ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คิดอย่างไรจึงกล้าบอกบุญ

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งนับพระองค์ไม่ถ้วน กราบนมัสการพระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร และสาธุชนทุกท่าน (สาธุ) ให้พวกเรานั่งตามสบายนะ หลวงพี่มีเรื่องมาเล่าให้พวกเราฟัง สมัยก่อนหลวงพี่ได้รับความเมตตาจากคุณยายอย่างมากหลาย ๆ เรื่อง และทั้งจากการได้เห็นต้นแบบของคุณยาย แล้วก็คำสอนของคุณยายบ้าง แล้วก็เคยได้รับความเมตตาหลายอย่างซึ่งก็อาจจะน้อยนิดกับคุณธรรมของคุณยาย หรือสิ่งที่คุณยายมีมากมาย เพราะหลวงพี่มาทีหลัง เป็นผู้มาใหม่อยู่ สิ่งหนึ่งที่หลวงพี่เคยได้รับคำสอนจากคุณยายก็คือ ตอนนั้นหลวงพี่ต้องออกทำหน้าที่เป็นผู้นำบุญคล้าย ๆ เหมือนพวกเราบางท่าน ต้องทำหน้าที่ไปบอกข่าวบุญบ้าง ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรบ้าง สมัยนั้น ยังเป็นอุบาสก เป็นผู้ใหม่ในธรรมอยู่ บางครั้งเจอบุคคลที่เห็นด้วยบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง หรือเฉย ๆ บ้าง หลวงพี่ก็มาถามคุณยายว่า ทำยังไง ผมจะกล้าไปบอกบุญเขาครับ คุณยายท่านก็พูดง่าย ๆ ท่านก็บอกว่าให้คุณคิดอย่างนี้ซิ คือ ให้คิดว่าเราไปบอกบุญเขานี่ เงินไม่ได้เข้ากระเป๋าเราเลย แต่ว่าเราไปช่วยเขา ให้เขาได้มีเสบียง ได้เปลี่ยนจากโลกียทรัพย์ให้เป็นอริยทรัพย์ติดตัวเขาไป เปลี่ยนจากทรัพย์หยาบให้เป็นทรัพย์ละเอียด ให้คุณคิดอย่างนี้ คือถ้าให้เราเปลี่ยนความคิดให้ถูกต้องเท่านั้นเองว่าเราไม่ได้ไปขอเขาเลย แต่เรากลับไปช่วยเขา ไปรักษาสมบัติเขา ข้ามภพข้ามชาตินั่นเอง เหมือนกับบัณฑิตในกาลก่อน ที่ท่านยากจน ท่านก็คิดอย่างนี้นะว่า ข้าวปลาอาหารของท่าน ก็เพียงแต่ช่วยชีวิตในอัตภาพแค่วันนี้หรือคืนนี้เอง คือข้าวปลาอาหารที่ท่านจะกิน แต่ท่านคิดว่าถ้าเกิดได้ ถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นนี่ ท่านคิดว่าอาหารมื้อนี้จะรักษาตัวท่านเองเป็นโกฏิแห่งชาติทีเดียว ใช้คำว่าโกฏิแห่งชาติก็คือ ๑๐ ล้านชาติทีเดียว หรือพูดง่าย ๆ ก็หลายภพหลายชาติทีเดียว การให้ทานเพียงครั้งเดียว แต่ว่ารักษาเราตั้งหลายภพหลายชาติ นี่บัณฑิตเขาจะคิดกันอย่างนี้ เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราได้คิดอย่างนี้บ้างเหมือนกัน คิดเหมือนบัณฑิตในกาลก่อน เพราะได้ชื่อว่าการทำทานรักษาศีล หรือเจริญภาวนาแล้ว ก็ขอให้พวกเราได้ทำกัน เพราะสิ่งนี้จะติดตัวพวกเราไปนับภพนับชาติทีเดียว คือไม่ถ้วนทีเดียว เป็นสิ่งที่ติดตัวเราไป เป็นวิบากกรรมฝ่ายดีนี่เองที่จะติดตัวเราไป หลวงพี่ก็มีเรื่องเล่าในสมัยพุทธกาล ก็คือขยายความเรื่องนี้เองว่าการให้ทานดีจริง และเราควรให้ อย่างในสมัยพุทธกาลก่อนโน้น พระอนุรุทธท่านก็เป็นคนขัดสน พูดง่าย ๆ คือเป็นคนจนนั่นเอง คนลำบากยากจน เป็นคนตัดหญ้า รับใช้เศรษฐีท่านหนึ่ง วันหนึ่งท่านก็ได้พบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ซึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตรวจในที่ว่าคนขัดสนยากจนคนนี้จะมีศรัทธา แล้วก็จะถวายทานกับท่าน พระปัจเจกพุทธเจ้าก็เลยเหาะมา แล้วก็ให้ชายคนนี้เห็น ชายขัดสนคนนี้ก็เกิดความศรัทธา ก็เลยได้ถวายภัตตาหารแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วก็ตั้งความปรารถนาเลยว่า ขึ้นชื่อว่าความขัดสน ความยากจนอย่าได้เจอเลย คำว่าไม่มี ก็อย่าได้เจอเลย ขอให้เจอสิ่งที่มีไปทุกภพทุกชาติ กระทั่งเราเข้าสู่พระนิพพาน ด้วยบุญที่ท่านได้ถวายทานในครั้งนั้น ท่านก็ได้รับผลบุญ เกิดมาเป็นพระอนุรุทธ เกิดมามีสมบัติเป็นถึงลูกกษัตริย์ทีเดียว จากเป็นคนขัดสนธรรมดา แต่ด้วยทานกุศลที่ท่านทำถูกเนื้อนาบุญนี่เอง เพราะฉะนั้นเราเองก็เช่นเดียวกัน ก็ขอให้เราหมั่นสั่งสมบุญเอาไว้ ขึ้นชื่อว่าบุญแล้วเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าก็สอนเสมอว่าให้เราได้มีความพอใจ ชอบใจในการสั่งสมบุญ เพราะว่าการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ หลวงพี่ก็เล่าต่อจากเรื่องพระเจ้าอนุรุทธ พอท่านเป็นลูกกษัตริย์แล้ว ในสมัยที่ท่านยังเด็กอยู่นั่นเอง ท่านก็เล่นขลุกกับลูกกษัตริย์องค์อื่น แล้วก็มีการเสียคะแนนกัน ท่านเล่นแพ้ตั้งหลายครั้ง จนเสียขนมตั้งหลายครั้งทีเดียว จนกระทั่งครั้งที่ ๔ ก็ส่งให้คนรับใช้ไปขอขนมจากพระมารดาอีก คราวนี้พระมารดาก็อยากจะสอนลูกชายตัวเอง ก็เลยให้คนรับใช้ถือถาดเปล่าไป แล้วก็เอาฝาถาดอีกอันหนึ่งคลุมไว้ ก็คือไม่มีขนมนั่นเอง แต่ด้วยบุญของพระเจ้าอนุรุทธซึ่งในสมัยก่อนท่านได้ทำบุญเอาไว้ แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่าคำว่าไม่มี อย่าได้เจอเลย คำว่าขัดสนอย่าได้เจอนั่นเอง ด้วยอานุภาพของบุญในชาตินั้น ก็ส่งผลมาในชาตินี้ ทำให้เทวดาทั้งเมือง ต้องช่วยกันทำปาฏิหาริย์ให้ขนมมันมีขึ้น แล้วก็เป็นขนมทิพย์ทีเดียว พอคนรับใช้นำถาดให้แล้ว พอเปิดขึ้นมากลิ่นขนมก็หอมไปทั่วเลย พอลูกกษัตริย์ได้ลองชิมดู รสก็อร่อยมากทีเดียว มันคล้ายมันซาบซ่านไปทั่วร่างกาย ท่านก็เลยมีความรู้สึกว่ามารดานี่ไม่รักท่านเลย ทำไมมารดาจึงไม่เคยทำขนมนี้มาให้กินเลย ก็เลยกลับไปพระราชวังก็ถามว่าเสด็จแม่รักลูกไหม พระมารดาก็ตอบว่าเรารักเธอนั้นมากกว่าดวงตาทีเดียว รักมากกว่าดวงใจทีเดียว แล้วพระอนุรุทธถามว่าทำไมไม่เคยทอดขนมไม่มีให้กินเลย พระมารดาก็ถามคนรับใช้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือ คนรับใช้ก็บอกว่าพอเปิดถาดขึ้นมาก็มีขนมขึ้นมา แล้วขนมทิพย์นั้นก็เกิดขึ้นมาเอง มารดาก็ทราบทันทีว่าเพราะบุญจากการที่พระอนุรุทธท่านทำไว้นี่เอง เราจะเห็นแล้วว่าเรื่องวิบากกรรม เป็นสิ่งที่มีจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เสมอว่ามีจริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่จะติดตัวเราไปด้วยนั่นเอง ครั้งหนึ่งมีกษัตริย์ ๓ องค์ท่านนั่งคุยกัน คนแรกก็บอกว่าข้าวเกิดที่ไหน ก็ถามกันก่อน องค์แรกก็บอกว่าข้าวนี่เกิดที่ฉาง เพราะตัวเองเห็นแค่นั้นว่าข้าวเกิดที่ฉาง องค์ที่ ๒ บอกว่าข้าวนี่เกิดที่หม้อข้าว เพราะเห็นเขาตักข้าวจากหม้อข้าว ทีนี้มาถึงพระอนุรุทธ ก็บอกว่าข้าวนี้เกิดที่จาน เพราะว่าตัวเองก็เห็นแค่จานเอง เขาตักให้ที่จาน เนื่องจากตัวเองมีบุญมากนั่นเอง คือไม่รู้ว่าข้าวเกิดจากไหนทีเดียว เราจะเห็นแล้วว่าคนเราพอสั่งสมบุญไปแล้วมันก็ติดตัวไปอย่างนี้ แล้วก็จะส่งผลไปตลอดทีเดียว จนกระทั่งที่เราทำไว้นั่นเอง แล้วก็เมื่อพระเจ้าอนุรุทธท่านได้อุปสมบทแล้ว คือได้บวชแล้วก็ได้บรรลุธรรม เข้าถึงธรรมกาย แล้วก็สามารถมีตาทิพย์ได้ เป็นเลิศทางตาทิพย์ รู้การจุติ การดับ การเกิดของสัตว์โลกทั้งหลาย ท่านก็เข้าที่พระธรรมกายระลึกชาติไป ท่านก็เห็นในที่ว่าแต่ก่อนท่านเป็นคนขัดสน เป็นคนยากจน เป็นคนตัดหญ้า เป็นลูกจ้างของเศรษฐีท่านหนึ่ง ทีนี้ เศรษฐีนี้ท่านไปเกิดที่ไหน ท่านก็ระลึกไปดู คืออยากจะตอบแทนพระคุณแล้วก็อยากเป็นกัลยาณมิตรให้นั่นเอง เพราะได้เคยสร้างบุญด้วยกันมา ท่านก็เห็นในที่ว่าเศรษฐีในชาตินั้นก็เกิดมาเป็นลูกของครอบครัวหนึ่ง เป็นลูกคนเล็ก คือครอบครัวนี้ก็มีลูกอยู่ ๒ คน เป็นผู้ชายทั้งคู่เลย คนโต คนเล็ก แต่ว่าเศรษฐีเกิดเป็นลูกชายคนเล็ก พระอนุรุทธท่านก็หยุดนิ่งไปอีก คือทำสมาธิ ระลึกชาติต่อไปอีก ก็คือดูอนาคตนั่นเอง ถ้าเกิดเราไปโปรดจะมีผลดีต่อเศรษฐีในอดีตชาตินั้นไหม ที่มาเกิดในชาตินี้ว่าจะมีประโยชน์ไหม ก็เห็นในที่ว่าเศรษฐีในชาตินั้นที่มาเกิดเป็นบุตรในชาตินี้คนเล็ก ก็จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ พระอนุรุทธท่านก็เลยเข้าสมาธิ แล้วเหาะไปยังเมืองที่ครอบครัวของท่านอยู่นั่นเอง พอดีครอบครัวนี้ก็มีศรัทธาพุทธศาสนา เมื่อได้เห็นพระอนุรุทธก็เลยรับเป็นเจ้าภาพภัตตาหาร แล้วพระอนุรุทธก็อยู่จำพรรษามาถึง ๓ เดือนทีเดียว เมื่ออยู่ครบ ๓ เดือนแล้ว เจ้าของบ้านเขาก็ถวายผ้าไตร พระอนุรุทธท่านก็บอกว่าท่านไม่มีความจำเป็นต้องใช้ผ้านี้ ผ้ามีอยู่แล้ว แต่ท่านขาดสามเณรที่จะคอยอุปฐากรับใช้ท่าน เจ้าของบ้านคนนั้นก็บอกว่าเขามีลูกชาย ๒ คน ให้คนโตไหม พระอนุรุทธบอกว่าความต้องการที่คนโตไม่มี ต้องการคนเล็กมากกว่า ก็เลยมอบคนเล็กให้ แล้วคนเล็กก็ได้บวช แล้วก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ เราจะเห็นว่าการที่เราเวียนว่ายตายเกิด และการทำหน้าที่กัลยาณมิตร ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ชาติก่อนนี่เราเคยสร้างบารมีกับใครมา มาชาตินี้เราก็มาเป็นกัลยาณมิตรกันต่อจนกระทั่งจูงมือกันมาถึงฝั่งพระนิพพานได้ เพราะการทำหน้าที่กัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่ดี และพวกเราก็ต้องทำกันต่อไป แม้กระทั่งการไปบอกข่าวบุญก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะสิ่งนี้ก็เป็นการได้สร้างกัลยาณมิตรให้แก่ตัวเอง และเป็นการช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วย ให้พ้นจากความทุกข์ ไปสู่ฝั่งพระนิพพานได้ เราจะเห็นแล้วว่าการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และการได้มีกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งเลย ที่ทำให้เราพ้นจากความทุกข์ไปได้ เพราะในการไปบอกข่าวบุญ หรือการที่พวกเราต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำบุญก็ตาม ขอให้เราได้นำคำสอนของคุณยายไปใช้ให้เราได้มีความคิดที่ถูกต้อง มองให้แจ่มแจ้งและเห็นจริงว่าเราไปช่วยเขาจริง ๆ ไม่ได้ไปขอเขา แล้วก็เป็นการรักษาสมบัติเขานั่นเอง และก็ยังมีตัวอย่างอีกมากมายในพุทธศาสนาที่เราจะเห็นว่าคนจนพอให้ทานแล้ว ก็เป็นเศรษฐีได้ แม้แต่ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องหนึ่ง เรื่องของสุขสามเณร เป็นสามเณรที่แต่ก่อนท่านก็เป็นคนยากจนเหมือนกัน ก็ลองมาฟังเรื่องท่านดู ในสมัยพุทธกาลก่อนโน้น ก็มีลูกเศรษฐีอยู่คนหนึ่ง พ่อแม่เศรษฐีตาย ทีนี้คนดูแลสมบัติก็เปิดท้องพระคลังให้ดู คือเปิดสมบัติให้ดูว่ามีเท่าไหร่ ก็เห็นเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ก็ถามคนดูแลว่าเอ๊ะ คนตายเขาไม่เอาไปด้วยหรือ สมบัตินี้ คนที่รักษาสมบัติก็บอกว่า คนที่ตายไปแล้วเขาไม่เอาไปด้วยหรอก ก็มีแต่บุญกับบาปที่เอาไปนั่นเอง ทีนี้ เศรษฐีท่านนี้ ท่านก็ขาดกัลยาณมิตร คือยังขาดผู้ที่จะไปชี้หนทางสว่างให้ท่าน ท่านคิดว่าเราจะใช้สมบัตินี่เอง แต่คงใช้เพียงชาตินี้ ท่านก็เลยคิดว่าท่านจะใช้ให้เต็มที่เลย ท่านก็เลยสร้างที่กินอาหาร ที่อาบน้ำ ที่พักต่าง ๆ ให้ใหญ่โต ให้มโหฬารทีเดียว ก็สร้างให้เต็มที่เลย จะกินทีก็มีอาหารอย่างดีเลยอย่างนี้ แล้วก็คล้าย ๆ มีนางรำด้วยมาอยู่ข้าง ๆ หลาย ๆ อย่าง ก็ต้องตีฆ้องร้องป่าวไปด้วยให้คนเขามาดูอย่างนี้ว่าตัวเองกินอาหารยังไง เพราะกินแบบว่ามีลีลาอย่างนี้ คือกินมโหฬารทีเดียว ก็เลยตีฆ้องร้องป่าวไป พอดีวันนั้นก็มีคนตัดฟืนอยู่ แล้วคนตัดฟืนก็ชวนเพื่อนที่ตัดฟืนด้วยกัน ก็ตัดฟืนในป่าแล้วก็ออกมา พอดีได้ยินเสียงฆ้องร้องป่าวของเศรษฐีสั่งไว้ว่าก่อนจะกินข้าวนี่ก็ให้ตีฆ้องร้องป่าวให้คนมาดูที่กำลังกินข้าวอย่างนี้ ทีนี้คนตัดฟืนก็ชวนเพื่อนว่าไปดูกันไหม เอ้า ไปดูด้วยกัน ทีนี้ เพื่อนก็ไปดู แต่เนื่องจากว่าขาดการสำรวม คือไม่ได้สำรวมอินทรีย์ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เลยทำให้มีความทุกข์ใจได้ คือบางอย่างความทุกข์นั่นเกิดจากการขาดความสำรวมเหมือนกัน ถ้าเกิดเราเห็นตา ใช้ตามองสิ่งที่ไม่ดีอย่างนี้ บางครั้งจิตใจเราก็ขุ่นมัว เศร้าหมองได้เหมือนกัน เพราะในการสำรวมอินทรีย์ก็จะช่วยให้พวกเราสามารถพ้นจากความทุกข์บางอย่างได้ เพราะว่าคนเรายังไม่หมดกิเลสอาสวะ เพราะการสำรวมอินทรีย์ก็จะช่วยได้บ้าง เพื่อนของนายตัดฟืนคนนี้ก็เหมือนกัน ขาดการสำรวมนั่นเอง พอได้กลิ่นที่ อาหารที่เศรษฐีกำลังกินเท่านั้นเอง ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าอยากจะกินอาหารนั้นบ้าง บอกกับเพื่อนตัดฟืนว่าเราอยากกินอาหารนี้จังเลย เพื่อนเขาบอกว่ากินไม่ได้หรอก เพราะเราเป็นคนจน อาหารมันตั้งหลายตังก์ทีเดียว กินได้ไง ก็บอกว่าถ้าไม่ได้กิน เราก็จะต้องตายแหละ เราไม่กินเรายอมตาย ทีนี้เพื่อนก็ไม่รู้จะทำไง เลยต้องร้องบอกเศรษฐีว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐีขออาหารให้เพื่อนข้า กินทีเถอะ เศรษฐีพูดว่าถ้าเกิดคนทั้งเมืองเขามาขออย่างนี้ แล้วเราจะทำยังไง เราก็ไม่มีกินซิ ถ้าเพื่อนเธออยากกินจริงก็ต้องทำงานรับจ้าง ๓ ปีก่อน จึงจะได้กินอาหารมื้อนี้แหละ ทีนี้เพื่อนของคนตัดฟืนก็เลยตกลงว่าจะยอมรับจ้างเศรษฐีคนนี้ ๓ ปี จึงได้กินอาหารมื้อนี้มื้อเดียว ก็คิดอย่างนี้นะ ก็เลยยอมทำงาน ก็เลยทิ้งลูกทิ้งเมียไว้ก่อน ๓ ปีก็มารับใช้เศรษฐีก่อน ก็ทำงานด้วยดีตลอดเลย ๓ ปี จนกระทั่งครบกำหนดแล้ว เศรษฐีก็เลยยอมให้ นายคนนี้ด้วยอยากจะกินอาหารของเศรษฐี จึงได้ชื่อว่านายภัตตภติกะ ที่จะกินอาหารในครั้งนี้ เศรษฐีก็เลยให้นายภัตตภติกะแต่งชุดของเศรษฐีให้อาบน้ำหอมเหมือนเศรษฐี ให้ทำเหมือนเศรษฐี แล้วมากินอาหาร ทำทุกอย่างเหมือนกับเศรษฐี ทีนี้นายภัตตภติกะท่านก็จะได้กินอาหารวันนั้นแล้ว พอดีพระปัจเจกพุทธเจ้าท่าน ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ ท่านก็เห็นในที่ว่านายภัตตภติกะนี่จะมีศรัทธาที่จะทำทานกับท่าน ท่านก็เลย เหาะมาแล้วก็ให้นายภัตตภติกะเห็น นายภัตตภติกะท่านก็เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ก็เลยสอนตัวเองได้ สอนตัวเองว่าภัตตาหารมื้อนี้ อาหารมื้อนี้ที่เรากินไป มันก็ช่วย รักษาเราแค่อัตภาพเพียงวันนี้หรือคืนนี้เอง แต่ถ้าเราถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว อาหารมื้อนี้จะรักษาเราไปโกฏิแห่งชาติทีเดียว อีกหลายภพหลายชาติทีเดียว ก็เลยตัดใจถวายทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้านั่นเอง แล้วก็ตั้งความปรารถนาไว้เลยว่า ไม่ว่าไปเกิดที่ไหนก็ขอให้มีความสุข ที่นั่นให้มีแต่ความสุข แล้วก็ขอให้มีส่วนแห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ให้พรว่าสิ่งที่ท่านปรารถนาแล้วก็ขอให้ท่านสำเร็จ แล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ทำสมาธิอีก แล้วเมื่อให้พรเสร็จแล้วก็ท่านจิตนิ่งสมาธิ แล้วอธิษฐานให้ชาวเมืองทั้งเมืองเห็นเลย คือท่านก็เหาะไปนั่นเองแล้วก็ท่านก็ปาฏิหาริย์อีก คือด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ ท่านก็ปาฏิหาริย์อาหารมื้อนี้ไปถวายกับพระปัจเจกพุทธเจ้าอีก ๕๐๐ องค์ ให้ชาวเมืองมองเห็นด้วย แล้วก็นายภัตตะก็เห็นด้วย ทีนี้ชาวเมืองก็มองเห็น เสียงสาธุการก็ ดังไปทั่วทั้งเมืองทีเดียว เพราะเห็นกันหมดเลย เศรษฐีก็เลยได้ยินเสียงนี้ ก็ถามคนรับใช้ว่าเสียงอะไรเกิดขึ้นหรือ ก็สั่งคนรับใช้ไปหาข้อมูลมา คนรับใช้ได้ข้อมูลแล้วก็มาเล่าให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีก็เลยมีศรัทธาต่อนายภัตตภติกะมากเลย ก็เลยให้สมบัติแล้วขอมีส่วนบุญด้วย แล้วก็แบ่งสมบัติกันทีเดียว ให้อยู่ด้วยกัน ไม่ต้องรับใช้อีกต่อไปแล้ว นี่ผลบุญส่งผลในชาตินั้นทีเดียว แล้วพอพระราชาได้ทราบเรื่อง ก็ยังแต่งตั้งนายภัตตภติกะเป็นเศรษฐี ด้วยผลบุญที่ท่านถวายทานในครั้งนั้นนั่นเอง และเมื่อท่านละจากชาตินั้นไปแล้ว ก็ไปเกิดเป็นลูกของเศรษฐีท่านหนึ่ง หลังจากที่เกิดเป็นคนจน ก็เกิดเป็นคนรวยเลย ลูกของเศรษฐีท่านหนึ่งที่มีความศรัทธาพระพุทธศาสนาด้วย ทีนี้ในระหว่างที่ตั้งท้อง มารดาก็แพ้ท้อง คนมีแพ้ท้องนี่ก็เป็นเรื่องที่อัศจรรย์อีกแล้ว ตรงที่ว่าอยากจะทำบุญนั่นเอง มารดาก็ต้องเลี้ยงพระ ๕๐๐ รูป แล้วก็ต้องห่มผ้ากาสายะคือผ้าเหลืองนี่ คือมารดาต้องห่มผ้าเหลือง แล้วก็ถือขันนี่ไปนั่งต่อจากพระองค์สุดท้าย แล้วก็ทานอาหารที่เป็นเดน คือ อาหารที่เหลือจากพระภิกษุท่านฉันเสร็จแล้วนั่นเอง อาการแพ้ท้องจึงหายไปได้ เมื่อได้ห่มผ้าเหลืองกับทานอาหารที่เหลือจากพระภิกษุแล้วนี่ อาการแพ้ท้องของท่านก็หายไปได้ เราจะเห็นว่าคนมีบุญก็มีอานุภาพดึงดูดและบังคับให้มารดาต้องสั่งสมบุญ ต้องถวายทาน ทั้งยังต้องห่มผ้าเหลืองอีก และถวายทานตั้ง ๗ วันทีเดียว มารดาก็รู้เลยว่าลูกชายที่เกิดมาต้องเป็นผู้มีบุญแน่นอน และเราก็จะไม่ทำอัธยาศัยของลูกชายให้เสียไป ถ้าเผื่อลูกชายขอบวชก็เตรียมใจไว้เลย เพราะว่ารู้ว่าคนมีบุญมาเกิดแน่ เพราะการแพ้ท้องอย่างนี้ เป็นการแพ้ท้องที่ต้องทำบุญ ขนาดแพ้ท้อง คิดดูแล้วกัน เพราะฉะนั้นเรื่องบุญนี้เป็นเรื่องที่สำคัญจริง เราทำเราก็ได้ อะไรก็จะขวางกั้นเราไม่ได้เลย อานุภาพบุญมันก็จะดึงดูด และบังคับให้เจอสิ่งที่ดีงาม เหมือนกับเรื่องของนายภัตตภติกะ พอท่านมาเกิดแล้ว มารดาก็ ถามพระสารีบุตร ว่าลูกชายตัวเองเกิดมาแล้ว ครอบครัวที่มีความทุกข์ก็หาย ไม่มีความทุกข์เลย ทุกคนมีความสุขกันหมดเลย ก็เลยขอตั้งชื่อลูกชายว่าชื่อว่าสุขนั่นเอง แล้วก็พอได้บวชเป็นสามเณรในสำนักของพระสารีบุตรแล้วก็ชื่อว่าสุขสามเณรนั่นเอง พออายุ ๗ ขวบก็ได้บวช เมื่อได้บวชแล้วก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ นี่เราจะเห็นเลยว่าการทำความดีเป็นสิ่งที่จำเป็น แล้วก็สำคัญสำหรับพวกเราทุกคนเลย ถ้าเราทำเราก็ได้ เพราะเส้นทางในวัฏสงสารเป็นทางยาวไกล ดังนั้นเราก็ต้องไม่ประมาท หมั่นสั่งสมบุญมาก ๆ สั่งสมบุญทุกเวลา ทุกวินาทีให้เป็นคุณค่า ตั้งแต่ที่เราได้ให้ทาน ได้รักษาศีล ได้เจริญภาวนา เป็นสิ่งที่คุณยายท่านย้ำเสมอว่าบุญเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทำเราก็ได้ และเมื่อเราตายไปแล้ว เราก็นำเอาไปไม่ได้เลย แม้แต่เข็มเล่มเดียวก็นำไปไม่ได้ มีแต่บุญกับบาปที่จะติดตัวไปนั่นเอง เพราะฉะนั้นให้พวกเราเองก็ต้องสั่งสมบุญไว้มาก ๆ เพื่อเราจะได้มีความสุขแล้วก็มีความสำเร็จ จนกระทั่งเราไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ เมื่อเราเข้าใจกันแล้ว ขอให้เราได้สั่งสมบุญกันโดยการนั่งธรรมะกัน ก็เรียนเชิญทุกท่านได้นั่งขัดสมาธิ ทำภาวนากันนะ ให้เราตั้งกายเราให้สบายนะ ตั้งกายให้สบาย ให้ผ่อนคลายสบายทั้งเนื้อทั้งตัว ให้ความสุข แล้วเราจะนั่งสมาธิไปนานเท่าไหร่ก็ได้ รู้สึกว่าสบายใจนั่นเอง และสบายกายด้วย แล้วเราก็ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไปก่อน ไม่ว่าเป็นเรื่องอะไรก็ตามนะ ทำความรู้สึกว่าเหมือนเรานั่งอยู่คนเดียวในโลกนี้ นั่งอย่างสบาย ๆ เหมือนเราอยู่ในโลกส่วนตัว ของตัวเองที่เราไม่มีเครื่องกังวลใจอะไรเลย เพราะที่จริงแล้วสรรพสิ่ง คน สัตว์ สิ่งของ ก็ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตานี่เอง คือเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป แม้กระทั่งตัวเราเองก็เช่นเดียวกัน สักวันหนึ่งเราก็ต้องแตกกายทำลายขันธ์ไปเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำให้มากที่สุดก็คือการสั่งสมบุญนั่นเอง การภาวนาก็เป็นการสั่งสมบุญอย่างหนึ่ง ก็คือการทำใจหยุดนิ่งนั่นเอง เป็นวิธีการที่จะช่วยให้เราพ้นจากวัฏสงสารได้ ไปสู่ที่สุดแห่งธรรมได้ เพราะฉะนั้นเราก็วางใจนิ่ง ๆ ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อย่างสบาย ๆ วางใจนิ่งสบาย ๆ นะ ให้เรานึกภาพองค์พระใส ๆ นึกน้อมอาราธนามาตั้งที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเราอย่างสบาย ๆ ให้องค์พระหันหน้าไปทางเดียวกับเรานี่เอง แล้วเราก็ภาวนาในใจว่า สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง สัมมาอรหัง ให้ภาวนาไปอย่างสบาย ๆ พร้อมกับมีสติอยู่ภายใน แล้วเราก็ไม่เผลอจากบริกรรมทั้งสอง ให้นึกถึงบริกรรมนิมิตแล้วก็บริกรรมภาวนา แต่ก็ภาวนาอย่างสบาย ๆ อย่างง่าย ๆ แล้วก็ใจเย็น ๆ เดี๋ยวเราก็จะพบความสุขภายในได้ ซึ่งอยู่ในตัวของเราทุกคนเลย ก็ขอให้พวกเราต่างคนต่างทำภาวนากันไปนะ *********************************** จบ ***********************************