ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

คำสั่งของครูคือคำปกาศิต

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสุภัทร์ : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่เคารพยิ่ง กราบนมัสการพระมหาเถระ พระเถรานุเถระผู้มีพรรษากาลแก่กว่ากระผม สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกๆ รูป เจริญพร สามเณร อุบาสก อุบาสิกา และท่านสาธุชนยอดกัลยาณมิตร ผู้เป็นลูกแก้ว หลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ) หลวงพี่ก็ต้องชื่นชมและขออนุโมทนากับยอดกัลยาณมิตรทุกๆ ท่าน หลวงพี่เองได้แอบมองญาติโยมทุกๆ คน ทั้งบน stage สวดพระอภิธรรม เมื่อครั้งได้บุญในการสวด หรือบางครั้งก็รับฟังพระอภิธรรมบ้างที่เก้าอี้สีขาว ก็มองมายังท่านสาธุชนทั้งหลายด้วยความชื่นชม เพราะอะไรเอ่ย เพราะครั้งหนึ่งเมื่อหลวงพี่เองสมัยยังไม่ได้บวช หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสมาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัดนี้แหละ หลังจากที่ได้ทำงานที่ออฟฟิศ เลิกงานปุ๊ป ๕ โมง ก็กระโดดลุกออกจากที่นั่ง ไปรูดบัตร ออกจากรูดบัตรเรียบร้อยแล้วก็ไปขึ้นรถขึ้นรา ขึ้นรถไฟ เพื่อที่จะมาทันหมู่คณะ เพื่อมาประพฤติปฏิบัติธรรมที่วัด พอปฏิบัติธรรมอยู่ได้ประมาณอาทิตย์เดียว เหนื่อยแทบแย่เลย แต่นี่เห็นญาติโยมสาธุชนทุกท่านได้หมั่นได้เวียนมาฟังพระสวดอภิธรรม มาประพฤติปฏิบัติธรรมคุณยายอาจารย์ เรียกได้ว่ามองเห็นนี่คุ้นหน้าคุ้นตากันแทบทุกคน วันนี้ญาติโยมเมืองกาญจน์ก็มากัน ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านนะ (สาธุ) เมื่อพูดถึงเรื่องของการสวดอภิธรรมนี่ หลวงพี่ก็มีเกร็ดเกี่ยวกับเรื่องการสวดอภิธรรมในสมัยของหลวงพ่อวัดปากน้ำมาเล่าให้ฟัง ในสมัยของหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ เวลามีใครตาย มีใครเสียชีวิตนี่ก็นิยมเอาศพนั้นมาที่วัดปากน้ำ เพื่ออะไรเอ่ย เพื่อให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านส่งให้ โดยหลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะเอาธรรมกายมา ธรรมกายที่เป็นผู้หญิงก็จะนั่งอยู่ฟากหนึ่งอยู่ซีกหนึ่ง ธรรมกายที่เป็นพระก็จะนั่งอยู่อีกซีกหนึ่ง จากนั้นนี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำก็จะสั่งว่าให้ธรรมกายนี่ สมมติว่าเป็นโยมพี่ศิวลัย พระธรรมกายพี่ศิวลัยนี่ เข้าธรรมกายไปค้นดูว่าผู้ตายอยู่ที่ไหน เวลาค้นนี่ เขาจะค้นบนสวรรค์ก่อน ตรวจตราดูก่อนว่าบนสวรรค์มีไหม ถ้าไม่เจอนี่ก็มาค้นที่บนพื้นมนุษย์ ถ้าไม่เจออีก ก็มาค้นที่นรกขุมต่างๆ สมมติว่าไปค้นเจอที่ขุมที่ ๕ ผู้ตายชื่อนายแดง ผู้ตายชื่อนายแดง ธรรมกายก็จะ ก็จะเอากายละเอียด กายสัตว์นรกนี่ ดูดขึ้นมาบนแผ่นฌานของธรรมกาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะถามว่าเป็นไงค้นเจอหรือเปล่า มาหรือยัง ธรรมกายของพี่ศิวลัยจะตอบว่ามาแล้วค่ะ มาแล้วเจ้าค่ะ ถึงตอนนี้หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็จะเรียกเจ้าภาพมานั่งใกล้ๆ ที่หน้าศพ หลังจากนั้นนี่ หลวงพ่อวัดปากน้ำก็บอกว่าเอ้า ตั้งใจฟังพระสวดอภิธรรมนะ พอพระท่านสวดพระอภิธรรมจบ ๑ รอบ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็จะให้ธรรมกายไปตรวจดูว่าบุญที่เกิดจากการสวดพระ บุญที่เกิดจากการฟังสวดพระอภิธรรมนี่ มากขนาดไหน พี่ศิวลัยก็จะตอบ โอ้ ดวงบุญนะสว่างเท่านั้นวา เท่านี้วา วัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางของดวงบุญ จากนั้นหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็จะให้เจ้าภาพนี่เอาบุญให้กับผู้ตาย พอเอาบุญให้กับผู้ตายปั๊ป ศูนย์กลางกายของผู้ตายก็สว่างวูบ ร่างกายของสัตว์นรกนั้นก็จะเปลี่ยนแปรไป เป็นร่างกายที่สวยงามขึ้น พอถึงตรงนี้ก็จะฟังสวดพระอภิธรรมรอบที่ ๒ รอบ ๒ จบปั๊ป ก็จะตรวจดูว่าได้บุญขึ้นอีกเท่าไหร่ รอบ ๓ ได้อีกเท่าไหร่ รอบ ๔ ได้อีกเท่าไหร่ นอกจากนี้ก็ยังไปค้นดูอีกว่าเป็นวิมานเท่าไหร่ วิมานกว้างกี่โยชน์ เป็นสมบัติทิพย์เท่าไหร่ พอถึงตอนนี้แหละ เจ้าภาพเป็นไงฮะ ปลื้มใจ ยิ้มด้วยความปลื้มใจ ถึงตอนนี้พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็จะลุก ธรรมกายก็จะเดินตาม เพราะว่าสวดจบ ๔ รอบแล้ว ส่งเรียบร้อยแล้ว คุณยายอาจารย์จันทร์ของเรา ก็เป็นหนึ่งในคณะของผู้ที่ทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่แหละ แล้วก็จะได้รับการถาม ได้รับการใช้งานจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่เสมอ เพราะเหตุที่ว่าคุณยายอาจารย์จันทร์ของเราเป็นผู้ที่มีญาณทัสสนะที่แม่นยำ จนกระทั่งถึงขนาดที่ว่าได้เป็นถึงหัวหน้ากะทำวิชชาในภาคไหนเอ่ย ในภาคบ่าย แล้วก็ภาคประมาณหลังเที่ยงคืนขึ้นไป ถ้าถามว่าในการทำกะวิชชารอบนี้แหละ โหดไหมเอ่ย โหดนะจ๊ะ สังเกตดูเวลาเรารับประทานอาหารนี่กลางวันเป็นไงฮะ ง่วง ยิ่งตอนที่หลังเที่ยงคืนเป็นไงเอ่ย ตี ๑ ตี ๒ ตี ๓ เป็นช่วงเวลาที่คนเราส่วนใหญ่นี่จะนอนหลับพักผ่อนเต็มอิ่มเลย หลับสนิทไปเลยตอนนั้นแหละ เพราะงั้นรอบที่คุณยายอาจารย์จันทร์ของเรานี่ รับผิดชอบนี่ ถือว่าเป็นรอบที่สำคัญ คุณยายอาจารย์นี่ที่ท่านเป็นหัวหน้าทำวิชชาได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านเคยสงสัย และก็ถามคุณยายว่าทำไมคุณยายถึงได้เป็นหัวหน้าทำวิชชา แล้วทำไมล่ะคนอื่นธรรมะถึงไม่แตกฉานเท่ากับคุณยายอาจารย์ ก็ทั้งๆ ที่คนอื่นเขาก็นั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงต่อกะนี่ เท่าๆ กับคุณยาย ถึงตอนนี้แหละคุณยายอาจารย์ท่านนิ่งไปสักพักหนึ่ง แล้วท่านก็ตอบคำถามอย่างชนิดที่ว่าชัดเจนทีเดียวให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะว่า คุณ คนที่จะเป็นหัวหน้าคนได้ จะเป็นผู้นำเขาได้ ถ้าทำเท่ากับคนอื่นมันเป็นไม่ได้หรอก ถ้าเราทำเท่ากับเขา แล้วเราจะเป็นผู้นำเขาได้อย่างไร แล้วคุณยายทำอย่างไรล่ะ คุณยายท่านตอบชัดเลย คุณยายบอกว่าเวลาคุณยายนั่งสมาธินี่ กลางวัน ๖ ชั่วโมง กลางคืน ๖ ชั่วโมงนี่ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ตามนี่ คุณยายจะไม่ยอมขยับ ใหม่ๆ คุณยายก็ฝืน คุณยายก็ทน เพราะเหตุที่ว่าการนั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงนี่ไม่ง่ายเลย แต่ด้วยเหตุที่ว่าการนั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วยเหตุที่ว่ากลัวว่าจะตามพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำไม่ทำ หรือตามท่านได้ช้านี่ หรือเวลาท่านสั่งงาน ทำธรรมะละเอียดอะไรก็ตามนี่ ไม่สามารถที่จะทำธรรมะได้ถูกอกถูกใจท่าน ดังนั้นคุณยายก็เลยตัดอกตัดใจนี่ ยอมทิ้งชีวิต ยอมฝึกตรงนี้ ฝึกความอดทนจากการนั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงรวด คุณยายบอกว่าใหม่ๆ คุณยายก็ฝืนทนไป แต่ในที่สุดคุณยายก็ทำได้ แล้วก็ในชุดที่ทำวิชชาด้วยกันนี่ หลายคนก็ยอม ก็ยอมลำบากเหมือนคุณยาย ยอมชนิดเรียกว่านั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงรวดเหมือนกัน แต่ว่าก็ทำกันได้ไม่กี่คนแหละ บางคนทำได้ ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ก็ต้องพลิกแล้ว ก็ต้องถอยกันแล้ว แต่คุณยายยอมฮะ ยอม อดทนทุกอย่างเพื่อให้ธรรมะตัวเองก้าวหน้า ถ้าตลอดเวลาที่ ถ้าเกิดคุณยายขยับตัว ใจของคุณยายจะเคลื่อน คุณยายก็เลยตัดอกตัดใจทิ้งสังขาร ยอมสละชีวิตนี่นั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงรวด ท่านฝึกอย่างนี้แหละท่านบอกว่าคุณยายใช้เวลาประมาณแค่ เวลาประมาณ ๑ ปี ตั้งแต่เข้าวัดปากน้ำก็สามารถทำได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ท่านถามต่ออีกว่าแล้วที่นั่งสมาธิได้ ๖ ชั่วโมงเหมือนคุณยายนี่ นอกจากยายแล้วมีคนอื่นอีกไหม คุณยายจันทร์ก็ตอบว่ามี มีอยู่ประมาณอีก ๒ คน หลวงพ่อทัตตะท่านถามต่อว่าแล้วทำไม ๒ คนนั้นถึงไม่ได้เป็นหัวหน้าทำวิชชาเหมือนคุณยาย คุณยายก็บอกว่าพอคุณยายนี่นั่งสมาธิ ๖ ชั่วโมงรวด พอออกจากเวรนี่ คนที่นั่งมาด้วยกันเขาลุกออกไปแล้ว แต่คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านไม่ยอมลุก ท่านจะรอให้ชุดที่เขามาผลักนี่ เขานั่งสมาธิ ปรับใจให้ละเอียดเท่ากันแล้ว แล้วให้หลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งทำวิชชา พอหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งทำวิชชาของท่านเสร็จ ท่านก็ทำสมาธิ นำดิ่งไป คุณยายก็ต้องรอฟังอยู่ก่อน จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งวิชชาเสร็จ ซึ่งจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยนี่ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ ๑ ชั่วโมง ก็นับได้ว่าคุณยายจะต้องทนกลั่นปัสสวะ กลั่นอุจจาระอยู่อีกนานทีเดียว พอคุณยายฟังหลวงพ่อวัดปากน้ำสั่งวิชชาเสร็จเรียบร้อย รับรู้รับทราบแล้ว คุณยายก็ทำธรรมะตีคู่ไปกับเขาด้วย พอสักพักนี่คุณยายก็จะออกไป ออกไปแล้ว คุณยายก็จะตรึกธรรมะของยายไปเรื่อยๆ ระหว่างที่พักนั่นเอง ทีนี้พอถึงเวลากะของคุณยายนี่แหละ คุณยายก็จะรีบมาก่อนเวลาอย่างน้อย คุณยายท่านบอกว่าพยายามจะมาก่อนเวลาประมาณ ๑๕ นาที เพื่อที่ว่าในชุดที่แล้วนี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะอบรมสั่งสอนชุดที่ทำวิชชานี่อย่างไร จะคอยตักคอยเตือนถึงที่ชุดที่ทำวิชชาเมื่อครั้งก่อนทำพลาดอย่างไร ตรงนี้แหละคุณยายท่านบอกว่าคุณยายจะรีบเข้าไปฟัง แล้วพอคุณยายฟังเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ ในทำวิชชาด้วยกันนี่ก็จะค่อยทยอยเข้ามา ดังนั้นนี่ ความรู้ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านมีอยู่นี่ เรียกได้ว่าคุณยายนี่ไม่ยอมให้ตก คุณยายไม่ยอมให้หล่นไปเลย ความรู้ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมี คุณยายเก็บหมด คุณยายรู้หมด คุณยายทำได้หมด ดังนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยให้คุณยายนี่เป็นหัวหน้ากะทำวิชชา นอกจากนี้คุณยายอาจารย์ของเรา ท่านยังเป็นผู้ที่เคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์อย่างยิ่งเลย ดูได้จากไหนเอ่ย ดูได้จากตอนที่ทำวิชชาด้วยกัน โดยปกตินี่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านไม่ค่อยอยากให้ลูกๆ ของท่านนี่ออกไปจากนอกโรงงานทำวิชชาหรอก แต่ก็มีคุณยายเห็นว่า เพื่อนของคุณยายนี่บางคนก็มักจะขอออกไปโน่นออกไปนี่บ้าง ไปบวชพระบ้าง ไปทอดผ้าป่า ทอดกฐินบ้าง แต่จริงๆ คุณยายอาจารย์ของเรานี่ ก็ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกเลย แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่คุณยายท่าน จะว่าไป ท่านก็หาอุบายเหมือนกัน เพราะว่านั่งสมาธิอยู่ตั้งนานนี่ อยู่ในโรงงานทำวิชชา ครั้งหนึ่งคุณยายอาจารย์ท่านอยากจะออกไปเที่ยวบ้าง ลองไปเที่ยวที่ฝั่งพระนคร ท่านก็เลยไปกราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่า หลวงพ่อเจ้าขา ลูกอยากไปเที่ยวฝั่งพระนครบ้างค่ะ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็ทำว่า เอ็งจะไปทำไมวะ แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านจะมีคำว่าวะ คำว่าสิวะอยู่ต่อท้ายอยู่เสมอ เอ็งจะไปทำไมวะ พอเจอคำถามนี้ คุณยายไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันเตรียมตัว คุณยายก็ตอบบอกว่าลูกอยากกินขนมเจ้าค่ะ อยากกินขนมอะไร คุณยายก็บอกไป คุณยายก็บอกไป เออ ไว้พรุ่งนี้หลวงพ่อจะเอามาฝาก พอวันรุ่งขึ้นหลวงพ่อก็เอาขนมมาฝากจริงๆ วันหลังคุณยายอาจารย์ท่านหาอุบายใหม่ อยากกินทุเรียน ก็ไปกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าทุเรียนก็อยู่ในท้องมึง อยากกินก็นึกเอาซิวะ ทุเรียนอยู่ในท้อง ท่านก็เลยอดไปอีก ท่านก็ดี๊ดี เชื่อฟังโอวาทหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เอาเนื้อทุเรียนอยู่ในท้อง นึก นึกๆ ไป แต่แปลกนึกในแหล่งที่มีทุเรียนในท้อง ในกลางกายนี่ ก็มีคนเอาทุเรียนมาถวายคุณยาย นึกไปตรงนั้นแหละ นึกในแหล่งแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จมันก็เกิดขึ้น อยู่กลางกายฐานที่ ๗ อยากได้อะไรลองนึกตรงนั้นนะ บางคนก็ขออนุญาต พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าขา ลูกอยากไปนครปฐมเจ้าค่ะ ไปทำไมวะ ลูกอยากไปดูพระปฐมเจดีย์เจ้าค่ะ เอ้าได้ นั่งเข้าที่นะ อยากไปนครปฐมไหม เห็นนครปฐมหรือยัง เห็นแล้วเจ้าค่ะ เห็นพระปฐมเจดีย์ไหมเอ่ย เห็นแล้วเจ้าค่ะ ข้างในนั้นมีอะไร มีพระบรมสาริกธาตุเจ้าค่ะ เออ เอ็งไปเอ็งก็เห็นอย่างนี้แหละ อดไปอีก หรือครั้งหนึ่งก็ขออนุญาตหลวงพ่อเจ้าขา ลูกอยากไปพระพุทธบาทสระบุรี ทำไมวะ ไปไหว้พระพุทธบาทเจ้าค่ะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านใช้คำนี้นะ ระหว่างตัวกับตีนนี่อันไหนดีกว่า อันไหนสำคัญกว่า ไหว้ตัวกับไหว้ตีน ลูกของพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็ตอบว่าไหว้ตัวเจ้าค่ะ เออเหรอ ไหว้ตัว งั้นเข้าไปในโบสถ์เลย ไหว้หมดทั้งตัวเลย งั้นอดไปอีก แต่จนแล้วจนรอดนี่ คนที่อยากจะออกไปจากโรงงานทำวิชชาจริงๆ นี่ ก็เลยไปขอญาติบ้าง ให้มาขอหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เกรงใจบ้าง แล้วก็การขอของเขานี่ก็ขออย่างมีเหตุมีผล ไปบวชพร ะไปทอดกฐิน ไปทอดผ้าป่า ก็เลยอนุญาตให้ไป แต่คุณยายอาจารย์จันทร์ของเรานี่ ท่านเจียมเนื้อเจียมตัวว่าฐานะของท่านไม่ดี และท่านต้องการที่จะทำให้ธรรมะของท่านเชี่ยว ไม่อยากขัดอกขัดใจพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็เลยไม่ยอม แต่จะไปก็ต่อเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัปากน้ำท่านสั่งให้ไปทำหน้าที่ แล้วก็มีนิสัยอย่างหนึ่งของคุณยายอาจารย์ของเรา นั่นก็คือคุณยายอาจารย์จันทร์ของเรานี่ เมื่อทำงานสิ่งใดแล้วก็ตามนี่ ท่านจะทุ่มชีวิตอย่างเต็มกำลังเลย ให้หน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายนี่ให้สมบูรณ์พร้อม มีช่วงหนึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านอยากจะต่ออายุโยมท่านหนึ่ง เป็นโรคมะเร็ง ก็เลยส่งคุณยายอาจารย์ของเราไปต่ออายุ คุณยายอาจารย์จันทร์ของเราก็รู้อยู่ว่า ท่านเวลารับงานอะไรแล้ว ท่านจะทำอย่างดีเยี่ยม สุดชีวิตเลย เพราะงั้นตลอดระยะเวลาที่ท่านได้รับมอบหมายให้ต่ออายุของโยมคนนี้ โยมคนนั้นนี่จะตายไม่ได้ และเนื่องจากว่าเป็นมากแล้ว อาการของโยมนั้นเต็มที่ มันก็เลยผงาบๆ แต่ก็ไม่ตายสักที ยังไง๊ยังไงก็ไม่ตาย อยู่งั้นแหละ มีชีวิตอยู่ คุณยายท่านเอาจริงเอาใจทำหน้าที่ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ท่านสั่งมาอย่างดีที่สุด ต่อมาพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งให้คุณยายทองสุกไปทำหน้าที่ต่ออายุของโยมคนนี้ใหม่ คุณยายทองสุกนี่ท่านก็ไป พอไปแล้วท่านก็เข้า เข้าที่ แล้วก็ตรวจดู ปรากฏว่าโอ้โฮ ข้างในของคุณโยมคนนั้นแหละมันเน่าหมดแล้ว ต่อไปมันก็เท่านั้นแหละ ไปส่งเลยดีกว่า ว่าแล้วก็เลยเอากายละเอียดของโยมคนนั้นแหละไปส่งบนสวรรค์ทันที กลับมานี่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านก็ถามเป็นยังไงวะ แก้เป็นยังไงบ้างวะ คุณยายทองสุกท่านตอบด้วยความปลื้มปีตินะฮะ บอกว่าลูกไปส่งแล้วเจ้าค่ะ เท่านั้นแหละฮะ ถูกดุใหญ่เลย เพราะว่าทำเกินหน้าที่ ถ้าจะว่าไปคุณยายทองสุกนี่ ก็รับหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมะตามจังหวัดต่างๆ เพราะฉะนั้นก็คงจะมีหลายครั้งที่คุณยายทองสุกนี่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่คุณยายจันทร์ของเรานี่ท่านจะอยู่ในโอวาทของครูบาอาจารย์ตลอด แล้วก็มีคำสั่งอย่างหนึ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่ง แล้วเป็นคำสั่งที่สำคัญมาก ถ้าไม่ได้คำสั่งนี้รับรองว่าพวกเราจะไม่เกิดขึ้น คำสั่งนั้นที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสั่งไว้ ท่านสั่งไว้ว่าลูกจันทร์ อย่าทิ้งวัดปากน้ำนะ เด็กรุ่นหลังที่บารมีแก่ๆ พอจะเข้าถึงธรรมกายได้ยังมีอยู่อีกไม่น้อย รอถ่ายทอดความรู้ให้มันก่อน แล้วช่วยมันเผยแผ่วิชชาธรรมกายไปทั่วโลกให้ได้ เพราะคำสั่งนี้ เพราะการอยู่ในโอวาทนี้ของคุณยายอาจารย์ ทำให้พวกเราทุกคนมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว แล้วก็มีวัดพระธรรมกายให้พวกเราได้ประพฤติปฏิบัติธรรม และสร้างบารมีตราบจนทุกวันนี้ ทีนี้นี่ เมื่อพูดถึงคุณยายทองสุกแล้วนี่ พวกเราก็คงจะเคยได้ยินได้ฟังถึงเรื่องของความกตัญญูกตเวทีที่คุณยายจันทร์ของเรามีต่อคุณยายทองสุก นั้นก็คือในยามที่คุณยายทองสุกมีชีวิตอยู่ คุณยายจันทร์ก็คอยปรนนิบัติอุปัฏฐากต่างๆ หรือตอนกระทั่งในยามสุดท้ายของชีวิตของคุณยายทองสุกนี่ ซึ่งคุณยายทองสุกท่านป่วยเป็นโรคมะเร็งที่มดลูก คุณยายจันทร์ของเราก็ทำหน้าที่ของลูกศิษย์ได้อย่างดีเยี่ยมเลย คอยเช็ดน้ำเลือด คอยเช็ดน้ำหนองที่ไหลออกมา คอยปรนนิบัติต่างๆ ให้หยูกให้ยาต่างๆ ซึ่งการให้ยาแก่คุณยายทองสุกนี่ก็ไม่ง่ายเลย เพราะคุณยายทองสุกนี่ไม่ค่อยชอบที่จะทานยาเท่าไหร่ แม้กระทั่งกลิ่นที่รุนแรง ซึ่งหลวงพี่เองได้เคยได้ยินรับทราบจากคุณแม่ เมื่อสมัยที่คุณแม่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แล้วก็ต้องไปรักษาตัวที่วัดแห่งหนึ่ง ท่านบอกว่าวัดนั้นนี่ก็มีคนที่ป่วยเป็นมะเร็งที่มดลูกนี่ แล้วก็เสียชีวิต กลิ่นจากโรคนี้นี่รุนแรงมาก ชนิดที่ว่าแม้แต่ว่า แม้กระทั่งตายไปแล้วนี่ เอาน้ำไปราดก็แล้ว เอาแปรงไปขัดก็แล้ว เอาน้ำหอมไปพรมก็แล้วนี่ กลิ่นก็ยังติดอยู่ เพราะฉะนั้นนี่ความอดทนของคุณยายจันทร์ที่ปรนนิบัติคุณยายทองสุก ด้วยการอดทนต่อกลิ่นอันรุนแรงนี่เป็นสิ่งที่ยังเห็นความกตัญญูของคุณยายอาจารย์จันทร์ของเราทีเดียว หรือกระทั่งว่าเมื่อคุณยายทองสุกนี่ละสังขารไปแล้ว คุณยายจันทร์ของเราก็จัดงานศพได้อย่างสมเกียรติเลย มีเกร็ดอย่างหนึ่งที่สำคัญแล้วก็แสดงถึงความกตัญญูกตเวที ที่คุณยายจันทร์ของเรามีต่อคุณยายทองสุก นั่นก็คือตอนช่วงที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านต้องการที่จะเผยแผ่วิชชาธรรมกายออกไปสู่ทั่วประเทศ ตอนแรกๆ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ส่งพระออกไปทำหน้าที่ก่อน ซึ่งพระที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านส่งไปนั้นก็จะได้รับการคัดสรรอย่างดี คัดสรรชนิดที่ว่าอย่างน้อยนี่จะต้องจบประโยค ๕ ประโยค ๖ แล้วก็ต้องนั่งสมาธิมาเยอะทีเดียว เพื่อที่ว่าพระแต่ละองค์ที่ส่งไปจะได้ไม่เลอะ จะได้ไม่เทอะ ไม่เลอะๆ เทอะๆ นั่นเอง แต่พอได้ขนาดนี้แล้วนี่ พอส่งไปนี่พระท่านก็เป็นโรคอย่างหนึ่ง เป็นโรคแพ้กลัวของนิ่ม เป็นโรคแพ้เสือปากแดง ส่งไปทีไรนี่ เสือมันดุ ตัวมันดุ มันก็เลยขวิด มันก็เลยกัดจนกระเจิงไปหมด พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็เลยต้องส่งแม่ชีไป ทำหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมะ ส่งไก่ไปขัน ไก่ก็ถูกเชือดหมด ก็เลยต้องส่งเป็ดไปร้องก๊าบๆ แทน ท่านส่งคุณยายทองสุกไปทำหน้าที่ในการเผยแผ่ธรรมะ ใจจริงของคุณยายทองสุกนี่ท่านไม่อยากไป ก็เพราะว่าถ้าเกิดอยู่กับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ ก็จะได้นั่งสมาธิทำวิชชากับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำทุกวัน ธรรมะก็จะก้าวหน้า ถ้าไปเผยแผ่ธรรม โอกาสนั่งมันก็น้อย วิชชามันก็จะไม่ค่อยละเอียด แต่จะได้บุญอีกด้าน ก็คือได้บุญจากการชี้ธรรมะให้แก่เขา ได้บริวารมากขึ้น ได้กองเสบียงมากขึ้น และที่สำคัญคือได้ธรรมกายมากขึ้น คุณยายทองสุกตอนที่ว่าจะไป ก็ไปอย่างเสียด๊ายเสียดาย เพราะว่ากลัวว่าวิชชาละเอียดเราจะต่อ เราจะไม่ได้ต่อ เพราะว่าจะรอให้หลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านมาเคี่ยวให้ทีหลัง มันก็เป็นไม่ได้ เพราะว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่ท่านไม่มีเวลา ถึงตอนนี้แหละคุณค่าของคุณยายจันทร์ของเราได้ปรากฏ คุณยายจันทร์ได้เข้าไปพูดกับคุณยายทองสุกว่า พี่สุก พี่สุก ไปเถอะนะไม่ต้องห่วง ธรรมะอะไรก็ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านต่อให้ใหม่นี่ ฉันจะตั้งใจฝึกตัวของฉันให้ดี และเมื่อพี่กลับมานี่ ฉันจะถ่ายทอดให้ พี่ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องห่วงนะ ว่าจะไม่ทันคนอื่น พอคุณยายทองสุกท่านได้รับยินได้รับฟังอย่างนี้ ท่านดีใจ แล้วก็ไม่ห่วงแล้ว ออกไปเผยแผ่ธรรมะด้วยความยินดีอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่คุณยายทองสุกนี่ ท่านไปเผยแผ่ธรรมเดือนหนึ่งนี่ท่านจะรีบกลับมา พอกลับมาถึงวัดปากน้ำปุ๊ป ท่านก็จะเข้าไปรายงานกับพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำว่าผลการไปเผยแผ่นี่ได้ผลเป็นอย่างไร ดีอย่างไร จากนั้นท่านก็แวบหลบไปนั่งสมาธิ พอถึงเวลาที่ต้องทำสมาธิทำวิชชากับเพื่อนๆ นี่ ท่านก็เข้ามานั่งสมาธิ แต่แน่นอนหายไปตั้ง ๑ เดือนนี่ ธรรมะท่านก็ยังไม่ละเอียด ตามเพื่อนๆ ไม่ทัน ท่านก็นั่งๆ ไป แต่ถึงเวลาพักนี่ท่านไม่พัก ท่านมานั่งกับคุณยายจันทร์ของเราต่อ คุณยายจันทร์ก็ถ่ายทอดให้ จากครั้งหนึ่งที่สมัยที่คุณยายจันทร์ของเรา ยังไม่ได้ธรรมะ คุณยายทองสุกท่านมาสอนให้ แต่ครั้งนี้คุณยายทองสุกมีหน้าที่จะต้องไปเผยแผ่วิชชาธรรมกาย เผยแผ่ธรรมะยังแดนไกลนี่ คุณยายจันทร์ของเราได้เข้ามาเป็นติวเตอร์ให้ เป็นพี่เลี้ยงให้ ถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากหลวงพ่อวัดปากน้ำให้คุณยายทองสุกต่อ จะเห็นได้ว่าคุณยายจันทร์ของเรา และคุณยายทองสุกของเรานี่ ท่านเป็นแบบอย่างของนักสร้างบารมีอย่างดีเยี่ยมเลย เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน เป็นแบบอย่างของการสร้างบารมีอย่างเเป็นทีมเป็นหมู่คณะ คุณยายจันทร์ของเราก็ทำหน้าที่ของลูกศิษย์ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ รวมกระทั่งในหมู่ของผู้ที่ถูกส่งไปทำหน้าที่ในการเผยแผ่วิชชาธรรมกายในแดนไกลนี่ ตามจังหวัดต่างๆ นี่ในหมู่ของผู้ที่ส่งไปนี่ มีคุณยายทองสุกของเรานี่เป็นผู้ที่โดดเด่นทีเดียว โดดเด่นทั้งในด้านของการประพฤติปฏิบัติธรรม และโดดเด่นในด้านของการเผยแผ่ธรรมะจนกระทั่งกล่าวได้ว่าท่านอื่นนี่ไม่ติดฝุ่นคุณยายทองสุกของเราเลยทีเดียว พูดถึงความเป็นต้นแบบของคุณยายจันทร์ของเรานี่ ท่านเป็นต้นแบบทั้งทางกาย ทางวาจา แล้วก็ทางใจ เราสามารถเห็นอิริยาบถของคุณยายไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การเดิน การยืน หรือคำพูดต่างๆ ที่ท่านกล่าวออกมาว่าเป็นถ้อยคำที่มีความบริสุทธิ์จากใจของท่านนี่ ไม่เคยให้ร้ายป้ายสีใคร เป็นอรรถเป็นธรรม คุณยายท่านนี่ไม่เคยพูดเล่นแม้แต่คำเดียว ท่านพูดเล่นไม่เป็น แค่ตรงนี้นะฮะ เราจะฝึกตามท่านก็ต้องฝึกอีกชาติทีเดียว คุณยายอาจารย์จันทร์ของเรามีแต่ความจริงจัง มีแต่ความจริงใจ มีสัจจะต่อวิชชาธรรมกายอย่างยิ่ง ไม่เคยพูดเหลาะแหละ หรือแม้กระทั่งอิริยาบถอื่น เช่นในท่าเดินของคุณยายจันทร์นี่ หลวงพี่ฐิตะนี่ท่านได้เคยสังเกตดูในสมัยที่คุณยายจันทร์ยังอยู่ที่วัดปากน้ำ พื้นบ้านที่บ้านของคุณยายน่ะ ก็เป็นพื้นไม้กระดาน เกาะไว้อย่างหลวมๆ เพราะว่าถ้าจะว่าไปแล้วบ้านก็แทบจะพัง เนื่องจากคุณยายอาจารย์จันทร์ เป็นแค่แม่ชี ไม่มีเงินไม่มีทองในการมาซ่อมแซม ก็เพียงแค่ปรับสภาพที่ เท่าที่เป็นไปได้ แต่การเดินของคุณยายจันทร์ของเรานี่แหละ แปลก พวกเราเดินนี่ มีเสียงเอี๊ยด มีเสียงอ๊าด แต่คุณยายจันทร์เดินไม่มีเสียง เงียบทีเดียว หลวงพี่ท่านถามว่าคุณยายเดินอย่างไร คุณยายจันทร์ท่านก็ตอบตามประสาของยาย คุณยายบอกว่าก็ระหว่างทางที่ยายจะเดินไปนี่ ยายจะสังเกตดูว่าตรงไหนที่มันเกิดเสียงน้อยทีสุด แม้ก็เวลาพวกคุณมานั่งสมาธินี่ กว่าสมาธิจะรวมกันได้ ก็แค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ แค่นี้พวกคุณก็ทำ ก็จะต้องนั่งสมาธิถึงขนาดที่ว่านั่งเป็นวันๆ ทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเกิดคุณยายเดิน จะทำให้เกิดเสียงนี่ ยายก็จะบาปเสียเปล่า ยายก็เลยเดินอย่างมีความระมัดระวัง เพราะฉะนั้นการก้าวเท้าแต่ละก้าวของคุณยายจันทร์ ท่านคำนึงถึงธรรมะ การก้าวเท้าแต่ละก้าวของคุณยาย ท่านคำนึงถึงลูกศิษย์ชนิดที่ว่าเอาใจคนอื่นมาใส่ใจตัวเอง หรือแม้กระทั่งการบ้วนน้ำลาย หลวงพี่ว่าถ้าเป็นยายคนอื่นนะ ถ้าบ้วนน้ำหมากนี่ แทบหลบไม่ทัน แต่คุณยายอาจารย์ของเรานี่ แค่บ้วนน้ำลายนี่ ก็สามารถเป็นครูของคนได้ เป็นต้นแบบของคนได้ หรือแม้กระทั่งนี่เรื่องความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตนนี่ คุณยายเจอใคร คุณยายก็จะยกมือไหว้ก่อนใช่ไหมเอ่ย ชนิดที่ว่าเรายกมือไหว้ท่านแทบไม่ทัน ตามปกติเท่าที่หลวงพี่เคยได้ยินมานี่ คนโดยทั่วไปนี่ที่จะยอมไหว้ผู้ที่มีอาวุโสกว่า ผู้ที่เด็กกว่านี้ จะไหว้ผู้ที่เด็กกว่านี่อยู่ มีประเภทอยู่ ๕ ประเภทเท่านั้นเองคือ ๑. เด็กคนนั้นนี่เป็นลูกกรอก ๒. เด็กคนนั้นถือเป็นครู ๓. เด็กคนนั้นกำความลับ หรือ ๔. เด็กคนนั้นเป็นสามเณร ๕. เด็กคนนั้นอุ้มพระพุทธรูป แต่คุณยายอาจารย์ของเราไม่ทำอย่างนั้นเลย เพราะว่าเหตุผลที่ว่าคุณยายอาจารย์ไม่อยากให้ลูกๆ ของท่านนี่ตกนรก เพราะว่ามาจับผิดท่านหรืออะไรก็ตามแต่นี่ ท่านก็เลยยกมือไหว้ เพื่อที่จะเป็นการปฏิสันถาร เป็นการต้อนรับแก่ผู้ที่มาวัด สิ่งเหล่านี้ก็เป็นต้นแบบของการปฏิบัติของหมู่คณะพวกเราอย่างดีเยี่ยมเลย คำสอนของคุณยายอาจารย์ก็เป็นคำสอนที่สั้น กะทัดรัด จริงใจ แสดงถึงการฝึกฝนอบรมตัวอย่างยิ่งเลยทีเดียว เช่น คำสอนที่ว่ามีน้ำก็ต้องใช้น้ำให้เป็น ใช้ไม่เป็นก็เป็นขี้ข้าน้ำ มีไฟถ้าใช้ไฟไม่เป็น ก็เป็นขี้ข้าไฟ มีเงินถ้าใช้เงินไม่เป็น ก็จะเป็นขี้ข้าเงิน มีของหามาได้แล้ว ไปราดส้วม ยายยังไม่ยอมให้น้ำหกแม้แต่หยดเดียว ดังนั้นเมื่อจะใช้ของอะไรแล้วก็ตาม ให้ดูอย่างยาย ใช้ให้เป็น จะได้ไม่ลำบาก คำสอนนี้หลวงพี่อ่านมาแล้วไม่รู้กี่รอบ แต่รู้ตัวเองว่าตัวเองยังปล่อยปละ ยังละเลิกถึงโอวาท ถึงคำสอนของคุณยายอยู่ ก็เพราะว่ามีครั้งหนึ่งได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปาก ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวให้ไปช่วยงานบุกเบิกที่วัดสาขาแห่งหนึ่ง อยู่ในป่าที่จังหวัดกาญจนบุรี วันนั้นหลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านก็ออกจะดุหน่อยๆ ถ้าจะบอกดุมาก เดี๋ยวถูกส่งไปอีก ครั้งหนึ่งหลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็ได้มอบหมายให้ไปสำรวจดูก๊อกน้ำที่มีอยู่เป็นร้อยนี่ในวัด ว่าก๊อกไหนที่ปิดไม่สนิท ให้รีบไปปิด เดี๋ยวทำการซ่อมแซมโดยด่วน เพราะว่าน้ำแต่ละหยดที่ไหลไปก็ล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น หลวงพี่เองก็ไปตรวจดู อันไหนเจอก็ปิดบ้าง อันไหนเสียก็ไปซ่อมบ้าง ซึ่งโดยปกตินี่ ก็ไม่เคยเป็นงานช่างเลย ปกติเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยก็เพียงแต่กดเครื่องคิดเลข หรือกดคอมพิวเตอร์ ตอนนี้มาบวชโดยเฉพาะอยู่ในป่านี่ ก็เลยต้องฝึกฝนอบรมตัวเองด้วยการเป็นช่างจำเป็นเหมือนกัน ก็ไปตรวจดูก๊อกน้ำต่างๆ ในวัด เจอก็ซ่อม เจอก็ปิด แต่พอมีครั้งหนึ่งมันมืด จะซ่อมก็ไม่สะดวก เจอก๊อกน้ำหนึ่งท่อพีวีซีมันแตก ก็เลยติดนิสัยช่างมาคือช่างมันเถอะ ช่างมันเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยซ่อมแล้วกัน พอรุ่งเช้านี่ หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านมาเจอ จุดที่หลวงพี่ปล่อยปละละเลยพอดีเลย พอเจอปุ๊ป ท่านก็กลับไปที่กุฏิ ที่กุฏิท่านก็จะมีลักษณะพิเศษ มีลำโพง มีไมโครโฟนติดอยู่ ท่านก็เปิด แล้วก็เรียกตัวหลวงพี่ ท่านสุภัทร์ ท่านสุภัทร์มานี่ หลวงพี่ก็รีบไปที่กุฏิท่าน พอเจอหน้าท่าน ท่านก็ดุหน่อยๆ หน้าตานี่ดุ แล้วก็ถามว่าผมให้คุณไปดูก๊อกน้ำแล้วใช่ไหม ไม่ใช่หรือ เห็นไหมตรงนั้นมันน้ำไหลโจ๊กเลย ทำไมไม่รู้จักปิด ไม่รู้จักซ่อม รู้ไหมน้ำมันร้องว่าอย่างไร หลวงพี่ก็ทำหน้างงๆ ก๊งก๊ง เอ๊ะ น้ำมันคงร้องเจี๊ยกๆ ไม่ได้ แล้วมันจะร้องเจ๋งๆ กระมัง หลวงพ่อท่านเห็นทำหน้างงๆ ท่านก็เลยเฉลย รู้ไหม น้ำมันร้องว่าตังก์กู ตังก์กู เพราะว่าแต่ละหยดที่น้ำไหลไป ก็ล้วนแล้วแต่เป็นค่าใช้จ่ายที่หลวงพ่อท่านจะต้องจ่ายอยู่ทั้งสิ้น ก็เลยรู้ว่าอ๋อ โอวาทของยายนี่ เราอ่านกันแล้ว เราอ่านกันแล้ว เราฝีกฝนกันแล้ว แต่ว่ามันก็ยังไม่ขึ้นใจ เรายังไม่ปฏิบัติตาม แล้วจากนั้นก็เลยเริ่มฝึกตัวใหม่ เห็นไฟที่ไหนเปิด เห็นน้ำที่ไหนยังเปิดอยู่ทิ้งไว้อยู่ ก็จะรีบไปปิดน้ำปิดไฟ เพราะว่าการปิดน้ำปิดไฟนี่ เป็นการช่วยรับลดค่าใช้จ่ายของวัดได้อย่างหนึ่ง และถ้าจะว่าไปแล้ว การลดค่าใช้จ่ายของวัดนี่ เท่ากับว่าเป็นการช่วยในการด้านของการระดมทุนได้อย่างดีเยี่ยมเลย นี่คุณยายท่านเป็นทั้งต้นแบบทั้งต้นบุญ มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวนี่ หลวงพี่ก็เคยอาราธนาขอบารมีของคุณยายในการทำหน้าที่ในการรับภาระช่วยงานของพระศาสนาต่างๆ เช่นเมื่อปีที่แล้วนี่หลวงพี่ก็ได้รับมอบหมายจากพระอาจารย์ศุภโชค พระอาจารย์ใหญ่ให้ไปช่วยอบรมญาติโยมสาธุชนที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อันเป็นวัดที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้บรรลุธรรม ไปช่วยมวลชนสัมพันธ์ เพราะเหตุที่ว่าตอนนั้นยังมีข่าวเลยอยู่ว่าวัดพระธรรมกายของเราจะไปยึดวัดโบสถ์บน แล้วก็ประจวบเหมาะกับว่าช่วงประมาณเดือนธันวาคม เป็นวันพ่อนี่ ทางวัดโบสถ์บนจะมีการอบรมบวชชีพราหมณ์ ปีที่ผ่านมาหลวงพี่ก็ได้รับบุญ ก็ได้ตระเตรียมการอบรมต่างๆ แต่ก่อนที่ตระเตรียมอบรมนี่ จำได้ว่าอาจารย์ลือพงศ์ได้พาไปกราบหลวงพ่อท่านก่อน พอเจอหน้าหลวงพ่อท่านปั๊บนี่ ไปกับพระอาจารย์ใหญ่ หลวงพ่อท่านบอกว่านี่หรือพระอาจารย์ ทำไมยังหนุ่มจัง เริ่มไม่เชื่อมือเสียแล้วซิ พอกลับมาแล้วนี่ ก็เลยตระเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ หาพี่เลี้ยง หาชุดชีพราหมณ์ให้แก่พี่เลี้ยง ตระเตรียมเครื่องเขียน อุปกรณ์การอบรม แล้วจากนั้นก็ไป เดินทางไปอบรมที่วัดโบสถ์บน บางคูเวียง สาธุชนที่นั่นนี่ พอเห็นว่าโอ้ ปีนี้แม่ชีไม่ได้มา ซึ่งทุกปีนี่แม่ชีจากวัดปากน้ำจะมาอบรม แต่เผอิญปีที่ผ่านมานี่ ติดธุระที่บ้านเก่าโดยด่วน ไม่รู้ว่าสวรรค์ชั้นไหน หลวงพี่ก็เลยได้รับบุญ พอไปแล้วนี่ ก็เห็นญาติโยมสาธุชนทั้งหลายบางคนยังตาขวางๆ อยู่ พอรู้ว่าเป็นพระมาจากวัดพระธรรมกาย ก็เลยขอบารมีจากคุณยายอาจารย์ให้ช่วยในการอบรมสาธุชนในครั้งนั้น ก็ได้รับความเมตตาจากหลวงพี่ศุภโชคบ้าง หลวงพี่อนุชาบ้าง ในการมาช่วยเทศน์ในบางรอบ แต่มีอยู่วันหนึ่งประทับใจมากเลย ได้ทำหน้าที่ทั้งรอบเช้ามืด รอบสาย รอบบ่าย รอบค่ำ ชนิดที่ว่าเหมาหมดทั้งวัน เหมาหมดทั้งวัน คงจะ ญาติโยมคงจะเห็นใจมั๊ง เพราะตอนหลังบอกว่าให้ทำอะไรนี่ ให้เก็บใบไม้ ให้เก็บขยะ ให้ถูห้องน้ำ ก็ช่วยกันอย่างดีเลย ซึ่งโดยปกตินี่ญาติโยมที่นั่นไม่เคย ไม่เคยทำ เพราะว่าหลวงพ่อวัดโบสถ์บนท่านจะให้ความสะดวกทุกประการเลย การเทศน์ที่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่ได้มี stage อย่างสวยอย่างนี้นะฮะ การเทศน์ครั้งนั้น เทศน์บนธรรมาสน์ ซึ่งบวชมาแล้วประมาณ ๔ ปี จะไม่เคยเทศน์บนธรรมาสน์เลย ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่ได้เทศน์บนธรรมาสน์ ตอนอยู่ที่เมืองกาญจน์ หลวงพ่อเจ้าอาวาส ท่านเลยสอนถึงการขึ้นบนธรรมาสน์ของพระนี่ ถ้าขึ้นไม่สวยนี่ ขออภัย ท่านบอกว่าเหมือนท่าหมาไต่นะฮะ คือไม่สวยเลยนะฮะ ขึ้นก็ยาก เวลาลงยิ่งยากใหญ่นะฮะ เวลาลงยิ่งยากใหญ่ นอกจากนี้นี่ พอสอนการทำสมาธิแล้วนี่ ก็ยังต้องสอนการเดินจงกรมอีก ซึ่งการเดินจงกรมก็เคยได้เรียนจากพระอาจารย์สมชาย ฐานวุฒโฑ ในสมัยที่อบรมธรรมทายาทรุ่น ๑๔ บ้าง ว่าให้เอาใจอยู่ที่ศูนย์กลางกายเวลาเดินนี่ ถึงเวลาหยุดเดินก็สำรวจดูว่าระหว่างหยุดเดินนี่ ใจของพวกเราของนิ่ง ใจของเรามั่นคงอยู่กับศูนย์กลางกายดีกว่าตอนที่เดินไหม นอกจากนี้พอเดินจงกรมเสร็จ เขาก็ยังให้มีกิจกรรมสันทนาการให้แก่ญาติโยม ก็คิดไปอ้อ สงสัยเราต้องใช้วิธีออกกำลังกายอย่างดีกระมัง ทีนี้ไม่ได้เตรียมกับพี่เลี้ยงเขาซิ ก็เลยทำหน้าที่เป็นครูพละด้วย แต่ก็เป็นครูพละที่ไม่ได้ใช้ท่าโลดโผนอะไร ชนิดที่ว่าท่าอีแร้งไซ้ขน หรือท่าอีกาไซ้ขนนะฮะ ก็เป็นเพียงแค่ท่าแกว่งแขนอย่างธรรมดาๆ เท่านั้น ถึงตอนนี้ญาติโยมปรากฏว่าสามารถเปิดใจญาติโยมได้ ญาติโยมก็ศรัทธากัน ชนิดที่ว่ายอมมาทัศนศึกษาที่วัดพระธรรมกายของเรา เมื่อมาทัศนศึกษาแล้วนี่ ก็มีความเชื่อมั่นว่าเออ วัดพระธรรมกายของเรานะไม่ได้ไปยึดวัดโบสถ์บนนะฮะ แล้วก็วัดของเรานี่มีความตั้งใจที่จะไปบูรณะโบสถ์ที่มีอายุถึง ๓๐๐ ปีจริงๆ นี่ ถึงตอนนี้นึกถึงตอนนั้นก็ยังปีติใจอยู่ ก็ขอเอาบุญนี้ให้แก่ญาติโยมทุกท่านนะ ก็สิ่งที่ได้อาศัยบารมีธรรมของคุณยาย ช่วยการให้การอบรมครั้งนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี แล้วก็คุณยายเป็นทั้งต้นบุญ เป็นทั้งต้นแบบ เป็นยอดของครูบาอาจารย์ที่เราควรจะยกย่องบูชา และไม่ใช่เพียงแต่ศึกษาหรือรับฟังคุณธรรมของคุณยายเท่านั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะสามารถทำให้คุณยายของเรานี่ได้บุญขึ้นอีกเยอะๆ นั่นก็คือตัวของเราเองจะต้องประพฤติปฏิบัติตามอย่างยายด้วย ด้วยการตั้งใจปฏิบัติ ประพฤติปฏิบัติธรรม เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโย หลวงพ่อทัตตชีโว มีความีเคารพอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ ต่อผู้มีพระคุณและต่อสถานที่คือวัดพระธรรมกาย สุดท้ายนี้ หลวงพี่ก็ขอเชิญทุกท่านได้ประพฤติปฏิบัติธรรม บูชาธรรมคุณยายอาจารย์ของเรากันนะ หยุดใจของเรานิ่งๆ นะ ใจนิ่งอย่างสบายๆ ตรงศูนย์กลางกาย ตรงกลางท้องของเรา วางใจสบายๆ วิธีวางใจอย่างสบาย ก็คือแค่ทำความรู้สึกนึกคิดไปตรงกลาง แล้วเราก็นึกถึงบุญกุศลที่เราได้สละเวลาอันมีค่ามาร่วมบำเพ็ญการกุศลสวดพระอภิธรรม มาเป็นเจ้าภาพในการสวด มาฟังพระธรรมเทศนา รำลึกถึงบุญทั้งหลายทั้งปวงนี่ แล้วนึกน้อมถวายคุณยายอาจารย์ของเรา ให้ท่านมีสมบัติทิพย์อันสว่างไสว มีวิมานสว่างไสว สัพเพ…. หน้า PAGE 14 440327FW-AAT