ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

กัลยาณมิตตธรรม ๗ ประการ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐเหนือเศียรเกล้า กราบคารวะพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และยอดกัลยาณมิตรลูกหลานคุณยายผู้มีใจรักในการสั่งสมบุญ สั่งสมบารมีกันทุก ๆ ท่านนะ คุณยายอาจารย์ของพวกเราถึงแม้ท่านจะละสังขารจากพวกเราไปแล้วก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ยังอยู่กับพวกเราตลอดเวลา นั่นก็คือคำสั่งสอนของท่าน ที่ท่านได้ให้ไว้กับลูกหลานของท่าน เพื่อให้เราได้นำคำสอนของท่านไปใช้ประพฤติปฏิบัติตาม และถ่ายทอดกันต่อ ๆ ไป ในวันนี้จะได้หยิบยกธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาหัวข้อหนึ่งเพื่อให้ทุกท่านได้นำไปใช้ปรับปรุงและแก้ไขตนเองให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นกัลยาณมิตรให้กับผู้อื่นสืบไป ในการทำหน้าที่กัลยาณมิตรนั้น เราจะต้องรู้ว่าตนเองมีหน้าที่อะไร และขณะนี้เรามีความสามารถอยู่แค่ไหน จะต้องปรับปรุงอีกแค่ไหน และควรจะปรับปรุงอย่างไร คำว่ากัลยาณมิตรนั้นแปลว่างาม หรืองามพร้อม ดังนั้นกัลยาณมิตรคือผู้ที่ชี้ทางที่งามพร้อมให้ ชี้ทางที่ดีให้ ดีตั้งแต่มนุษย์จนถึงพระนิพพาน ดีตั้งแต่ชาตินี้จนถึงชาติหน้า เพราะฉะนั้นคำว่ากัลยาณมิตรจึงไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือกัลยาณมิตรที่สูงสุดของชาวโลก ท่านได้ทรงสอนวิธีปรับปรุงตนเองให้เป็นกัลยาณมิตรที่ดีพร้อมไว้ ๗ ประการ เป็นขั้นตอนดังนี้ คุณธรรมข้อแรก คือ ปิโย หรือความน่ารัก ผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรได้ดีนั้น จะต้องมีความน่ารัก ถ้าไม่น่ารักแล้วก็ไม่มีใครอยากจะเข้าใกล้เรา เมื่อไม่น่าเข้าใกล้ แล้วเราจะไปชี้ทางให้ใครเขาได้ คนที่น่ารักทางธรรมนั้นจะต้องมีความสะอาด มีความสว่าง มีความกระจ่าง มีความสง่า รวมทั้งมีความนุ่มนวล ยิ้มแย้มแจ่มใส หรือมีบุคลิกดี มีมารยาทงาม สุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรง และที่สำคัญจะต้องมีศีลด้วย อุปมาเหมือนกับพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้ ยกเว้นพวกมิจฉาชีพ นี่เป็นเพียงความรักที่เราเห็นได้จากภายนอก เหมือนกับคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ที่ท่านมีความเรียบ มีความสะอาด มีความสว่าง มีความกระจ่าง มีความสง่า มีความสงบ และนุ่มนวลอยู่ในตัวเหมือนดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญที่ไม่มีเมฆมาบดบัง คนที่มีความน่ารักอยู่ในตัว จะต้องมีความนุ่มนวล ไม่กระด้างทั้งร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีศีล อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลเบื้องต้น สิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติของผู้ที่มีความน่ารัก เหมือนกับคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ซึ่งท่านเป็นผู้ที่รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ ขนาดเตียงไม้เก่า ๆ ที่เขาทิ้งแล้ว ท่านยังนำมาทำความสะอาดเสียจนต้องมีคนมาขอชมดูความสะอาด เสื้อผ้าเก่า ๆ ท่านก็ซักเสียจนขาวสะอาดเหมือนใหม่ หรือแม้แต่ผ้าขี้ริ้วของท่าน บางครั้งยังขาวกว่าเสื้อผ้าของบางคนเสียอีก เวลาที่เราพบท่านครั้งใด จะเห็นท่านยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา และยกมือไหว้ทุกคนที่มาพบท่าน ทำให้ใครก็อยากเข้าใกล้ท่าน คุณธรรมข้อที่ ๒ คือครุ หรือความน่าเคารพ การจะเป็นกัลยาณมิตรได้นั้น ต้องเป็นคนน่าเคารพ เพราะในขั้นแรกทำให้เขาอยากเข้าใกล้ เมื่อเขาเข้ามาใกล้แล้ว ก็ต้องทำให้เขาเคารพ ผู้ที่น่าเคารพจะต้องเป็นคนที่หนักแน่น มั่นคงอยู่ในคุณธรรม ไม่เป็นคนหลุกหลิก ไม่เป็นคนลำเอียง แต่จะต้องเป็นคนที่หนักแน่น มั่นคงอยู่ในคุณธรรมประดุจขุนเขาที่ไม่ขยับเขยื้อนด้วยแรงลม น้ำจะเซาะ แดดจะส่อง หรือฝนจะตก ภูเขาก็ยังมั่นคงนิ่งเฉย ความน่าเคารพนี้ไม่ได้วัดกันที่ความรู้ทางโลก หากแต่ต้องมีความรู้ทางธรรมพอสมควร และเมื่อรู้เท่าไหร่ก็ต้องทำให้ได้เท่านั้นอีกด้วย ไม่ใช่รู้ไว้เพื่อคุย และต้องไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ไม่ขึ้นลงด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ลำเอียง ใครดุด่าว่ากล่าวก็เฉย ไม่โต้ตอบ ไม่เอาเรื่องกับใคร นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่มีความน่าเคารพ เหมือนคุณยายอาจารย์ของพวกเราที่ท่านมีความหนักแน่น มั่นคงอยู่ในธรรมะตลอดเวลา ใครจะดุด่าว่ากล่าวท่านก็เฉย นั่งนิ่ง ๆ เข้ากลางอยู่ตลอดเวลา คุณธรรมข้อที่ ๓ คือ ภาวนีโย หรือความน่าเทิดทูน ผู้ที่จะน่าเทิดทูนได้นั้น ต้องเป็นคนที่ทำอย่างไร พูดอย่างนั้น พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น คือเป็นคนจริง ผู้ที่จะเป็นคนน่าเทิดทูนได้ ต้องปฏิบัติธรรมให้เห็นผลเสียก่อน จะทำให้ผู้คบหาใกล้ชิด อยากจะนำความดีของเราไปประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ เพราะเขาจะมองเราในฐานะบุคคลอัศจรรย์ ไม่ใช่คนธรรมดา ทำให้เราสามารถพูดชักชวนให้เขามาปฏิบัติธรรมได้ง่ายขึ้น เหมือนคุณยายอาจารย์ของพวกเราที่ท่านปฏิบัติธรรมได้ผลเป็นอย่างดียิ่ง ขนาดหลวงพ่อวัดปากน้ำชมว่าเป็นหนึ่งไม่มีสอง จนทำให้เราอยากจะนำคุณธรรมความดีของท่านไปประกาศให้ชาวโลกได้รับรู้ ครั้งหนึ่งคุณยายท่านเคยสอนไว้ว่าขอให้เราทำตัวเหมือนผ้าขี้ริ้ว การปฏิบัติธรรมจะได้ผล คุณยายท่านไม่เคยถือตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ ใครไปพบท่าน แทบจะยกมือกราบไหว้ท่านไม่ทัน เพราะท่านมักจะไม่รอให้เราทำความเคารพท่านก่อน ท่านรีบยกมือรับไหว้ไว้คอยท่าเสียแล้ว วาจาคำพูดที่ท่านกล่าวทุกเรื่องราว ไม่ข่มขู่ผู้ใด แต่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้ท่านเป็นบุคคลที่น่าเทิดทูน คุณธรรมข้อที่ ๔ คือวัตตาจะ หรือความฉลาดในการตักเตือนพร่ำสอน ผู้ที่จะฉลาดในการตักเตือนพร่ำสอนนั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องอ่านตำรา ท่องได้หมดทุกคำ แล้วจะสามารถตักเตือนพร่ำสอนผู้อื่นได้ ผู้ที่ฉลาดในการตักเตือนพร่ำสอนจริง ๆ แล้วต้องปฏิบัติธรรมจนได้ผล จะต้องเคยทำในสิ่งที่เคยตักเตือนผู้อื่นมาแล้ว จึงจะรู้ว่าอุปสรรคอยู่ตรงไหน พูดเมื่อไหร่ ตักเตือนเมื่อไหร่ พร่ำสอนเมื่อไหร่ไม่เคยพลาด เพราะเราเข้าใจและเคยปฏิบัติด้วยตนเองมาก่อน ให้เราคิดไว้เสมอว่าถ้าเราจะตักเตือนพร่ำสอนผู้อื่น ตัวเราเองต้องทำได้ก่อน และยิ่งกว่านั้นเราจะต้องตักเตือนด้วยความเมตตากรุณา เพราะถ้าไม่มีเมตตา จะทำให้เกียจคร้านในการสอน จะคิดว่าสอนไปแล้วเขาไม่เอาก็ช่างเขา ให้เขาลำบากต่อไป อย่างนี้เป็นกัลยาณมิตรให้เขาไม่ได้ หัวใจของกัลยาณมิตร นอกจากฝึกฝนตนเองแล้ว ต้องพร่ำสอนด้วย นี่เป็นคุณสมบัติของผู้นำ คนส่วนมากจะเบื่อหน่ายในการพร่ำสอน แต่คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านไม่เคยเบื่อ เมื่อท่านได้สอนอะไรแล้ว ท่านจะสอนซ้ำ จนเราจำได้ดี และนำมาปฏิบัติตาม บางครั้งท่านจะกล่าวเมื่อสอนเราเสร็จแล้วว่า “ยายไม่เบื่อหรอก ยายจะพูดของยายซ้ำ ๆ อย่างนี้แหละ พูดให้พวกคุณฟังจนเข้าไส้ไปเลย คุณจะได้จำขึ้นใจว่ายายเคยสอนอะไรไว้” พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยกล่าวไว้ว่า “หลวงพ่อไม่เคยถูกคุณยายดุ และก็ไม่เคยได้รับคำชมแม้แต่นิดเดียว ได้ยินแต่คำสั่งสอนของคุณยาย” นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่มีความฉลาดในการตักเตือนพร่ำสอน คุณธรรมข้อที่ ๕ คือ วจนักขโม หรือความอดทนต่อถ้อยคำ การที่จะไปชวนคนมาวัดได้นั้น ต้องใช้ขันติอย่างมาก เมื่อเราเจอปัญหา โดนยอกย้อน ยั่วยุ ยียวนมาก ๆ ก็ให้เฉย ๆ เงียบ ๆ อย่าต่อปากต่อคำ เมื่อไหร่ได้ช่องจริง ๆ ก็เอาธรรมะที่พอเหมาะพอดี ใส่เข้าไปให้ถึงใจ เมื่อเรามาทำหน้าที่กัลยาณมิตร ก็ให้เราคิดอยู่เสมอว่าเรามาโปรดเขา ช่วยเขา เราไม่ได้มาร้าย เรามาดี จะโกรธก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่ดี เพราะเดี๋ยวเขาจะหัวเราะเยาะเราอีก แล้วเราควรจะทำอย่างไร ก็ต้องยิ้ม ๆ เท่านั้นแหละ ทำเป็นไม่สนอกสนใจ นี่เป็นการฝึกขันติของเรา เป็นบารมีอีกขั้นหนึ่ง เหมือนคุณยายอาจารย์ของพวกเราที่ครั้งหนึ่งมีผู้มากล่าวร้ายคุณยาย ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ไม่เหมาะที่จะพูดกับผู้ที่มีศีลธรรมอันประเสริฐ แต่คุณยายท่านก็นิ่งเฉย แล้วตอบออกไปประโยคหนึ่งว่าหน้าที่ของเธอ เธอด่าไป เธอด่าฉันไปเถอะ ฉันจะนั่งเข้าที่ฟัง เธอด่าสบายใจแล้ว เธอจะได้กลับไป แล้วท่านก็นั่งขัดสมาธิคู้บัลลังก์ด้วยกายที่ตั้งตรง ในเวลาเพียงไม่กี่นาที บุคคลนั้นก็ถอยกลับไป นี่คือคุณสมบัติของผู้ที่มีความอดทนต่อถ้อยคำ คุณธรรมข้อที่ ๖ คือ คัมภีรัญจะ กถัง กัตตา หรือความมีความสามารถแถลงเรื่องลึกล้ำได้ ก็คือสามารถเล่าธรรมะให้ผู้ฟังเข้าใจได้ในบทที่ยาก ก็สามารถนำมาอุปมาอุปไมย ขยายความได้จนกลายเป็นเรื่องง่าย สามารถเปลี่ยนเรื่องที่เป็นนามธรรม จนเป็นรูปธรรมได้ เช่นมีครั้งหนึ่งหลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่งสมัยนั้นท่านเพิ่งพบคุณยายใหม่ ๆ ท่านก็ถามคุณยายว่า “คุณยาย นรกสวรรค์มีจริงไหม” คุณยายท่านก็ตอบว่า “จริงซิ ยายเคยไปมาแล้ว” หลวงพ่อท่านก็ถามต่อว่า “คุณยายแล้วผมจะไปได้ไหม” คุณยายก็ตอบว่า “ได้” หลวงพ่อท่านก็ถามอีกว่า “แล้วจะต้องทำยังไง” คุณยายก็ตอบว่า “จะไปยากอะไร คุณก็หัดเอาใจมาหยุดที่ฐานที่ ๗ พอนิ่งได้เท่านั้น ความสว่างก็เกิด พอความสว่างข้างในเกิด ก็เหมือนเรามีไฟฉาย อยากจะดูอะไรก็ส่อง ๆ ดู” แล้วคุณยายก็บอกต่อว่า “คุณ ตั้งใจทำไปเถอะ แล้วยายจะพาไปดู” ตั้งแต่นั้นมา หลวงพ่อท่านก็เลยกราบเป็นลูกศิษย์คุณยายเรื่อยมา นี่เป็นคุณสมบัติของผู้ที่สามารถแถลงเรื่องลึกล้ำได้ คุณธรรมข้อที่ ๗ คือ โน จัฎฐาเน นิโยชเย หรือไม่ชักนำไปในทางที่เสื่อม เราอาจจะคิดว่าเป็นกัลยาณมิตรให้เขาแล้ว จะชักนำให้เขาเสื่อมได้หรือ มีเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเช่น พระเทวทัต อุตส่าห์ออกบวชแล้วตั้งใจปฏิบัติธรรม จนกระทั่งได้ฌานโลกีย์ สามารถเหาะได้ แต่ว่ามีนิสัยอยากดัง อยากให้คนกราบไหว้ อยากเป็นผู้วิเศษ ไปถึงไหนจะได้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ผลสุดท้ายทำความผิด ถึงขนาดลอบปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปหลอกพระเจ้าอชาตศัตรูให้ไปฆ่าพ่อ นี่คือคนพาลชักนำเขาไปในทางที่เสื่อม ขนาดเหาะได้ยังทำอย่างนี้ สมาธิก็เลยเสื่อม ที่เคยเหาะได้ ก็เลยเหาะไม่ได้ แต่คุณยายอาจารย์ของพวกเราท่านชักนำแต่พวกเรามาสร้างความดี สร้างบุญสร้างบารมี ไม่เคยชักนำพวกเราไปในทางที่เสื่อมเลย เมื่อเรารู้แล้วว่าผู้ที่จะเป็นกัลยาณมิตรนั้นจะต้องมีคุณธรรม ๗ ประการ ซึ่งเรียกว่ากัลยาณมิตรธรรม คือตั้งแต่ทำตนเองให้น่ารัก ให้น่าเคารพ ให้น่าเทิดทูน ให้มีความฉลาดในการตักเตือนพร่ำสอน ให้มีความอดทนต่อถ้อยคำ ให้มีปัญญา สามารถแถลงเรื่องลึกล้ำได้ และไม่ชักนำไปในทางที่เสื่อม โดยสรุปรวบยอดก็คือ เราจะต้องสร้างปัญญา สร้างความบริสุทธิ์ และสร้างความกรุณา ให้เกิดขึ้นในตนเองให้ได้ แม้เราจะยังไม่เป็นพระอรหันต์ก็ไม่เป็นไร ขอให้เราตั้งใจทำไปเรื่อย ๆ เจอใครก็ชวนเขาปฏิบัติธรรมเรื่อยไป เราจะได้บุญในฐานะเป็นผู้นำเขาเข้ามาสู่แสงสว่าง เมื่อเราทำเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มความสามารถของเราแล้ว บุญของเราก็จะเจริญวันเจริญคืน ธรรมะในตัวของเราก็จะผ่องใสขึ้นมาทั้งวันทั้งคืน ในไม่ช้าเราย่อมจะเข้าถึงธรรมะในตัวของเราอย่างแน่นอน ช่วงนี้ก็เป็นบุญใหญ่ที่จะให้เราได้ฝึกฝนการทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร ด้วยการไปแจ้งข่าวบุญ ชักชวนหมู่ญาติ อันเป็นที่รัก หรือผู้ที่รู้จักให้มาร่วมบุญกองกฐินสามัคคี เพื่อสร้างมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทำให้ความปรารถนาของคุณยายที่อยากจะเห็น ๓ สิ่งนี้สำเร็จในยุคของพวกเราทุกๆ คน ให้เป็นสุข ก็ให้เรานั่งหลับตาทำใจหยุดใจนิ่งกันนะ เอาบุญใหญ่ที่เราได้มาร่วมกันฟังสวดพระอภิธรรมของคุณยาย ให้คุณยายอาจารย์ของพวกเรา เราก็หลับตาของเราอย่างเบา ๆ สบาย ๆ วางใจของเราให้หยุด ให้นิ่ง ไว้ ณ ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ให้นึกถึงคุณยายของพวกเราไว้ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กลั่นท่านให้ใส ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้นึกน้อมเอาบุญที่เราได้มาร่วมกันฟังสวดพระอภิธรรม ได้มาหลับตาเจริญสมาธิภาวนาให้กับคุณยายของพวกเราทุก ๆ คนนะ เมื่อใจของเราใส สะอาด บริสุทธิ์ หยุดนิ่งดีแล้ว เราก็นึกอธิษฐานขอให้คุณยายอาจารย์ของพวกเราให้ท่านช่วยกลั่นแก้ในสิ่งที่ไม่ดี ที่เราได้เคยทำมา นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้คุณยายท่านช่วยกลั่นแก้วิบากกรรมในอดีตให้มลายหายสูญไปให้หมดสิ้น ให้เราได้มีรูปสมบัติ มีทรัพย์สมบัติ มีบริวารสมบัติมาใช้สร้างบารมีอย่างไม่รู้จักหมดจักสิ้น ให้เรามีคุณธรรมเหมือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เหมือนกับคุณยายอาจารย์ของพวกเรา ให้ได้ติดตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยาย และหมู่คณะสร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติ ตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ธรรมอันใดที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์ของเรา ท่านได้บรรลุก็ขอให้เราได้บรรลุในธรรมนั้นด้วย คำว่าไม่ได้ ไม่มี ไม่สำเร็จ ขออย่าให้เกิดขึ้นเลย ให้รู้จักแต่คำว่าได้ ว่ามี ว่าสำเร็จไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ก็ให้เราอธิษฐานตามใจปรารถนากันสักครู่นะ ***************************** จบ *****************************