คุมบุญ
ความเจริญรุ่งเรืองสว่างไสวในวิชชาธรรมกาย จงมีแก่พวกเรายอดขุนพลกล้ากองทัพธรรมทุกท่านทุกคนเทอญ
ก่อนอื่นก็ขอกล่าวว่ารู้สึกเสียดายแทนพวกเราบางท่านที่ไม่มีโอกาสได้นั่งฟังในสิ่งที่หลวงพี่จะเล่าถ่ายทอดสู่กันฟังให้กับพวกเราในวันนี้ เพราะว่าโดยความตั้งใจแล้ววันนี้ถือว่าเป็นวันที่ใคร ๆ ก็บอกว่าเป็นวันแรง เป็นวันที่ ๕ เดือน ๕ ในปีที่แล้ว ก็มีปรากฏการณ์สำคัญคือมีดวงดาวมาเรียงต่อกันและเป็นแนวเดียวกันถึง ๗ ดวง
ซึ่งในปีนี้ก็อีกเช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นวันเสาร์ ๕ พวกเราเองก็ตั้งใจที่จะมาปรารภเหตุสั่งสมบุญเพื่อสร้างลานแก้วรอบมหาธรรมกายเจดีย์กัน แล้วประกอบทั้งวันนี้เป็นโอกาสพิเศษของตัวหลวงพี่เอง จริง ๆ แล้วก่อนหน้านี้เป็นบุญของหลวงพี่พระอาจารย์ท่านอีกรูปหนึ่ง แต่บังเอิญท่านมาหาหลวงพี่ แล้วมาอาราธนาขอให้หลวงพี่ได้แสดงธรรม เนื่องในโอกาสวาระพิเศษอย่างนี้ หลวงพี่ก็เห็นว่ามันเป็นบุญใหญ่ ก็เลยรับคำนิมนต์ของหลวงพี่พระอาจารย์รูปนั้น
และวันนี้ก็ตั้งใจที่จะมาถ่ายทอดให้พวกเราสู่กันฟัง ถึงเรื่องที่สำคัญต่อตัวพวกเรามาก ๆ เลย โดยเฉพาะเมื่อช่วงบ่ายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเรา ท่านได้เมตตาลงรับปัจจัย แล้วก็คุมบุญให้กับพวกเราในวันนี้ ซึ่งพระธรรมเทศนาในวันนี้ หลวงพี่ก็คงจะต้องอธิบายขยายความเกี่ยวกับเรื่องของคำว่าคุมบุญว่าเป็นอย่างไร พวกเรามักจะได้ยินคำว่าคุมบุญอยู่บ่อย ๆ นะจ๊ะ แต่ก็ไม่ทราบถึงความหมายที่ลึกซึ้งของคำว่าคุมบุญนั้นเป็นอย่างไร วันนี้หลวงพี่ก็จะขออธิบายขยายความเกี่ยวกับเรื่องของคำว่าคุมบุญที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกล่าวไว้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคุมบุญให้กับพวกเรา คุณยายท่านคุมบุญให้กับพวกเรา พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านคุมบุญให้กับพวกเราเป็นอย่างไร วันนี้ก็จะอธิบายขยายความพอสังเขปเป็นความปลื้มปีติและกำลังใจในการที่เราจะสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
ก่อนอื่นให้พวกเราภูมิใจว่าพวกเราได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ ดังในขณะนี้พวกเราทุกคนมานั่งอยู่ ณ เบื้องต้นร่างของคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง คำว่าผู้เป็นหนึ่งไม่มีสองในที่นี้ พวกเราก็คงจะทราบความหมายแล้ว
ประการแรกหมายความว่าคุณยายของเราท่านเป็นหนึ่งไม่มีสองเรื่องความเชี่ยวชาญในการทำวิชชา ตั้งแต่ในสมัยที่อยู่กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ จนเรียกว่าไม่มีใครที่จะมาเทียบกับคุณยายของเรานี้ได้
ประการที่ ๒. ที่ว่าท่านเป็นหนึ่งไม่มีสอง หมายความว่าเมื่อใจของคุณยายของเรามุ่งตรงไปเรื่องใดแล้ว ใจของท่านเป็นหนึ่งไม่เคยแบ่งใจแยกเป็นสองเลย เวลาจะมุ่งไปในเรื่องของธรรมะ ใจก็ไม่เคยแยกเป็นสอง มุ่งอย่างเดียวที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ไปถึงในต้นของต้นที่ไม่มีต้นต่อไป นี่เป็นประการสำคัญ
และยิ่งไปกว่านั้น พวกเรามาเจอครูบาอาจารย์คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ผู้เป็นสองไม่มีสาม คำว่าสองไม่มีสามหมายความว่าอย่างไร สองไม่มีสามเป็นคำที่เรากล่าวถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ไม่ได้หมายความว่ามีหนึ่งมีสองและมีสาม ที่เรียกว่าเป็นตามลำดับนั้น แต่ที่กล่าวว่าสองไม่มีสามหมายความว่าตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลนี้ ผู้ที่จะมีใจยิ่งใหญ่ที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาล ให้พ้นจากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามารแล้วเข้าถึงที่สุดแห่งธรรมนั้น มีอยู่เพียง ๒ ท่าน
ท่านแรก ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ
ท่านที่ ๒ ก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย
มี ๒ ท่านเท่านั้น ไม่มีบุคคลที่ ๓ ตรงนี้ซิสำคัญ บุคคลที่จะเป็นผู้นำให้กับเราในการไปถึงที่สุดแห่งธรรมนั้นมีอยู่ ๒ ท่าน ให้เราไปหาเถอะ ตลอดทั่วทั้งโลก ทั่วทั้งจักรวาล ทั่วทั้งตลอดแสนโกฏิจักรวาล อนันตจักรวาลนั้น ไม่มีใครอีกแล้วที่มีเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมอย่างนี้
นอกจากมีเป้าหมาย มีอุดมการณ์อย่างนี้แล้ว ท่านยังรู้ เห็น และสามารถปฏิบัติวิธี รู้วิธีที่จะไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมได้ด้วย ตรงนี้ซิสำคัญ ดังนั้นให้เรารู้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อของเรานั้น ท่านเป็นสองไม่มีสาม เป็นหนึ่งในสองของผู้นำของพวกเราที่ท่านทำงานประสานกันมานับภพนับชาติไม่ถ้วนกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในการที่จะรื้อสัตว์ขนสัตว์ ปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ไปให้ถึงที่สุดของที่สุดของแหล่งกำเนิด ของต้นกำเนิดของอวิชชา ของกิเลส ของสิ่งที่บังคับบัญชา ทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดและวัฏสงสารนี้ ดังนั้นให้เราภูมิใจว่าเรามาเจอครูบาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่มากมายมหาศาลทีเดียว
บางคนก็ถามว่า แล้วคุณยายล่ะ น่าจะเป็นบุคคลที่ ๓ ด้วย ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกเราก็ต้องทำความเข้าใจในประเด็นนี้ด้วยว่าคุณยายของเราถ้าจะว่าไปแล้ว ท่านก็เป็นบุคคลพิเศษที่มีธาตุธรรมพิเศษ หน้าที่ของท่านก็คือหน้าที่ที่เชื่อมประสานระหว่างพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยในการทำงานสืบเนื่องต่อกัน แม้ถึงกระนั้นว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านเคารพรักคุณยายอาจารย์มากมายมหาศาลทีเดียว
แต่โดยในทางปฏิบัติแล้ว เรียกว่าในชีวิตของคุณยาย พวกเราลองคิดดู ในชีวิตของคุณยายในเรื่องของการทำวิชชาธรรมกาย บุคคลที่จะสามารถ สั่งงานหรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักจะใช้คำว่าสั่งวิชชาในโรงงาน บุคคลที่จะสามารถสั่งวิชชาคุณยายได้ คงจะมีแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ
และอีกท่านหนึ่งที่ตั้งแต่ บุคคลท่านนี้เรียนและศึกษาธรรมะมากับคุณยายตั้งแต่สมัยที่เป็นนิสิตจนบวชมาเป็นพระภิกษุสงฆ์ จนมาเป็นผู้นำในการสร้างบารมีของพวกเราก็คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก็เป็นอีกผู้หนึ่งเท่านั้นที่คุณยายท่านยอมให้สั่งวิชชาหรือสั่งงานในเรื่องของการทำวิชชาได้
ดังนั้น ให้เรารู้เถอะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ และพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราคือสุดยอดของผู้นำของโลก ของจักรวาล ของธาตุของธรรมที่จะนำพวกเราไปให้ถึงจุดหมายปลายทางคือที่สุดแห่งธรรมได้ ตรงนี้เป็นบุญมหาศาลของพวกเราทีเดียว
ดังนั้นในการทำบุญทุก ๆ ครั้งที่พวกเราได้มีโอกาสร่วมบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ให้รู้เถอะว่าการที่เราได้ทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ก็เหมือนหนึ่งได้ทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ดังนั้นการที่เราได้ ร่วมบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยจึงเป็นบุญมากมายมหาศาล ไม่ต้องตรองในเรื่องหยาบ ๆ ที่ว่าปัจจัยทุกบาททุกสตางค์ที่เราถวายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ก็เหมือนถวายแก่คณะสงฆ์ ถวายเป็นสังฆทาน ถวายแด่พระพุทธศาสนา เพราะว่าปัจจัยทุกบาททุกสตางค์นั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านใช้เป็นไปเพื่อการขยายพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายให้กว้างขวางเป็นที่พึ่งของมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็หมายถึงว่าถ้าตรองโดยยาก ๆ เราถวายกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ นั่นหมายถึงว่าเราได้เหมือนกับถวายกับสงฆ์ทั้งหมด ได้ถวายกับพระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกายเอาไว้ ดังนั้นบุญก็ไม่ต้องพูดถึงกันว่ามากมายขนาดไหนทีเดียว ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ
ถ้าพูดในกรณีที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านคุมบุญให้กับพวกเราล่ะ เป็นอย่างไร ตรงนี้ก็ยิ่งลึกซึ้งมากนะจ๊ะ ขอให้พวกเราค่อย ๆ ตรอง หลวงพี่จะค่อย ๆ ปูพื้นฐานความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการปฏิบัติล้วน ๆ เลย เป็นเรื่องที่จะต้องสำคัญที่ว่าจะต้องปฏิบัติให้ไปรู้ไปเห็น โดยเฉพาะเรื่องของการคุมบุญนั้นไม่ใช่เป็นของสาธารณะ ที่ใคร ๆ จะคุมได้ จะต้องเป็นบุคคลที่เข้าถึงวิชชาธรรมกายเท่านั้นที่จะคุมได้
ดังนั้นที่ผ่าน ๆ มา ก็จะมีกระแสข่าวเป็นระยะ ๆ เกี่ยวกับเรื่องของมีบุคคลบางกลุ่มที่ค่อนข้างจะเอ่ยอ้างตนเองว่าสามารถที่จะต่อท่อบุญได้ สามารถที่จะเชื่อมท่อบุญได้อย่างนี้เป็นต้น ฟังแล้วก็ดูน่าสงสารสำหรับบุคคลที่กล่าวเช่นนี้ เพราะว่าการพูดอะไรไป ถ้าหากว่าไม่สามารถทำได้ นั้นก็จะเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อบุคคลที่พูดหรือเอ่ยอ้างนั่นเอง ดังนั้นตรงนี้ก็ขอให้พวกเราพินิจพิเคราะห์ให้ดี เพราะว่าเรื่องของการคุมบุญนั้นก็ขอบอกว่าบุคคลที่จะคุมบุญให้กับพวกเราได้หลวงพี่ยังไม่เห็นเลยว่าจะมีใครนอกจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย
ดังนั้นให้พวกเรายึดมั่นพระเดชพระคุณหลวงพ่อเป็นหลัก ก็ฟังหูไว้หู อย่าไปคล้อยตามในสิ่งบางอย่างที่อาจจะทำให้เราผิดเพี้ยนออกไปจากเส้นทางของการสร้างบารมีที่ถูกต้องร่องรอย เป็นไปตามความเป็นจริงของวิชชาธรรมกาย ดังนั้นจะสังเกตได้ว่าเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้พรในช่วงหลัง ๆ เวลาที่ท่านให้พรกับพวกเราในการให้เข้าถึงวิชชาธรรมกาย ท่านมีคำต่อท้ายด้วยว่าให้เห็นถูกต้องร่องรอยตรงไปตามความเป็นจริง ตรงนี้สำคัญทีเดียว ดังนั้นก็ขอให้พวกเราทุก ๆ คนก็ระมัดระวังนิดหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่มีใครมาแอบอ้างในสิ่งเหล่านี้ ทำให้เบี่ยงเบนไปจากเป้าหมายที่แท้จริงผิดเพี้ยนจากวิชชาธรรมกาย ทำให้ผิดเพี้ยนกลายเป็นวิชชาอย่างอื่นไป กลายเป็นการกอบโกยหาผลประโยชน์เข้าหาตนเอง ตรงนี้หลวงพี่ก็ขอเตือนไว้สักนิดหนึ่ง เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่พวกเรา
ก่อนที่เราจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของแนวทางการปฏิบัติตรงนี้ เราก็ต้องรู้ถึงการปฏิบัติจนเข้าถึงพระธรรมกายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก่อน พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเข้าถึงธรรมในปีพุทธศักราช ๒๔๖๐ พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังประวัติของพระเดชพระคุณหลวงพ่อตรงนี้กันมาพอสมควรว่าตอนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านปฏิบัติธรรม เข้าถึงธรรมนั้น ท่านตั้งใจเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หลังจากที่ท่านกลับมาบิณฑบาตเข้าไปสู่โบสถ์วัดบางคูเวียง แล้วตั้งใจอธิษฐานไม่ลุกจากที่ ไม่ขยับตัว
จนในที่สุดท่านวางใจหยุดนิ่งเอาชนะเวทนาทั้งหลายได้ จนใจรวมตกศูนย์ภายใน เกิดเป็นดวงสว่าง ที่ท่านกล่าวไว้ในภายหลังว่าดวงนี้ชื่อว่าดวงปฐมมรรค และหลังจากนั้นในยามเย็นท่านก็ตั้งใจเอาชีวิตเป็นเดิมพันเป็นครั้งที่ ๒ จนในที่สุดท่านก็เข้าถึงกายภายใน แล้วเข้าถึงพระธรรมกายได้ในที่สุด
ถ้าว่าไปแล้ว ในการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายนั้น ในการปฏิบัติเบื้องต้นขาดไม่ได้เลยคือจะต้องเข้าถึง ปากทางคือดวงปฐมมรรค ถ้าหากว่าเรายังไม่ผ่านดวงปฐมมรรค ก็ไม่อาจจะที่จะเข้าถึงธรรมกายได้ ดังนั้นในการปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงพระธรรมกายเบื้องต้นต้องผ่านดวงปฐมมรรคก่อน ซึ่งในการเข้าถึงดวงปฐมมรรคนั้นมี ๒ วิธี
วิธีแรก ก็คืออย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านปฏิบัติเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการเข้าถึง คือท่านไม่ได้นึกอะไรเลย ทำใจนิ่ง ทำใจหยุด จนในที่สุดใจของท่านรวมแล้วก็ตกศูนย์ ท่านใช้คำ ตกศูนย์ และเห็นดวงธรรมลอยขึ้นมาในกลางตัว ตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ จนเมื่อท่านเข้าถึงพระธรรมกายท่านก็มา ค้นหาวิธีที่ง่ายที่สุด เร็วที่สุด ลัดที่สุดในการที่จะปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงดวงปฐมมรรคและผ่านเข้าไปถึงพระธรรมกายนี้ได้
ท่านเองจึงวางวิธีการปฏิบัติให้กำหนดเป็นดวงใส หรือบริกรรมนิมิตเป็นองค์พระแก้วใส ซึ่งในเบื้องต้นในการกำหนดดวงหรือองค์พระนั้นยังเป็นบริกรรมนิมิตอยู่ จนในที่สุดเมื่อเราสามารถกำหนดได้ชัดเจนใส สว่างแล้ว ใจของเราใสสว่างเท่ากับดวงธรรมภายใน ในที่สุดก็ตกศูนย์เช่นเดียวกัน และเข้าถึงดวงปฐมมรรค เมื่อเข้าถึงดวงปฐมมรรคนี้แล้ว จึงเข้ากลางของกลางเข้าไปเรื่อย ๆ ผ่านกายภายในเข้าไป ตั้งแต่ดวงธรรมต่าง ๆ ผ่านในกลางดวงปฐมมรรคเข้าถึงดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เข้าถึงกายต่าง ๆ ที่ซ้อนอยู่ภายใน ตั้งแต่กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์ กายทิพย์ละเอียด กายรูปพรหม กายรูปพรหมละเอียด กายอรูปพรหม กายอรูปพรหมละเอียด จนเข้าถึงพระธรรมกายที่มีความละเอียดในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่กายธรรมโคตรภู โสดา สกทาคา อนาคา อรหัต ทั้งหยาบและละเอียด รวมแล้ว ๑๘ กาย นี่เป็นแนวทางที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้ค้นพบและเข้าถึง
เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่สอดคล้องและสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่องของเส้นทางชีวิต กายทั้ง ๑๘ กายนั้นเป็นเส้นทางชีวิต เป็นผังที่มีอยู่ภายในตัวของพวกเราทุก ๆ คนในชีวิต ในศูนย์กลางกายของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งตั้งแต่ดวงปฐมมรรคเป็นต้นไป เป็นสภาวธรรมที่แท้จริงที่มีอยู่ แต่สภาวธรรมนั้นก็ยังแบ่งเป็นสภาวธรรมที่เป็นโลกียะกับโลกุตตระ ถ้าเป็นพระธรรมกายก็เป็นโลกุตตระ เป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา แต่ถ้าต่ำลงมาไปกว่านั้น ตั้งแต่กายอรูปพรหมลงมาจนถึงดวงปฐมมรรคนั้นก็ยังเป็นโลกียะ ยังตกอยู่ในลักษณะของไตรลักษณ์นี้อยู่
แต่โดยสภาพความเป็นจริงแล้ว ตั้งแต่ดวงปฐมมรรคนั้นก็เป็นสภาวะที่มีอยู่จริง แม้ว่าจะไม่เที่ยง แม้ว่ายังมีการเกิด การดับอยู่ แต่ก็เป็นสภาวธรรมที่มีอยู่จริง ซึ่งดวงปฐมมรรคนี้แตกต่างกับนิมิตที่เรากำหนดขึ้นมาตอนแรกทีเดียว อย่างที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเคยอธิบายไป หลวงพี่เคยอธิบายไปอยู่หลาย ๆ ครั้งเมื่อตอนปฏิบัติธรรมว่าเมื่อเราเข้าถึงดวงปฐมมรรคแล้วเราจะรู้ถึงว่า ดวงธรรมดวงนี้แตกต่างกับนิมิตที่เรากำหนดขึ้นในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่มีความใสเกินใส มีความกลมเกินกลม มีความสว่างเกินสว่าง ความใส สว่างของดวงปฐมมรรคที่มันไม่เหมือนกับการที่เราเอาดวงแก้วอย่างที่เรามีกันคนละหลาย ๆ ดวงมาตั้งในท่ามกลางแสงไฟ หรือว่าแสงแดด ไม่เหมือนกัน เพราะว่าความใสและความสว่างมันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เป็นความสว่างที่มีอยู่ภายในตัวของดวงปฐมมรรคเองที่เกิดขึ้นพร้อมกับความใส
แม้ว่าจะเป็นดวงกลม ๆ ที่มีอยู่ ณ ภายใน แต่ก็แปลก ดวงนี้จะมีความรู้สึกว่ามันมีชีวิต มันไม่ใช่เป็นดวงที่ตาย ๆ อย่างดวงข้างนอกที่เรามีคนละหลาย ๆ ดวง ดวงธรรมดวงนี้มันมีชีวิต มีความมีชีวิตอยู่ในตัว เพราะว่าดวงธรรมดวงนี้นอกจากเรียกว่าดวงปฐมมรรคแล้ว ยังเรียกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ใส บริสุทธิ์เท่ากับฟองไข่แดงของไก่ โดยมาตรฐานนะ
ถามว่าดวงปฐมมรรคดวงนี้มีความสำคัญอย่างไร สำคัญมากเกี่ยวกับเส้นทางการไหลมาของบุญที่หลวงพี่จะอธิบายต่อไปข้างหน้า แต่เบื้องต้นให้เรารู้ว่าดวงธรรมดวงนี้สำคัญทีเดียว สำคัญอย่างไร สำคัญว่าถ้าดวงธรรมดวงนี้ตั้งขึ้นก็หมายถึงว่ากายมนุษย์นี้ก็จะตั้งขึ้นเหมือนกัน รวมขึ้น เกิดขึ้น ถ้าดวงนี้ดับ ก็หมายถึงว่ากายมนุษย์ของเราก็แตกดับไปด้วย นี่คือความสำคัญของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
จากดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตั้งอยู่ที่ไหน ถ้าสำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังปฏิบัติธรรมไม่เข้าถึงดวงปฐมมรรค ยังไม่เห็นดวงปฐมมรรค โดยบุคคลทั่วไปที่มีใจฟุ้งซ่านไปในเรื่องราวต่าง ๆ มักมีใจที่ออกไปนอกตัวอย่างปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม จนเข้าถึงดวงปฐมมรรคดวงนี้ หรือเข้าถึงกายภายใน พระธรรมกายภายใน โดยทั่วไปบุคคลเหล่านั้นจะมีดวงธรรมตั้งอยู่ที่ ฐานที่ ๖
ฐานที่ ๖ จริง ๆ แล้วพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เรียกว่า ศูนย์กลางกายเหมือนกัน แต่ท่านเรียกว่าศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ซึ่งทำไมต้องมีศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ด้วย ทำไมถึงต้องมีศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ด้วย ตรงนี้ถ้าจะว่าไปแล้ว ยิ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งของวิชชาธรรมกาย แต่ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของความรู้อันยิ่งใหญ่ที่คุณยายท่านได้เรียนรู้มาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในสิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านได้เรียนรู้จากคุณยาย
เอาว่าอธิบายโดยคร่าว ๆ ให้พวกเราค่อย ๆ ทำความเข้าใจตามไปช้า ๆ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์โดยปกติแล้วจะตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ ดังนั้นบางครั้งตรงนี้ท่านก็จะเรียกว่าดวงกาย เพราะว่าฐานทั้ง ๗ นั้น ว่าง่าย ๆ เป็นศูนย์รวมของอายตนะการรับรู้ของมนุษย์ อย่าง
ฐานที่ ๑ เป็นเพียงแค่ทางเข้าออกของลมหายใจ
ฐานที่ ๒ ตรงหัวตาเป็นจุดศูนย์รวมของการรับกลิ่นอายตนะคือจมูก จะมารวมตรงจุดศูนย์กลางที่ฐานที่ ๒ ตรงหัวตาทั้ง ๒ ข้างของเรา
ฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะระดับเดียวกับหัวตา และเป็นจุดศูนย์รวมของการเห็น
ฐานที่ ๔ ตรงกลางกั๊กศีรษะระดับเดียวกับปากช่องจมูก นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของการฟัง
ฐานที่ ๕ ตรงปากช่องคอ ตรงบริเวณโคนลิ้น เป็นจุดศูนย์รวมของการรับรสของลิ้นของเรานั่นแหละ อายตนะของการรับรส
ฐานที่ ๖ เป็นจุดศูนย์รวมของการรับรู้ทางกาย ทุกอย่างจะถูกส่งมารวมตรงนี้ที่ฐานที่ ๖ ดังนั้นฐานที่ ๖ นี้จึงเป็นที่ตั้งของดวงกาย หรือเรียกว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตอนที่เราปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ของมารดา ตอนที่เรามาเกิด กายที่มาเกิด หรือที่เรียกว่ากายสัมภเวสีหรือกายทิพย์ที่เข้ามาเกิดนั้นจะต้องผ่านเข้าปากช่องจมูกของบิดาก่อน ก็แปลกทีเดียว ถ้าเป็นหญิงก็ปากช่องจมูกซ้าย ถ้าเป็นชายก็ปากช่องจมูกขวา
กายที่มาเกิดนั้น ก็จะเข้าผ่านไปทางฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ฐานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ไปหยุดในศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของบิดา เมื่อไปหยุดตรงนั้น หยุด ๓ วันบ้าง ๕ บ้าง ๗ วันบ้าง อาการของบิดาตอนนั้นจะรู้สึกแพ้ท้อง แต่การแพ้ท้องของผู้ชายไม่ได้เหมือนกับการแพ้ท้องของผู้หญิง เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว กายที่มาเกิดนั้นก็จะบีบความรู้สึกของบิดาให้เข้าไปหามารดาเพื่อประกอบธาตุธรรมให้ถูกส่วน เมื่อถึงจุดแล้ว กายที่มาเกิดนั้นก็จะเคลื่อนจากฐานที่ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ของบิดา เข้าสู่ฐานที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ของมารดา
พอถึงจุดตรงนี้ใจของบุตร จะเนื่องกับบิดาและมารดา เนื่องเป็นอันเดียวกัน และจะเกิดอาการอย่างหนึ่งก็คือ มีลักษณะคล้าย ๆ กับอาการตกศูนย์เหมือนกัน ในระหว่างที่บิดากับมารดากำลังประกอบธาตุธรรมให้ถูกส่วนอยู่นั่นเอง จะเกิดอาการที่เรียกว่าตกศูนย์จากกายทิพย์นั้น ธาตุธรรมจะตกศูนย์เกิดขึ้นมา หุ้มกายที่มาเกิดนั้นอีกทีก็คือดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ของกายที่มาเกิดนั่นแหละ ตกศูนย์ที่ศูนย์กลางกายของมารดา และเมื่อธาตุธรรมของบิดาและมารดาประกอบกันถูกส่วนแล้ว ที่อู่ของมดลูก ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ก็เคลื่อนเข้าไปสวมกับธาตุธรรมที่ผสมกันดีแล้ว
เมื่อธาตุธรรมในส่วนหยาบและส่วนละเอียดเนื่องถึงกัน ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ ทำหน้าที่อะไร ทำหน้าที่ดึงดูดให้ธาตุหยาบมารวมกัน ทำให้ธาตุต่าง ๆ ที่มาหล่อเลี้ยงกายนั้นเติบโตขึ้นมาเป็นก้อนเลือด เป็นก้อนเนื้อ เป็นปัญจสาขา แล้วเติบโตขึ้นมาเป็นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา
ด้วยหน้าที่ของดวงธรรมดวงนี้ที่มีหน้าที่ดึงดูดเอาธาตุหยาบ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ในส่วนหยาบให้มาประชุมรวมกัน ดังนั้นเราจะสังเกตไหมว่าสายที่ส่งอาหารที่มาหล่อเลี้ยงปรนเปรอกายของทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดาจึงมาจรดในระดับเดียวกับดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตั้งอยู่ ตามทันไหม นี่เป็นเรื่องลึกซึ้งทีเดียวว่าทำไมฐานที่ ๖ จึงจะต้องเป็นที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์
แต่จริง ๆ แล้วตั้งแต่ที่กายมนุษย์ปฏิสนธิวิญญาณมาตั้งขึ้น ฐานทั้ง ๗ นี้ยังไม่เกิดขึ้นในกายมนุษย์ ฐานทั้ง ๗ นั้นอายตนะทั้งหมดมันรวมศูนย์อยู่จุดเดียวกัน แต่ในขณะที่กายของทารกกำลังเติบโตขึ้นมาในครรภ์ของมารดา พร้อมกับการเติบโตของร่างกายที่มีปัญจสาขา มีอวัยวะน้อยใหญ่ ตรงจุดนั้นแหละที่ทำให้อายตนะต่าง ๆ เริ่มแยกออกจากศูนย์กลาง
ทำไมต้องแยกออกจากศูนย์กลาง ก็ด้วยอำนาจของอวิชชา สังโยชน์ทั้งหลายที่นอนเนื่องอยู่ในจิตใจของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทำให้ทุกอย่างมันเคลื่อนออกไปจากจุดศูนย์กลาง ตรงนี้ถ้าจะอธิบายมันเนื่องเกี่ยวกับเรื่องของปฏิจสมุปบาท ระบบการเวียนว่ายตายเกิดของมนุษย์ที่มีอวิชชาเป็นรากเลยทีเดียว
เมื่อมาถึง ณ จุดตรงนี้แล้ว ทำให้จริง ๆ แล้วทุกอย่างมารวมศูนย์ แต่เดิมที่กายและใจของมนุษย์นั้นเชื่อมต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เชื่อมต่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ด้วยอำนาจของอวิชชาและสังโยชน์ ที่ทำให้เกิดนิวรณ์ที่เป็นกิเลสในส่วนหยาบ ที่ทำให้กายและใจมันแยกออกจากกัน ทำให้เกิดเป็นฐานที่ ๗ ๖ ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ขึ้นมา และทำให้เกิดการเดินทางของใจที่ออกไปจากศูนย์กลางกายที่แท้จริง ออกไปตามทวารต่าง ๆ มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของมนุษย์บ้าง เมื่อเติบโตขึ้นมา
ตรงนี้แหละเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่เรียกว่า โดยธรรมดาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้เป็นจุดศูนย์รวมของอะไร เป็นจุดศูนย์รวมของบุญ ดวงบุญดวงบาปของมนุษย์ ก่อนที่มนุษย์จะมาเกิด ดวงบุญก็รวมจุดศูนย์กลางอยู่ในศูนย์กลางกายกำเนิดของมนุษย์ ของกายทิพย์ ตอนที่มันถอยออกมาแล้วตั้งกาย ตั้งกายเป็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตรงนี้
ดวงบุญและดวงบาปก็ซ้อนอยู่ในดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ใครที่มีบาปมาก ร่างกายออกมาก็พิกลพิการตามอัตภาพของบาปที่ได้เคยทำมา ใครที่บุญส่งผล ดวงบุญที่อยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ส่งผลทำให้เกิดมาแล้วมีลักษณะอาการครบ ๓๒ มีรูปร่างที่สมส่วนสง่างามอย่างนี้เป็นต้น ดังนั้น ดวงบุญที่อยู่ในศูนย์กลางของกายมนุษย์ที่สำคัญ ถ้าดวงธรรมดวงนี้ใส สว่าง ชีวิตของมนุษย์ก็รุ่งเรืองเพราะดวงบุญภายในนี้ทำหน้าที่
แต่ถ้าหากว่าดวงบาปทำหน้าที่ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ตรงนี้ก็เศร้าหมอง ตรงนี้เป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ว่า กายกับใจของมนุษย์มันแยกออกจากกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา ที่เกิดจากอำนาจของอวิชชาที่ทำให้มันแยกออกมา กลายเป็นฐานต่าง ๆ ดังนั้นฐานที่ ๖ จึงเป็นที่ตั้งของกาย ฐานที่ ๗ จึงเป็นที่ตั้งของดวงใจ
ถ้าเรามองไปด้วยธรรมจักขุของพระธรรมกาย เราจะเห็นว่าตรงศูนย์กลางกายฐานที่ ๖ กับฐานที่ ๗ นี่มันจะเป็นที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์อยู่ที่ฐานที่ ๖ แต่ตรงฐานที่ ๗ นี่จะเป็นที่ตั้งของเห็น จำ คิด รู้ ก็คือดวงใจของเรา เวลามันซ้อนกัน มันซ้อนเป็นยังไง ซ้อนเหลื่อม ๆ กัน ศูนย์กลางก็ห่างกันประมาณ ๒ นิ้วมือนะจ๊ะ ตรงนี้แหละเป็นจุดที่สำคัญที่เราจะต้องทำความเข้าใจว่า อย่างที่ว่าเวลาเราปฏิบัติธรรมแล้วเห็นดวงปฐมมรรค ก็คือการที่เราเอาใจมาวางไว้ที่ฐานที่ ๗ พอถึงจุด ๆ หนึ่งที่ใจของเราตกศูนย์ ลักษณะอาการที่ตกศูนย์นั่นแหละคือใจของเราตกศูนย์ไปที่ฐานที่ ๖ และดึงดูดเอาดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่ฐานที่ ๖ นี่ลอยขึ้นมารวมกับดวงใจ เห็น จำ คิด รู้ ของเราที่ฐานที่ ๗
เวลาเราเข้าถึงธรรม เราถึงเห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ลอยผุดมาซ้อนที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ก็เกิดเป็นดวงปฐมมรรคที่ใส สว่าง ถ้าหากว่าดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นี้ยังไม่ลอยซ้อนผุดขึ้นมา ซ้อนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเห็น จำ คิด รู้ ตรงกลางแล้ว
เราก็ไม่อาจที่จะสอดใจเข้าไปที่ฐานที่ ๗ ได้ การที่จะเข้าไปถึงกายภายในหรือพระธรรมกายก็ไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นตรงจุดนี้แหละเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อทีเดียว ที่สำคัญที่เรียกว่า เราจะต้องปฏิบัติธรรมจนใจของเรารวม จนตกศูนย์ทำให้ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ที่ฐานที่ ๖ ลอยซ้อนมารวมกับเห็น จำ คิด รู้ ของเราที่ฐานที่ ๗ จนเกิดเป็นดวงปฐมมรรค แล้วเราจึงสอดใจเข้าไปในกลางของกลางนั้น
โดยเหตุที่ทำไมดวงกายกับดวงใจมันถึงแยกออกจากกัน เมื่อสักครู่อธิบายไปแล้ว เพราะว่าอำนาจของกิเลส อวิชชาและสังโยชน์ นิวรณ์ต่าง ๆ ที่มันกางกั้น ทำให้กายกับใจมันแยกออกจากกัน ดังนั้นเราจะสังเกตว่ามนุษย์โดยทั่วไป ใจไม่อาจที่จะมีสติพอที่จะบังคับกายให้เป็นไปตามปรารถนาได้ ด้วยอำนาจของนิวรณ์ต่าง ๆ กิเลสต่าง ๆ วิชชาต่าง ๆ ที่มันร้อยไส้ อยู่ในไส้กลางของกลางตรงนี้
ดังนั้น ถ้าเราเห็นเส้นทางมาของบุญที่ไหลมาจากตรงกลางของกลางตัวของเรา โดยธรรมดาของหยาบ ๆ ถ้าเราเห็นทั่วไปในทางโลก ของเล็กจะซ้อนอยู่ในของใหญ่ แต่ถ้าของละเอียดภายใน กายภายใน ดวงธรรมภายใน ของใหญ่จะซ้อนอยู่ในกลางของเล็ก ดวงธรรมต่าง ๆ กายต่าง ๆ ยิ่งเข้าไปซ้อนอยู่ภายใน ยิ่งเป็นกายที่ใหญ่โตขึ้น ยิ่งเป็นดวงธรรมที่ใหญ่โตขึ้น
ดังนั้นเส้นทางมาของบุญ เวลาบุญไหลมา ไหลมาจากไหนเอ่ย ไหลมาจากพระนิพพาน เวลาพระนิพพานท่านสอดละเอียดมา เราบอกแล้วว่ามนุษย์เป็นเหมือนหุ่นที่ให้บุญและบาปเชิด กระแสบุญจากพระนิพพานที่เวลาไหลผ่านมาจรดในศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุก ๆ คน ไม่ได้ว่าไหลผ่านมาจากฟากฟ้าแต่อย่างใด แต่ว่าเป็นอายตนะที่ละเอียดที่เท่ากัน เหมือนคลื่นส่งคลื่นรับที่ตรงกัน คล้าย ๆ กับสถานีส่งวิทยุกับเครื่องรับวิทยุที่พวกเราแต่ละคนก็มีคนละเครื่อง อยู่ที่ศูนย์กลางกาย อายตนะในการรับส่งตรงนี้ก็มีอยู่ และเป็นอย่างไรคงไม่ต้องอธิบาย เมื่อเราเข้าถึงพระธรรมกาย เดี๋ยวจะไปรู้เห็นว่าเป็นอย่างไร แต่ให้รู้ว่าบุญเวลาไหลผ่านมาที่ศูนย์กลางกาย มันจะไหลผ่านมาทีเดียว ติดในแต่ละกายของเรา
เวลาติดก็ต้องติดในกลางกายที่ส่วนละเอียดของเราก่อน ตั้งแต่กายธรรมพระอรหัต ไหลผ่านมาถึงกายที่หยาบออกมาเรื่อย ๆ ติดอยู่ในศูนย์กลางกายของกายธรรมพระอนาคา กายธรรมพระสกทาคามี กายธรรมพระโสดา กายธรรมโคตรภู กายธรรมอรูปพรหม กายรูปพรหม กายทิพย์ จนมาจรดศูนย์กลางกายของมนุษย์
เห็นไหมว่าเส้นทางของบุญที่เวลาไหลผ่านมาที่ปุญญาภิสันทา คือท่อธารแห่งบุญนั้น ไหลจรดมามันมีเส้นทางมาไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ นะว่ากว่าบุญจะมาถึง ดังนั้น โดยธรรมดากายที่อยู่ในภพของมนุษย์ทุก ๆ คน จะมีกิเลสที่บังคับร้อยรัดอยู่ มันเหมือนอะไร เหมือนท่อน้ำที่ตรงปลายทาง เมื่อท่อน้ำผ่านเข้ามาสู่ในภพแล้ว มันจะมีอะไรที่มันเกรอะกรังอยู่ ตันอุดท่อ โดยเฉพาะเวลาที่มาจรด ณ ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์แล้ว ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์มันเต็มไปด้วยของสกปรกเยอะแยะเลย กิเลสนิวรณ์ ของสกปรกลามกมันเต็มไปหมด เหมือนอะไร เหมือนของสกปรกที่มันอุดตันท่อ ทำให้กระแสบุญนั้นไหลมาได้ไม่เต็มที่ มันบังคับกันไปเป็นชั้น ๆ แต่หลวงพี่คงจะไม่อธิบายว่าบังคับเป็นชั้น ๆ อย่างไร ในแต่ละกาย เพียงแต่ว่าให้พวกเราเห็นภาพคร่าว ๆ เพียงเท่านี้ก่อน
ลักษณะการไหลของบุญมาที่ศูนย์กลางกายของมนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้ ถ้าพวกเราเข้าถึงพระธรรมกายก็จะเห็นแจ้งด้วยตัวของเราเองว่ามันเป็นอย่างนี้ และตรงนี้สำคัญ เพราะเวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์ หรือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ ท่านคุมบุญให้กับพวกเรา การที่บุญจะมาจรดส่งผลในศูนย์กลางกายของกายมนุษย์นั้น จะมีสิ่งที่เป็นเหตุทำให้บุญนั้นถูกรอน ถูกตัด ถูกปัด ถูกปิด ทำให้ส่งผลได้อย่างไม่เต็มที่ เวลาบุญส่งผลมันก็ยืดและให้ผลช้าออกไปอย่างนั้น
ใครเป็นต้นเหตุ ก็ไม่ต้องพูดถึง พวกเรารู้กันดีว่าใคร พอถึง ณ จุดตรงนี้แล้ว เรารู้แล้วโดยเฉพาะตรงศูนย์กลางกายของมนุษย์โดยทั่วไปเป็นยังไง เวลาบุญจะมาจรดที่ศูนย์กลางกาย แล้วจะติดในกลางกายของมนุษย์ เวลาจะส่งผล ดวงบุญนั้นต้องติดที่ไหน ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ แต่เป็นยังไง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ก็ถูกจับแยกกับดวงใจเสียแล้ว เวลาที่ท่อบุญมาจรดที่ศูนย์กลางกายของฐานที่ ๗ กว่าจะไปจรดติดเป็นดวงบุญอยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ เห็นไหมว่ามันมีจุดเหลื่อมช่องว่างที่ทำให้ถูกย่อยแยก หรือหกไปได้เยอะแยะเลย โดยเฉพาะเวลาที่จะมาติดในศูนย์กลางกายของมนุษย์ ตรงนี้มันเป็นอย่างนี้กันทุกคน
แต่ถ้าใครเวลาปฏิบัติธรรม เข้าถึงพระธรรมกายภายใน เข้าถึงดวงปฐมมรรคเป็นอย่างน้อย พวกนี้เวลาได้บุญ บุญมาจรดที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ บุญจะไหลไปติดในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์อย่างเต็มที่ เพราะว่าอะไร เพราะว่าใจมันตกศูนย์แล้ว ดวงขึ้นมาแล้ว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับดวงธรรม ซึ่งทำให้เป็นกายมนุษย์ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์มันลอยซ้อนขึ้นมาสนิทกับศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ กับเห็น จำ คิด รู้ ที่ฐานที่ ๗ แล้ว เพราะฉะนั้นบุญที่ไหลมาเป็นยังไง ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย หกหล่นได้น้อย
แต่พวกเราโดยทั่ว ๆ ไปเป็นยังไง หกเพียบ หกเยอะแยะ หกอย่างน่าเสียดาย หกทีเป็นฟ้าครอบ เวลาเราทำบุญ หกไปเยอะเลย เพราะมีเหตุที่ซับซ้อนมากกว่านี้ หลวงพี่เล่าเพียงแค่นี้พอ
ดังนั้น เวลาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านคุมบุญให้กับพวกเรา ท่านมาแก้ให้พวกเราตรงนี้แหละ แก้ยังไง ท่านก็ทำวิชชาธรรมกายของท่าน อาราธนาพระธรรมกายของพระพุทธเจ้า นิพพานท่านลงคุมให้กับพวกเราทุก ๆ คน เอาพวกเรามาซ้อน มากลั่น มาแก้ แยกธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ให้สะอาด แล้วคุมบุญให้ไปจรดติดแน่นที่ศูนย์กลางกายของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ของพวกเราทุก ๆ คน เพื่อจะได้เป็นบุญเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะตรงนี้สำคัญมากในการที่จะเป็นดวงบุญที่ส่งผลไปข้ามชาติ
เพราะดวงบุญที่เราสร้างไว้แล้วในภพมนุษย์ติดที่ในศูนย์กลางกายของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แล้ว เวลาส่งผลนั้นเป็นอย่างไร เวลากายของเราแตกดับไปแล้ว ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์แตกดับไปแล้ว ดวงบุญในกลางดวงธรรมที่ทำให้กายมนุษย์ไม่ได้หายไป มันจะกลับไปรวมกับกายต่าง ๆ เวลานำตัวของเราไปเกิด จะกลับไปรวมกับกายทิพย์ เวลาเราไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ตรงนี้แหละสำคัญ
ดังนั้นการที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านคุมบุญให้กับพวกเรานะ บอกให้เลยนะเป็นบุญลาภอันมหาศาลของพวกเราที่มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้มาทำบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านคุมบุญให้กับพวกเรา ดังนั้นทุก ๆ ครั้งที่เราร่วมถวายปัจจัยสร้างบุญต่าง ๆ ให้รู้เถอะว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ
วันนี้หลวงพี่มาเวลา ๓ โมง ยังเห็นพวกเรามากันไม่พร้อม ๆ กันเลยนะจ๊ะ ทยอยกันมา ตรงนี้ถือว่าเสีย Discipline แปลว่า เสียระเบียบวินัยของนักสร้างบารมี ที่จริงแม่ทัพมา ลูกทัพจะต้องเป็นยังไง พูดพร้อมกัน ข้างหลังไม่พูดกัน ควรจะทำยังไงจ๊ะ ไหนดัง ๆ ซิ ควรจะต้อง พร้อมกัน ไม่ใช่ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อมานั่งก่อน ขออภัย สรุปท้ายไม่น่ามาดุพวกเราเลยนะ
อยากจะให้พวกเรารู้จริง ๆ ว่าการที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านลงเมตตามารับปัจจัยให้พวกเรา เราดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่มี ให้พวกเราได้ถวายอยู่หลาย ๆ ครั้ง แต่ละครั้งอย่าดูเบานะ หลวงพี่ขอบอกว่าอย่าดูเบา ให้ตระหนักถึงความเมตตาของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมาก ๆ เลย ขอให้พวกเรามาประชุมพร้อม ๆ กัน เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านอาราธนาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ อาราธนาคุณยายอาจารย์ของเราคุมบุญให้
คุณยายอาจารย์ของเราเวลาคุมบุญให้ไม่ต้องพูดกันแหละ แม้ปัจจุบันนี้ท่านอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต กำลังปฏิบัติธรรมทำวิชชาธรรมกายอยู่ทุกอนุวินาทีกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำที่วิมานของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทำวิชชากันอย่างเต็มที่ คุมบุญให้กับพวกเรา ที่จะส่งผังให้พวกเราทำงานทุกอย่างให้สำเร็จ โดยเฉพาะในการขยายวิชชาธรรมกายไปทั่วโลก โดยการที่ให้ทุก ๆ คนในโลกนี้เข้าถึงพระธรรมกาย ตรงนี้แหละท่านพยายามกลั่นแก้ไขสิ่งนี้อยู่ตลอดเวลา โดยใจของท่านมุ่งไปถึงที่สุดเป็นเป้าหมาย พยายามที่จะพุ่งไปถึงต้นเหตุที่ไม่มีต้นต่อไปของพญามาร
ดังนั้นให้เรารู้และตระหนักถึงคุณค่าว่าพวกเราได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อผู้เป็นสองไม่มีสาม มาเจอคุณยายอาจารย์ผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง ดังนั้นพระคุณของท่านมากล้นเกินพรรณนาเหลือเกิน ความรู้วิชชาธรรมกายที่คุณยายท่านเรียนมาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านพูดเสมอว่าถ้าจะเขียนเป็นตำรับตำราเป็นหนังสือแล้ว ใส่ในห้องสมุดวัดปากน้ำ ก็เขียนได้ไม่หมด ถ้าจะเอากระดาษที่มีขนาดเท่ากับวัดพระธรรมกายมาเขียนความรู้ของท่าน ก็เขียนได้ไม่หมด ความรู้ของท่านมีมากมายมหาศาล โดยเฉพาะความรู้เหล่านั้นท่านถ่ายทอดให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของพวกเราหมดแล้ว ผู้เป็นสองไม่มีสาม เป็นผู้นำหนึ่งในสองท่านเท่านั้นที่จะพาพวกเราไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรมนะจ๊ะ
ดังนั้นก็ขอให้พวกเราได้ตระหนักถึงคุณค่าของการที่เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้มาพบกับวิชชาธรรมกาย อันเป็นแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาเป็นความรู้อันยิ่งใหญ่ที่จะปลดเปลื้องทุกข์ของมวลมนุษยชาติให้พ้นจากกรอบวิชชา จากการเป็นบ่าวเป็นทาสของพญามาร ดังนั้นเมื่อเรามาถึง ณ จุดตรงนี้แล้ว จะต้องรักษาโชค รักษาบุญของเราตรงนี้ไว้ให้ดี ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในหน้าที่ที่พวกเราพึงจะทำ สนับสนุนอย่างใดอย่างหนึ่งให้เต็มที่ เอาชีวิตเป็นเดิมพันให้สมกับที่เราเกิดมาสร้างบารมี เป็นลูกของหลวงพ่อ เป็นหลานของคุณยาย เป็นนักศึกษาวิชชาธรรมกาย ผู้มีเป้าหมายไปให้ถึงที่สุดแห่งธรรม ดังนั้นให้พวกเราตรึกระลึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย และคุณยายอาจารย์ไปพร้อม ๆ กันที่ศูนย์กลางกายในโอกาสต่อไป
เดี๋ยวพวกเรานั่งหลับตาไปพร้อม ๆ กันนะ ทุก ๆ คนนะ ให้เรารวมใจหยุด รวมใจนิ่ง ปล่อยใจไปตรงกลางของกลาง เรารู้แล้วว่าความสำคัญของบุญมีความสำคัญอย่างไร มนุษย์เป็นเหมือนหุ่น ที่ให้บุญและบาปเชิด ในกลางตัวของเราเหมือนกับเป็นเก้าอี้ดนตรีที่มีเก้าอี้ตัวเดียว ถ้าเราปล่อยให้บาปมานั่ง เราก็จะเป็นไปตามอำนาจของพญามาร ถ้าเราให้บุญนั่ง เราก็จะเป็นไปตามอำนาจของบุญกุศลของฝ่ายพระนิพพาน
ดังนั้นให้เรารู้เถอะว่าบุญเท่านั้นแหละ ที่เป็นความสำคัญ เป็นธาตุธรรมสำเร็จ ธาตุสำเร็จที่มีหน้าที่มากลั่นกาย วาจา ใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องใส วันนี้เราได้มาร่วมบุญกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ได้มาสร้างบุญใหญ่พร้อม ๆ กัน ถวายปัจจัยในการสร้างลานแก้วรอบมหาธรรมกายเจดีย์ จุดที่จะเป็นศูนย์กลางของมวลมนุษยชาติ ในการขยายสันติสุขภายในอันเกิดจากการเข้าถึงพระธรรมกายไป ให้เรานึกถึงบุญตรงนี้ให้ดี นึกถึงโชค นึกถึงบุญลาภอันยิ่งใหญ่ที่เราได้มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้มาเจอคุณยาย ได้มาเจอพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย
ทั้ง ๓ ท่านนี้ ท่านเมตตาคุมบุญให้กับพวกเรา ทำให้บุญของเราติดเป็นบุญพิเศษอันมหาศาลที่ศูนย์กลางกายทีเดียว เป็นบุญพิเศษ เป็นบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ติดอยู่ในกลางของกลาง ที่เราจะต้องหมั่นตรึก หมั่นระลึกถึงดวงบุญดวงนี้ให้มั่นคงแล้วก็สม่ำเสมอ แล้วให้มั่นใจ มั่นคง ในวิชชาธรรมกายว่าวิชชาธรรมกายเป็นวิชชาเดียว ที่เป็นทั้งหมดของมนุษยชาติและธาตุธรรม เป็นความรู้อันยิ่งใหญ่มหาศาลที่มีเส้นรอบวงเป็นอนันต์ ที่ขอบเขตของวิชชาธรรมกายนั้นเต็มธาตุเต็มธรรม ตราบใดที่ยังมีธาตุมีธรรม เห็น จำ คิด รู้ มีกุศล มีอกุศล มีอัพยากฤต นั่นแหละก็คือความกว้างไกลของวิชชาธรรมกายที่จะสอดส่องไปถึง
เพราะฉะนั้นให้เรามุ่งที่จะเอาใจของเรามาจรดที่ศูนย์กลางกาย เพราะว่าศูนย์กลางกายเท่านั้นที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างตัวของเรากับฝ่ายบุญ ตัวของเรากับพระนิพพาน ตัวของเราก็ฝ่ายบุญล้วน ๆ พระนิพพานที่อยู่ที่ศูนย์กลางกายของเราที่จะสอดละเอียดลงมา ดังนั้นถ้าหากเราเอาใจออกไปนอกกลาง เราก็จะตกอยู่ในอำนาจของพญามาร เราเอาใจของเรามาหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางของกลางกาย เราก็จะสามารถไปถึงจุดหมายปลายทางคือพระธรรมกาย สามารถศึกษาวิชชาธรรมกายและไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้
ดังนั้นให้พวกเราทุก ๆ คนได้ตรึกระลึกถึงกุศลตรงนี้ ความโชคดีตรงนี้ของเรา และเอาใจจรดลงไปที่ศูนย์กลางกาย ปล่อยใจหยุดในหยุด หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งในนิ่ง ให้ใส สว่าง ใส สว่าง นิ่งไปตรงกลางของกลาง หยุดนิ่งนึกถึงดวงบุญที่กลางกายของเรา ขยายดวงบุญให้ครอบคลุมตัวของเรา ปล่อยกายของเราไปนั่งอยู่ในกลางดวงบุญ ให้กายของเราแช่อิ่มอยู่ในกระแสบุญ ใจของเราแช่อิ่มอยู่ในกระแสบุญ ให้กระแสบุญหุ้ม เคลือบ เอิบอาบ ซึมซาบเข้าไปในกาย ในใจ ในธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ของเราให้เต็มที่ ให้เอิบอาบ อิ่ม เหมือนผลไม้ที่แช่อิ่ม ที่รสของน้ำตาลซึมเข้าไปในทุกอณู ทุกอนุปรมาณู บุญก็แทรกซึม กลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวไปทุกอณู ทุกอนุปรมาณูของกายใจของเรา ให้เราเอาใจมาหยุดนิ่งตรงกลางของกลางนั้น
ตรึกระลึกถึงครูบาอาจารย์ของเราทั้ง ๓ ท่าน คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายอาจารย์ทั้ง ๒ ท่าน ที่ท่านกำลังคุมบุญให้กับพวกเราอยู่ที่สวรรค์ชั้นดุสิต นึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ที่ท่านเองได้เมตตาเป็นเนื้อนาบุญให้กับพวกเรา ท่านเป็นผู้นำในการสร้างบารมีอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา ซึ่งพวกเราก็ซาบซึ้งตระหนักถึงพระคุณของท่านตลอดมา ให้เราหยุดนิ่งในกลางของกลางกายของครูบาอาจารย์ของเราทั้ง ๓ ท่านนั้น หยุดในหยุด นิ่งในนิ่ง นิ่งในนิ่ง ลงไปในกลางของกลางนั้นพร้อม ๆ กัน (สัพเพฯ)
*********************************** จบ ***********************************