ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

อย่าขโมยเวลาของตนเอง

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระ สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา สาธุชนลูกหลานคุณยาย ผู้รักการสร้างบารมีทุกท่าน วันนี้วันอังคารที่ ๒๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔ ตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๗ เป็นวันที่ดีที่สุดอีกวันหนึ่งที่ลูกหลานคุณยายทุกท่านได้มีโอกาสมาฟังสวดพระอภิธรรมเอาบุญกับคุณยาย ยังได้มาน้อมรำลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของคุณยาย นับเป็นบุญลาภอันยิ่งใหญ่ และยังเป็นความโชคดีของพวกเราทุกท่านจริง ๆ ที่มีครูบาอาจารย์ที่ยอดเยี่ยม ผู้เป็นทั้งต้นบุญและต้นแบบให้พวกเราได้มีโอกาสสร้างบารมี ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม แล้วก็ได้ฝึกฝนอบรมตนเอง พัฒนาคุณธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ชีวิตมนุษย์เรานั้น ต่างมีเรื่องราวที่ต้องทำมากมาย เรื่องโน้นก็สำคัญ เรื่องนี้ก็สำคัญ ดูเหมือนว่าชีวิตของคนเรานั้นมีเรื่องสำคัญที่จะต้องทำอยู่มากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องไหน ๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับการทำความดี คนที่ชอบอ้างว่าต้องทำเรื่องโน้น ต้องทำเรื่องนี้ อ้างว่ายังไม่พร้อมที่จะทำความดี จึงมีแต่คนที่ประมาทเท่านั้น อาจจะมีบางครั้งที่เรารู้สึกว่าเราอยากจะย้อนเวลากลับไปเพื่อใช้ชีวิตให้ดีกว่าวันที่ผ่านมา ให้คุ้มค่ากับเวลาที่สูญเสียไป แต่เราก็ไม่อาจทำได้ เพราะเวลาเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นสิ่งเดียวที่ทุกคนในโลกมีอย่างเสมอเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบ สุดแท้แต่ว่าใครจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ แล้วก็มีคุณค่ามากกว่ากัน คำว่าไม่มีเวลา มักจะเป็นคำที่หลาย ๆ ท่านคุ้นปาก เผลอพูดออกมาอยู่บ่อย ๆ แม้ในขณะที่เราได้มาเป็นนักสร้างบารมีเป็นลูกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ เป็นหลานคุณยาย บางครั้งเรายังเผลอสติเผลอใจ พูดถึงคำนี้บ่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วไม่มีเวลาไม่มีในโลก อยู่ที่เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน ปัจจุบันเท่านั้นที่เราเป็นเจ้าของเวลาที่แท้จริง ดังคำสอนของคุณยายได้ฝากเตือนลูก ๆ หลาน ๆ ของท่านทุกคนว่า อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าประโยชน์ ชีวิตของคนเรามีแต่จะร่อยหรอลงไปทุกวัน ให้รีบทำความดีให้มาก ๆ อย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไปเปล่าประโยชน์ เสียดายเวลาที่ผ่านไป เพราะมันทำให้ชีวิตของเราพลอยร่อยหรอไปด้วย เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็เดือน เดี๋ยวก็ปีแล้ว เวลาผ่านไปไม่รอใคร อยากจะทำความดีอะไร ก็ให้รีบ ๆ ทำ ให้ทำแต่ความดี ทำบุญก็โกยบุญ เอาบุญไป ทำบาปก็แบกบาปกันไป ยายนึกถึงแต่ความตาย จึงได้ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า ยายคิดเสมอ ๆ ว่าเวลามันไม่รอ เดี๋ยวก็วัน เดี๋ยวก็คืน เดี๋ยวก็พรุ่ง ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ยายจึงรีบ ๆ ทำเอาไว้ให้เป็นบุญติดตัวไปเยอะ ๆ คนเราตายไปแล้ว เอาอะไรไปไม่ได้ เอาไปได้แต่บุญ และบาป คนเราเหมือนหุ่นเชิด ทำบุญ บุญก็พาไป บุญก็เชิด ทำบาป บาปก็พาไป บาปก็เชิด แล้วคุณยายยังสอนย้ำอยู่บ่อย ๆ อีกว่าเราแก่ไปทุกวันแล้ว อย่านึกว่ายังเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ให้นึกถึงความแก่ตลอดเวลา ถ้ายังทะนงตนว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ ก็จะมีโอกาสพลาดพลั้งตกนรกได้ง่าย ๆ ยายคิดว่ายายแก่ตั้งแต่ยังเป็นสาวอยู่ ทำให้ยายต้องเร่งสร้างบารมี เอาบุญละเอียดไปให้มากกว่าบุญหยาบ เพราะบุญละเอียดเท่านั้นที่จะทำให้หลุดพ้นจากกิเลส ถ้อยคำ หรือคำสอนของคุณยายที่กลั่นออกมาจากใจ ถึงลูกหลานคุณยายทุกคน ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ยังคงก้องอยู่ในใจของเรา นี่คือคำสอนอันทรงคุณค่าของท่านที่เป็นความโชคดีของเราจริง ๆ และยิ่งไปกว่านั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระคุณอันยิ่งใหญ่ ได้ตรัสไว้ในอัจเจนติสูตร ฝากไว้เป็นข้อคิดเตือนใจถึงเรื่องการใช้เวลาในการสร้างบารมีอีกด้วยว่า กาลเวลาย่อมล่วงไป ราตรีทั้งหลายย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นมรณะภัยแล้ว พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสู่สันติเถิด วันคืนล่วงไปล่วงไป สรรพสิ่งและสรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอยู่เสมอ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา เปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมทุกขณะจิต ความแข็งแรงที่มีอยู่เมื่อยังเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ค่อย ๆ ลดถอยลงไปตามลำดับ เริ่มแรกจากวัยทารกที่ไร้เดียงสา ก็ย่างเข้าสู่วัยเด็กที่มีแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่นานก็เข้าสู่วัยรุ่น วัยแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาว มีร่างกายแข็งแรง โรคภัยไข้เจ็บไม่ค่อยเบียดเบียน เป็นวัยที่สนุกสนานร่าเริง หมดจากช่วงนี้ก็เข้าสู่ช่วงยุคของวัยกลางคนแล้ว เป็นวัยที่ต้องทำงาน มีหน้าที่รับผิดชอบมากมายทั้งครอบครัว ธุรกิจการงาน ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสร้างฐานะความมั่นคงในชีวิต และสุดท้ายก็ย่างเข้าสู่วัยชรา วัยที่สูงด้วยอายุ เป็นวัยที่มากด้วยประสบการณ์ในชีวิตทีเดียว แต่ว่ากำลังเรี่ยวแรงมันเริ่มถดถอยลงไปเรื่อย ๆ สังขารมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมตลอด ในที่สุดก็เสื่อมสลายไปสู่ความตาย พูดถึงความตายแล้ว หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าไม่อยากจะได้ยินได้ฟังคำนี้เลย ฟังแล้วดูเหมือนกับว่ามันไม่เป็นมงคล อยากจะได้ยินคำอื่นเสียมากกว่า แต่จริง ๆ แล้ว คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันสะอาดบริสุทธิ์ เมื่อสรุปแล้วคือ สอนให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพราะฉะนั้นเราเจริญมรณานุสสติอย่างนี้ก็ได้ชื่อว่า เราได้ทบทวนวันเวลาชีวิตของเราเพื่อสร้างบารมีอย่างเต็มที่ ลำดับชั้นแห่งวัยของมนุษย์ ล่วงไปอย่างนี้ วันแล้ววันเล่า ชีวิตแล้วชีวิตเล่า แต่ถ้าจะแบ่งออกเป็นช่วงกว้าง ๆ ก็ได้ ๓ ช่วงใหญ่ ๆ นะ เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ ๑ ปฐมวัย นับตั้งแต่แรกเกิดลืมตามาดูโลกจนกระทั่งอายุประมาณ ๒๕ ปี ช่วงนี้ร่างกายแข็งแรง มีแต่ความสนุกสนานร่าเริง มีแต่ความเพลิดเพลินในชีวิต ดูอะไรสวยงามไปหมด แล้วก็ผ่านมาช่วงที่ ๒ มัชฌิมวัย คืออายุตั้งแต่ ๒๖ ปีถึง ๕๐ ปีโดยประมาณ ช่วงนี้กำลัง สติปัญญา เรี่ยวแรงสมบูรณ์ที่สุด จะรวยหรือไม่รวย จะสร้างฐานะได้หรือไม่ได้ก็ช่วงนี้แหละที่สำคัญมาก และช่วงสุดท้าย ซึ่งหลีกหนีไปไม่พ้น ก็คือช่วงปัจฌิมวัยนั่นเอง นับตั้งแต่อายุ ๕๑ ปี จนถึง ๗๕ ปีโดยประมาณ หรือนับไปถึงวันสุดท้ายของชีวิตที่มีอยู่บนโลก เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าชีวิตของเราน้อยเหลือเกิน ผู้ไม่ประมาท ควรมองให้เห็นถึงมรณภัย และพึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสู่สันติเถิด ตรงนี้สำคัญมาก พระองค์ได้ตรัสสอนไว้ว่ามรณภัยคือความตายมันเข้ามาเยือนทุกขณะจิต เป็นภัยอันใหญ่หลวงที่เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ จะหนีอย่างไรก็ไม่พ้น พระองค์เปรียบประดุจว่ามีศิลาแท่งทึบก้อนมหึมา กลิ้งมาจากทิศทั้ง ๔ บดขยี้สรรพสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายให้พินาศย่อยยับ พระราชาแม้จะมีไพร่พลผู้ชำนาญในการรบมาก มีกำลังมาก ย่อมไม่อาจต่อสู้ได้ อย่าว่าแต่นั้นเลย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ที่สะอาดบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ในธาตุในธรรม เป็นที่พึ่งของมนุษย์ เทวดา สั่งสมบุญบารมีมานับอสงไขยไม่ถ้วน จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่สุดยังต้องเสด็จดับขันธปรินิพพาน จะกล่าวไปใยกับพวกเราคนธรรมดา ๆ ที่ต้องพบเจอกับสัจธรรมนี้ เมื่อเราทราบอย่างนี้ พระองค์ก็สอนต่อไปอีกว่าควรละอามิสเสียเถิด อามิสนี้คือเหยื่อล่อที่ทำให้ติดอยู่ในโลก คือรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และก็ธรรมารมณ์ ที่ทำให้เราเพลิดเพลินอยู่ในโลก หาทางรอดพ้นจากมรณภัยไม่ได้ ทำให้เราประมาท หลงทางพระนิพพาน ตรงนี้ทราบชัดจากบทหนึ่งที่มีมาในพุทธพจน์ว่า โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูกพัน คือทุกสิ่งทุกอย่างดูเพลินไปหมดเลย ผูกพันให้เรายึดติดอยู่กับสิ่งโน้นสิ่งนี้ตลอดเวลา มันทำให้เราหลงทางพระนิพพาน ประมาทอยู่ร่ำไป แต่ถ้าเมื่อละอามิสได้แล้ว ใจมันก็จะมุ่งเข้าสู่สันติ คือทำใจหยุดใจนิ่ง เข้าไปสู่สันติสุขภายใน เข้ากลางของกลางไปเรื่อย ๆ เลย จนกระทั่งเข้าไปถึงบรมสุข สุขอย่างยิ่ง ในที่นี้ก็คือพระนิพพานนั่นเอง มีแต่สุขล้วน ๆ ไม่มีทุกข์เจือปนเลย เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ากาลเวลามีทั้งคุณและโทษ กาลเวลาย่อมกลืนกินสรรพสัตว์ทั้งหลายไปพร้อมกับตัวของมันเอง เวลาไม่มีปาก แต่สามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่งได้ เวลาไม่มีอาวุธ แต่สามารถฆ่าทุกสิ่งทุกอย่างได้แม้กระทั่งตัวของมันเอง เวลาไม่มีมือ แต่สามารถสร้างโลกทั้งโลกได้อย่างนักอัศจรรย์ เรานักสร้างบารมีต้องไม่ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวัน ๆ หนึ่ง เพราะว่าเวลาของเรามีไม่มาก แต่สิ่งที่ต้องทำกลับมีอีกไม่น้อยเลย เวลานั้นมีคุณค่าในตัวเองมาก เขาบอกว่าเวลาแม้เพียงน้อยนิด สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสมบัติอันมหาศาลได้ แต่สมบัติอันมหาศาลไม่สามารถแปรเปลี่ยนมาเป็นเวลาแม้เพียงเล็กน้อยได้เลย เวลามีค่าอย่างนี้ ก็ด้วยเหตุที่ว่าเวลาคือชีวิต ชีวิตก็คือเวลา หมดชีวิตก็คือหมดเวลา เพราะฉะนั้นชีวิตเราจะมีค่าเมื่อมีเวลาสร้างความดี บัณฑิต นักปราชญ์ นักสร้างบารมีทั้งหลายทราบความในข้อนี้ดีแล้ว จึงเร่งสั่งสมบุญบารมีอย่างไม่หยุดยั้งเลย ทำทั้งวันทั้งคืน แม้จะพบเจออุปสรรคมากน้อยเพียงใด ก็ยังคงรักษาความเป็นบัณฑิตเอาไว้ได้เสมอเลย ด้วยทราบดีว่าหนึ่งนาทีที่เป็นบัณฑิตมีค่ามากกว่าตลอดชีวิตที่เป็นพาล พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้ให้โอวาท ฝากไว้เป็นข้อคิดกับลูก ๆ ทุกคน ท่านบอกว่า เราเกิดมาสร้างบารมี ถ้าเราไม่ใช้เวลาในการสร้างบารมี ก็เท่ากับเราขโมยวันเวลาของตัวเอง คือหมายถึงว่าเวลาในโลกมนุษย์ เขาให้มาทำความดี แต่เรากลับไปทำสิ่งที่เป็นบาปเป็นอกุศล อย่างนี้จึงเข้าข่ายชื่อว่าขโมยเวลาตัวเอง แล้วเราเป็นนักสร้างบารมีที่ดี พระเดชพระคุณหลวงพ่อ คุณยาย ปลูกฝังหล่อหลอมอบรมเราตลอดมาเลยว่าต้องสร้างบารมี แล้วก็ต้องสร้างบารมี เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เวลาทุกนาทีให้เป็นนาทีแห่งบุญที่ยิ่งผันผ่านไป จิตใจก็ผ่องใส ใจเบิกบาน ใจเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณงามความดี บุญบารมีในตัวทับทวีไม่มีที่สิ้นสุดเลย เวลาทุกนาที คือชีวีของพวกเรา อย่าให้ผ่านไปเปล่า ต้องกล่อมเกลาจิตฤดี สร้างบุญอย่างเปี่ยมจิต สู้สุดฤทธิ์ไม่ถอยหนี เวลาทุกนาที แสนสุขีมีแต่บุญ เพราะฉะนั้นเวลาในโลกมนุษย์สั้นนิดเดียวเอง เวลานับว่าสั้นแล้ว ถ้าเทียบกับเวลาในสัมปรายภพ คือภพอื่น ย่อมแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเลย โดยเฉพาะจะรู้ซึ้งดีก็ต่อเมื่อเราได้ละโลกไปแล้ว เป็นชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ซึ่งเรียกว่าชีวิตหลังความตาย ยาวนานมากทีเดียวเลยนะ ยาวนานนับเป็นแสนเป็นล้านเป็นปี เป็นหลาย ๆ ล้านปี ดังเช่นเรื่องของนางปติปูชิกา หญิงผู้บูชาสามี รักการสร้างบารมีอย่างไม่หยุดหย่อนเลย เรื่องก็มีอยู่ว่าเทพธิดานางหนึ่งอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กับเหล่าเทพธิดาอีก ๕๐๐ กำลังเก็บดอกไม้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลินมาประดับให้กับมาลาภารีเทพบุตร อยู่ในสวนนันทวัน ซึ่งถือว่าเป็นสวนที่สวยงามมากของชาวสวรรค์ ขณะที่กำลังเก็บดอกไม้เพลิดเพลินอยู่นั่นเอง บุญก็หมดทันที ก็เลยจุติคือตายจากโลกสวรรค์มาบังเกิดในโลกมนุษย์ พอเกิดมาอายุได้ไม่กี่ขวบ บุญเก่าที่สั่งสมมาดี นางก็ระลึกชาติได้ เห็นว่าชาติก่อนตนเองเคยเป็นเทพธิดาอยู่บนสวรรค์ เป็นบริวารของมาลาภารีเทพบุตร จึงอยากจะไปเกิดบนสวรรค์อย่างนั้นอีก เพราะรู้ว่าในโลกสวรรค์มีแต่ความสุขอันประณีตกว่ามนุษย์มากมายนัก เมื่อนางเติบโตขึ้นจึงหมั่นทำบุญสร้างกุศลไม่ขาดเลย ได้ถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์อยู่เป็นประจำ พอถึงวันพระ ก็รักษาอุโบสถศีล เข้าวัดฟังธรรม เมื่อโตขึ้นแต่งงานมีครอบครัว ตามประสาชาวโลกทั่ว ๆ ไป นางก็ยังทำบุญอยู่ไม่ขาด แต่ว่าเวลาทำบุญทุกครั้งมีลักษณะที่แปลกพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือนางจะอธิษฐานจิตขอให้ได้ไปเกิดร่วมกับมาลาภารีเทพบุตร ผู้เป็นสามีเดิมในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทุกครั้ง คนที่ได้ยินได้ฟังบางครั้งก็ไม่เข้าใจนาง และต่อว่านางถ้าจะเสียสติ ไม่รู้จะอธิษฐานอย่างนั้นไปทำไม ก็สามีคนปัจจุบันก็ยังอยู่ ชาวบ้านจึงเรียกนางว่าปติปูชิกา คือหญิงผู้บูชาสามีนั่นเอง นางก็ยังคงสร้างบารมีไม่หวั่นไหว ไม่สนใจใครทั้งนั้น ทำความดีเรื่อยมา หวังว่าสักวันหนึ่งนางจะต้องไปอยู่บนสวรรค์ ร่วมกับสามีคนเดิมให้ได้ นางได้ใช้ชีวิตเรื่อยมาจนกระทั่งมีบุตรถึง ๔ คน เมื่อมีบุตรก็สอนบุตรให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ให้หมั่นทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ แต่แล้ววันหนึ่งนางก็หมดบุญ ล้มป่วยลงกะทันหัน แล้วก็ถึงแก่ความตาย เมื่อตายแล้ว บุญที่สั่งสมอบรมมาดี ทำบุญไม่ขาด สร้างกุศลไม่ขาด นางก็ได้กลับไปสู่โลกสวรรค์ เป็นเทพธิดา เป็นบริวารของมาลาภารีเทพบุตรดังเดิม พอเทพบุตรเห็นเทพธิดานางนี้ ก็เลยถามว่าเมื่อกี้เธอหายไปไหนมา เทพธิดาก็ตอบทันทีว่า หม่อมฉันจุติจากโลกสวรรค์ไปบังเกิดบนโลกมนุษย์เมื่อสักครู่นี้เอง มาลาภารีเทพบุตรได้ฟังแล้วก็สงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไร จึงได้ถามนางเรื่องไปเกิดบนโลกมนุษย์ว่า นางไปทำอะไรมาบ้าง มนุษย์บนโลกเขาทำอะไรกันบ้าง นางก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังเมื่อสมัยครั้งยังเป็นมนุษย์ นางบอกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ยังมีความประมาทกันอยู่มากเลย คิดว่ามีอายุสักร้อยปี ยาวนานนับเป็นอสงไขย เหมือนกับว่าจะไม่แก่ ไม่ตายกัน แต่หม่อมฉันไม่ประมาท ตั้งใจทำความดีอย่างเต็มที่จะได้กลับมาอยู่บนสวรรค์ร่วมกับท่านอีก พวกเราได้ยินได้ฟังเรื่องนี้แล้ว น่าคิดทีเดียวนะ แต่ถ้าไม่คิดก็ไม่แปลก ว่าเวลาร้อยปีในโลกมนุษย์ ดูเหมือนยาวก็ว่ายาว ดูเหมือนสั้นก็ว่าสั้น แต่จริง ๆ แล้วร้อยปีบนโลกมนุษย์เท่ากับชั่วครู่เดียวบนสวรรค์เท่านั้นเอง ยังสร้างความดี สร้างบารมียังไม่เต็มที่เลย ต้องละโลกเสียแล้ว มนุษย์ส่วนใหญ่ก็จึงประมาทอยู่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นพวกเรานักสร้างบารมี ลูกหลวงพ่อ หลานคุณยายทุกคนนะ รู้อย่างนี้แล้วจึงไม่ควรประมาทในวัยแล้วก็ชีวิต ต้องหมั่นสร้างความดี สร้างบารมีให้เต็มที่ ให้ข้อแม้ เงื่อนไข ข้ออ้างนี่หายไปจากใจเราให้หมดเลย หลวงพ่อ คุณยายว่าอย่างไร เราก็ว่าตามท่าน แม้สติปัญญายังก้าวไม่ทันท่านก็ทำตามไปก่อน เพื่อจะได้ดำเนินชีวิตได้อย่างไม่ผิดพลาด แล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง ดังเช่นคุณยายของพวกเราทุกคน เพราะว่าคุณยายคือสัญลักษณ์ของยอดนักสร้างบารมีที่แท้จริง เป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริง ตรงนี้ยืนยันได้จากโอวาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยได้ฝากให้โอวาทไว้เป็นข้อคิดว่า การที่เราจะวัดว่าใครสักคนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต วัดเพียงแค่ประสบความสำเร็จในการศึกษาเล่าเรียน มีหน้ามีตาในสังคม มีลาภ ยศ สรรเสริญ มีทรัพย์สินเงินทอง เป็นผู้ปกครองประเทศชาติบ้านเมือง หรือเป็นอะไร ๆ ที่มันยิ่งไปกว่านั้น วัดแค่นี้ยังไม่ได้ แต่ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแท้จริงก็คือผู้ที่ได้ใช้โอกาสของชีวิตสร้างความดี สร้างบารมีนั่นเอง ฉะนั้นคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มหาปูชนียาจารย์ของพวกเราทุกท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย เป็นบุคคลที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกายที่ยิ่งใหญ่ตลอดมา คุณยายได้พิสูจน์ให้เห็นว่าชีวิตหนึ่งที่เกิดมาของท่าน สามารถสร้างความดี สร้างบุญสร้างบารมีอย่างไม่มีขีดจำกัด ชั้นแห่งวัยละไปตามลำดับ ๆ จากปฐมวัย มัชฌิมวัย แล้วก็ปัจฉิมวัย วัยสุดท้ายของชีวิต ท่านได้สร้างบุญสร้างบารมีอย่างเต็มที่ ทุกนาทีเป็นบุญตลอดเลย เพราะฉะนั้นชีวิตของคุณยายจึงเป็นชีวิตของบุคคลที่ได้ใช้สรีระร่างกายและจิตใจสร้างบารมีอย่างสมบูรณ์ที่สุด คุ้มค่า แล้วก็ถูกต้องที่สุดของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นชีวิตของผู้เสียสละอดทน อดกลั้น ทั้งกายทั้งใจเลยทีเดียว ลมหายใจของท่านคือบุญแล้วก็ธรรมะ วิชชาธรรมกายคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับท่าน การปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ มุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม เป็นเป้าหมายสำคัญของการเกิดมาสร้างบารมีของท่านทีเดียว เพราะฉะนั้นจะกล่าวได้ว่าชีวิตที่ยิ่งใหญ่ จิตใจอันงดงามของคุณยาย ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงใจที่กล้าแกร่ง ท่านมีแต่ความจริงใจ มีความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์เป็นเลิศเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณยายทองสุข ครูคนแรกที่แนะนำเข้าสู่เส้นทางธรรม ให้ได้มาบวชเป็นอุบาสิกา และได้พามาพบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ จนกระทั่งเป็นสหธรรมิก ตายในอ้อมกอดของคุณยาย แล้วก็ครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่คุณยายเคารพรักยิ่งเหนือสิ่งอื่นใด อยู่ในโอวาท อยู่ในคำสั่งตลอด แล้วคุณยายยังอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่สุด ขยัน รักความสะอาด รักระเบียบวินัย มักน้อย สันโดษไม่โอ้อวด แล้วก็ไม่อยากเด่นอยากดัง รักการปฏิบัติธรรมเป็นชีวิตจิตใจ รักการสร้างบารมี ความยิ่งใหญ่ของงานพระศาสนา แล้วก็งานของวัดพระธรรมกายทั้งหมด ได้ชื่อว่ามีคุณยายเป็นผู้ปิดทองหลังพระ ถ้าจะว่าไปแล้วว่าปิดทองใต้ฐานพระ ก็ว่าได้เต็มปาก ถึงแม้คุณยายจะไม่รู้หนังสือ แต่คุณยายรู้จักตัวเองได้ดีมาก ท่านรู้จักทุกสิ่งจากธรรมะภายในที่ท่านฝึกฝนอบรมปฏิบัติมาอย่างเชี่ยวชาญที่สุด ไม่ใช่รู้จากตำรับตำราใด ความรู้ของคุณยายทั้งละเอียด ลึกซึ้ง แล้วก็สะอาดบริสุทธิ์กว้างขวาง และด้วยปัญญาอันสว่างไสวของท่าน จึงทำให้ได้มาเป็นวัดพระธรรมกายในปัจจุบันนี้ เป็นบุญสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธ ให้พวกเราลูกหลานทุกท่านได้สร้างบารมีอย่างเต็มที่เลย ถ้าจะพูดถึงคำสอนของท่านก็มีลักษณะเรียบง่าย ตรงไปตรงมา เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง สอนได้อย่างเจาะลึก ถึงใจคนเลย แล้วก็สอนให้อธิษฐานจิตตามแบบอย่างบัณฑิตโบราณเสมอ ๆ ด้วย คุณยายสรุปในคำสอนของท่านว่าสิ่งที่ยายสอน จะเป็นสมบัติติดตัว จำคำของยายไว้ให้ดี เก็บรักษาสมบัติที่ยายให้นี้ให้ดีที่สุด ต่อไปภายภาคหน้าจะได้เอาตัวรอด จากวันนั้นมาถึงวันนี้ คุณยายได้สร้างบารมี นำความเจริญรุ่งเรืองให้กับพระศาสนา วิชชาธรรมกายมาอย่างจะนับจะประมาณมิได้ พระคุณของท่านยากที่จะเอ่ยอ้างสรุปจบในเวลาอันสั้นนี้ได้ แต่ว่าทิ้งไว้เป็นมรดกธรรม คือคำสอนของท่านที่อยู่ในใจของลูก ๆ หลาน ๆ ทุกคน แม้คืนวัน ผันผ่าน นานเพียงไหน คำสอนยาย ยิ่งใหญ่ ไม่แปรผัน คุณค่าคำ น้ำใจยาย ยากจำนรรจ์ ชี้สวรรค์ พระนิพพาน สานสุดธรรม ทั้งหมดนี้เป็นมหาปัญญา มหาบริสุทธิ์ แล้วก็มหากรุณาของคุณยายที่มีถึงกับลูก ๆ หลานๆ ทุก ๆ คน ดูเป็นสิ่งที่เรียบง่าย แต่ว่ายิ่งใหญ่มหาศาลแก่ลูก ๆ หลาน ๆ นักสร้างบารมีทุกท่านเลยทีเดียว ดังจะเห็นได้จากคำสอนของคุณยายที่คอยหมั่นย้ำเตือนให้พวกเรารักการสร้างบารมี รักการประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนั่นเอง ถ้าหากเราได้น้อมนำมาพิจารณา แล้วก็น้อมมาประพฤติปฏิบัติตามท่าน ย่อมได้ชื่อว่ายังประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นแก่ตนเอง เราจะมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง ทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างแท้จริงเลย แม้ลมหายใจ ยังไม่หมดสิ้น แม้ชีวิน ยังไม่สลาย แม้สังขาร ยังไม่พังทลาย ลูกหลานยาย จะเร่งสร้างบารมี ความดีนี้ เราจะสร้างไม่มีหยุด กระแสธรรม ฉ่ำพิสุทธิ์ ดุจน้ำไหล เราจะสู้ทวนกิเลส เหตุผองภัย เพื่อวันใหม่ แสงเสรี จะมีมา เราจะร่วมความดี ทั่วสารทิศ เราจะทำซากชีวิต ให้มีค่า เราจะสร้างทุกสิ่ง ด้วยชีวา สร้างคุณค่าให้เห็น เป็นวัดพระธรรมกาย เวลาจากนี้ ขอเชิญลูกหลานคุณยายทุกท่านได้น้อมใจหยุดนิ่งให้คุณยายได้อยู่กลางใจของเรา ใส สว่าง เพื่อที่เราจะได้ตรึกระลึกนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านกันทุก ๆ ท่านนะ วางใจของเราหยุดนิ่งอย่างสบาย ๆ ไปตรงกลาง ให้ดวงใจของเรากว้างใหญ่ ใส สะอาด บริสุทธิ์ ซึมซับน้อมรับเอาคุณธรรมความดี เอาบุญบารมีจากคุณยาย ครูผู้เป็นต้นบุญต้นแบบให้เราตลอดมา น้อมคุณยายไว้ที่กลางใจ ด้วยใจใส ๆ ใจสบาย ๆ นะ ตรึกระลึกนึกถึงคุณยายให้ชัด ใส สว่าง อยู่กลางใจ เพียงแค่นี้กระแสใจของเรากับกระแสบุญของท่านก็เชื่อมรวมติดเป็นหนึ่ง เราจะได้มีความสะอาดบริสุทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ แล้วก็จะได้มีกำลังใจในการสร้างบารมี เดินตามรอยเท้าของคุณยาย ก้าวย่างไปอย่างติดชิดเลย ********************************จบ********************************