ธรรมะ๐๑ ธรรมะ๐๑
← ย้อนกลับ

มหาวีรสตรีผู้กล้า มหารัตนอุบาสิกาผู้ทรงคุณธรรม

คุณยายอาจารย์ · เทศน์งานยาย

(ม้วน 1/A) พระสุพลิษฐ์ : ขอนมัสการพระเถระ พระมหาเถระ พระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกท่าน เจริญพรสามเณร อุบาสก แล้วก็อุบาสิกาลูกหลานคุณยายทุกท่าน ชีวิตของมนุษย์แม้จะยืนยาวสักปานใด ก็ยังไม่สำคัญเท่าเจ้าของชีวิต ยังชีวิตให้ก้าวล่วงไปเช่นไร คุณค่าสูงสุดของชีวิตมนุษย์อยู่ที่เกิดมาสร้างบารมีเพื่อมุ่งไปสู่ที่สุดแห่งธรรม ในยุคปัจจุบันและทั่วอนันตจักรวาลอีกนับไม่ถ้วน จะมีใครสักกี่คนที่มีความปรารถนาอันงดงามและสูงส่งเช่นนี้ บัดนี้ประวัติศาสตร์ในดวงใจของพวกเราทั้งหลาย ได้จารึกมหาวีรสตรีผู้หนึ่งไว้กลางดวงจิต คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ขุนพลกล้าแห่งกองทัพธรรม ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย และงานพระพุทธศาสนาทั้งปวง คุณยายคือเพชรน้ำเอกจากพระนิพพานผู้รักการปฏิบัติธรรมเหนือชีวิต ได้ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ ทำวิชชาเพื่อสันติสุขของมวลมนุษยชาติและธาตุธรรมมาโดยตลอด ๒ มือของคุณยายคือหัตถ์แก้วโชติรส ที่ปลูกปั้นให้ศิษย์ทุกคนเป็นแม่พิมพ์ทองของพระพุทธศาสนา น้ำในมหาสมุทรทั้งหลายยังน้อยเกินไป เมื่อเปรียบกับดวงใจที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีที่คุณยายมีต่อพวกเราทุกคน และในวันนี้หลวงพี่เองก็ขอมาเล่าเรื่องของคุณยายหลายยุค ก็คือตั้งแต่ยุคที่สมัยคุณยายอยู่ที่บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ จนกระทั่งมาถึงวัดพระธรรมกายในปัจจุบัน ก็ในสมัยนั้นเองนะฮะ ในสมัยนั้นเองในบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ นี่เป็นบ้านที่มีมาก่อนบ้านธรรมประสิทธิ์ เป็นที่รวมนักสร้างบารมีทั้งหลาย ในยุคนั้นก็จะมีชุดที่มาก่อน มาก่อนพระเดชพระคุณหลวงพ่อก็จะมีครอบครัวของโยมป้าเข่ง ของหลวงน้าวันชัย สีลวัณโณ แล้วก็ตอนหลังหลวงพ่อท่านก็มาที่บ้านนี้ ท่านก็เล่าให้ฟังว่า พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังว่านี่ ครั้งแรกที่เจอคุณยายนี่ก็มีความรู้สึกว่าประทับใจ คือพวกเราก็ทราบกันดีอยู่แล้ว ประทับใจที่ดวงตา แล้วก็ท่านั่งของคุณยาย ประทับใจตรงนี้นะ ในบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ ตรงนี้ แล้วก็หลวงพ่อท่านก็เคยเล่าช่วงที่เออ อยู่ในบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็คือบริเวณวัดปากน้ำ ก็คือบริเวณหอฉัน หอฉัน ใกล้ๆ ริมคลอง ใกล้ๆ ริมคลองบางกอกน้อย คือบริเวณนี้เป็นที่ตั้งของบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ เป็นเรือน ๓ เรือนไม้ ๓ ชั้น ก็ตรงข้ามบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ ก็เป็น เรียกว่าศาลาสอนธรรม ศาลาสอนธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ทุกวันพฤหัสท่านจะมาขึ้นครูที่นี่ หลวงพ่อท่านเคยเล่าให้ฟังว่าในช่วงนั้นเองมันมีเหตุการณ์อยู่ตอนหนึ่ง ถ้าใครเคยได้เห็นภาพที่อาจารย์ลือพงษ์ ได้วาดบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ จะมีอยู่บ้านหนึ่งถ้าหันหน้าเข้าทางบ้านก็อยู่ฝั่งซ้าย ถ้าหันหน้าออกจากบ้านก็อยู่ฝั่งขวา บ้านนั้นจะเห็นมีคนเทพวกขยะ ขยะกับน้ำเทลงมาบนหลังคาบ้าน เทลงมา หลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังว่าบ้านนี้เจ้าของบ้านเป็นครู เป็นคนสอนพวกธรรมะ สอนศีลธรรมอะไรต่างๆ แต่ว่าชอบที่จะเปิดเทปตัวเองสอน ก็เปิด ระหว่างที่คุณยายกำลังสอนธรรมะอยู่ สอนสมาธิ โดยที่ตัวเองไม่ได้นะ ไม่ได้ฟังหรอกนะ เปิดทีวีวิทยุอะไรบ้าง แล้วก็เดินไปไหนต่อไหนไปคุยกับคนโน้นคนนี้ ในขณะที่ตัวเองไม่ได้ไปดูทีวีนั้นเลย เพื่อที่จะรบกวนทำนองนี้นะ แล้วหลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่าบางครั้งเขาก็เทน้ำลงมาที่หลังคา เสียงดังโกรกเลยนะ ลงมา แต่ว่ามีอยู่วันหนึ่งนี่ท่านบอกว่าขณะกำลังนั่งอยู่ นั่งอยู่กันหลายคนนะ ปฏิบัติธรรมกับคุณยาย ก็มีเสียงดังบนหลังคานี่โครมลงมา ก็คิดว่าคงเป็นเสียงน้ำเสียงขยะอะไรสักอย่าง แต่พอลืมตามาดู แปลกนะ สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เสียงน้ำหรอก เป็นพระบรมธาตุ หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังเกือบร้อยองค์เลย เกือบร้อยองค์ แล้วในตรงนั้นเองก็มีคุณตาคนหนึ่งแกผมน้อยฮะ ผมไม่ค่อยขึ้นบนหัวแก แกก็นึกในใจว่า เออ ถ้าเกิดมีพระบรมธาตุนี่มาติดอยู่ที่หัวแกนี่นะ แกจะเอาไปบูชาที่บ้าน แต่ถ้าหล่นบนพื้นแกไม่เอา แกบอกอยู่บนหัวจะเอา แล้วก็ลูบหัวมา ปรากฏว่ามีจริงๆ นะ ๒-๓ องค์ ก็ได้ไปบูชาที่บ้านนะ แล้วก็อีกบ้านหนึ่งที่อยู่ ถ้าหันหน้าเข้าทางบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ ฝั่งขวา คุณยายท่านเรียกว่าบ้านหนุ่มสาวนะ บ้านหนุ่มสาวเป็นยังไง มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณยายท่านก็ให้หลวงพ่อนี่นะสมัยยังไม่บวชนะ ไป ไปฟัง หลวงพ่อท่านบอกว่า คุณยายบอกเออ ลองไปฟังดูซิหนุ่มสาว ๒ คนนี้เขาคุยอะไรกัน ท่านก็ไปฟัง เป็นหนุ่มสาวนะ สาวน้อยนี่อายุเกือบร้อยปี ก็คือคุณตาคุณยาย ๒ คน อายุประมาณ ๘๐ แล้วนะ ๒ คนนี้เขาคุยกันแบบเหมือนกับคนหนุ่มสาวเลย คือแก คุณลุงคนนี้แกมีภรรยา ๒ คนอะไรอย่างนี้นะ แล้วก็จะตามภรรยาหลวงคนนี้กลับไป คุยกัน งอนกันไปเหมือนเยี่ยงคนหนุ่มสาวเลย เสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็มาบอกคุณยาย คุณยาย ไม่เห็นมีหนุ่มสาวเลยนะ เห็นมีแต่คนแก่ ๒ คนคุยกันนะ นั่นก็คือจริงๆ แล้วเป็นอุบายฮะ เป็นอุบายที่แยบคายของคุณยายที่เวลาจะสอนใครนะ จะสอนใคร จริงๆ แล้วหลวงพ่อท่านก็มีความตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่แล้วแหละ จริงๆ ท่านก็มีศีล ๕ มีอะไรตลอด เพียงแต่ว่านี่ก็ชี้ให้เห็นถึงวิธีการสอนที่แยบคาย จะไม่ดุ ไม่ด่า หรืออะไรอย่างนี้ แต่ใช้วิธีอย่างนี้สอน นี่ก็พูดถึงช่วงยุคบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ นี่นะ แล้วหลวงพ่อท่านก็บอกว่าเวลาท่านอยู่กะยายนะ ท่านก็มีความสุขนะ มีความสุขในการปฏิบัติธรรม นั่งธรรมะในสมัยเรียน ท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่าสมัยเรียนนี่ ก็ สมัยยังไม่บวชนะ คุณยายก็ระลึกชาติให้ ระลึกชาติให้หลวงพ่อนะ ท่านบอกว่าตอนแรกก็ทีละชาติ ๒ ชาตินะ พอหลังๆ ก็แปลกจังเลยนะ ก็มาทีละเป็นแถว เป็นชุด เป็นชั้น อะไรอย่างนี้ มากันพรึ่บเลย หลวงพ่อท่านบอกว่าโอ้โฮ แปลกจังเลยนะ ยิ่งหยุดก็ยิ่งเร็วนะ ยิ่งเร็วก็ยิ่งเห็นชัด ยิ่งเห็นชัดก็รู้เรื่องหมดไปเลย แล้วมีความสุข ท่านบอกมีความสุข มีความปีติเบิกบานนี่ ท่านบอกลืมโลกไปเลย ไม่อยากที่จะ คือสอบเช้านี่ก็บ่าย สอบบ่ายก็มาเย็นนะ พอ ๒ ทุ่มก็ คุณยายก็ให้กลับ … ท่านบอกการระลึกชาติเหมือนกับการรีวายเทป กรอกลับ สิ่งที่เราทำไม่หายไปไหนเลย มันก็บันทึกอยู่ใน ในใจของเรา เหมือนวีดีโอที่กรอกลับอย่างนั้น ท่านบอกมีความสุขมาก บางทีคุณยายก็สอนไปบูชา บูชาข้าวพระนะ บูชาข้าวพระ ตอนเช้าๆ หลวงพ่อก็จะต้องตื่นเช้าแล้วก็ไปซื้ออาหารที่ จะเป็นบาร์ เป็นบาร์แล้วก็ซื้ออาหารมา หัดบูชาพระให้นะ พอไปหาที่คุณยายก็ ไปซื้อดอกไม้มาแล้วก็คุณยายก็สอนวิธีการบูชาดอกไม้เป็นอย่างไรนะ แล้วท่านก็เล่าให้ฟังโอ้ แจกจ่ายหมดเลยทั้งสวรรค์ เทวดา พรหม อรูปพรหม แจกจ่าย แล้วก็เห็นว่าเทวดานี่เขามีความปีติเบิกบานอย่างไร มีความร่าเริงอย่างไร ท่านก็เห็นอย่างนี้ ท่านบอกมีความสุขมากในช่วงที่อยู่บ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ นี่ หลังจากนั้นก็ หลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังในช่วงนั้นนี่มันมีอยู่ครั้งหนึ่ง ก็จะคอยสังเกตว่าคุณยายเวลารับ ต้อนรับแขกนี่ที่เขามาอย่างไร คือมีคนมาปรึกษาหารือเรื่องต่างๆ สารพัดเลย คุณยายก็แก้ไขไป แก้ไขไปเรื่อย วิชชาธรรมกายน่ะแหละ วิชชาธรรมกาย มีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านเล่าให้ฟังบอกว่ามีโยมคนหนึ่ง แกมีอาชีพเป็นเออ เจ้าของโรงเรียน คือรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน รับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน โรงเรียนแกก็ไม่ค่อยมีเด็กมาเรียนนะ แกก็มาขอพรคุณยาย บอกคุณยายทำยังไงดี จะให้เด็กมาเรียน มาเรียนกันเยอะๆ เลยนะที่โรงเรียนนะ คุณยายก็บอกว่าจะไปยากอะไรล่ะนะ ก็ตั้งท่าดึงดูดซิ แกก็งง อะไรตั้งท่าดึงดูด อันนั้นคือศัพท์ภาคปฏิบัติ ทำยังไงล่ะยาย ยายก็บอกว่าคุณก็นั่งสมาธิแล้วก็อธิษฐานจิต อธิษฐานจิตกันไปนี่ แกเลิกนั่งเสร็จแล้ว แกก็อธิษฐานจิตขอให้มีนักเรียนนี่มาเรียนกันวันละพันคนเลย วันละพันคนเลย ประเดี๋ยวยายจะช่วยอธิษฐานให้นะ ปรากฏว่าแกก็กราบคุณยาย แล้วก็กลับไปนะ กลับไปไม่กี่เดือนแล้วก็มา มาหาคุณยายอีกที บอกคุณยายขา ทำยังไงดีนี่ เด็กนักเรียนเต็มโต๊ะไปหมดเลย กลับมาก็จะบอกอย่างนี้ นี่อานุภาพวิชชาธรรมกายนะ หรือว่าอานุภาพของการปฏิบัติธรรม เมื่อเราปฏิบัติธรรมใจหยุดใจนิ่งแล้วนี่ โภคทรัพย์สมบัติมันก็ไหลมานะ มันก็ไหลมา ที่หลวงพ่อท่านบอกว่าจะให้พวกเรารวยแบบโชใช่ไหม โช รวยแบบโช แต่เราก็นั่งสมาธิด้วยนะ สมบัติถึงจะไหลมา เมื่อวานท่านบอกมีโชหนึ่งนะ สมัยพุทธกาลมีโชติกะเศรษฐี คือสมัยนี้ท่านบอกว่า ท่านพูดเล่นๆ นะ โชติพันธ์อะไร ฐานะโชติพันธ์ ไม่ต้องไปเปลี่ยนนามสกุลนะ ก็นี่คือสิ่งที่คุณยายได้ช่วยทุกข์มนุษย์อะไรต่างๆ บางคนก็มาปรึกษาหารือนะ หลวงพ่อเล่าให้ฟัง ปรึกษาหาคุณยายนี่ให้ช่วยคุณพ่อคุณแม่ที่ละโลกไปแล้วนี่ คุณยายไปตรวจดูนะ หลวงพ่อเล่าให้ฟังบอกว่า ๙๐ % ๙๐ % นี่ตกนรกเลย ทั้งนั้นเลยนะ ตกนรกทั้งนั้นเลย นั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวนะ เป็นสิ่งที่น่ากลัวนี่ ในนรกนี่น่ากลัว หลวงพ่อเล่าให้ฟังเมื่อวาน ท่านบอกว่าบางคนนี่นะ อย่างขุมประเภทที่ทำเออ ทำกรรมประเภทวจี วจีกรรม ประเภทปากนะ คำพูดอะไรต่างๆ เหล่านี้ ท่านบอกว่าก็จะมีคนมาดึงลิ้น ดึงลิ้นจนยาวเลย ยาวเสร็จแล้วก็ตัดลงไปที่ลิ้นนั่นแหละ นี่โอ้โฮ ดุแล้วท่าทางน่ากลัวนะ เคยนึกภาพนายโคฆาตที่ตัดลิ้นวัว โอ้ ก็น่ากลัวเหมือนกัน แล้วท่านก็บอกว่าอย่างคนกินเหล้านี่มันก็ ก็จะมีอะไร ทำให้นะ น้ำทองแดงใช่ไหม ที่ทำเหล้านะ แล้วมีหลวงพี่รูปหนึ่งท่านก็ถามว่าเออ แล้วถ้าเกิดเล่นไพ่อาจจะเบาหน่อยนะ อาจจะเบาหน่อย ท่านบอกว่าไม่เบาหรอก อย่าคิดว่าไพ่มันเบา จริงๆ ท่านบอกไม่เบา คือไม่มาเพียงแค่แผ่นเล็กๆ มาแปะหูเรา ไม่ใช่ มาทีเป็นแผ่นใหญ่เลย แล้วก็ตบทีก็ละลายไปเลย ท่านว่าอย่างนั้น ฉะนั้นนี่ส่วนใหญ่แล้ว ๙๐ % ตกนรกทั้งนั้น คุณยายก็จะช่วยมาอย่างนี้เสมอๆ นะ ซึ่งหลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังบอกว่าเวลาช่วยนี่ ส่วนใหญ่ก็จะพักไว้ที่ชั้นต้นก่อน สวรรค์ชั้นต้นแล้วก็ให้เขานี่ฝึกทำสมาธิ แล้วก็นึกถึงบุญด้วยตัวเขาเองนี่ แล้วจะได้ขึ้นไปสวรรค์ให้สูงขึ้นไป เหมือนกับที่คุณยายไปช่วยคุณพ่อลักษณะนั้น จากบ้านกัลยาณมิตรหมายเลข ๑ ตอนนั้นก็ หลวงพ่อท่านก็เล่าให้ฟังตอนหนึ่ง แล้วก็ย้ายมาที่บ้านธรรมประสิทธิ์นะ ตอนนั้นก็รวบรวมเงินกันได้ ๕๘,๐๐๐ บาท ยุคนั้นก็เริ่มมากันหลายคนแล้ว มากันหลายคน เป็นหมู่คณะใหญ่ อันนี้ก็จะไม่ขอพูดในยุคนี้มากเท่าไหร่ ก็จะข้ามมายุควัดพระธรรมกายเลย คือวัดพระธรรมกายนี่ก็มีนะ เรื่องราวต่างๆ ในยุคนั้นในสมัยนั้นเป็นยุคที่หลายปีแล้วฮะ หลายปี มีโยมท่านเล่าให้ฟังบอกว่า โยมท่านหนึ่งท่านบอกว่าสมัยนั้นคุณยายนี่ท่านก็จะเป็นที่รักและเคารพของสาธุชนนะ ญาติโยม แต่ว่าบางครั้งนี่ ญาติโยมสาธุชนก็ไม่รู้จะปฏิบัติตัวต่อครูบาอาจารย์ยังไงนะ ก็มีโยมชอบมากอดคุณยายนะ แปลกจังเลย มากอดคุณยาย บอกคุณยาย คือเคารพนะ แต่ว่าก็รักแล้วก็ไม่รู้จะปฏิบัติยังไง ก็ไปกอดคุณยาย หลวงพ่อก็ ท่านก็ให้คนเดินมาบอก บอกว่านี่ อย่าไปกอดคุณยาย ใคร เห็นใครกอดช่วยทำหน้าที่นะ โยมคนหนึ่งเขาก็ช่วยทำหน้าที่ดีนะ ตอนแรกก็บอกดีนะ พี่อย่าไปกอดเลย ถ้ากอดแล้วจะไม่เห็นหน้า การเคารพคุณยายต้องดูไกลๆ แล้วก็มองนิ่งๆ ที่สายตาท่าน ที่สีหน้า แววตา นั่นคือการแสดงความเคารพ พูดไปได้แค่คนเดียวนะ พออีกวันหนึ่ง คนอื่นมาอีกแล้ว โยมคนนี้แกก็เลยบอกว่าไม่กล้าทำหน้าที่แล้ว เพราะว่ากลัวคนอื่นเขาหมั่นไส้นะ ก็เลยเลิกนะ ตอนหลังหลวงพ่อก็มาประกาศ มาพูดเองนะ ท่านบอกว่าการที่เราจะเออ มีความเคารพคุณยายนี่ ไม่ใช่ด้วยการไปถูกเนื้อต้องตัวท่าน แต่ความเคารพคุณยายนี่เกิดขึ้นจากการที่เรานี่กราบไหว้บูชาท่าน แล้วก็นึกท่านไว้ในใจของเรานะ แล้วก็ปฏิบัติบูชาด้วย นี่คือการเคารพครูบาอาจารย์ ผู้ซึ่งเป็นปูชนียบุคคล บุคลที่ควรแก่การเคารพบูชา เหตุการณ์นี้ก็ผ่านไปนะ เหตุการณ์นี้ก็ผ่านไปในยุคนั้น ทีนี้นี่ พอมาถึงยุคนี้แล้วเออ หลวงพี่ก็อยากจะคุยเรื่องคุณยายกับวิชชาธรรมกาย เพราะจะทำให้เราได้เห็นคุณค่าของการปฏิบัติธรรมว่ามันดียังไง มันดีอย่างไร การปฏิบัติธรรมนี่ แล้วก็จะพูดถึงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายด้วยว่าเป็นอย่างไรนะ มีอยู่ครั้งหนึ่งนี่ โยมคนหนึ่ง โยมป้าใสนะ คุณเกษมสุขท่านก็เล่าให้ฟังว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งก็จะพาคุณยายไปถ่ายรูปตรงแถวเนินประดู่ แถวเนินประดู่ด้านหลัง ก็เตรียมดิน เตรียมดิน ดินก็แข็งนะ มีช่างกล้องมาด้วยนะ พวกช่างถ่ายภาพอะไรต่างๆ เหล่านี้ เป็นผู้ชายแข็งแรงเลย มาถึงก็มาจับดิน แล้วก็เครื่องมือทุบๆ เพราะว่าดินแข็ง จะปลูกต้นไม้ได้มันก็ต้องทำให้ดินมันซุยก่อน เอาดินที่มันแข็งนี่มาทุบๆ ด้วยเครื่องมือแข็งๆ นี่ ด้วยกำลังแรงของผู้ชายนี่นะ ปรากฏว่าแกก็บ่นไปนะ บ่นไปเรื่อยเลย บอกว่าเจ๊ๆ ดินมันแข็งนี่ ทุบยังไงนะ โยมนั้นก็บอกว่าเออ ทำเถอะน่า ไม่ต้อง นะ ทำไปเถอะ แกก็ทุบแล้วก็ทำไปบ่นไป เสร็จแล้วระหว่างนั้นเอง คุณยายก็มา นั่งรถสามล้อมากะโยมพี่อารีพันธ์พร้อมด้วยต้นไม้ที่จะปลูก มานี่ เห็นเลย เหมือนคุณยาย… แต่ว่าเห็นเหมือนคุณยายมา มาเหมือนกับทางช้างเผือกเลย เหมือนกับเส้นทางนั้นมันยาวไกลมาก แล้วก็สวย สว่าง มาถึง คุณยายก็จับดินที่แข็งๆ นี่นะ ที่ผู้ชายคนนั้นต้องใช้เครื่องมือทุบนี่ แต่คุณยายท่านไม่ใช้เครื่องมือเลย คุณยายใช้มือ ใช้มือของตัวเอง มือคุณยายนี่จับดินที่แข็งๆ แล้วก็บิด บิดจนร่วนซุยเลยนะ ไอ้ผู้ชายนั้นก็งงใหญ่เลยนะ โอ้โฮ คุณยายทำได้ยังไง มือคุณยายนี่แข็งแรงจริงๆ เลยนะ บิดดินที่แข็งๆ นะซุยเลย แล้วก็เอามือตะกุยๆ ดิน แล้วก็ต้นไม้ลงไปปลูก แล้วก็ตบๆ ต้นไม้ แล้วก็บอกให้ต้นไม้นี่โตเร็วๆ ให้ทันคุณยายได้เห็นนะนี่ และจริงๆ วันนั้นเองฟ้ามันไม่ค่อยสว่างเพราะว่ามีเมฆนี่ มีเมฆมาบังดวงอาทิตย์ แต่ตอนที่คุณยายมานี่ ฟ้าปรากฏว่ามันเปิดช่อง มันเปิดช่องออกมาเลยที่ตัวคุณยายนะ แล้วปกติเวลาคุณยายก้มหน้านี่ จริงๆ หน้าจะต้องมืดใช่ไหม เพราะว่าแสงมันมาจากข้างบน ปรากฏว่าแสงไม่ทราบมาจากไหน สว่างขึ้นมาจากทางด้านล่าง ฉะนั้นคุณยายหน้าท่านเลยดูดีฮะ หน้าท่านเลยนวลสว่าง สว่างด้วยธรรมรังสีอย่างนั้น จับประกายที่ผิวกายของท่าน สว่างเลย ปรากฏวันนั้นเองนะ ความสว่างไม่ใช่มาเฉพาะทางด้านบนและด้านล่าง แต่ว่าสว่างทั่ว ทั่วตัวของคุณยายเลย สว่างขนาดไหน ขนาดที่ว่าผู้ชายคนนั้นที่มาเป็นช่างกล้อง คนที่ไม่ได้มีศีลเท่าไหร่ เพราะกินเหล้า ไม่ได้มีศีลเลย กราบคุณยายเลย กราบคุณยายเมื่อเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายนี่ เราก็เลยทำให้หลวงพี่ได้นึกถึง เออ สมัยก่อนนะ สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะที่ท่าน พระองค์มีฉัพพรรณรังสีนี่ คงจะยังศรัทธาให้คนได้นี่ เป็นอย่างนี้แหละ แล้วก็คงยิ่งกว่านี้อยู่แล้ว เพราะว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ สิ่งนี้นี่เพียงแค่เห็นผิวพรรณเท่านั้นเองก็ศรัทธาแล้ว ศรัทธาในตัวคุณยายนะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราก็จะเห็นได้นะ จากพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยนี่ ซึ่งท่านก็มีผิวพรรณวรรณะที่สว่างนะ ใครเห็นก็ประทับใจ อย่างโยมแม่หลวงพี่เองนี่ ตอนนั้นมาตาม ตอนนั้นบวชเดือนหนึ่งนะ แล้วก็พอดีว่าขออนุญาตบวชแค่เดือนหนึ่ง ท่านก็เลยมาตาม จะไปกลับบ้านน่ะนะ ตามกลับบ้าน ท่านก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับทางวัดพระธรรมกายเท่าไหร่ เพราะท่านได้ข้อมูลมาเยอะนะ หลวงพี่ก็ โอ๊ย มาแล้วจะทำยังไงดี ก็เดินๆ ไป หลอกล่อไป จนไปถึงอาคารปรมินมิตสวัสดี อาคารปรมินนะ ก็เจอโยมพี่อุบาสก พี่ภาวัน แล้วก็ขออนุญาตไปกราบหลวงพ่อกับโยมแม่ ก็เลยได้เข้าไปกราบ เข้าไปกราบในห้อง พอเจอหลวงพ่อปุ๊บ คำถามที่เคยมีนี่ก่อนที่มาเข้าห้องนี้นี่ คำถามมีสารพัดเลยเกี่ยวกับหลวงพ่อแล้วก็วัดนี่ พอเข้าไปห้องนี้ปุ๊บ กราบหลวงพ่อปุ๊บนี่ ความสว่างหลวงพ่อนี่นะ ผ่องใสจนทำให้โยม โยมแม่นี่ลืมไปหมดเลย ลืมไปว่าจะถามอะไร ก่อนเข้าห้องก็ยิ้มเบิกบานปกติ นี่บุคลิกดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งนะ คำถามนี่หมดไปเลย หายความสงสัย คุณยายก็เหมือนกันนะ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องสอนอะไรเลย กราบแล้ว อย่างนี้ นั่นแหละ แล้วทีนี้นี่บุคคลที่เข้าถึงพระธรรมกายอย่างคุณยายอาจารย์ นอกจากตัวท่านจะศักดิ์สิทธิ์แล้วนะ ของๆ ท่านนี่ที่ท่านมอบให้ก็ยังศักดิ์สิทธิ์ด้วยนะ ไม่น่าเชื่อเลยนะ อย่างสมัยตอนที่หลวงพี่ ตอนนั้นบวชแล้วก็ได้รับดวงแก้วจากคุณยาย เป็นดวงแก้ว ๔ เซ็นต์ ๔ เซ็นต์ คือก่อนหน้านั้นนี่เคยมีดวงแก้วอยู่ ๓ เซ็นต์ ตอนยังไม่บวชนะ อยู่ที่บ้านแล้วก็ไว้บนโต๊ะ ไว้บนโต๊ะหมู่บูชา ปรากฏว่าน้องชายคนที่ ๒ เอาไป เอาไปเพ่ง คงจะเพ่งหนักมาก ลูกแก้วนี่ตกลงมา ระดับเอวฮะ ระดับเอว ตกลงมาเป็นพื้นไม้นะ ดวงแก้วนี่เป็นรอยทะลุเลย ทะลุเป็นรูปกรวยฮะ ๒ ฝั่ง แต่ฝั่งที่โดนกระทบไม้นี่จะเป็นรอยลึกเข้าไปเยอะหน่อย โอ้ ตอนนั้นก็เสียดายมาเลย ระดับเอวเท่านั้นเอง แต่ว่าของที่คุณยายให้นะ หลวงพี่จริงๆ ก็รักษาอย่างดีนะ เพราะเห็นว่าเป็นของครูบาอาจารย์ก็เอามาไว้ที่ในกุฏินะ แล้วจะมีตู้ไว้ชั้นบนสุดเลย ชั้นบนสุดก็ระดับศีรษะประมาณร้อยเจ็ดสิบเซ็นต์ พื้นกุฏิอาคารที่พักสงฆ์ก็เป็นพื้นไม้เหมือนกันเปี๊ยบเลย เหมือนกันเปี๊ยบเลย ปรากฏว่าก่อนที่คุณยายจะละสังขารประมาณสักสัปดาห์หรือ ๒ สัปดาห์นี่นะ ก็อยู่ดีๆ ดวงแก้วตกมาได้ยังไงก็ไม่ทราบ ก็ หลวงพี่ก็รู้สึกใจหายมากเลย เพราะว่าเคยทำ น้องชายเคยทำดวงแก้วตกแค่ระดับเอวนี่ก็เรียกว่าดวงแก้วเป็นรอยแล้ว พอดวงแก้วนี่ตกมา หลวงพี่ก็ตกใจฮะ ตกใจ ตกลงมา โอ้จับไม่ทัน ก็เลยลองไปล้างดู และคิดว่าสงสัยต้องเป็นรอยแน่ ไปล้างน้ำมาส่องดู เอ๊ะไม่เห็นเป็นรอยเลย หรือว่าตาฝาด ก็เลยต้องเอาไปเช็ดแล้วก็ไปล้างใหม่ ปรากฏว่าก็ยังเป็นเหมือนเดิมอีก ก็คือไม่มีรอยจนกระทั่งบัดนี้นี่ยังติดตัวมาอยู่นะ แม้กระทั่งของที่คุณยายให้ก็ยังศักดิ์สิทธิ์เลยนะ ทุกอย่างที่ให้ ฉะนั้นเราเก็บรักษาเอาไว้นะ ใครมีนี่ ล็อคเก็ตคุณยายอะไรต่างๆ หลวงพี่ยังมีนะล็อคเก็ตรุ่นบอกบุญตั้งกองกฐิน ๕๐ กอง แล้วจะได้ล็อคเก็ตรูปอะไร หยดน้ำอะไรอย่างนี้ ล็อคเก็ตคุณยายรุ่นแรกสุดเลยนะ แต่ก่อนจะมีเขียนหมายเลข ๑ นะ ทำบุญหมื่นหนึ่งนะ ถ้าใครมีเราก็เก็บเอาไว้ เอาไว้บูชาแล้วก็เอาไว้ดูนะ ไม่ใช่เอาไว้ เก็บไว้ในตู้เฉยๆ ต้องเอาไว้ดู พลังศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็จะมาถึงตัวเรา และทำให้เราได้นึกถึงปฏิปทาของท่าน ในความบริสุทธิ์ของท่าน ทีนี้นี่ เรื่องสุดท้ายของอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยาย ล่าสุด ล่าสุดเลยเมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม วันนั้นเป็นวันพุธ ตอนนั้นหลวงพี่เองก็มาฟังสวดพระอภิธรรมอย่างนี้แหละ เสร็จแล้วก็เดินออกไป จะขึ้นรถนี่ รถพ่วง รถพ่วงที่จะกลับอาคารที่พักสงฆ์ ปกติก็จะมารอทุกครั้ง แต่ว่าวันนั้นทำไมมาช้าก็ไม่รู้ ไม่ทราบเหมือนกัน ก็เลยว่าจะโบกรถ จะโบกรถ มาเจอยายคนหนึ่งชื่อคุณเกษม เคยบวชรุ่นเดียวกับหลวงพี่ก็เจอ อ้าวโยมพี่จะรีบไปไหนหรือเปล่า ไปส่งหน่อยซิ พอดีรถมันยังไม่มาเลย โยมพี่ก็ดูท่าทางรีบร้อนนะ หลวงพี่เอ๊ะ ถ้าโยมไม่ ไม่ ไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวหลวงพี่กลับเองก็ได้ ก็บอก โยมเขาบอกไม่เป็นไรเดี๋ยวไปส่งให้ ปรากฏว่าหลวงพี่ก็เลยถามว่า อ้าวแล้วโยมจะรีบไปไหน มันดึกป่านนี้แล้ว นึกในใจว่าจะไปทำงานก็คงไม่ใช่ จะรีบกลับบ้านมันก็แค่ ๒ ทุ่มครึ่งเอง โยมก็บอกน้องชายหาย น้องชายผมหาย หายไปกี่วันแล้วล่ะ ๕ วันแล้ว ผมก็กลัวว่าน้องชายเป็นอันตรายเพราะว่าเคยหายจากบ้านไปครั้งหนึ่ง คือน้องชายคนนี้ของคุณเกษมนี่ คือไอคิวค่อนข้างจะต่ำกว่าคนปกติทั่วๆ ไปหน่อย แล้วก็ ก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายเพราะว่าช่วยตัวเองบางทีก็ไม่ค่อยได้ฮะ ไม่ค่อยได้ นี่ก็ขออนุญาตคุณเกษมมาเล่าแล้วนะ บอกเป็นธรรมทาน หลวงพี่ก็เลยบอกว่า อ้าวทำยังไงที่ผ่านมา ก็ติดต่อ เขาบอกเขาติดต่อ ประกาศไปตามที่ต่างๆ ที่คิดว่าน้องชายน่าจะไป ปรากฏว่าก็ยังไม่กลับมา ๕ วันแล้ว ก็ใจคอไม่ค่อยดี หลวงพี่บอกเออโยม โยมพี่ อ้อคุณโยมเขาก็เลยบอกว่าพอดีวันนี้มากราบคุณยาย กราบขอพรท่าน หลวงพี่ก็นึกในใจกันเหนียวด้วยนะ อ้าวแล้วโยมพี่ไปกราบหลวงพ่อหรือยัง บอกยังเลย ไปกราบได้เลย ปกติท่านจะมาช่วงนั้น ท่านจะมางานสวดพระอภิธรรมของโยมแม่ มาได้เลย โยมเขาก็ไม่กล้านะ เขาก็กลัว หลวงพี่ก็เลยบอกว่า เออ ก็เลยนึกในใจว่าเดี๋ยวถ้ารถผ่าน ผ่านสำนักงานรวมนะฮะ ถ้าเจอรถหลวงพ่อก็จะบอกเขาจอด ปรากฏวันนั้นหลวงพ่ออยู่พอดี เห็นรถ ก็เลยบอก เอ้าเลี้ยวเลย เลี้ยวขวา จอดเลย จอด ก็ไปถึงก็ เอารูปถ่ายบัตรประชาชนให้ผ่านทางอุบาสกนะ อุปัฏฐากให้ หลวงพ่อตอนนั้นท่านอยู่ในห้องประชุมอยู่ ห้องกล้าตะวัน ถ้ารูปถ่ายน้องชายแล้วเห็นจะรู้เลยว่าเออใช่จริงๆ ก็น่าจะช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะว่าคอนี่เอียงขวาเลยฮะ เวลาถ่ายออกมา ถ่ายภาพนี่ พอหลวงพ่อออกมา เขาก็กราบเรียนเออ รายงานให้ท่านทราบ คำถามแรกที่ท่านถาม ที่หลวงพ่อถามคือไปกราบคุณยายหรือยัง คำถามคำถามแรกนะ ก็บอกไปกราบแล้วครับ แล้วผมก็อยากรู้ว่าน้องชายผมเสียชีวิตไปหรือยัง น้องชายผมเป็นยังไงบ้าง หลวงพ่อก็บอกว่าเขากำลังใช้กรรมอยู่ คุณโยมแกก็ตีความผิดนะ คิดว่าน้องชายเสียไปแล้ว ตีความผิด ก็เลยบอกว่า ก็เลยถามหลวงพ่อว่าเอ้า เออ แล้วน้องชายผมเสียไปหรือยังครับ ก็พูดไป เพื่อจะได้เตรียมใจ หลวงพ่อท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็ยิ้มๆ ว่าทำใจสบายๆ นะ ก็ไปกราบคุณยายแล้ว หลังจากนั้นหลวงพี่ก็โทรไปเช็คอีกที เขาก็บอกดีใจมากเลย ว่าจะโทรไปหาหลวงพี่พอดี ก็บอกว่าผมเจอน้องชายแล้ว อ้าวแล้วเจอยังไง หลวงพี่ก็ดีใจว่าตอนนั้นก็ไปบอกคนโน้นคนนี้บอกเลยนะ บอกว่านี่หลวงพ่อ คุณยายต้องช่วยแน่นอนเลย ก่อนที่จะเจอนะ ต้องช่วยแน่นอน ก็บอกเขาไปหมดแล้ว พอเขาบอกเจอแล้วก็ดีใจ อ้าวแล้วเจอยังไง บอกน้องชายผมนี่เดินออกจากบ้าน แล้วก็เดินไปเรื่อยนะ เสร็จแล้วนี่ จะไปนอน หาที่นอนก็ลำบากนะ ก็ไปนอนตามไหนก็ไม่รู้ ตัวเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเขา คงหลงลืมหน่อยนะ จำไม่ค่อยได้ แล้วก็ไปขออาหารเขากินอะไรอย่างนี้นะ แล้วบางทีก็ขอทาน เสร็จแล้วก็ไปเข้าห้างสรรพสินค้าจะเข้าห้องน้ำ ยามก็ไล่ออก คิดว่าเป็นพวกแก๊งมิจฉาชีพ โฮ๊ย ลำบากมากเลย เขาบอกว่าน้องชายผมนี่เนื้อตัวเหมือนขอทานเลย เหมือนขอทานาเลยนี่ อ้าว แล้วไปเจอได้ยังไง เขาบอกว่าวันนั้นเอง วันที่ไปกราบหลวงพ่อ คุณยายนั่นแหละ วันนั้นเขาจำเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนน้องสาวของผมได้ยังไงก็ไม่รู้ เขาไม่โทรมาที่บ้านเลยนะ ผมก็งงๆ ว่าเขาจำเบอร์โทรศัพท์ได้ยังไง ทำไมไม่โทรก่อนหน้านั้น ไม่โทรหลัง ต้องโทรวันนั้นพอดีที่ไปกราบคุณยาย วันพุธที่ ๒๐ ธันวาคมนี่ โทรศัพท์ไปหา แล้วแกก็อธิบายไม่ถูกว่าอยู่ตรงไหน ก็ไม่รู้เรื่อง (หมด 1/A) (ม้วน 1/B) ไปหลงนี่ ไปหลงที่ซอยลาดพร้าว ๕๗ แล้วแกบอกแกเดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้เรื่อยยังไงนะ อาจจะขึ้นรถเมล์แต่ก็ไม่รู้ตัวนะ คือแกจำอะไรไม่ค่อยได้ ก็เลยบอกว่าดีใจมากเลย นี่เป็นอานุภาพความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายนะนี่ เราก็มีหลวงพ่อท่านก็ช่วย ช่วยเออ ด้วยนะนี่ ฉะนั้นนี่แหละความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยายนี่นะ ใครมีทุกข์อะไร ก็มาขอพึ่งท่านได้ นี่มากราบขอพรคุณยายนี่ เราก็ให้ชีวิตเราให้เจริญรุ่งเรือง แต่เมื่อวานหลวงพ่อท่านก็บอกเหมือนกันนะ ให้ทำดีนะ ดีกว่าให้พร บอกสมัยก่อนเจ้าคุณนอ วัดเออ วัดเทพศิรินทร์ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์ในอดีต ท่านก็บอกให้ทำดี ดีกว่าขอพรนะ เหมือนกับว่าต้องทำ สร้างบุญกุศลด้วยนะ แทนที่จะมาขออย่างเดียวนะ นั่นแหละ นี่ก็คือความศักดิ์สิทธิ์ของคุณยาย แต่สิ่งเหล่านี้ที่จะศักดิ์สิทธิ์ได้ก็เกิดขึ้นด้วยการประพฤติปฏิบัติธรรมนี่ของคุณยายของเรานั่นแหละ ถ้าเราอยากจะศักดิ์สิทธิ์หรือว่าเป็นเหมือนอย่างคุณยาย เราก็ต้องปฏิบัติธรรมอย่างคุณยายนะ นี่ ลูกหลานคุณยายทุกท่าน เรือนทองนี่หลังน้อยที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มีร่างของยอดหญิง ผู้เป็นแบบอย่างของการสร้างบารมี คุณยายมหารัตนาจารย์ ปูชนียาจารย์ ยอดนักสร้างบารมี ผู้สืบทอดวิชชาธรรมกาย คุณยายผู้ให้กำเนิดวัดพระธรรมกาย คุณยายผู้เป็นนักรบแห่งพระนิพพาน เรื่องราวอันงดงามจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก และจากนี้อนุสาวรีย์ความดีงามของแม่แก้วตะวันธรรม คุณยายอาจารย์ มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง มหาวีรสตรีแห่งกองทัพธรรม จะเป็นตำนานอมตะตราบชั่วอนันตกาล และนับจากนี้เราก็จะได้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมกันทุกๆ คน เราก็นั่งสมาธิทั้งใจหยุดใจนิ่ง เพื่อที่จะได้เข้าถึงพระธรรมกายกันทุกๆ คน พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าธรรมกายนี่เป็นผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ขจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไป และธรรมกายนี้เองที่ทำให้คุณยายของเรา ท่านเป็นบัณฑิตผู้รู้แจ้ง เป็นมหาปูชนียาจารย์ที่หาได้ยากอย่างยิ่งในโลก ตลอดชีวิตของท่านนั้นนี่ ท่านก็ได้สร้างความดีมาโดยตลอด เป็นต้นแบบ เป็นต้นบุญที่ดีเยี่ยม ยากที่จะหาใครมาเสมอเหมือนได้คุณยาย เพราะท่านนี่ได้ใช้เวลาทุกอนุวินาที สร้างบารมีอย่างเต็มที่เลยโดยไม่หวาดหวั่น ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น และท่านก็ได้ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อวัดปากน้ำนี่มาโดยตลอด อยู่ทำวิชชากับท่านเรื่อยมาเลย จนกระทั่งท่านมรณภาพ การทำความเพียรของคุณยายเป็นที่เลื่องลือในหมู่สหธรรมิก ยอดนักรบทั้งหลาย นักรบแห่งกองทัพธรรม เพราะว่าท่านนี่ทำวิชชามาตลอดเวลา ศึกษาค้นคว้าเพื่อจะไปขจัดต้นเหตุแห่งความทุกข์ แต่การศึกษาวิชชาธรรมกายได้นั้น จะต้องศึกษาด้วยการทำใจหยุด ทำใจนิ่ง พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านบอกว่าคุณยายนี่ทำความละเอียดอยู่ตลอดเวลาเลย กลั่นแก้ไขตัวเอง แก้ไขอากาศโลก ขันธโลก สัตวโลก จนกระทั่งกาย วาจา ใจของท่านนี่ใส สะอาด บริสุทธิ์ กายของท่านจึงเป็นทางผ่านแห่งพระธรรมกายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน ดังนั้นกายของคุณยายนี่นะ จึงประดุจพระเจดีย์ที่เคลื่อนที่ได้ ซี่งเป็นที่ประดิษฐานพระธรรมกายนี่นับพระองค์ไม่ถ้วนทีเดียว กายของท่านจึงเป็นที่รองรับของวิชชาธรรมกายตลอดเวลา เป็นที่รองรับของผู้รู้ทั้งหลาย ที่จะทำหน้าที่ไปถึงที่สุดแห่งธรรม เพราะงั้นเราจะได้พร้อมใจกันปฏิบัติบูชา ถวายบุญนี้แก่ท่าน เราก็จะนึกเอาภาพของท่านเป็นบริกรรมนิมิต นึกถึงภาพคุณยายให้นั่งขัดสมาธิ เจริญภาวนา หันหน้าไปทางเดียวกับตัวของเรา ที่ศูนย์กลางกายของเรา ซึ่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่าสิ่งที่ประทับใจคุณยายมีอยู่ ๒ อย่างก็คือดวงตาแล้วก็ท่านั่ง ท่าน่บอกว่าท่านั่งของท่านนี่จะตรง แล้วก็ตั้งฉากทีเดียว ท่านยังไม่เคยเห็นคุณยาย ก้มหน้าหรือเงยหน้า แต่ท่านจะตรงและนิ่ง และท่านก็จะดำรงอยู่ในท่านั้นนี่ตลอดเวลาของการทำสมาธิ ส่วนผิวกายของท่าน รูปร่างกายภายนอกของท่านนี่ หลวงพ่อบอกว่านี่ คุณยายตัวท่านสว่างนวลไปด้วยธรรมรังสี เหมือนกับมีรัศมีอยู่ในตัว เพราะว่ามีรัศมีท่านจับที่ผิวกายของท่าน แล้วก็ดวงตาของท่านก็สุกใส เป็นดวงตาของบัณฑิต ของนักปราชญ์ ของผู้รู้ ซึ่งในสิ่งซ้อนให้ถึง เห็นถึงว่าใจของท่านสุกใสสว่าง นี่ผู้ที่เข้าใจชีวิตได้อย่างแจ่มแจ้งและลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นดวงตาท่านจึงมีประกายความสุกใส ประกายแฝงความเจิดจ้าออกมานี่ และเราก็นึกถึงคุณยายในท่านั่งขัดสมาธิอยู่ที่กลางตัวของเรา สำหรับผู้ที่เข้าถึงสภาวะธรรมไหน ก็นึกถึงคุณยายตั้งอยู่ในกลางสภาวะธรรมนั้น ใครเข้าถึงดวงธรรม ก็นึกน้อมคุณยายตั้งอยู่ในกลาง ศูนย์กลางของดวงธรรม ใครเข้าถึงพระธรรมกาย ก็ใครเข้ากายไหนนี่ ก็นึกน้อมคุณยาย ตั้งอยู่ในกายนั้น ใครเข้าถึงกายธรรม ก็นึกคุณยาย ตั้งอยู่ในกลางกายธรรม ในกลางของสภาวะธรรมนั้น เราก็ทำใจหยุดนิ่งให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับท่าน เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดความบริสุทธิ์ บริบูรณ์ แห่งข้อวัตรปฏิบัติอันดีงาม ตลอดชีวิตของท่านที่ผ่านมาให้ถึงแก่ตัวเรา เพื่อจะได้กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้สะอาด บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เช่นเดียวกับคุณยาย จะได้มีกำลังใจที่จะทำความดีเช่นเดียวกับท่าน โดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น ท่านทำอย่างไร เราก็จะทำอย่างนั้น ทำแบบเดียวกับท่าน ท่านเป็นอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้น ดังนั้นในวันนี้เราก็จะอุทิศบุญที่เกิดจากการปฏิบัติบูชานี้ ถวายบูชาธรรมกับท่าน เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีที่ศิษย์จะพึงมีต่อครูบาอาจารย์ เราก็ทำใจหยุดนิ่ง แล้วก็นึกถึงภาพท่านไว้ในกลางกายของเรา ตามสภาวะธรรมของเราที่เราเข้าถึงกันทุกๆ คน สัพเพ… หน้า PAGE 13 440201FW-AAT