ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

เพียงก้าวแรก

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสมนึก : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถระ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณรอุบาสก อุบาสิกา ยอดผู้นำบุญ ลูกหลานคุณยายทุกท่าน (สาธุ) วันนี้วันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็นอีกวันหนึ่งที่เราได้มาสั่งสมบุญ สั่งสมบารมีร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง และยังเป็นการแสดงความกตัญญกตเวทีต่อคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ผู้เป็นที่เคารพรักยิ่งของพวกเราทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังยุตนิกายมหาวรรค ว่า การได้ความเป็นมนุษย์เป็นของยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนมหาปฐพีนี้มีน้ำเป็นอันเดียวกัน บุรุษโยนแอกซึ่งมีช่องเดียวลงไปในมหาปฐพีนั้น ลมทิศบูรพาพัดเอาแอกไปทางทิศประจิม ลมทิศประจิมพัดเอาแอกไปทางทิศบูรพา ลมทิศอุดรพัดเอาไปทางทิศทักษิณ ลมทิศทักษิณ พัดเอาไปทางทิศอุดร เต่าตาบอดมีอยู่ในมหาปฐพีนั้น ล่วง ๑๐๐ ปี มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ว่าเต่าตาบอดนั้นต่อล่วง ๑๐๐ ปี มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง จะสอดคอให้เข้าไปในแอก ซึ่งมีช่องเดียวโน้นได้บ้างหรือหนอ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่เต่าตาบอด ต่อล่วง ๑๐๐ ปี มันจะโผล่ขึ้นคราวหนึ่ง จะสอดคอเข้าไปในแอก ซึ่งมีช่องเดียวโน้นเป็นของยาก ฉะนั้นแลภิกษุทั้งหลาย การได้ความเป็นมนุษย์เป็นของยาก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะอุบัติขึ้นในโลกเป็นของยาก ธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วจะรุ่งเรืองขึ้นในโลกเป็นของยาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแลเธอทั้งหลาย พึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่ามีทุกข์ มีทุกขนิโรธคาไม่มีปฏิปทา พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย ได้เคยให้โอวาทเอาไว้ ว่าการมาบังเกิดของหมู่คณะของเรานั้น เป็นการเกิดขึ้นได้ยาก มนุษย์ทั้งหลาย กว่าจะได้เกิดเป็นมนุษย์เรา ต้องมีบุญ มีบารมีสิบทัศมากพอที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ เธอทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย เมื่อถึงคราวหมดบุญ เมื่อถึงคราวหมดบุญ ต้องลงมาจุติเพื่อสร้างบารมีต่อไป เมื่อสั่งสมบุญแล้วนี่ก็ทำคุณงามความดี ก็ได้กลับขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ในหมู่คณะของเราไม่ได้หมดบุญ จึงลงมาเกิดบนโลกนี้ เรายังมีบุญอยู่ วิมานของเราก็ยังอยู่ แต่เราลงมานี่เพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง ต่อพระพุทธศาสนา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยาก หลวงพ่อยังกล่าวอีกว่าแต่สิ่งที่ยากขึ้นไปกว่านี้ก็คือว่า กว่าแต่ละคนจะเติบโต แล้วก็สามารถมาถึงวัดพระธรรมกาย มาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้นั้น มาถึงคุณยายได้ เป็นการยากยิ่งขึ้นไปอีก บางคนจากไปตั้งแต่ยังเล็กๆ บางคนกว่าจะมาถึงหลวงพ่อแล้วนี่อายุก็มาก สังขารก็ล่วงโรยไปมาก บางคนต้องทนทุกข์ทรมานมามาก ผ่านกระแสโลกมามาก ในส่วนตัวของหลวงพี่เองนั้น เริ่มได้พบกับวัดพระธรรมกาย เมื่ออายุ ๒๒ ปี เมื่อคราวอายุ ๒๑ ปีนั้นเริ่มคิดจะออกบวช โยมพ่อก็ได้ฝากข้าพเจ้าไว้ที่วัดใกล้ๆ บ้าน แถวจักรวรรดิในกรุงเทพนั่นแหละ แต่ก็มีเหตุไม่ให้ได้บวชในวัดนั้น ตลอด ๑ ปีเต็มๆ จิตใจนี่พยายามแสวงหา ว่าอะไรคือตัวอย่างที่เราจะเดินต่อไปในอนาคต อยากเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า นายแพทย์ ทหาร ตำรวจ ก็เลยคิดว่าจะต้องหาเวลาให้กับตัวของตัวเอง เพื่อพิจารณาหนทางเดินของชีวิตของตนเอง และมาถึงคราวที่บุญส่งผล วันนั้นวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๒๗ ได้ไปที่ธนาคารแห่งหนึ่ง เห็นโปสเตอร์ที่เขาอบรมธรรมทายาท อุปสมบทหมู่ภาคฤดูร้อน พอเห็นแล้วนี่เกิดความรู้สึกว่าที่นี่แหละที่เราจะไปบวช วันรุ่งขึ้นก็เดินทางมาถึงวัด ก้าวแรกที่เหยียบถึงวัดพระธรรมกายนี่ มีความรู้สึกว่าได้กลับมาบ้าน เป็นสถานที่ที่เรารอคอยมานานเหลือเกิน กัลยาณมิตรท่านแรกที่ได้พบก็คือ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ได้พบท่านที่ศาลาจาตุมหาราชิกาน่ะ ท่านลงให้โอวาทเป็นปฐมนิเทศ สิ่งที่ท่านให้โอวาทนั้น ฟังแล้วน่ะรู้สึกเป็นสิ่งที่อยู่ในใจของเราอยู่ตลอดเวลา แต่เรานึกไม่ถึง เหมือนกับท่านหงายของที่คว่ำ เปิดทางให้กับคนหลงทาง ท่านบอกว่าโลกนี้น่ะมันมีทุกข์นะ มันเหมือนคุกใหญ่ๆ เราทั้งหลายนี่กำลังหาทางที่จะพ้นออกจากทุกข์นี้ คือออกจากคุกนี้แหละ และหลวงพ่อก็ให้ปลงผมกันทุกคนเลย มัดจำกันไว้ก่อนกลัวจะกลับบ้านไปซะก่อน ได้ใช้ชีวิตอยู่ในวัดพระธรรมกายนี่ ๒ เดือนเต็ม ชีวิตเหมือนได้เกิดใหม่ ในเส้นทางธรรม จากบุคคลที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย ไม่มีเป้าหมายของชีวิต แต่เมื่อได้พบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อแล้ว รู้เป้าหมายของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง การใช้ชีวิตอยู่ในกระแสโลก ๒๒ ปีนั้น เปรียบเหมือนคนหลงทาง เหมือนเด็กตาบอดที่เดินไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง มีทั้งความกลัวและก็ความหวาดระแวง แต่เมื่อมาพบหลวงพ่อแล้วนี่ เรามีความมั่นใจ ว่าหนทางนี้แหละ จะนำพาชีวิตของเราพ้นจากความทุกข์นี้ แล้วก็พบกับความสุขที่แท้จริง ครั้งแรกที่ได้พบเห็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยในภพชาตินี้ อากัปกริยาของท่าน ยังอยู่ในใจตลอดเวลา สงบ เสงี่ยม สง่างาม เป็นต้นแบบ เป็นตัวอย่าง และก็ถือเอาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ในตอนนั้น ที่วัดพื้นที่ ๑๙๖ ไร่นี่ พื้นที่ไม่พอที่จะรองรับพระที่จะอยู่ หลวงพ่อก็เลยบอกว่าให้ลาสิกขาไปก่อน แล้วค่อยกลับมาบวชใหม่นะ วันปัจฉิมนิเทศ ก่อนที่เรา ก่อนที่รุ่น ๑๒ นั้น จะกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในกระแสโลกเหมือนเดิม ท่านเรียกทุกคนมา แล้วท่านก็ให้โอวาทเอาไว้ว่า เมื่อเจอหลวงพ่อข้างนอกนี่ทักหลวงพ่อก่อนนะ ทุกคน เดี๋ยวก็เปลี่ยนทรงผมกันไป หลวงพ่อกลับจะจำไม่ได้ แล้วท่านยังกล่าวอีกว่านี่ กว่าที่ทุกๆ องค์ทุกๆ ท่านจะได้มาพบกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ท่านต้องทุ่มบุญให้แต่ละคนแต่ละองค์ หมดเป็นภพๆ ทีเดียว พอได้ฟังตรงนี้ก็นึกถึงตัวเอง ว่าตลอด ๑ ปีที่ผ่านมาน่ะ เหมือนกับมีใครตามอยู่ตลอดเวลา จึงจะเข้าใจว่านี่ไม่ใช่บุญของเราหรอกที่เราได้มาถึงที่นี่ฝ่ายเดียว แต่ไปดูบุญของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ดึงเราออกจากกระแสโลก ได้มาพบหนทางอันสว่างนี้ ตั้งแต่นั้นมาก็อธิษฐาน ชีวิตนับแต่นี้ไป ก็ขอถวายให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน จะมาสร้างบารมีกับท่าน หลังจากนั้น อีก ๑๐ ปี จึงได้กลับมาบวชอีกครั้งหนึ่ง ๑๐ ปีที่ผ่านไปนั้นไม่เคยห่างวัดเลย ต้องบอกว่าสิ่งที่ยาก ยากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อเรามาถึงวัดแล้วนี่เราจะสามารถสร้างบารมีไปให้ได้ตลอดรอดฝั่งนั้นเป็นการยาก ๑๐ ปีที่ผ่านไปนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้วนี่ เราต้องมีหมู่คณะ มีเพื่อนสหธรรมิก หลวงพี่ได้อยู่ในชุดของอาสาสมัครที่ทำหน้าที่ของเหรัญญิกนี่ ทำให้เกิดความผูกพัน และก็รักวัด หลวงพ่อท่านเปรียบสาธุชนที่มาวัดนี่ ว่าอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งก็คือผู้โดยสาร อีกประเภทหนึ่งก็คือเป็นสารถี เป็นเจ้าหน้าที่ ท่านบอกสาธุชนทั้งหลายพอมาแล้วนี่ ทำบุญก็กลับกันไป และถ้าใครที่คิดมาเป็นเจ้าหน้าที่ จะมีความรู้สึกว่านี้คือวัดของเรา หลวงพ่อคือพ่อของเรา อยากจะเอาบุญกับท่าน สรรสร้างงานพระศาสนานี่ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อไป ก็ด้วยเหตุนี้แหละจึงได้สามารถดำรงตนเองมาถึงทุกวันนี้ได้ หลวงพ่อยังกล่าวอีกว่า แต่มีสิ่งที่ยากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือเมื่อเรามาอยู่ที่วัดแล้วนี่ เราจะทำอย่างไร ฝึกฝนตัวเองอย่างไร อบรมตนเองอย่างไร เพื่อให้กาย วาจา ใจของเรา สะอาด บริสุทธิ์ จะได้เหมาะสมเป็นภาชนะรองรับ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เข้าถึงธรรมะ เข้าถึงพระธรรมกาย และก็ได้ไปศึกษาวิชชาธรรมกาย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เราผ่านมา ๒ ยากแล้วนะ เหลืออีก ๒ ยาก เราไปด้วยกัน ไปถึงที่สุดด้วยกันให้ได้ ในภพชาตินี้ เมื่ออาทิตย์ต้นเดือนพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ ให้โอวาทเอาไว้ว่าในยุคนี้พระศาสนามีเหมือนไม่มี เพราะบุคคลทั้งหลาย ชาวโลกทั้งหลาย ห่างจากศีล ห่างจากธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจจุบันนี้น่ะคนทำความดีถูกหัวเราะเยาะเย้ย คนรักษาศีล ถือว่าเป็นคนที่โบราณ ความคิดของมนุษย์นี่กลับตาลปัตรกันไปหมด ท่านจึงบอกว่าเพื่อเหตุนี้แหละ หมู่คณะของเราจึงต้องมาเกิดในยุคนี้ เพื่อกอบกู้พระศาสนาให้ยืดยาวนานออกไปอีก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเคยทำนายเอาไว้กับพระอานนท์ว่า ในสมัยกึ่งพุทธกาล ในยุคนั้นน่ะ มนุษย์ทั้งหลายนี่จะเกิดกุลียุค ยักษ์นอกศาสนานี่จะรบพุ่งกัน และก็ตายไปกึ่งหนึ่ง แต่บุคคลที่อยู่ในศาสนาของเรานี่จะปลอดภัย วันที่ ๒๒ เมษายนที่จะถึงนี้นี่ เป็นวันคุ้มครองโลก เป็นวันที่หลวงพ่อบอกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้พระศาสนาของเรานี่ยืดยาวนานออกไป ตราบนานเท่านาน ท่านบอกว่าบุคคลใดก็ตามที่มาร่วมบุญในวันนั้น อานิสงส์ที่เกิดขึ้น จะได้บุญบารมีเพิ่มพูนขึ้น แล้วก็ย่นย่อภพชาติในการไปถึงที่สุดแห่งธรรมของเรา ก็ยังได้สรรสร้างงานของพระศาสนานี่ เพราะพระสังฆาธิการทั่วสังฆมณฑล ตั้งแต่เจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค เจ้าคณะอำเภอ รองเจ้าคณะอำเภอนี่ รวมแล้วกว่า ๗๐๐ รูป จะมาประชุมรวมกัน พระเณร ๑ แสนรูป จะมาสอบตอบปัญหาพระแท้ วันๆ นั้นนี่ พระสังฆาธิการทั้งหลาย ท่านจะได้เห็นความเป็นระบบระเบียบแล้วก็เป็นแบบอย่างที่ดี จะทำให้ท่านนี่สรรสร้างงานพระศาสนานี่ ที่วัดของท่านให้สืบต่อไป เราทั้งหลายนี่เป็นต้นบุญแล้วก็เป็นต้นแบบ บุญที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้เราไปถึงที่สุดแห่งธรรม บุญวันนั้นเป็นบุญใหญ่ เป็นบุญที่ทำให้เรานี่ไปถึงที่สุดแห่งธรรมได้ง่ายขึ้น จะขัดขวางของเขานี่จะขัดขวางได้น้อยลง ดังนั้น วันที่ ๒๒ เมษายนนี้นี่ อยากให้สาธุชนทั้งหลายนี่ชักชวนผู้มีบุญทั้งหลายมาร่วมกันให้มากๆ ท่านบอกว่าใครก็ตามที่มาร่วมงานในวันนั้น เมื่อถึงวินาทีสุดท้ายที่จะละจากโลกนี้ไป ถ้านึกถึงภาพในวันนั้นได้ ปิดประตูอบายภูมิ จะไม่เกิด จะไปเกิดในสวรรค์ และวันสำคัญอีกวันหนึ่งคือวันที่ ๒๐ เมษายนนี้ จะเป็นวันที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อนี่ท่านจะมาเป็นเนื้อนาบุญให้เราที่นี่ หลังจากที่เราฟังสวดพระอภิธรรมเรียบร้อยแล้วนี่ เหลือเวลาอีก ๓ วัน ให้เรานี่ชักชวนผู้มีบุญทั้งหลายนี่ ให้ได้มาสร้างมหาทานบารมีในครั้งนี้ มาแสดงให้หลวงพ่อท่านได้เห็นว่า เราทุกคน ลูกๆ ทุกคน รักในการสร้างบารมี มากันให้ล้นห้องยายนี้เลย และทำให้หลวงพ่อท่านปลาบปลื้มปีติ และก็เป็นของขวัญในวันคล้ายวันเกิดของท่านด้วย ขณะนี้สุขภาพของท่านไม่ค่อยแข็งแรง แต่หัวใจของท่านนั้นไม่เคยท้อแม้แต่ก้าวเดียว มีแต่สรรสร้างงานพระศาสนานี่ ให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป เราลูกหลานท่านต้องช่วย ยังความปีติและก็ปลาบปลื้มใจให้เกิดขึ้นกับท่านให้ได้ ถ้าท่านปีติใจปลาบปลื้มใจนี่ บุญก็เกิดขึ้นกับพวกเราทุกคน ท่านจะดีใจมากที่เห็นพวกเรานี่ รักในการสร้างบารมี เพราะที่ท่านเหนื่อยทุกวันนี้นี่ ก็อยากให้พวกเราทุกคนรักในการสร้างบารมี สั่งสมบุญ สั่งสมบารมีของเราให้มาก เพื่อจะได้พ้นจากความเป็นบ่าวเป็นทาสของเขา เกิดบ่อยๆ มันก็ทุกข์มาก เราต้องย่นภพย่นชาติของเรา พ้นจากความเป็นบ่าวของเขานี่ให้เร็วที่สุด บุญทุกบุญที่หลวงพ่อนี่สรรสร้างมาให้เรานี่ ท่านเลือกสรรอย่างดีแล้ว เพื่อมุ่งไปถึงที่สุดแห่งธรรม ถ้าเราไม่มีหลวงพ่อนี่ คิดยังไม่กล้าคิด อย่าว่าแต่จะทำเลย ดังนั้นนี่ เมื่อถึงโอกาสมาถึงแล้วนี่ เราอย่าปล่อยโอกาสนี้ให้มันล่วงเลยผ่านไป เอาบุญกับท่านให้เต็มที่ เต็มกำลังใจ สุดกำลังของเราน่ะ แล้วบุญที่ได้น่ะ ก็จะได้อย่างสุดสุดกันทุกๆ คน และก่อนที่จะกลับไปนั้นน่ะ เดี๋ยวเรานั่งธรรมะกันสักพักหนึ่งนะ (กระแอม) หลับตาของเราสบายๆ นึกถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน เราลูกหลานท่านทุกคนช่วยกันอธิษฐาน ให้หลวงพ่อของเรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สดชื่นขึ้นโดยไว ให้โรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนท่านอยู่นี้ละลายหายสูญไปให้เร็วที่สุด ให้งานวันที่ ๒๒ เมษานี้นี่ เป็นวันแห่งมหาปีติ ยังความเลื่อมใสให้เกิดขึ้นกับมหาชน ผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสให้เกิดความเลื่อมใส ผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้วนี่ ให้มีความมั่นคง เลื่อมใสยิ่งๆ ขึ้นไป นึกถึงหลวงพ่อเคลื่อนไว้ในกลางตัวของเรา นึกเบาๆ อย่างสบายๆ (นั่งสมาธิ) (หมด 1/A) หน้า PAGE 5 440417FW-AAT