท่านก็เดินไปบิณฑบาตอีก แล้วก็กลับมาเหมือนเดิม คือไม่มีภัตตาหารติดบาตรกลับมาเลย เป็นวันที่ ๒ ท่านก็ไม่ว่าอะไรอีก
ทีนี้มาวันที่ ๓ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไปเดินบิณฑบาต คาดคะเนเอาตามสติปัญญาของมนุษย์ก็เชื่อว่าท่านคงเดินไปแล้ว โยมที่เขาตักบาตรนี่อาจจะยังเห็นว่าเออ เดี๋ยวจะมีพระเดินมาอีกรูปหนึ่งนะ ให้เหลือภัตตาหารให้พระอีกรูปหนึ่ง ก็เลยได้กล้วยมาผลหนึ่ง ได้ข้าวมาทัพพีหนึ่ง แล้วท่านก็เดินกลับวัด
๓ วันเดินบิณฑบาตได้กล้วย ๑ ผล ได้ข้าว ๑ ทัพพี หลวงพี่ก็มานึกดู อื้อฮือ ท่านนี่มีความอดทนมาก อดทนเป็นเลิศ พอกลับมานี่ จะมานั่งฉัน ตามประวัติที่พวกเราทราบๆ กันอยู่ก็คือว่าพอพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านจะลงมานั่งฉันภัตตาหาร ฉันกล้วย ๑ ผล ข้าว ๑ ทัพพี กลับไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อน ผอม หิวโซ จ้องหน้าท่าน ท่าอาการสุนัขหิวโซนอกจากจ้องหน้าท่านแล้ว มันคงจะอ้าปาก คงจะแลบลิ้นด้วยความหิวกระหาย ก็อย่างที่ทราบๆ กัน พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานี่ก็ได้แบ่งกล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้น ครึ่งทัพพีนั้นให้
พอหลวงพี่อ่านตรงนี้จบ พอเรียนรู้เรื่องราวตรงนี้จบ โอ้โฮ คนเราไม่ได้ฉันมาเลย ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย นอกจากน้ำนี่ ๒ วัน ๒ คืน วันที่ ๓ ตอนรุ่งเช้าว่าจะฉันกล้วยผลหนึ่ง ข้าวทัพพีหนึ่ง ท่านกลับมีใจที่สามารถสละได้ มานึกย้อนตัวเองถ้าเป็น ถ้าเป็นพวกเรา พวกเราเป็นยังไงกัน สงสัยถ้าสุนัขมองจ้องหน้าอยู่ เราคงหันอีกทิศหนึ่ง หลบ หลบสายตาสุนัขแล้วก็คงฉันลง คงรับประทานกันด้วยความหิวกระหายนะ
ทีนี้ ก็อ่านไปอีก ก็พบว่าก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะได้สละได้ทำทานด้วยกล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งทัพพี ครึ่งปั้น ท่านมีความคิดอย่างไร นักสร้างบารมีอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่าเออ ตัวท่านก็หิว สุนัขก็หิว ตัวท่านนี่ถ้าวันนี้ไม่ได้ฉันภัตตาหารไป เกิดมรณภาพไปวันนี้นี่ก็ดีเหมือนกัน ญาติโยมเขาจะได้รู้ว่าเออ พระนี่ไม่มีภัตตาหารฉัน บิณฑบาตไม่ได้อะไรเลย พูดง่ายๆ พระอดตาย ญาติโยมไม่ยอมตื่นมาตักบาตร ถ้าข่าวนี้นี่แพร่ออกไป เป็นที่รู้เป็นสาธารณะ ญาติโยมทั้งหลายก็จะได้มีกำลังอกกำลังใจลุกขึ้นมาตักบาตร อานิสงส์ของท่านนี่ ถ้าหากท่านมรณภาพไปนี่ อานิสงส์จะเกิดกับพระเณรทุกๆ รูปเลย จะมีภัตตาหารขบฉันอย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องการขบฉัน จะได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างเต็มที่ นี่ถ้าเผื่อท่านมรณภาพไป ท่านเกิดประโยชน์ขนาดนี้เทียวนะ
ทีนี้ มาดู ถ้าเผื่อสุนัขนั้นไม่ได้อาหารจากท่าน แล้วเผื่อสุนัขนั่นเกิดตายไป อึ่ม สุนัขแม่ลูกอ่อนมันตายไปแล้ว คงไม่ตายชีวิตเดียว ลูกๆ มันคงตายด้วย เราก็หิว สุนัขก็หิว เอ้าเลยแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง พอแบ่งกล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้นไป ท่านอธิษฐานกำกับเลย ด้วยผลทานอันนี้คำว่าอดว่าอยาก อย่าเกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีบริวารมากมายเพียงใดให้เลี้ยงเขาได้เต็มที่
นับจากวันนั้นเป็นต้นมานี่ ตามประวัติที่หลวงพี่ได้ศึกษามาแล้วนี่ วันรุ่งขึ้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบิณฑบาตมีภัตตาหารเต็มบาตร เหลือ สามารถเผื่อแผ่เพื่อนสหธรรมิกได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา แม้กระทั่งมาอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญแล้วก็ตั้งโรงครัวโรงทาน เลี้ยงพระเลี้ยงเณร เลี้ยงทั้งแม่ชี เลี้ยงอุบาสก อุบาสิกา มีให้อาหารให้ทานได้ตลอด มีอาหารมีภัตตาหารให้ฉันได้ตลอด
แม้ยามสงครามโลกก็ตามเถอะ ที่ว่าข้าวยากหมากแพง ผู้คนก็อพยพหนีออกจากกรุงเทพฯ ออกจากพระนครไปอยู่ต่างจังหวัดเสีย พอข้าวสารในโรงครัวหมด แม่ชีก็มากราบหลวงพ่ออีกแล้ว หลวงพ่อเจ้าขา ข้าวสารหมดแล้ว จะทำยังไงดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็นั่งนิ่งๆ หลับตาไปสักครู่หนึ่ง พอลืมตาขึ้นมา ท่านก็เอ้อ เดี๋ยวมา พอบอกว่าเอ้อ เดี๋ยวมา แม่ชีก็กราบท่านแล้วกลับไปที่ครัว พอตกบ่ายมาเลย ข้าวสาร โยมมาขนลงเรือมาถวาย แม้แต่ตอนข้าวยากหมากแพง วัดปากน้ำก็ยังมีภัตตาหารให้พระเณรท่านฉัน
แต่แน่นอนแหละในสภาวะสงครามมันอาจจะไม่ประณีต ก็อย่างที่เราทราบๆ กันตอนภาวะสงคราม อาหารหลัก กับข้าวหลักของวัดปากน้ำก็อะไรจ๊ะ มะละกอดอง มะละกอดอง เพราะมะละกอนี่ปลูกง่าย ออกลูกทุกฤดูเลย แล้วทานได้ตั้งแต่ใบ ขออภัย ได้ตั้งแต่ลูกมะละกอ ก้ามะละกอก็ดองได้ ใบได้หมด ต้นได้หมด ดองหมดเลย
อาหารอีกชนิดหนึ่งที่เป็นอาหารโปรตีนของวัดปากน้ำในยุคนั้นก็คือเต้าหู้ยี่ เช้ามาถ้าได้ยินพระเณรที่วัดปากน้ำบอก เอ้า วันนี้จีนแดงบุก นั่นแสดงว่าทำไมจ๊ะ กับข้าวนั่นก็คือเต้าหู้ยี่กับมะละกอดองๆ
หลวงพี่มาอ่านดูแล้วก็เชื่อมโยง เอ๊ะ ทำไมหนอ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ แค่ทำทานแค่กล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้น อานิสงส์บุญถึงมากมายถึงขนาดนั้น เพราะตาม ตามที่หลวงพี่ได้ศึกษามาการทำบุญกับสัตว์เดรัจฉานนี่จะได้อานิสงส์แค่ร้อยเท่า ก็คือเรา สมมติเราเห็นสุนัขอดอยากผอมโซ เราเห็น สงสารว่าเออ กลัวเขาจะอดตาย เอาข้าวไปให้เขากินอิ่มหนึ่ง เราจะได้ผลบุญได้อานิสงส์นี่ ๑๐๐ อิ่ม นี่แค่สัตว์เดรัจฉานธรรมดา ได้แค่ร้อยเท่าเอง แต่เอ๊ะ ทำไมผลบุญของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเยอะขนาดนั้นทีเดียว
อ๋อ กว่าจะถึงบางอ้อ มาดูที่เจตนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มาดูที่เจตนาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ การที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านสละกล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้นในครั้งนั้น ท่านไม่ได้นึกว่าให้แก่สุนัขแม่ลูกอ่อนเท่านั้น ครั้งนั้นท่านทำทานแบบเอาชีวิตเป็นเดิมพันเลยทีเดียว เพราะว่าถ้าเกิดท่านได้มรณภาพไปเพราะว่าท่านต้องทำทานในครั้งนี้ แล้วมรณภาพ ใจท่านนึกว่านี่ คณะสงฆ์ทั้งหมดนี่จะได้อานิสงส์จากท่าน จากการมรณภาพครั้งนี้ ญาติโยมจะได้ลุกขึ้นมาตักบาตร
นึกถึงตรงนี้ได้ โอ้ ท่านสละชีวิตถวายเป็นสังฆทานเลยนะ ให้แก่คณะสงฆ์ทั้งหมด พระภิกษุสามเณรในยุคนั้นจะได้มีภัตตาหารขบฉัน โอ้ ใจท่านนึกเป็นสังฆทาน เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ได้ฉัน ได้มีแรง เรี่ยวแรงศึกษาพระธรรมวินัยและเผยแผ่พระพุทธศาสนา โอ้โฮ นี่สละชีวิตเพื่อธรรมทาน และก็เพื่อดำรงพระพุทธศาสนาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ถ่ายทอดสั่งสอนมาถึงปัจจุบัน อื้อฮือ นี่ก็ท่านสละชีวิตเพื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยทีเดียว เรียกว่าทำทานแค่กล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้น ครั้งนี้ทำบุญเพื่อบูชาพระรัตนตรัยกันเลยทีเดียว เจตนาของท่านยิ่งใหญ่มาก เจตนาท่านยิ่งใหญ่ขนาดนี้ โอ้ มิน่าเล่า ผลบุญท่านถึงส่งมากมายถึงขนาดนั้น นี่เราพิจารณากันหยาบๆ นะ อย่างที่เราเคยศึกษากันมาว่าการทำบุญทำทานจะได้ผลมากนี่ มีอะไรบ้างจ๊ะ
อันดับแรกนี่ ผู้รับบริสุทธิ์
ข้อที่ ๒ คือผู้ให้บริสุทธิ์
ข้อที่ ๓ วัตถุทานบริสุทธิ์
ข้อที่ ๔ คือเจตนาบริสุทธิ์
เรามาดูการทำทานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำในครั้งนั้นที่สละกล้วยครึ่งผล ข้าวครึ่งปั้น ถามว่าผู้รับบริสุทธิ์ไหม ก็ ก็สุนัขแม่ลูกอ่อนตัวหนึ่ง อานิสงส์ก็ได้แค่ร้อยเท่า
มาดูพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้อที่ ๒ ผู้ให้บริสุทธิ์ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ไม่ต้องพูดถึงกันแหละ เรื่องผู้ให้บริสุทธิ์ ท่านบริสุทธิ์ยิ่งกว่าบริสุทธิ์อีก เพราะเหตุในการที่ท่านได้มีจิตคิดจะออกบวช คือครั้งหนึ่งที่ท่านได้ล่องเรือผ่าน คลองที่ คลองบางอีแท่นที่มีโจร แล้วท่านก็เกิดมรณานุสสติ ได้ตั้งใจอธิษฐานบวชตลอดชีวิตในยามท่านเป็นเด็กหนุ่มอายุ ๑๙ ปี พอบวชแล้วก็ได้ศึกษาทั้งปริยัติ ทั้งปฏิบัติ รักษาตนอยู่ในพระธรรมวินัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริสุทธิ์ บริสุทธิ์มากๆ เลย
แม้ตอนนั้นที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำทำทานนี่ อยู่วัดพระเชตุพน ตอนนั้นท่านยังเข้าไม่ถึงธรรมกายนะ แต่ด้วยความบริสุทธิ์ของศีลและเจตนาในการบวชตลอดชีวิต ก็ถือว่าท่านเป็นผู้ ผู้ให้บริสุทธิ์มากๆ
มาดูข้อที่ ๓ วัตถุทานบริสุทธิ์ วัตถุทานที่ท่านได้มานี่ ก็ได้มาโดยสุจริต ไม่ได้ไปแย่งชิงใครเขามา ไม่ได้ไปปล้นใครเขา ได้เกิดจากอาหารบิณฑบาต นี่ก็เป็นอาหารที่บริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ เจตนาของท่านบริสุทธิ์มากๆ ไม่ได้ทำเพื่อหวังลาภสักการะ ไม่ต้องการคำสรรเสริญเยินยอ หวังแต่เพียงประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนา เรียกว่าเจตนานี่บริสุทธิ์มากๆ เมื่อพิจารณาตรงนี้ โอ้ มิน่าเล่า ผลทานของท่านจึงได้เยอะขนาดนั้น
ที่มาดูเทียบเคียงกับพวกเราเหล่าผู้นำบุญยอดนักสร้างบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยาย หลวงพี่มาดูแล้ว พวกเรานี่ก็มีบุญมากๆ ทีเดียว วันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมา ทั้งผู้ที่ไปรับผ้าไตรด้วยตนเอง หรือส่งตัวแทนไปก็ตามนี่ บรรยากาศวันนั้นพวกเราก็อย่างที่เห็นๆ ทราบๆ กันอยู่ แม้กระทั่งพอย้ายศูนย์กลางพิธีมาที่เรือนทองแห่งนี้ ที่สถานที่แห่งนี้ ที่หน้าเรือนทองของคุณยาย พวกเราทุกคนนี่ ทำทานสร้างมหาทานบารมีด้วยความเบิกบาน
ผู้รับหรือ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี่ส่วนหยาบ เรื่องความบริสุทธิ์ ก็ไม่ต้องพูดกันแหละ บริสุทธิ์สุดแสนจะบริสุทธิ์ ทองคำที่ว่าบริสุทธิ์แล้วนี่ ยังไม่เท่าเลย ในส่วนหยาบ ส่วนละเอียดผู้รับมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีคุณยายของเราคุมบุญ และยังไม่นับถึงพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกกี่พระองค์นี่ยังไม่ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นผู้รับของเรานี่ในการรับทานของเราในวันนั้น เมื่อวันอาทิตย์ต้นเดือน บริสุทธิ์สุดแสนจะบริสุทธิ์
ผู้ให้ล่ะ คือพวกเราทุกคนก็ได้มาตั้งใจกลั่นกาย วาจา ใจ ตั้งใจเช้าเลย มาสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย ใครถือศีล ๕ ก็ถือศีล ๕ บางท่านก็ถือศีล ๘ มานั่งธรรมะ บูชาข้าวพระ เรียกว่ากลั่นกาย วาจา ใจ ให้ใส สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใสตั้งแต่เช้า ทั้งผู้ให้ก็บริสุทธิ์ ไทยธรรมของเราน่ะหรือ ก็คือปัจจัยของเรา พวกเราก็หามาได้ด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้ไปแย่งชิงใครเขามา ไม่ได้ไปคดโกงใครเขามา ส่วนปัจจัยหยาบที่เราได้มาแล้วนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ได้เติมความบริสุทธิ์เข้าได้ด้วยการน้อมปัจจัยนี้ไปถวายแด่พระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในอายตนนิพพาน เรียกว่าไทยธรรมของเรา คือปัจจัยของเรา ทั้งหยาบทั้งละเอียดมีความบริสุทธิ์มากๆ
เจตนาหรือ เจตนาของพวกเราทุกคน หลวงพี่ไม่รู้จะใช้คำพูดอะไรที่ให้ ที่ให้ตรงกับความเป็นจริงของเจตนาเรา คือพวกเราบริสุทธิ์ บริสุทธิ์มากๆ ต้องเติมไม้ยมกกันหลายๆ ครั้งเลย อยากจะทำบุญด้วยความปีติเบิกบาน คนยืนก็แน่นนะ แน่นเบียดเสียดยัดเยียด แต่หลวงพี่ไม่เห็นมีใครบ่น ไม่ได้ยินได้ฟังข่าวสิ่งใดเลย กลับมีรอยยิ้มที่ผ่องใส พอมาถวายก็ด้วยความปีติเบิกบาน
ประทับใจคุณโยมเนาวรัตน์ที่เป็นโยมแม่ของหลวงพี่ชัยยันต์ พอถวายเสร็จ โยมแม่นี่เบิกบานมากเลย ชิตังเมอยู่โต๊ะข้างหน้านี่ หลวงพี่ยังจำได้แม่นเลยนะ เห็นแล้วปลื้มใจจริงๆ ปลื้มตั้งแต่วันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมานี่นะ พวกเรานี่ได้สร้างมหาทานบารมีด้วยความบริสุทธิ์ครบองค์ ๔ นี่ หลวงพี่ว่านะอานิสงส์พวกเรานี่ อื้อฮือ ต้องกราบขอยืมคำพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ไม่ต้องพูดถึงกันแหละ
ทีนี้ บุญจะส่งผลได้มากมายเพียงใดขึ้นกับสภาวะใจของเราแล้ว ขอเพียงเรารักษาใจตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้แนะนำไว้ให้อยู่ที่ศูนย์กลางกาย อย่ากังวล ให้มีความปีติ ความปลื้ม ปลาบปลื้มชื่นใจในบุญ เดี๋ยวสายบุญสายสมบัติเราเชื่อมติด อะไรๆ ที่เราไม่นึกว่าจะเกิด ก็เกิดได้ อย่างอัศจรรย์ตะวันแก้วเราก็ไม่เคยนึกถึง แต่เมื่อเราบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำในการเหมาแกนกลาง ก็เกิดขึ้นได้ด้วยใจที่เป็นพลังของเรา
เพราะฉะนั้นตอนนี้บุญน่ะรอส่งผล รอท่าเราเต็มที่แล้ว เหลือแต่พวกเราทำใจของเราให้เป็นภาชนะรองรับบุญใหญ่ เดี๋ยวสิ่งที่พวกเราตั้งความปรารถนาก็จะสำเร็จเป็นอัศจรรย์ เพราะฉะนั้นนะ ตอนนี้พวกเราปลื้มอกปลื้มใจในบุญที่เราสร้างกันมาเมื่อวันอาทิตย์ต้นเดือนที่ผ่านมา และวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ เดี๋ยวพวกเรามานั่งระลึกถึงบุญกันอีกสักครั้งหนึ่ง แล้วก็จะได้เป็นการบูชาธรรมพระเดชพระคุณหลวงพ่อและคุณยายกันพร้อมๆ กันสักครู่หนึ่งนะ เดี๋ยวพวกเราตั้งใจ ทำใจหยุดใจนิ่งกันนะ
แล้วก็วางใจนิ่งๆ นึกน้อมผ้าไตรจักรพรรดิมหาสมบัติไว้ในกลางกาย ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้แนะนำไว้แล้วกันทุกคนเลยนะ
สัพเพ…..
PAGE
PAGE 10
หน้า
FILENAME \p \ต้นฉบับบทเทศน์\2544\กรกฎาคม\440711FW-AAT.doc