ขยายความพระธรรมสังคณี ว่าด้วยจิต
(ม้วน 1/A)
พระธรรมธีรราชมหามุนี : และขอโอกาสพระสงฆ์ พระเถรานุเถระที่ได้รับอาราธนามาฉลองศรัทธาในงานสวดพระอภิธรรม โดยปรารภสรีระซากศพของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง ในวันนี้ และขอโอกาสกัลยาณมิตรชนทุกท่าน
ตามปกติแล้ว พออุบาสกอาราธนาคำว่าพราหมานี่ คือทีปฏิบัติในศาสนพิธี ที่ท่านผู้รู้กำหนดไว้ พอขึ้นคำว่าพราหมา นั่นคือการอาราธนาหรืออ้อนวอนให้แสดงธรรม ถ้าเทศน์ก็ยกคัมภีร์ขึ้นจบ ถ้าสวดพระอภิธรรมก็ต้องจับพัดขึ้นตั้งทันที ซึ่งพระสงฆ์เถรานุเถระที่นั่งอยู่บนอาสนะสงฆ์นี้จำนวน ๒๐๐ รูป ท่านก็รู้ระเบียบวิธี ก็เตรียมจะจับพัด แต่อาตมาอยากจะปรารถเกี่ยวกับการบำเพ็ญกุศลอุทิศวิบากสมบัติส่วนนี้ให้กับคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง สักเล็กน้อย ต้องขออภัยพระเถรานุเถระ ขออนุญาตกัลยาณมิตรชนทุกท่านในสมาคมนี้ด้วย
อาทิตย์หนึ่งก็มีการสวดพระอภิธรรม ซึ่งพระอภิธรรมนี้ถ้านับเป็นพระธรรมขันธ์ได้ ๔๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้านับเป็นคัมภีร์ ได้ ๗ พระคัมภีร์ มีพระสังคิณีเป็นต้น มีมหาปัฏฐานเป็นที่สุด ความจริงแล้วกัลยาณมิตรชนทุกท่านรู้วิธีปฏิบัติในการสร้างบุญ เสริมบารมี อาจจะดีกว่าอาตมาที่จะพูดต่อไปนี้ก็ได้ แต่ทั้งนี้ถึงแม้ว่ากัลยาณมิตรชนจะรู้ดีและปฏิบัติได้ดีแล้วก็ตามที ก็อยากจะพูดเสริมสักเล็กน้อย อย่าหาว่าสอนหนังสือสังฆราช หรือจะกล่าวหาว่าเอามะพร้าวมาขายสวน ทุกท่านปฏิบัติธรรมกันมาด้วยกาย วาจา และใจ จนเป็นที่คล่องตั้งแต่การเริ่มกราบพระ คล่องวาจา ตั้งแต่การกล่าวคำบูชา ขึ้นใจตั้งแต่การหัดมาปฏิบัติธรรมในสำนักนี้ และนำไปปฏิบัติที่บ้าน
ส่วนการที่เขาบอกว่าเรามาบำเพ็ญบุญเสริมบารมีเพื่ออุทิศให้กับคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง นั้น ทุกท่านรู้จักวิธีที่จะสร้างบุญเสริมบารมีกันดีแล้ว แต่ในพระธรรม ๗ คัมภีร์นั้น ในบทพระสังคินีคือบทต้นที่ว่ากุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อัพยากตาธรรมา เป็นต้น ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าแสดงโปรดพุทธมารดาที่ชั้นดาวดึงส์ พุทธมารดาด้วยบุญบารมีเป็นสตรีที่บริสุทธิ์ ไปอุบัติในชั้นดุสิตเทวโลก แต่ที่พระพุทธเจ้าไปทรงแสดงที่ชั้นดาวดึงส์นั้นก็เพื่อต้องการให้พบกันครึ่งทาง เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ เสริมสร้างบุญ สร้างบารมีมากก็ลงมาได้ เทวดาที่มีศักดิ์น้อยสร้างบุญเสริมบารมีน้อยก็ขึ้นไปได้ พระองค์จึงเลือกสถานนั้นเป็นสถานที่แสดงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์
ก็เหมือนอย่างในสถานที่นี้ ทุกคนมาประจวบ มาบรรจบกันได้ที่วัดพระธรรมกายนี่ จะมาจากที่สูง จะมาจากเบื้องต่ำ จะมาโดยรอบทิศก็มาประจวบเหมาะกันหน้าหีบศพของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ตรงนี้ และมาฟังพระ ๒๐๐ รูป สาธยายหรือสังวตยายในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ทุกท่านในที่นี้เรียนบาลีมาก็มาก จบหลักสูตรประโยค ๙ ก็หลายรูป กำลังเรียนก็มี ฝ่ายกัลยาณมิตรก็รู้ภาษาบาลีบ้าง ไม่รู้บ้าง แต่เข้าใจความหมายในพระอภิธรรม ๗ คัมภีร์นั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม วันนี้ก่อนที่พระสงฆ์ทั้งปวง ๒๐๐ รูป จะได้สังวตยายในพระธรรม ๗ คัมภีร์ ก็อยากจะพูดเฉพาะพระสังคินีคัมภีร์แรกสักเล็กน้อย พูดมากไม่ได้ ถ้าพูดมากแล้ว วันนี้จิตจะไม่เป็นกุศล คนฟังก็ไม่เป็นกุศล ถ้าพูดนานนะ ถ้าพูดน้อย จิตก็ไม่เป็นกุศล เพราะหาว่าพูดน้อย เพราะงั้นพบกันครึ่งทาง เอาพอดีไม่มากไม่น้อย ที่ว่าพูดมาก พระเถระที่อาราธนามาวันนี้ ๓ หนด้วยกันนะ หนกลาง หนตะวันออกเฉียงเหนือ และหนเหนือ มากัน ๓ หนนะ และท่านก็จะต้องกลับ
อย่างหลวงพ่อเชียงใหม่ หลวงพ่อพระธรรมสิทธาจารย์ ท่านออกตั้งแต่ตี ๓ เมื่อคืน มาสว่างที่วัดพระธรรมกาย ฉันหลวงพ่อนอนไหน นอนในรถ หลวงพ่ออดทน จะ ๙๐ อยู่แล้วนะ ๘๘ ๘๙ แล้ว ท่านนั่งอยู่ข้างหน้านี่นะ หลวงพ่อพระธรรมสิทธาจารย์ ก็บอกท่านเจ้าคุณภาวนาวิริยคุณ บอกว่าไม่ต้องให้ท่านขึ้น เจ้าคุณธรรมธีรราชขึ้นองค์เดียวก็แทนท่านได้ เพราะว่าท่านไม่สะดวกนะ ไม่สะดวกในการขึ้น
เพราะงั้นพระธรรมสังคินีบทแรก ทั้ง ๗ คัมภีร์พระพุทธเจ้าทรงแสดง ๓ เดือน ๓ เดือนในโลกมนุษย์ แต่ว่าอาจจะไม่ถึง อาจจะไม่ถึงเสี้ยวของวันก็ได้ในชั้นดาวดึงส์ เทวโลก ในพระสังคินีนั้น นี่ทางวัดพระธรรมกาย มีตำราวางไว้ข้างหน้า ก็คงจะไม่ให้พระเถระประมาทนะ เพราะนานๆ จะได้สวดทั้งที ก็เลยเอาตำรามาให้หัวหน้า แต่ความจริงอาตมาไม่ต้องใช้ตำราก็ได้ เพราะว่าสวดอยู่เป็นประจำ สวดที่ไหน สวดที่ห้องพระนะโยมนะ ไม่ใช่พูดเล่น พูดจริง กุศลาธรรมา กุศลาธรรมา นี่คล่องเลยนะ เดี่ยวก็ได้ แต่ถ้าเดี่ยวแล้วต้องริบหมด ๒๐๐ นี่ไม่ให้
เพราะงั้นก็ในกุศลาธรรมา อกุศลาธรรมา อพยากตาธรรมา มีเรื่องที่จะต้องพูด ๓ เรื่อง คือเรื่องดี เรื่องไม่ดี และเรื่องที่เป็นกลางๆ ทุกคนชอบเรื่องดี ไม่ชอบเรื่องไม่ดี และไม่สนใจเรื่องกลางๆ แต่จะอย่างไรก็ตามในขณะเดียวกัน ในจิตของเราดวงเดียวกันนี้ เจอทั้ง ๓ เรื่อง วันหนึ่งนี่เจอทั้ง ๓ เรื่อง นอกจากว่าเรื่องไหนจะมาก เรื่องดีจะมาก เรื่องไม่ดีจะมาก หรือเรื่องไม่ดีเป็นกลางๆ จะมากเท่านั้นเอง ทุกคนจะต้องเจอเรื่องที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นกลางๆ บ้าง ที่เป็นชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา พระพุทธเจ้าบอกว่าฤกษ์ดี ยามดี เวลาดี ขณะดี ไม่ได้อยู่ที่ฤกษ์ผานาที แต่มันอยู่ที่กาย วาจา และใจ ที่เรียกว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นคือฤกษ์ดี ยามดี เวลาดี ขณะดี
เพราะงั้นในเรื่องพระสังคินีนี้ ท่านพูดถึงเรื่องจิต พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์คือจิต เจตสิก รูป นิพพานนะ แต่ว่าในพระธรรมสังคินีนี้พูดเรื่องจิต เรื่องจิตนั้นเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน เป็นสิ่งที่คัมภีรภาพ ลึกซึ้ง บางทียากแก่การเข้าใจ แม้แต่ตัวของเราเองบางทีก็เข้าใจจิตของเราไม่ได้ ศึกษาจิตของเรายังไม่ทั่วถึง ยังไม่รู้ทันเลศเหลี่ยมของจิตเราก็ได้ นี้บางคนนะไม่รู้จัก ใหม่ๆ ศึกษาในเรื่องจิตของตัวเองไม่ทัน ไม่ทันเลศเหลี่ยมจิตของเราเอง ที่ว่าไม่ทันนั้นก็เพราะว่าเรายังสลัดกิเลสออกไม่หมด เรายังฟอกกิเลสออกจากจิตที่ย้อนมาเป็นเวลาช้านานชั่วกัปชั่วกัลป์นี้ไม่หมด เราจึงไม่ทันเลศเหลี่ยมของจิตที่ถูกกิเลสห่อหุ้ม
เพราะงั้นในพระสังคินีนี้ ท่านบอกว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ โสมนสฺสสหคตํ ญาณสมฺปยุตฺตํ เขาบอกว่าในสมัยใดจิตของคนเราที่กำลังนึกคิดเป็นไปในฝ่ายสร้างสรรค์ เป็นไปในฝ่ายข้างดี แต่จะอย่างไรก็ตาม กุศลจิตนั้นยังเป็นกามาวจรอยู่ ใจดวงนี้ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลกของกาม ตั้งแต่สัตว์ที่เกิดในอบาย ก็เป็นกามาวจรสัตว์ จะเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน เราก็เห็นว่าสัตว์ที่เกิดในอบายนั้นมันยังมีโลภ มีโกรธ มีหลง นี่เขาเรียกกันว่ากามาวจรสัตว์ และสัตว์ที่อุบัติมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นกามาวจรสัตว์ คือยังท่องเที่ยวอยู่ในโลกของกาม ยังมีความโลภ ยังมีความรัก ความชัง ความลุ่มหลง นี่เป็นกามาวจรสัตว์
แม้แต่ว่าเทวดาก็ยังเป็นกามาวจรสัตว์ ในเทวโลก ๖ ชั้นนั้นก็เป็นกามาวจรสัตว์ คือเทวดาก็ยังมีรัก มีโลภ มีเกลียด มีชัง มีลุ่มหลง ถ้าเราจะศึกษาประวัติของเทพบุตร เทพธิดา เราก็จะรู้ว่าเทพบุตร เทพธิดานั้นยังมีความโลภ ความรัก ความชัง ความลุ่มหลงกันอยู่ เพราะงั้นสัตว์จำพวกนี้เขาเรียกว่าในไตรภพ คือทั้ง ๓ โลกนี้ยังเป็นกามาวจรสัตว์
นั้นที่อาตมาพูดไว้ในเบื้องต้นว่า กุสลํ กามาวจรํ กุสลํ จิตฺตํ จิตของคนเรานี้ที่เป็นกุศล ไม่ว่าเห็นรูป ก็นึกแต่เรื่องดี เช่นสมมติว่ากัลยาณมิตรชนมาเห็นหีบศพของคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ถ้าจิตเป็นกุศล ก็คิดไปตามสภาวะธรรม ว่าโอ้ นี่มันเป็นอนิจจัง พระพุทธเจ้าจะอุบัติก็ไม่อุบัติ สรรพสัตว์ก็มีสภาวะธรรมอย่างนี้อยู่ คือต้องประสบอย่างนี้ หลีกลี้อย่างนี้ไปไม่พ้น ทุกคนมีอย่างนี้เป็นธรรมดา นี้ถ้าจิตเป็นกุศลก็คิดว่าเราเกิดมาเพื่อสร้างบุญเสริมบารมี ถ้าเราเกิดมาทั้งที ไม่สร้างบุญ ไม่เสริมบารมี ก็เสียทีชาติเกิด
ดังที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเคยกล่าวอยู่เสมอ เกิดมาพบแก้ว ไม่กำแก้ว แล้วเกิดมาทำอะไร ก็เหมือนกัน เกิดมาเป็นมนุษย์ เออ ไม่สร้างเสริมบารมีก็เสียทีชาติเกิด เพราะสถานที่อื่นที่สร้างบารมีไม่มี นอกจากโลกมนุษย์นี้เท่านั้น ถ้าไปอบายภูมิก็ไปชดใช้กรรมที่ทำไว้ ไปเสวยโทษกรรมกร ถ้าไปสวรรค์ ก็ไปเสวยผลของความดีในเทวโลกนั้น แต่ว่าในโลกมนุษย์นี้เท่านั้นที่จะสร้างความดีทั้งนั้น
เพราะงั้นยามใดที่เขาบอกว่า รูปารมฺมณํ เราเห็นรูป ถ้าหากว่ารูปนั้นเป็นที่รักที่ปรารถนาของเรา ก็เป็นอิฏฐารมย์ แต่ถ้ารูปนั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจของเรา มันก็เป็นอนิฏฐารมย์ ตรงนี้แหละกัลยาณมิตรชน พระคุณเจ้าทั้งหลาย กุศลจิต อกุศลจิตมันจะเกิดขึ้นตรงนี้ เพราะงั้นถ้าหากว่าเห็นรูปที่เราชอบใจปรารถนา กุศลจิตเกิดขึ้น แต่ถ้าเห็นรูปอริศัตรู หรือคู่อาฆาตคนที่ไม่ถูกไม่ชอบ นั้นอกุศลจิตเกิดขึ้น
เพราะงั้นความดี ความไม่ดีมันเกิดขึ้น บางทีอาจจะเท่าเทียมกันก็ได้หรือทัดเทียมกันก็ได้ ไล่เลี่ยกันก็ได้ นี่เรียกว่ากุศลจิต อกุศลจิต ส่วนคนที่ถึงอพยากตจิตนั้น ก็หมายถึงท่านผู้ได้อุเบกขาญาณแล้ว ที่กล่าวนี้ก็หมายถึงว่าคุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูงนี้ ใครจะรู้ได้ ใครจะทราบวาระจิตของท่านได้ว่าวาระจิตที่ท่านละจากร่าง ละจากสังขารไปนี้ ท่านสงบมากน้อยแค่ไหน ไม่เสวยเวทนาหรือเสวยเวทนาก็ข่มได้ ข่มเวทนาลงได้ ไม่โอดครวญ หรือไม่ตีโพยตีพาย จิตไม่ฟุ้งซ่าน ซัดส่ายไปมา ท่านเข้า เรียกว่าเข้าฌานแน่วแน่ เรียกว่าไม่เสวยอารมณ์สุข ไม่เสวยอารมณ์ทุกข์ และจิตท่านละสังขารไป นั่นเรียกว่าท่านเป็น ท่านมีอัพยากตจิต คือจิตที่ไม่ยินดีกับรูปที่เห็น เสียงที่ได้ฟัง กลิ่นที่ได้ดม รสที่ได้ลิ่ม โผฐัพพะที่ได้แตะต้อง และรับทราบ ท่านไม่รับรู้ในเรื่องของความดี ของความร้าย นั่นแหละจิตของท่านเรียกวาอัพยากตจิต
เมื่อท่าน จิตของท่าน วิญญาณของท่านละสังขารไปแล้ว มีพรหมโลกที่เรียกอมโลปูปโค เข้าถึงพรหมโลก ถ้ายังไม่สิ้นกิเลสอาสวะ นั่นเออ คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงนี้ ท่านเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ ตามที่อาตมาภาพกล่าว คงเป็นเช่นนั้น เป็นอัพยากตจิต
ส่วนเราท่านทั้งหลาย จะมีกุศลจิตมากในวันหนึ่ง หรือมีอกุศลจิตในวันนี้ก็แล้วแต่ แต่ถ้าเราศึกษาให้ทัน รู้ให้ทัน เราก็สามารถป้องกันได้ ป้องกันอกุศลจิตไม่ให้เกิดขึ้นเกิดได้ รักษากุศลจิตไว้ให้เป็นไปตลอดทั้งวันก็ได้
ฉะนั้นในวันนี้ท่านทั้งหลายได้รู้วาระ ถึงวันเช่นนี้ก็มาประชุมพร้อมกัน เพื่อต้องการจะเสริมบุญสร้างบารมี การเสริมบุญสร้างบารมีของเรานี้ ก็เพื่ออุทิศให้กับคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เป็นการเพิ่มบุญเสริมบารมีอภินิหารของท่านสืบไปในปรภพ
อาตมาภาพได้ใช้เวลาปรารภถึงเรื่องการฟังพระสวดพระธรรม ๗ คัมภีร์ ในการอุทิศส่วนกุศลให้กับคุณยายในครั้งนี้ ก็คงจะฆ่าเวลาของท่านพอสมควร แต่ความจริงแล้วพระสังคินีนั้นยังไม่ได้พูดอะไรมากมาย พูดนิดเดียว ดังที่ได้กล่าวปฏิญาณไว้ข้างต้นแล้วว่าพบกันครึ่งทาง เอาแค่นี้พอ แต่ถ้าอยากจะให้พูดต่อก็ต้องนิมนต์ใหม่ พูดทีไรก็พ้นเอาดีเข้าไว้ ที่พูดมานี้ ที่ไม่ดีโยมก็อย่าจดอย่าจำ ที่ดีก็จดจำเอาไว้ พระคุณเจ้าก็เหมือนกัน ที่ผมพูดนั้น ในขณะที่เกิดหัสนะจิต จิตที่ร่าเริงนี้ บางทีท่านไม่ร่าเริงกับผมด้วยก็ได้นะ ผมร่าเริงคนเดียว หรือกัลยาณมิตรชนอาจจะไม่ร่าเริงกับอาตมาก็ได้ ตอนนี้มันก็บ่ายคล้อย ๕ โมงแล้ว งั้นก็นิมนต์จบๆ เสีย แล้วก็นิมนต์สวดเสีย จะได้ถวายไทยทาน ก็ขอให้กัลยาณมิตรชนทุกคนทุกท่านตั้งใจดั่งที่อาตมาภาพได้กล่าวมานี้ ขออาราธนาพระสงฆ์เถรานุเถระจับพัดขึ้นตั้ง ณ บัดนี้
หน้า PAGE 1
440211EW-BBT