(ม้วน 1/A)
พระหาญพล : ขอกราบนอบน้อมแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็น…ทั้งโลกเหนือเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกๆ รูป นมัสการเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และลูกหลานคุณยายทุกๆ ท่าน (สาธุ)
คุณค่าของการเกิดมาเป็นมนุษย์อยู่ที่การได้สร้างบารมี ถ้าถามว่าแล้วสร้างบารมีไปทำไม เราสร้างบารมีไป เพื่อให้บารมีนั้นเต็มเปี่ยม บารมีเต็มเปี่ยมเมื่อไหร่จะได้เลิกเกิด แล้วเกิดไม่ดีหรือ ทำไมถึงต้องสร้างบารมีเพื่อให้เลิกเกิด เพราะงั้นต้องเข้าใจก่อนว่าคนเราหลังจากที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ได้สูญหายไปไหน ยังมีภพภูมิต่อไปที่เขาจะต้องไปบังเกิดอีก
หลังจากที่ตายไปแล้ว จะไปเกิดได้ทั้งหมด ๓๑ ที่ เราเรียกว่าภพภูมิ ๓๑ อันได้แก่สัตว์นรก นรกนั้นจะมีทั้งหมด ๔๕๖ ขุม เป็นขุมใหญ่อยู่ ๘ นอกนั้นจะเป็นขุมบริวารชั้นในชั้นนอกนะ อันนี้ยังไม่รวมโลกันต์นรกที่อยู่รอยต่อของจักรวาลสานจักรวาลมาชนกัน คือที่ตั้งของนรกและโลกันต์นรกนั้นจะอยู่คนละที่กัน ถ้าจากสัตว์นรกขึ้นมาจะเป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ทั้งนรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน เราเรียกว่าอบายภูมิหรือทุคติภูมิ เป็นภูมิที่มันไม่น่าไป
ถ้าจากอบายภูมิก็จะเป็นสุคติภูมิได้แก่มนุษย์ อย่างพวกเราแบบนี้นี่แหละอยู่ในสุคติภูมิ โชคดีมากๆ เป็นภูมิที่มีความทุกข์นั้นน้อยกว่าอบายภูมิมากมายนัก ถ้าจากมนุษย์ขึ้นมา ก็จะเป็นสวรรค์ สวรรค์จะมีอยู่ทั้งหมด ๖ ชั้น เพราะฉะนั้นใครที่เคยได้ยินคำว่าสวรรค์ชั้น ๗ นี่อย่าไปเชื่อนะ โม้ ไม่มี ถ้าจากสวรรค์ ๖ ชั้นจะเป็นรูปภพ ๑๖ ชั้น ถัดจากรูปภพ ๑๖ ชั้น ก็จะเป็นอรูปภพอีก ๔ ชั้น เพราะฉะนั้นรวมกันแล้วตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ สวรรค์ ๖ ชั้น รูปภพ ๑๖ ชั้น และอรูปภพอีก ๔ ชั้น รวมกันแล้วได้พอดี ๓๑ เราเรียกว่าภพภูมิ ๓๑
นี่เป็นที่ไปของทุกชีวิตหลังจากที่ตายไปแล้ว แต่ในภพภูมิ ๓๑ นั้น ทุกภพภูมิล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น ไม่มีภพใดเลยที่ไม่มีความทุกข์ เพียงแต่ปริมาณของความทุกข์นั้นจะแตกต่างกัน ยิ่งอยู่ชั้นสูงขึ้นไปมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็จะยิ่งน้อยลงไป ยิ่งหยุดต่ำลงมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในอรูปภพนั้นจะมีความทุกข์น้อยกว่ารูปภพ รูปภพมีความทุกข์ที่น้อยกว่าชาวสวรรค์ สวรรค์ชั้นที่ ๖ ความทุกข์ก็น้อยกว่าสวรรค์ชั้นที่ ๑ สวรรค์ชั้นที่ ๑ ความทุกข์ก็น้อยกว่ามนุษย์ มนุษย์ความทุกข์ก็น้อยกว่าอบายภูมิ ในอบายภูมิเอง สัตว์เดรัจฉานความทุกข์ก็น้อยกว่าเปรต น้อยกว่าอสูรกาย เปรต อสูรกาย ความทุกข์ก็น้อยกว่าสัตว์นรก นรกขุมที่อยู่ตื้นๆ ความทุกข์ก็น้อยกว่านรกที่อยู่ขุมลึกๆ
เพราะฉะนั้นทุกภพภูมิ ในภพภูมิ ๓๑ ล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น และความทุกข์อย่างหนึ่งที่ทุกภพภูมิเลยจะต้องประสบพบแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน มนุษย์ สวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม เขาจะต้องเจอความทุกข์ที่เหมือนกันอยู่อย่างหนี้ก็คือทุกภพล้วนต้องตายทั้งนั้น ไม่มีภพใดเลยที่ไม่ตาย แต่ว่าชาวสวรรค์ รูปพรหม อรูปพรหม เราเรียกการตายของเขาว่าจุติ ไม่มีภพใดเลยที่ไม่ตาย และเพราะความที่เขาต้องตายนั่นเอง นั่นเป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของเขา เหมือนกับมนุษย์ที่จะต้องละจากโลกนี้ไป ก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของมนุษย์
คราวนี้ในภพภูมิ ๓๑ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จะมีแต่ภพของความเป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสร้างบารมีได้อย่างเต็มที่ ภพภูมิอื่นๆ ทำไม่ได้ หรือบางภพทำได้ แต่ทำได้ยากมาก ไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่เหมือนกับภพของความเป็นมนุษย์ ภพมนุษย์นั้นเป็นภพกลาง สามารถทำความดีหรือทำบาปได้อย่างเต็มกำลังได้อย่างเต็มที่เลย แต่ภพอื่นๆ นั้นเป็นภพของการเสวยผล เช่นถ้าตอนเป็นมนุษย์นั้นทำความดี สร้างบารมีต่อเนื่องกันไปตลอดทั้งชีวิตของเขา หลังจากที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนไปบังเกิดอยู่ในสุคติภพ คือไปเกิดเป็นมนุษย์อีก เป็นชาวสวรรค์ เป็นรูปพรหมหรืออรูปพรหม แล้วแต่กำลังบุญของบุญนั้น แล้วแต่ความใสของใจ
ต้องบอกกันว่าส่วนใหญ่ เพราะบางครั้งมันจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของเหตุปัจจัยบางอย่างที่ทำให้บางคนทำความดีมาตลอดชีวิต แต่ว่าเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วกลับไม่ได้ไปอยู่ในสุคติภพ เช่นใจที่ไปเกาะเกี่ยวอยู่กับคน สัตว์ สิ่งของ หรือใจที่เศร้าหมอง ก่อนที่จะละจากโลก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่สร้างบารมีมาตลอดชีวิตนั้น บางครั้งก็ไม่ได้ไปอยู่ในสุคติภพหลังจากที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว
ตอนที่เป็นมนุษย์ ถ้าเราทำความชั่วเข้าไป ยิ่งถ้าทำความชั่วไปตลอดทั้งชีวิตของเขา ส่วนใหญ่แล้ว หลังจากที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะไปบังเกิดอยู่ในอบายภูมิ ได้แก่สัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน ดังที่ได้กล่าวไปแล้วเมื่อสักครู่ และความที่ทั้งภพภูมิ ๓๑ นั้น ล้วนต้องตาย แม้จะเกิดอยู่บนสวรรค์ก็ต้องตาย ตอนที่เป็นมนุษย์ทำความดี ตายแล้วไปอยู่บนสวรรค์ พอไปอยู่บนสวรรค์หมดบุญ ก็กลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์อีก พอเป็นมนุษย์ได้ความดีอีกตลอดทั้งชีวิตของเขา ก็ไปอยู่บนสวรรค์ไปเป็นพรหม เป็นอรูปพรหม หมดบุญตรงนั้นก็กลับลงมาเป็นมนุษย์อีก
ถ้าเกิดตอนเป็นมนุษย์ทำความชั่ว ลงไปอยู่ในอบายภูมิ ไปเป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย เดรัจฉาน หมดกรรมตรงนั้นก็ผุดขึ้นมาเป็นมนุษย์ พอมาเป็นมนุษย์ ทำความดีเข้าไป ก็ไปอยู่บนสวรรค์ หมดบุญก็หล่นตุ๊บลงมาเป็นมนุษย์อีก ทำชั่วเข้าไปก็ลงไปอยู่ในอบายภูมิ แล้วก็กลับขึ้นมาเป็นมนุษย์อีก
เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่ามันก็จะวนเวียนไปลักษณะแบบนี้ อยู่ในภพภูมิ ๓๑ นั่นแหละ ดังได้บอกไปแล้วว่าภพภูมิ ๓๑ ทุกภพล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น ตรงนี้นี่เองฮะ ผู้มีปัญญาทั้งหลายท่านถึงได้แสวงหาหนทางเลิกเกิด เพราะตราบใดที่ยังต้องเกิด ก็ต้องเกิดในภพภูมิ ๓๑ และในภพภูมิ ๓๑ ก็ล้วนมีความทุกข์ทั้งนั้น นี่เป็นที่มาของการสร้างบารมี สร้างบารมีเพื่อแสวงหาหนทางเลิกเกิด สร้างบารมีเพื่อจะได้เลิกเกิด
แต่ว่าดังที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้น ภพของมนุษย์เป็นภพกลาง เป็นภพที่สามารถสร้างบารมีได้อย่างเต็มที่ หรือจะทำความชั่วก็ทำได้ความชั่วอย่างสุดๆ ในภพของความเป็นมนุษย์นี่แหละ องค์ประกอบสำคัญเลยที่ทำให้ผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มีโอกาสสร้างบารมี สร้างความดีก็คือมนุษย์ผู้นั้นจะต้องได้พบกัลยาณมิตร ไม่มีใครดีได้ด้วยตัวของเราเอง ต้องมีกัลยาณมิตรแนะนำชักชวน เราถึงเข้ามาสู่เส้นทางการสร้างบารมีสายนี้ได้
ลองถามตัวของเราเอง จำได้ไหมใครหนอ เป็นบุคคลคนแรกที่ชักชวนให้พวกเราเองนั้นมาสู่เส้นทางการสร้างบารมีสายนี้ เป็นบุคคลคนแรกที่ชักชวนพวกเรานั้นมาถึงวัดพระธรรมกาย จำได้ไหมเอ่ย ถ้าใครจำไม่ได้ยกมือเข้าใจคำถามนะฮะ ถามอีกครั้งหนึ่ง ใครจำไม่ได้บ้างว่าบุคคลใดหนอที่เป็นบุคคลแรกที่ชักชวนพวกเรามาสู่เส้นทางการสร้างบารมี เส้นทางการสร้างความดีสายนี้ จำไม่ได้ยกมือไม่มีเลยแสดงว่าทุกๆ คนนั้นจำได้ว่าใครที่ทำหน้าที่กัลยาณมิตรคนแรกเลยที่ชักชวนเรามาสู่เส้นทางของการสร้างบารมีสายนี้ บุคคลคนนั้นอาจจะญาติมิตรของเรา อาจจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเรา อาจจะเป็นคนในครอบครัวของเรา นั่นแหละฮะ แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครดีได้ถ้าไม่ได้กัลยาณมิตร พวกเราทุกคนล้วนต้องมีกัลยาณมิตรทั้งนั้นเราถึงได้มาสู่เส้นทางการสร้างบารมีสายนี้ได้
เพราะฉะนั้นถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์โชคดีมีบุญเก่ามาก ได้พบกัลยาณมิตรแล้วล่ะก็ กัลยาณมิตรนั่นแหละที่จะชักชวนเราเข้ามาสู่เส้นทางของการสร้างบารมี และจะทำให้หลังจากที่ละจากโลกนี้ไปแล้ว ไปสู่สุคติภพ หรือถ้าหากว่าเราสร้างบารมียิ่งๆ ขึ้นไป จนกระทั่งหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์ ถ้าแบบนี้ล่ะก็ ก็ไม่ต้องเกิดอีก ออกจากภพภูมิ ๓๑ ออกจากวัฏสงสารอันยาวไกลไปบังเกิดในอายตนนิพพาน
แต่ถ้าหากว่าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว โชคร้าย ไม่พบกัลยาณมิตรเลย ถ้าแบบนี้แล้วล่ะก็ เสี่ยง เสี่ยงต่ออบายภูมิมากๆ มีเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อปลายปี ๒๕๑๗ ตอนนั้นเพิ่งศาลาจาตุมหาราชิกาได้ไม่นาน ครั้งนั้นอุบาสิกา ถวิล วัติรางกูล หลวงพี่ขอเรียกท่านว่าป้าหวินนะ ป้าหวินมาถึงวัดเป็นคนแรก วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ธรรมดา พอมาถึงวัดแล้วท่านก็ไปนั่งอยู่ที่ศาลาจาตุมหาราชิกา หลับตาลืมตา หลับตาเพื่อจะทำสมาธิ พอมันง่วงมากเข้ามากเข้าก็ลืมตา ชมนกชมไม้แล้วก็มองไปที่ไกลๆ เพื่อให้หายง่วง พอหายง่วงแล้วก็หลับอีก จะเป็นลักษณะอย่างนี้ฮะ หลับตาลืมตา
คราวนี้มันมีอยู่จังหวะหนึ่ง ช่วงที่ท่านลืมตาขึ้นมา ก็มีผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง เดินขึ้นมาที่ศาลาจาตุมหาราชิกา ผู้หญิงคนนี้มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร เห็นแต่ป้าหวิน ก็เลยถามป้าหวินว่าเขามีความทุกข์มากเลย ต้องการผู้ที่จะให้คำปรึกษากับเขา ป้าหวินก็เลยแนะนำไปว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปปรึกษาพระเดชพระคุณหลวงพ่อหรือคุณยายอาจารย์ก็ได้ แต่ว่าคงจะไปพบท่านได้หลังจากเพลไปแล้ว ผู้หญิงคนนั้นตอบออกมาเลยว่าเขาไม่สามารถรอถึงเวลานั้นได้ เพราะความทุกข์ของเขาใหญ่หลวงนัก และเขาไม่สามารถว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงหลังเพลก่อน เขาอาจจะตายก่อน
แล้วต่อมาผู้หญิงคนนี้ก็ถามป้าหวินเลยว่าคุณเป็นใคร มาปฏิบัติธรรมที่นี่นานหรือยัง และถามคำถามอีกเยอะแยะไปหมด มันเป็นคำถามที่แสดงถึงความสับสนในใจของผู้หญิงคนนี้ ป้าหวินพอได้รับคำถามเยอะแยะแบบนั้น ตอนแรกท่านก็คงจะนึกอยู่ในใจเหมือนกัน เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรก ทำไมเสียมารยาทกันขนาดนี้ ถามคำถามอะไรเยอะแยะไปหมด แต่พอเห็นสีหน้าและแววตาของผู้หญิงคนนั้น มันเป็นสีหน้าและแววตาที่มันเต็มไปด้วยความทุกข์
ผู้หญิงคนนี้ ป้าหวิน ขออภัยป้าหวินก็เลยแนะนำตนเองว่าท่านชื่ออะไร ผู้หญิงคนนี้นะฮะมาถึงวัดพระธรรมกายได้เพราะอ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุข และในหนังสือเดินไปสู่ความสุขนั้นจะมีบทความบทหนึ่งที่ป้าหวินได้เขียนเอาไว้ เรื่องคนกลัวตาย เพราะฉะนั้นพอป้า หวินแนะนำว่าตนเองเป็นใคร คือชื่ออะไร ผู้หญิงคนนี้จำได้ เนื่องจากอ่านหนังสือเดินไปสู่ความสุขนี่เอง ก็เลยพรั่งพรูออกมาเลยว่าตนเองนั้นมีความทุกข์อะไร ตรงนี้ต้องค่อยๆ นึกภาพตามแล้วนะฮะ
ช่วงนั้นมีข่าวลงหนังสือพิมพ์โด่งดังมาก พันตำรวจโทอยากจะเลื่อนตำแหน่งเป็นพันตำรวจเอก เลยติดสินบนกับผู้ที่ทำหน้าที่เลื่อนตำแหน่งตรงนี้ซึ่งมียศเป็นพลตำรวจโท พลตำรวจโทเรียกร้อง ๓ แสน ๓ แสนในสมัย ๑๗ ๒๕๑๗ เงินมันไม่น้อยนะ แต่พันตำรวจโท โอเค อยากจะเลื่อนตำแหน่งนี่ ก็เลยส่งเงิน วิธีการส่งเงิน พันตำรวจโทไม่ได้ไปส่งเอง ให้ภรรยาของตนไป ภรรยาก็ไม่ได้ไปคนเดียว พาเพื่อนไปอีกคนหนึ่งก็คือผู้หญิงคนนี้นี่แหละที่มาปรึกษากับป้าหวินคนนี้นี่แหละ ส่งเงินกันเสร็จเรียบร้อย เมื่อประกาศออกมา ปรากฏว่าไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง พันตำรวจโทถูกเบี้ยวเท่านั้นเอง พันตำรวจโทไม่ยอมฟ้องศาล
เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการสอบสวนว่าใครเป็นพยานฝ่ายโจทก์ พยานฝ่ายตำรวจโทนั่นแหละ พยานก็มีอยู่ ๒ ปากก็คือภรรยาของพันตำรวจโท แล้วก็เพื่อนของภรรยาคือผู้หญิงที่มาปรึกษาป้าหวินคนนี้ ตัวของภรรยาเองนั้น สามีกับภรรยาเราถือว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน ไม่สามารถเป็นพยานได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พยานจึงเหลืออยู่ปากเดียว ปากเอกสำคัญเสียด้วย คือผู้หญิงคนนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นปุ๊ป พลตำรวจโทก็เลยติดต่อมาที่ผู้หญิงคนนี้ว่าให้กลับคำให้การเสีย บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไร แล้วเอาไปเลย ๕ แสน ๕ แสนสมัยปี ๑๗ นะฮะ คิดดูแล้วกันว่ามันจะขนาดไหน มันก็คงจะมากกว่าหลักล้านในปัจจุบัน กลับการให้คำเสีย บอกว่าไม่รู้เรื่องอะไร แล้วเอาไปเลย ๕ แสน แต่ถ้าไม่กลับคำให้การ เอาลูกปืนไปตาย
บารมีของพลตำรวจโทนะฮะ ลูกน้องก็ไม่น้อย จะเก็บใคร จะฆ่าใครสักคนมันก็คงไม่ยาก เพราะฉะนั้นถามว่าถ้าพวกเราทุกๆ คนนั้นเป็นผู้หญิงคนนั้น ใครจะเลือกเอาลูกปืนบ้างยกมือ ใครเลือกเอา ๕ แสน ยกมือ เอ้าเอามือลง และที่ไม่ยกมือคืออะไรเอ่ย ตอนที่จะถามครั้งที่ ๒ มีข้อมูลเพิ่มเติม ผู้หญิงคนนี้มีลูกนะฮะ ลูกยังตัวเล็กๆ อยู่ ๒–๓ คน ถ้าเกิดเลือกเอาลูกปืน เกิดตายจริง ลูกก็คงกำพร้า ไม่รู้ใครจะเลี้ยงลูก เกิดสามีไปมีภรรยาใหม่ ไม่รู้ใครจะเลี้ยงลูกล่ะคราวนี้ ทุติยัมติ ใครเลือกเอาลูกปืน ยกมือใครเลือกเอา ๕ แสน ยกมือ เหมือนเดิมไอ้ที่ไม่ยกมือคืออะไรเอ่ย ตติยัมปิ ใครเลือกเอาลูกปืน ยกมือ เอามือลงฮะ ใครเอา ๕ แสน ยกมือ เอ้าเอามือลง
ผู้หญิงคนนี้เขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะเลือกเอาอะไรดี ระหว่างลูกปืนกับ ๕ แสน แต่เขากลัวตายนะ เขาถึงได้บอกไงว่าเขาไม่รู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงหลังเพลหรือเปล่า เขาอาจจะตายเสียก่อน คือโดนเก็บเสียก่อน จากนั้นผู้หญิงก็ถามป้าหวินเลยว่า ถ้าเป็นพี่ พี่เลือกเอาอะไร ดูป้าหวินฮะ ท่านตอบยังไง ป้าหวินยืดอกเลย ตอบว่าถ้าเป็นพี่ พี่เลือกเอาลูกปืน แล้วจากนั้นท่านก็อธิบายให้ฟัง เหตุผลเพราะอะไร
ท่านก็บอกว่าคุณคิดดูนะ ถ้าคุณกลับคำให้การ ถามว่าคุณกับภรรยาของพันตำรวจโทคนนั้นเป็นเพื่อนกันหรือเปล่า เป็นเพื่อนกันหรือเปล่าเอ่ย ก็เป็นเพื่อนกัน แต่เป็นเพื่อนกันแล้วทำแบบนี้ จะมองหน้ากันได้ไหม ถ้าเห็นหน้ากันจะเป็นยังไงเอ่ย ก็คงจะถูกด่าถูกว่า มากกว่านั้นก็อาจจะตบตีกัน ถูกด่า ถูกเขาด่าถูกเขาว่าน่ะ ถามว่าแล้วมันเป็นจริงอย่างที่เขาด่าเขาว่าหรือเปล่า เราโกหกหรือเปล่า ก็โกหก เพราะฉะนั้นเถียงไม่ขึ้นเลย เขาจะด่า เขาจะว่ายังไง ก็เถียงไม่ขึ้นเพราะเราโกหกจริง
แต่ในขณะที่เขาด่าเขาว่าเรานั้น คนที่ถูกด่าถูกว่าใจจะเป็นยังไงเอ่ย ใจมันจะขุ่น คงไม่มีใครพึงพอใจหรอกกับการถูกคนอื่นด่า คนอื่นว่า ใจก็จะขุ่นแต่มันก็เถียงไม่ขึ้น ยังไงก็เถียงไม่ขึ้น ต้องถูกด่าถูกว่าไปตลอดชีวิตนั่นแหละ ถูกเขาด่าถูกเขาว่าใจเราขุ่น เรายังหนีการด่าการว่าเขาได้ หนีการใจขุ่นจากการถูกด่าถูกว่าได้ ทำไม หอบเอา ๕ แสนบินไปต่างประเทศซิ หรือไปต่างจังหวัดก็ได้ ไม่ต้องให้เจอกัน ย้ายบ้านหนีไปเลย อย่างนี้ก็ไม่เจอกันแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงด่าไม่ได้ยินว่าแล้ว จริง เราไม่ได้ถูกเพื่อนด่า ไม่ได้ยินเสียงเพื่อนว่า
แต่ว่าถามว่าเรารู้หรือเปล่าว่าเราโกหก รู้ไหมเอ่ย เราก็รู้ตัวของเราเองว่าเราโกหกจริง เห็นความเดือดร้อนเพื่อน ของครอบครัวเพื่อนทีไร ใจของเราก็จะขุ่น นึกถึงเรื่องนี้ครั้งใดว่าเราโกหก ใจของเราก็จะขุ่นทุกครั้งไปที่นึกถึงเรื่องนี้ นั่นแหละฮะ ไม่ได้ยินเสียงด่า ไม่ได้ยินเสียงว่าจากเพื่อน แต่เราจะได้ยินเสียงด่า ได้ยินเสียงว่าจากตัวของเราเอง เราจะด่าตัวของเราเองได้ตลอดชีวิต ไอ้คนที่ด่าตัวเองได้ตลอดชีวิต แบบนี้เขาเรียกว่าตายแล้ว ยังไม่ตายหรอก แต่ตายแล้ว คือตายทั้งเป็น มันจะใจขุ่นอยู่กับไอ้เรื่องนี้ไปตลอดชีวิต นึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ครั้งใด ใจก็จะขุ่นทุกครั้งไป ขนาดยังไม่ตาย ยัง ก็ตายทั้งเป็นแล้ว เวลาตายจริงๆ ความที่ใจขุ่นนั่นเอง จะทำให้ลงไปอยู่ในอบายภูมิ
ใน ๔๕๖ ขุม ที่ตะกี้บอกไปแล้วนั้น มันก็มีอยู่ขุมหนึ่งที่รองรับสำหรับคนที่โกหก บุคคลใดก็ตามที่โกหกไปตลอดชีวิต หรือใจขุ่นอยู่กับเรื่องของการโกหกเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปตลอดชีวิต เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว มันก็ไปอยู่ในขุมที่เขารองรับ ตรงนี้ใน ๔๕๖ ขุมนั้น
เพราะฉะนั้นป้าหวินถึงบอก ถ้าเป็นพี่ พี่เลือกเอาลูกปืน จึงไม่ต้องแปลกใจว่าเหตุใดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสไว้ บุคคลพึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต แต่ถ้าเพื่อรักษาธรรมะล่ะก็ พึงสละมันทั้งทรัพย์ ทั้งอวัยวะ ทั้งชีวิต จากนั้นป้าหวินก็ยังแนะนำต่อ ถ้าคุณไม่กลับคำให้การนะ ยืนยันไปตามความเป็นจริง หากต้องถูกลูกปืนเข้าจริงๆ แล้วล่ะก็ ถามว่ารู้หรือเปล่าว่าเราไม่ได้โกหก รู้เราไม่ได้โกหก กุศลจิตที่มันเกิดขึ้นจากการที่เรารักษาศีลนี่แหละ มันจะทำให้พอตายแล้วไปสู่สุคติภพ จากนั้นป้าหวินก็ยังแนะนำต่ออีก ถ้าไม่เชื่อนะ ลองไปปรึกษาพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หรือคุณยายอาจารย์ดูซิ ผู้หญิงคนนี้ก็ไป่นะฮะ
แล้วจากนั้นมา ป้าหวินก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนี้อีกเลย สงสัยท่านก็คงนึกในใจ โดนลูกปืนไปแล้วมั๊ง ต่อมาไปพบผู้หญิงอีกครั้งหนึ่ง โอ้โฮ คราวนี้หน้าตาผ่องใสมาเชียว พอผู้หญิงคนนี้เจอหน้าป้าหวินปุ๊ป ผู้หญิงคนนี้ก็พูดขึ้นมาก่อนเลยว่าตายหมดแล้วค่ะ ตายหมดแล้ว ใครตาย ผู้หญิงคนนี้ก็เล่าให้ฟังว่า เขายืนยันไปตามความเป็นจริง ไม่กลับคำให้การ
ปรากฏว่าศาลพิจารณาพลตำรวจโทผิดจริง ถอดยศ ไล่ออกจากราชการ คนเป็นถึงพลตำรวจโท จะขึ้นเป็นพลตำรวจเอกอีกไม่นานนี่นะ อีกไม่กี่วันจะขึ้นเป็นพลตำรวจเอก อยู่ๆ ถูกถอดยศ ไล่ออกจากราชการมาเป็นประชาชนเดินดินต๊อกต๊อยธรรมดาคนหนึ่ง เป็นยังไง ตรอมใจ สุดท้ายตาย
ส่วนพันตำรวจโทก็กลับไปทำงานตามปกติ แต่ว่าคราวนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือผู้ร่วมงานไม่เอาด้วยเลย อยากได้ตำแหน่งมากนักใช่ไหม อยากได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาก ถึงขนาดต้องไปติดสินบนเชียวหรือ ไม่ร่วม ไม่เอาด้วย ไม่ให้ความสนใจด้วยต่างๆ เหล่านี้ ปรากฏว่าพันตำรวจโทสุดท้ายเลยต้องลาออกจากราชการเอง ต่อมาก็ป่วย ต่อมาก็ตาย ตายเวลาไล่เลี่ยกับพลตำรวจโทนั่นแหละ เพราะฉะนั้นผู้หญิงคนนี้ถามได้บอกตายหมดแล้วค่ะ ตายหมดแล้ว
ตรงนี้นะฮะ สังเกตนะ ถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กัลยาณมิตรอย่างป้าหวินล่ะก็ คิดว่าเขาจะเลือกอะไร ระหว่าง ๕ แสนกับลูกปืน เลือกอะไรเอ่ย คงจะเลือก ๕ แสน เพราะอะไร คนส่วนใหญ่นี่นะฮะ ถ้าหากว่ามี ๒ choice ให้เลือกแบบนี้ระหว่าง ๕ แสนกับลูกปืน คิดว่าเขาจะเลือกอะไร ๕ แสนหรือลูกปืน คิดว่าเขาจะเลือกอะไรเอ่ย เขาคงจะเลือก ๕ แสนนะฮะ เพราะอะไร คนอยากได้ทรัพย์ และในขณะเดียวกันคนกลัว เพราะเขาไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตายมันเป็นยังไง กลัวความทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นจากการตาย โดยเฉพาะที่มืดบอดมากที่สุดก็คือไม่รู้ว่าชีวิตหลังการตายมันเป็นอย่างไร
เหมือนคนกลัวผี ในที่สุดใครกลัวผี ยกมือ เอ้าเอามือลง ที่ไม่กลัวนี่สงสัยต้องจับธุดงค์ จัดธุดงค์ทัวร์รอบป่าช้า ลักษณะทำนองนี้นะฮะ คนกลัวผีที่ยกมือเมื่อสักครู่ ถามว่าใครเคยเห็นผีบ้าง ยกมือ ไม่ยักกะมีแฮะ แต่กลัวน๊อ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเห็น จริงๆ กลัวความมืด ไม่รู้ว่าในความมืดมันมีอะไร ก็เลยจินตนาการกันใหญ่ ลักษณะแบบนี้นะฮะ เหมือนกัน คนกลัวตาย เพราะไม่รู้ว่าชีวิตของการตายมันเป็นยังไง ก็เลยกลัวตายกัน เพราะฉะนั้นถ้าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้กัลยาณมิตรอย่างป้าหวินล่ะก็ แน่นอน โอกาสที่เขาจะไปเลือก ๕ แสนนั้นมีเยอะ มีสูงมาก และถ้าเขาเลือก ๕ แสนล่ะก็ บุคคลคนนี้ตายแล้ว ตายทั้งเป็นแล้ว และเมื่อตายจริงๆ ลงไปอยู่อบายภูมิอีก ไปเสวยทุกขเวทนาอันยาวนานในอบายภูมิ กว่าจะกลับขึ้นมาเป็นมนุษย์อีกยาวนาน ถึงได้บอกว่าไม่มีใครดีได้ ถ้าไม่ได้กัลยาณมิตร ขออภัยนะฮะ (เสียงเงียบไป)
ในสมัยพุทธกาล มีนักเต้นรำคนหนึ่ง เป็นนักเต้นรำที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในชมพูทวีป เขามีภรรยา ๕๐๐ คน มีแม่บ้านอีก ๕๐๐ คน เพราะฉะนั้นนักเต้นรำคนนี้ชื่อตาละบุตรนะฮะ ก็เลยเอาทั้ง ๑,๐๐๐ คนที่ว่าน่ะแหละมาเป็นตัวแสดง ประกอบการเต้นรำของเขา ปรากฏว่าเก่งเสียด้วย โด่งดังมากทั่วชมพูทวีปเลย เขาไปแสดงที่ไหนก็ตาม ผู้ชมผู้ฟังทั้งหลายล้วนชอบใจ ตบมือกันเกรียวกราว พร้อมกับถอดแก้วแหวนเงินทองโยนลงไปให้ เป็นค่าตอบแทน
ปรากฏว่ามีอยู่วันหนึ่ง ตาละบุตรมากราบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์นั้นแสดงเต้นรำต่างๆ ทำให้คนหัวเราะชอบใจ พออกพอใจ ตายแล้วจะไปอยู่บนสวรรค์ใช่หรือไม่ หมายถึงตัวของตาละบุตรเอง หลังจากที่ตายไปแล้วจะไปอยู่บนสวรรค์ใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตอบเลยว่าอย่าถามคำถามข้อนั้นเลย
ตาละบุตรก็ถามใหม่เป็นครั้งที่ ๒ ว่าที่ตนเองแสดงเต้นรำต่างๆ เหล่านี้ทำให้ผู้ฟัง ผู้ชมนั้นปีติเบิกบาน ทำให้ผู้ชมผู้ฟังนั้นหัวเราะด้วยความสนุกสนาน ต่อมาเมื่อตาละบุตรตายไปแล้ว จะไปอยู่บนสวรรค์ใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบเหมือนเดิม อย่าถามคำถามข้อนั้นเลย
ตาละบุตรถามใหม่เป็นครั้งที่ ๓ ตายแล้วจะไปอยู่บนสวรรค์ใช่หรือไม่ เราคิดว่าจะไปอยู่บนสวรรค์หรือเปล่า แสดงแล้ว ปรากฏว่าคนเขาชอบใจ เขาหายจากความทุกข์ใจอะไรต่างๆ ของเขาก็แล้วแต่ หายจากเบื่อ หายจากเซ็ง หายจากกลุ้ม ชมการแสดง ว่าเออ เข้าท่าดีเหมือนกัน ถามว่าผู้แสดงคนนี้หลังจากที่ตายไปแล้วจะไปอยู่บนสวรรค์ใช่หรือไม่ ใครว่าใช่ ยกมือ ใครว่าไม่ใช่ ยกมือ เอ้าเอามือลง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอหลังจากที่ตาละบุตรถามเป็นครั้งที่ ๓ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบเลย เราจะไม่บอกว่าอย่าถามคำถามข้อนี้เลย แต่เราจะพยากรณ์ และจากนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ตรัสตอบต่อไปว่าบุคคลใดก็ตาม ที่ทำให้ราคะ โทสะ โมหะของคนทั้งหลายที่มันนอนเนื่องอยู่ในใจ ที่มันนอนนิ่งอยู่ในใจตรงนั้น ให้มันฟูกลับมาขึ้น ผู้ที่ทำให้ราคะ โทสะ โมหะของผู้อื่นนั้นลุกโพลงขึ้นมาอีก บุคคลนั้นหลังจากที่ตายไปแล้ว จะไปอยู่ในนรก ชื่อปะหาสะ ปะหาสะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอเวจีมหานรกนะฮะ นรกขุมที่ลึกที่สุด นั่นเป็นที่ไปของนักแสดง ของนักเต้นรำ
พอพูดเท่านั้นเอง ตาละบุตรร้องโฮเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าเราเตือนท่านแล้วใช่ไหม อย่าถามคำถามข้อนั้นเลย ตาละบุตรบอกที่ตนเองร้องไห้ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบมาหรอก คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ แต่ที่ตนเองร้องไห้นั้น เป็นเพราะว่าตนเองถูกอาจารย์ และอาจารย์ของอาจารย์หลอกมาตลอดว่าคนที่ทำหน้าที่เป็นแสดง ทำให้คนอื่นนั้นมีความสุข หัวเราะได้ คลาย หายจากเบื่อ เซ็ง กลุ้ม ต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ผู้เป็นนักแสดงหลังจากที่ตายไปแล้ว จะไปอยู่บนสวรรค์
แต่เพิ่งได้คำตอบจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แหละว่าลงไปอยู่ในนรกชื่อปะหาสะ แล้วจากนั้นตาละบุตรขอบวชเลย และพอบวชแล้วต่อมาไม่นาน ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ออกจากภพภูมิ ๓๑ หลุดออกจากวัฏสงสารอันยาวไกล
เพราะฉะนั้นเห็นหรือเปล่าฮะ ถ้าตาละบุตรไม่ได้กัลยาณมิตรอย่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าตายแล้วตนเองจะไปอยู่บนสวรรค์ แต่เปล่า ในความเป็นจริงมันตรงกันข้าม กลับลงไปอยู่ในอเวจีมหานรก ส่วนหนึ่งของอเวจีมหานรกตรงนั้น นรกในขุมนี้เป็นอย่างไร ปะหาสะที่ว่านี้ ตนเองคุ้นกับการทำอย่างไร เช่นขออภัยนะ ในนี้คงไม่มีใครเป็นยี่เกเก่า ยี่เกเก่าคงไม่มีนะ ใครชอบยี่เกในลักษณะที่ว่านี่ อยู่กับอาชีพไปตลอดชีวิตของเขานั่นแหละ ตายแล้วมันก็จะลงไปรำเป็นยี่เกอยู่ข้างล่างนะฮะ แต่ว่ารำอยู่ท่ามกลางไฟนรก แล้วมันหยุดไม่ได้ มันจะต้องอยู่อย่างนั้นแหละ ท่าทางอาการเดิม ลักษณะเดิมที่คุ้นกับตอนที่เป็นมนุษย์ สุดท้ายทนไฟนรกไม่ไหวก็ตาย พอตายไปแล้วก็กลับฟืนขึ้นมาอีก ก็เป็นพวกโอปปาติกะ โต เกิดแล้วก็โตขึ้นมาเลย แล้วก็อยู่ในอากัปกิริยาอีก ก็รำเป็นยี่เก ลักษณะนั้นเหมือนเดิม แล้วก็ตาย แล้วก็ฟื้นขึ้นมาอีก (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
ไม่มีใครดีได้ฮะ ถ้าไม่ได้กัลยาณมิตร คุณยายอาจารย์ของเราก็เช่นเดียวกันท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรมาตลอดชีวิตของท่าน และเพราะความที่ท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรนั่นเอง ถึงได้มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทั้งสองของเรา ให้เป็นเนื้อนาบุญกับพวกเราทุกๆ คน และเพราะความที่ท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรนั่นเอง จึงทำให้พวกเราทุกๆ คนนั้นมาสู่เส้นทางของการสร้างบารมีสายนี้ ทำให้พวกเราทุกๆ คนรู้ว่าเกิดมาทำไม อะไรคือเป้าหมายของชีวิต และจะไปสู่เป้าหมายของชีวิตนั้นได้อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น มาจากคุณยายอาจารย์ของเราทั้งนั้นเล
ลองคิดดูนะฮะ ถ้าไม่มีคุณยายอาจารย์ ณ เวลานี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหน และถ้าละจากโลกนี้ไปแล้ว จะไปอยู่ตรงไหน ก็คงจะนึกภาพออก ถ้าไม่มีคุณยายอาจารย์ ป่านนี้อาจจะไปนั่งอยู่หน้าจอทีวี ป่านนี้อาจจะไปอยู่ตามไหนก็แล้วแต่ ที่ที่มันไม่ค่อยจะดีนัก และถ้าละจากโลกนี้ไปแล้ว โอกาสที่จะไปสู่สุคติภพมันก็ยาก แต่เพราะมีคุณยายอาจารย์ที่ท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรอีกแหละ จึงทำให้เรามาสู่เส้นทางของการสร้างบารมีสายนี้ มีคุณยายนี่แหละที่ทำให้เราสามารถเปิดสวรรค์ และปิดอบายภูมิด้วยตัวของเราเองได้
และถ้าหากเรามองให้ลึกไปกว่านั้น บุคคลใดก็ตามที่ท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับเรา บุคคลคนนั้นจะนั่งอยู่ในใจของเราไปตลอด เหมือนกับที่หลวงพี่ได้ถามพวกเราตั้งแต่ต้น จำได้ไหม ใครหนอเป็นคนที่ชักชวนเรามาสู่เส้นทางของการสร้างบารมีสายนี้ ทุกคนจะจำได้ทั้งนั้น ไม่มีใครลืมเลย นั่นแหลแสดงว่าบุคคลคนนั้นนั่งอยู่ในใจของเราแล้ว แล้วเขาจะนั่งอยู่ในใจของเราตลอดไป แต่ว่าถ้าบุคคลใดก็ตามที่ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรอย่างเช่นคุณยายอาจารย์ของเรา เปิดหนทางสวรรค์ เปิดหนทางของพระนิพพานให้ ปิดอบายภูมิ แบบนี้แล้วล่ะก็ บุคคลเช่นคุณยายอาจารย์นั้นจะเข้ามานั่งอยู่ในใจของเราที่ยิ่งชัด ยิ่งใส สว่างกว่า
ลองถามตัวเราเองนะฮะ ถ้ามีผู้ที่นั่งอยู่ในใจของเราเยี่ยงคุณยายอาจารย์ ถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ สิ่งใดก็ตามที่ทำให้ท่านชื่นใจได้ เราจะทำสิ่งนั้นไหม ทำหรือไม่ทำ เราจะทำสิ่งนั้น เมื่อท่านละจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งใดก็ตามที่เราคิดว่ามีค่ามากที่สุด ที่เราสามารถแสวงหาหรือสามารถทำให้ท่านได้ เราจะแสวงหาสิ่งนั้นหรือทำให้ท่านไหม ทำไหมเอ่ย สิ่งที่เราเห็นว่ามันมีคุณค่ามากที่สุด ถามว่าเราจะน้อมสักการะบูชาท่านไหม จะน้อมสักการะบูชาท่านหรือไม่ เราก็คงจะทำ
เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ มหาธรรมกายเจดีย์ที่อยู่เบื้องหลังของเรานั้น เหตุใดพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านถึงได้สร้างขึ้นมา เพื่อสักการะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรแก่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เหตุใดถึงได้ พวกเราถึงได้นำเอาสิ่งที่ชาวโลกสมมติกันว่ามีค่ามากที่สุดอันได้แก่ทองคำ เพชรนิลจินดาทั้งหลาย มาถักทอเรียงร้อยกันเข้าเป็นมหาสุวรรณรัตนภูษาที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเรา เพื่อบูชาแด่คุณยายอาจารย์ ที่ท่านทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร จนกระทั่งสามารถนั่งอยู่ในใจของพวกเราทุกๆ คนได้
หลวงพี่ต้องขออนุโมทนากับทุกๆ ท่าน ที่ได้มีส่วนร่วมในการทำให้มหาสุวรรณรัตนภูษานี้บังเกิดขึ้น อนุโมทนากับพวกเราทุกๆ คนด้วยนะ (สาธุ) ยังไงก็ตามนะ สิ่งที่เป็นความปรารถนาของคุณยายสูงสุดเลย ท่านปรารถนาให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่าน แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ยังไม่สามารถทำตรงนั้นได้อย่างเต็มที่ เพราะท่านมีความกังวลอยู่ ความกังวลอย่างเดียวของท่านที่มีอยู่ ณ เวลานี้ทำให้ท่านยังไม่สามารถไปทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่าน ก็คือรัตนบัลลังก์รอบมหาธรรมกายเจดีย์
หลวงพี่ถามพวกเราหน่อยเถอะ รักคุณยายอาจารย์ไหม รักหรือไม่รัก ตอบดังๆ ก่อนจะตอบ จรดใจเราไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วตอบมาจากใจของเรา รักคุณยายอาจารย์หรือเปล่า ตติยัมปิ ตอบดังๆ ให้คุณยายอาจารย์ท่านชื่นหน้าหรือเปล่า ถ้ารักคุณยายอาจารย์ฮะ ทำเยี่ยงคุณยายอาจารย์ซิ คุณยายอาจารย์นั้นท่านสร้างบารมีเต็มกำลังของตนเอง และไม่สร้างบารมีคนเดียว ท่านยังทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรให้กับลูกหลานของคุณยายทุกๆ คน จนกระทั่งตลอดชีวิตของท่าน รักคุณยายอาจารย์ทำเยี่ยงท่าน ความปรารถนาใดๆ ของคุณยายทำให้สำเร็จ คุณยายปรารถนาให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อทำหน้าที่ที่แท้จริง แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะไปทำตรงนั้นได้ต้องให้รัตนบัลลังก์รอบมหาธรรมกายเจดีย์สำเร็จ
เพราะฉะนั้นช่วยกัน รักคุณยายอาจารย์ ทำให้มันเต็มกำลังของเรา ในขณะเดียวกัน อย่าทำคนเดียว ทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรด้วย ชักชวนบอกคนอื่นไป ให้เขามาช่วยกันทำให้มันสำเร็จให้ได้ ช่วยปลดงานหยาบของหลวงพ่อนะฮะ ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่าน แล้วแบบนี้แหละความปรารถนาของคุณยายอาจารย์ก็จะสำเร็จได้
โปรดเถอะ ลูกหลานของคุณยาย โปรดยังความปรารถนาของคุณยายให้สำเร็จ ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่านเสียที อย่าให้ท่านต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้อีกเลย
โปรดเถอะ ลูกหลานของคุณยาย โปรดยังความปรารถนาของคุณยายให้สำเร็จ ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่าน อย่าให้หลวงพ่อต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้อีกเลย
โปรดเถอะ ลูกหลานของคุณยาย โปรดยังความปรารถนาของคุณยายให้สำเร็จ ให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ทำหน้าที่ที่แท้จริงของท่าน อย่าให้หลวงพ่อต้องเหนื่อยมากไปกว่านี้อีกเลย ขอเจริญพร
เอาล่ะ ตอนนี้เราจะหลับตาเจริญภาวนากันสักครู่หนึ่ง เพื่อน้อมนำบุญนี้ให้ถึงแก่คุณยายอาจารย์ของเรานะ
จรดใจของเราไว้ที่ศูนย์กลางกายนะ ศูนย์กลางกายของเราสว่าง ในท่ามกลางนั้นเราจะเห็นคุณยายอาจารย์นั่งอยู่ตรงนั้น จรดใจเข้าไปในกลางของคุณยายอาจารย์ท่าน ท่านวางใจของเราไว้นิ่งๆ นิ่ง เราก็ดิ่ง
ให้นึกถึงบุญของเรานะ บุญที่เราได้ทำไว้อย่างดีแล้วตลอดทั้งวันแล้ว บางท่านได้มีโอกาสให้ทาน บางท่านรักษาศีล ๘ บ้างก็ตั้งใจจะรักษาศีล ๕ อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ บุญจากการได้เจริญสมาธิภาวนา ได้ฟังพระสวดพระอภิธรรม ตลอดทั้งบุญจากการตรับตรัสฟังพระธรรมเทศนา นึกถึงบุญของเรา นึกในกลางของใจหยุดนิ่ง แล้วน้อมนำบุญนี้ให้ถึงแก่คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง
สัพเพ…
หน้า PAGE 1
440210FW-AAT