ศรัทธา กำลังใจ สัมมาทิฏฐิ
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า กราบแทบเท้าพระมหาเถระ และพระเถรานุเถระที่เคารพ นมัสการเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และกัลยาณมิตรลูกหลานยายทุกท่าน
ในวันนี้ที่อาตมาได้มีโอกาสมาแสดงธรรม ณ ที่แห่งนี้เป็นเพราะความรัก รักในคุณยาย ซาบซึ้งในคุณงามความดีของท่าน มีจิตสำนึกที่เป็นศิษย์ อยากบูชาธรรมท่าน อยากจะมาเอาบุญกับท่านให้มาก ๆ จึงได้มาแสดงธรรมในวันนี้
เมื่อย้อนนึกไปถึงวันเวลาที่ผ่านมา ที่ใช้ในการสร้างบารมี การใช้ชีวิตในเพศนักบวชก็ได้สำรวจและได้ระลึกเห็นว่าเส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางที่มีคุณค่า เป็นการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐและมีเป้าหมาย เส้นทางเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีปูชนียาจารย์ ๓ ท่าน คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะและคุณยาย หากขาดท่านใดท่านหนึ่งใน ๓ ท่านนี้ อาตมาคงไม่มีโอกาสที่จะมีหนทางอันประเสริฐ แล้วก็มีการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าอย่างทุกวันนี้
โดยเฉพาะคุณยายอาจารย์ ท่านเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายจากหลวงพ่อวัดปากน้ำมาให้กับพวกเราทุกคน คุณยายนอกจากท่านจะเป็นผู้สืบทอดวิชชาธรรมกายแล้ว ท่านยังเป็นผู้สร้างอีกด้วย ท่านสร้างวัดพระธรรมกายให้อาตมาได้อยู่ ได้สร้างบารมี ท่านสร้างหมู่คณะที่คอยให้กำลังใจและช่วยเหลือ แล้วก็สร้างต้นแบบคือครูบาอาจารย์ คือพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ และพระมหาเถระ พระเถรานุเถระอีกหลาย ๆ รูป ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงไว้ด้วยคุณธรรม เป็นต้นแบบในการทำความดี เพราะความซาบซึ้งในเหตุผลดังกล่าวเหล่านี้ อาตมาจึงรักและเคารพคุณยายมาก
อาตมารู้จักคุณยายครั้งแรก ๆ พร้อมกับวัดพระธรรมกายเมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๕ ตอนนั้นอยู่ในช่วงของการปิดเทอมภาคฤดูร้อน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ โยมพ่อได้ให้เข้าอบรมเป็นยุวธรรมทายาทรุ่นที่ ๒ ที่จังหวัดพิษณุโลก ในการอบรมครั้งนั้นสิ่งที่อาตมาประทับใจที่สุด แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงไหน ก็ยังจำได้ ก็คือเรื่องที่พระอาจารย์เล่าถึงคุณยาย ซึ่งจะมีอยู่ ๓ เรื่อง ที่จำได้ไม่เคยลืมเลย
เรื่องแรก ก็คือเรื่องที่คุณยายไปช่วยพ่อในนรก แต่เดิมอาตมาก็มีความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์อยู่บ้าง ใครมาพูดเรื่องนรกสวรรค์นี่ก็สนใจเป็นพิเศษ ไปตามวัดที่ติดรูปนรก ก็จะดูแล้วก็สนใจ ไปวัดไหนก็ดูหมดเลย แล้วโยมพ่อของอาตมานี่จะชอบพระที่มีชื่อเสียง ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับพระอาจารย์ดัง ๆ เรื่องสมาธิ มีรูปพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงที่บ้านก็เยอะ เรียกว่าสมัยนั้นเรื่องราวพวกนี้ก็รู้พอสมควร แต่ในเรื่องราวต่าง ๆ ไม่มีเรื่องไหนที่จะประทับใจเท่ากับเรื่องที่คุณยายได้ไปช่วยพ่อในนรกเลย เรียกว่าเรื่องของท่านชนะเรื่องที่อาตมาได้รู้เรื่องราวมาทั้งหมดเลย ปกติเรื่องที่ไปนรกสวรรค์ได้นี่ ธรรมดาเห็นก็น่าสนใจอยู่แล้ว แต่เรื่องของคุณยายไม่ได้ไปแค่ไปเห็น แต่ไปช่วยคุณพ่อในนรกด้วย
ตอนฟังครั้งนั้นนี่ ในใจรู้สึกทึ่งมากเลย ทึ่งในความสามารถของคุณยาย ทึ่งในวิชชาธรรมกาย ตอนนั้นฟังไปก็คิดไว้ว่าถ้าเราเข้าถึงวิชชาธรรมกายนี่ ก็จะไปดูญาติ ๆ ของเราบ้าง ใครที่ตายไปแล้วนี่ไปนรก จะไปช่วยท่านบ้าง ตอนนั้นฟังแล้วก็คิดไปเรื่อยนะ แต่ถึงยังไงก็ตาม การฟังเรื่องของคุณยาย ก็ทำให้อยากนั่งสมาธิมากขึ้น อยากเข้าถึงพระธรรมกาย เรื่องที่คุณยายไปช่วยพ่อในนรก หากเราพิจารณาดี ๆ จะพบถึงพระคุณของคุณยายที่มีต่อเรา ที่เราไม่จำเป็นต้องพบตัวท่านเลย เพราะแค่เรื่องเล่าของท่านก็มีพระคุณต่อเราแฝงอยู่ภายในเรื่องอยู่แล้ว
อย่างแรก ก็คือทำให้เราศรัทธายาย ทำให้เราศรัทธาในวิชชาธรรมกาย ความศรัทธาตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศรัทธายายและความศรัทธาในวิชชาธรรมกายนี่ เป็นความศรัทธาที่ถูกต้อง ในโลกนี้ให้เราสังเกตดูว่าความศรัทธานี่จะมีอยู่หลายอย่าง หลายชนิด ที่เราเห็นได้ทั่วไป เช่นศรัทธาต้นไม้บ้าง ศรัทธาจอมปลวกบ้าง หรือว่าเลื่อมใสในภูตผีปีศาจ หรือว่าศรัทธาสัตว์ที่มีลักษณะแปลก ๆ ตอนนี้ได้ยินแว่ว ๆ ว่าเขาจะมีการศรัทธาควายที่กำลังดังๆ อยู่ในขณะนี้นะ อันนี้ไม่ใช่ศรัทธาที่ถูกต้อง
แต่การฟังเรื่องของยายนี่ ทำให้พวกเราได้ศรัทธาที่ถูกต้อง คือศรัทธาวิชชาธรรมกาย ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ความศรัทธานี้เป็นสิ่งสำคัญ จะทำให้เรามีความประพฤติไปในทางที่ถูกหรือไม่ถูกก็ได้ เพราะความศรัทธานี่จะนำจิตใจของเรา ความประพฤติของเราไปในทางนั้น ๆ
พระคุณของคุณยายอย่างที่ ๒ คือ จากที่เราฟังเรื่องนี้ก็จะเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้กับพวกเรา พอฟังเรื่องนี้ปุ๊บ ก็อยากนั่งสมาธิให้เข้าถึงพระธรรมกายปั๊บเลย แล้วเราก็มีความเชื่อด้วยว่า เรามีโอกาสจะเข้าถึงพระธรรมกายได้ เพราะในเรื่องของยายนี่ ก่อนที่ยายจะไปช่วยพ่อในนรก ก่อนหน้านั้นคุณยายก็เป็นบุคคลธรรมดา แถมยังไม่รู้หนังสืออีก แต่ท่านมีความเพียรในการนั่งสมาธิ ได้ฝึกสมาธิที่ถูกต้องจนเข้าถึงพระธรรมกายได้ ตรงนี้ก็ทำให้เราคิดว่าถ้าหากเรามีความเพียรแล้ว เรามีทางที่เข้าถึงพระธรรมกายได้เช่นกัน
พระคุณอย่างที่ ๓ จากการฟังเรื่องการไปช่วยพ่อในนรกของคุณยาย ทำให้เรามีความเห็นถูก ทำให้เราเกิดสัมมาทิฎฐิขึ้น ซึ่งในเรื่องนี้ ความเห็นถูกที่สำคัญ ๆ ก็จะมีอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องแรก เราได้รู้ว่าโลกนี้ โลกหน้ามีจริง เพราะคุณยายเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เราเห็นเลยว่าท่านไปได้ นรกสวรรค์ท่านไปได้ ฟังเรื่องนี้แล้วเราเห็นภาพว่ามีภพมีชาติ
เรื่องที่ ๒ ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ชั่วจริง หรือกรรมนี่มีจริง ทราบจากตรงไหน เราก็ทราบจากเรื่องที่คุณพ่อของคุณยายนี่ดื่มเหล้า ดื่มเหล้าวันละ ๒๐ สตางค์ในสมัยนั้น ดื่มทุกวัน แล้วก็จับหอย จับปู จับปลามาเป็นอาหาร เหตุนี้ทำให้คุณพ่อของคุณยายท่านตกไปอยู่ในนรก และเรื่องนี้ก็รู้ด้วยว่าการทำบุญนี่ล้างบาปไม่ได้ เพราะคุณพ่อของคุณยาย มีความคิดว่าฆ่าสัตว์เอามาเป็นอาหาร ฆ่าสัตว์จะมาทำบุญไม่บาป แต่ผลที่เราเห็นกันอยู่ คือผลกรรมก็ยังมีอยู่ แล้วก็ลบล้างไม่ได้ คุณพ่อของคุณยายยังต้องตกนรก แม้ว่าท่านจะนำสัตว์ที่ฆ่ามาทำบุญก็ตาม ไม่สามารถลบล้างผลกรรมนั้นได้
เรื่องที่ ๓ ทำให้เราได้ทราบว่าการบรรลุทำได้จริง เห็นได้จากไหน ก็เห็นได้จากเรื่องราวของหลวงพ่อวัดปากน้ำ คุณยายทองสุก แล้วก็คุณยายอาจารย์ที่ท่านสามารถฝึกสมาธิ ฝึกจนเข้าถึงพระธรรมกาย
นี้ก็เป็น ๓ หัวข้อใหญ่ในเรื่องที่ได้ฟังยายเล่า ว่าท่านไปช่วยพ่อในนรกเป็นยังไง ซึ่งความเห็นถูกหรือสัมมาทิฏฐินี่ จะเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญ เมื่อเราไปพบอะไร ก็ทำให้เรามีแนวทางไปในทางที่ถูกต้อง ทำให้เราเข้าใจเรื่องของโลกและชีวิต คนส่วนมากจะทำความดีได้ เป็นคนดีเพราะมี ๓ ข้อนี้อยู่ในใจ มีความเห็นถูก ๓ ข้อนี้
แต่ในเรื่องของยายไม่ได้มีเพียง ที่เป็นสัมมาทิฎฐิแค่ ๓ ข้อนี้เท่านั้น แต่ยังมีสัมมาทิฎฐิอื่น ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นทานดีจริง การยกย่องบุคคลที่ควรบูชาดีจริง พ่อแม่มีพระคุณจริง สัตว์ผุดเกิดมีจริง หรือว่าการปฏิสันถาร การต้อนรับนี่เป็นสิ่งดีจริง นี่เป็นสัมมาทิฎฐิที่เรามีเพิ่มมากขึ้น จากการที่เราฟังเรื่องของคุณยาย ซึ่งบางที เราอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้ซึมซับเข้ามาภายในความคิดของเรา ซึมซับเข้ามาภายในจิตใจของเรา
การที่ฟังเรื่องคุณยายแล้วเกิดสัมมาทิฎฐินี่ ถือว่าเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะความเห็นถูกจะเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นประตูไปสู่ความดีงามทั้งหลาย ในอริยมรรคมีองค์ ๘ คำว่าอริยะนี่ แปลว่าประเสริฐ มรรคแปลว่าทาง อริยมรรคจึงแปลว่าทางอันประเสริฐ หรือแปลว่าทางเดินของพระอริยะ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นี่ สัมมาทิฎฐิจะอยู่ข้อแรกเลย ต้องมีสัมมาทิฎฐิก่อน ถึงจะทำให้เกิดข้อต่อ ๆ ไปของอริยมรรคมีองค์ ๘ ได้ ในอริยมรรคมีองค์ ๘ จะมี
ข้อแรก สัมมาทิฎฐิ คือความเห็นถูก ข้อที่ ๒. ก็คือคิดถูก ข้อที่ ๓. พูดถูก ข้อที่ ๔. ทำถูก ข้อที่ ๕. มีอาชีพถูก ๖. มีความเพียรถูก และ ๒ ข้อสุดท้าย มีความระลึกถูก แล้วก็มีความตั้งมั่นถูก คือสัมมาสติแล้วก็สัมมาสมาธิ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือทางเดินของพระอริยะ ท่านเดินไปไหน ท่านก็เดินไปนิพพาน สัมมาทิฎฐินี่เป็นข้อแรกของอริยมรรคมีองค์ ๘ ดังนั้นเราอาจจะเรียกได้ว่าสัมมาทิฏฐินี่เป็นขั้นแรกของการที่เราจะไปสู่พระนิพพานเลย อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็จะมีความต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ ต้องมีอย่างแรกก่อน มีความเห็นถูกก่อน คิดถูก พูดถูก ทำถูก แล้วจะทำให้มีอาชีพถูก มีความเพียรถูก มีความระลึกถูก แล้วมีความตั้งมั่น
พระคุณอย่างที่ ๔ ในการฟังเรื่องนี้ คือเป็นต้นแบบสอนเราถึงเรื่องความกตัญญู เรื่องของคุณยายที่ท่านไปช่วยพ่อในนรกได้ ไม่ใช่ความกตัญญูธรรมดาที่เราจะทำกันได้ง่าย ๆ เพราะท่านตามไปช่วยคุณพ่อถึงในนรก ซึ่งปกติการที่เรากตัญญูต่อพ่อแม่ของเรานั้นน่ะ เราก็ทำอยู่แล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งบางครั้งเราก็คิดว่าการกระทำของเรานี่เต็มที่ที่สุดแล้ว แต่เราเมื่อได้ฟังเรื่องของคุณยาย ฟังแล้วก็ทำให้เราทราบ เห็นภาพของความกตัญญูที่สูงขึ้นกว่าเดิมอีก สิ่งนี้เรามียายเป็นต้นแบบ
เมื่อรู้เรื่องของท่าน บางคนอาจจะนึกในใจว่า เราหวังที่ไปช่วยบิดามารดาของเราในนรกบ้าง หวังที่จะไปตามหาท่านบ้าง นอกจากเรื่องที่ไปช่วยพ่อในนรกของคุณยายแล้ว ก็ยังมีคุณธรรมอื่น ๆ ที่แฝงอยู่ในเรื่อง แล้วก็เข้าไปในใจของเรา โดยที่เราไม่รู้สึกตัว แต่สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจถึงหลักในการทำความดีมากขึ้น
ส่วนเรื่องที่ ๒. ที่อาตมาประทับใจในเรื่องเล่าของคุณยาย แล้วก็จำได้ไม่ลืมเลยคือเรื่องความสะอาดของคุณยาย เรื่องนี้อาตมาจะไม่ขอกล่าวมากเพราะพระอาจารย์หลาย ๆ ท่านก็ได้เล่าเรื่องกันไปพอสมควร แต่จะเล่า ในส่วนที่เป็นผลกระทบกับตัวอาตมาเอง คือเรื่องการทำความสะอาดของคุณยาย อาตมาประทับใจ แล้วก็สะดุดใจ ฟังก็อัศจรรย์ใจมากก็คือ คุณยายถูบันไดทั้งบนพื้นบันได แล้วก็ทั้งใต้บันไดด้วย เพราะตามปกติก็ไม่เห็นใครเขาทำกัน เขาจะถูข้างบนแล้วก็ถูข้างล่าง พอฟังเรื่องนี้แล้วมันทำให้อาตมาสำนึก สำนึกในเรื่องการทำความสะอาด เป็นวิสัยทัศน์ใหม่เลยนะ วิสัยทัศน์ใหม่ที่พลิกจากความเข้าใจในเรื่องการทำความสะอาดเดิม ๆ มาเป็นการทำความสะอาดที่ละเอียดขึ้น
พอฟังตรงนี้แล้ว อาตมาก็เลยทำอย่างยายบ้าง เพราะความสำนึก มีโต๊ะมาให้เช็ดก็เช็ดหมด ทั้งบนโต๊ะใต้โต๊ะ ถ้าหากใต้บันไดมันมีข้างบนแล้วก็ข้างล่างให้เช็ดได้ก็เช็ดหมด เช็ดมันทุกที่เลย พอฟังเรื่องยายตรงนี้ มันก็เปลี่ยนความคิดของอาตมาให้มีความละเอียดในการทำความสะอาดมากขึ้น อีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจ คือเรื่องการบูชาข้าวพระ เรื่องเหล่านี้มี ๓ เรื่อง เรื่องไปช่วยพ่อ เรื่องความสะอาด และเรื่องการบูชาข้าวพระของคุณยาย แม้เวลาผ่านไปหลายปี แต่ก็ยังจำได้ไม่เคยลืมเลย
ตอนที่เป็นเด็กฟัง ตอนนั้นบวชสามเณรอยู่ อายุประมาณ ๑๔ เท่านั้นเอง จนเข้ามหาวิทยาลัย ก็ยังจำได้อยู่ แล้วก็สามารถนำมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังได้ เพราะว่า ๓ เรื่องนี้มันประทับอยู่ในใจของอาตมา แล้วก็คงเป็นพื้นฐานที่ปรับความคิดของอาตมาให้รู้ว่าสิ่งไหนดี แล้วสิ่งใดควรทำ เรื่องราวเหล่านี้นี่แม้จะเป็นเรื่องเล่า แต่ก็เป็นเรื่องเล่าที่เราได้รับจากพระคุณของคุณยายส่งมาถึงเรา แม้เป็นเรื่องราวที่พระอาจารย์เล่าให้ฟัง หรือเราไปอ่านจากหนังสือมาบ้าง เรื่องราวเหล่านี้ก็มีผลกระทบต่อเรา เกิดคุณดังที่กล่าวมาแล้วมากมายมหาศาลจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องสัมมาทิฏฐิ เรื่องเหล่านี้นี่ส่งผลกระทบแล้วก็มีพระคุณต่อโลก ต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย เรื่องเหล่านี้จะไม่ได้ถูกเล่าเพียงครั้งเดียว และผู้ฟังก็จะไม่ได้มีแค่กลุ่มเล็ก ๆ
ในแต่ละปีที่วัดพระธรรมกายก็จะมีโครงการอบรมธรรมทายาท มัชฌิมธรรมทายาท ยุวธรรมทายาท ไม่ว่าจะเป็นทั้งชาย หรือว่าทั้งหญิง โครงการอบรมต่าง ๆ เหล่านี้ ผู้เข้ารับการอบรมในแต่ละปีจะมีหลายพันคน เรื่องของยายก็ถูกเล่านับครั้งไม่ถ้วน ในแต่ละปีจะมีผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิมากขึ้น มีใจที่อยากนั่งสมาธิมากขึ้น เข้าใจคุณธรรมของคุณยาย อานุภาพวิชชาธรรมกาย และความสะอาด ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้เมื่อเขาได้รับการฝึกฝน ได้รับถ่ายทอดถึงคุณธรรมของคุณยาย ก็จะไปปรับความคิดของเขา เรื่องของยายก็จะไปเปิดหนทางแห่งความดีให้กับเขาเหล่านั้น เป็นการชี้นำให้มีคนดีเกิดขึ้นในสังคมอีกมากมาย ซึ่งถ้าหากใครเข้าใจในเรื่องของคุณยายมาก ก็จะเกิดประโยชน์กับเขามาก บางคนอาจปิดนรกเปิดสวรรค์ให้กับตัวเองได้ เปิดทางพระนิพพานให้กับตัวเองได้เลย นี่เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าของคุณยายเท่านั้น
หลังจากฟังเรื่องนี้จากพระอาจารย์ในตอนนั้น อาตมาก็มีความเลื่อมใสศรัทธายายเป็นอย่างมาก แต่ตอนนั้นยังไม่เจอตัวจริง เห็นแต่ในรูปที่อยู่ในหนังสือของวัด ก็จะมีอยู่ ๒ เล่ม เล่มหนึ่ง คือเล่าเรื่องยายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตะ อีกเล่มหนึ่ง คือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวัดพระธรรมกาย เป็นของคุณป้าถวิล
ในวันอบรม ต้นเดือนเขาก็จะพามาที่วัดพระธรรมกาย เพื่อที่จะให้ผู้เข้ารับการอบรมได้มารู้จักกับวัด ดังนั้นครั้งแรกของการอบรม จึงเป็นครั้งแรกที่อาตมามาที่วัดพระธรรมกายนี้ด้วย วัดพระธรรมกายตอนนั้นผิดกับตอนนี้มาก ตอนนั้นพระภิกษุสามเณรจะอยู่ที่กุฏิจาก ซึ่งจะอยู่ทางด้านซ้ายมือของพวกเรา ศาลาปฏิบัติธรรมจะใช้สภาธรรมกายสากลหลังเก่า ก็คือหลังคาจาก
ตอนนั้นอาตมาได้มาถึงที่วัดนี้ก่อน ๑ คืน พระอาจารย์ท่านก็จะพามาดูบรรยากาศของวัด มาดูพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ๒,๐๐๐ ไร่นี่ตอนนั้นกว้างขวางไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรเลย ธรรมกายเจดีย์ก็ยังไม่มี สภาหลังนี้ก็ยังไม่มี มีแต่ทุ่งสีเขียว ตอนนั้นเป็นสามเณรก็วิ่งเล่นกันสบาย ได้ไปดูลานธรรม ซึ่งเป็นบริเวณที่สร้างสภาธรรมกายสากลหลังนี้
พอถึงวันอาทิตย์ต้นเดือน ได้มีโอกาสไปที่สภาธรรมกายสากลในวันงานนี่ครั้งแรก สาธุชนเยอะมาก ค่อนข้างคึกคักเลย ใส่ชุดสีขาว ส่วนใหญ่ก็จะใส่ชุดอุบาสก อุบาสิกา ตอนนั้นเป็นยุวธรรมทายาทก็จะตั้งแถวเดินจากกุฏิจาก ผ่านถนนเส้นเลียบคลองแอน ตอนนั้นรั้วของถนน เส้นเลียบคลองแอนก็ยังไม่มี จะมีแต่ต้นยูคาลิปตัสที่ปลูกขึ้นอยู่ทางด้านข้าง มองดูโล่ง โล่งตาดี ถนนก็ยังเป็นพื้น พื้นลูกรังธรรมดา
ระหว่างทางที่เดินมาจะพบเห็นสาธุชนทำความเคารพ เขาก็จะย่อตัวลงนั่งพนมมือ ตอนนั้นอาตมาเห็นปุ๊บก็สะดุดใจเลย เอ๊ะ สาธุชนที่วัดพระธรรมกายนี่เขามีความเคารพ ความเลื่อมใสศรัทธาพระกันขนาดนี้เชียวหรือ เขาจะนั่งลง สังเกตเห็นว่าจนกว่าสามเณรหรือขบวนของคณะสงฆ์นี่ผ่านไปหมดแล้ว เขาถึงจะลุกขึ้นแล้วก็เดินไปต่อ ตอนนั้นดูแล้วก็ชอบ ชอบในการทำความดีของเหล่ากัลยาณมิตร เห็นแล้วประทับใจการทำความดีที่ทำมาอย่างเต็มที่ไม่ได้อายใคร พอเห็นอย่างนี้ในใจก็รู้สึกว่าอยากจะทำความดีให้เต็มที่อย่างนี้บ้าง
พอเข้าไปถึงในสภาธรรมกายสากล ก็มีสาธุชนเยอะแยะ ตอนนั้นน้อยกว่าตอนนี้ แต่ครั้งนั้นอาตมาเห็นแล้วก็ทึ่งว่าคนมาวัดพระธรรมกายนี่เยอะจริง ๆ ไม่คิดว่าในสมัยนั้นนี่จะมีคนเข้าวัดมาฟังธรรม มาปฏิบัติธรรมกันเยอะขนาดนี้เลย เห็นแล้วก็รู้สึกศรัทธาในวัดพระธรรมกาย ก็วัดของเรานะ เห็นแล้วก็รู้สึกศรัทธามากเลย
เข้ามาวัดในใจก็หวังจะได้เห็นคุณยายบ้าง ก็ได้เห็นคุณยายจริง ๆ แต่ก็ได้แค่เห็นระยะไกล เพราะสามเณรยุวธรรมทายาทนี่เขาจะนั่งอยู่บน stage ของคณะสงฆ์ โอกาสที่จะเห็นใกล้ ๆ ชัด ๆ นี่ก็ยังไม่มีโอกาส สรุปแล้วโครงการอบรมยุวครั้งนั้น ก็มาวัด ๒ ครั้ง ร่วมงานอาทิตย์ต้นเดือน เห็นคุณยาย ๒ ครั้ง
แล้วหลังจากจบโครงการก็ได้มางานกฐินยายอีกที ก็ได้พบคุณยายอีกครั้งหนึ่ง แต่ไกลกว่าเดิม เพราะนั่งพื้นที่สาธุชน การเห็นคุณยายตอนนั้นมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเรามีบุญเยอะนะ ทำให้เรามีความหวัง เห็นต้นแบบในการทำคุณงามความดี เห็นนี่ ก็หวังที่จะเข้าไปใกล้คุณยายมากขึ้น แต่พอหลังจากได้มาวัดครั้งนั้น ก็ถือว่าเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหายไปนาน เรียกว่าหลุดออกจากวงโคจรของการสร้างบารมีไปเลย แต่การกลับมาอีกครั้งนี่ ก็เป็นเรื่องแปลก เพราะว่าไม่มีความคิดที่จะมาวัดพระธรรมกายเลย มีเพื่อนมาชวน มางานเททองหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทองคำ ซึ่งก็เป็นครูบาอาจารย์ของเรา แต่เพราะเราตามกระแสโลกมาก ตอนนั้นเพื่อนชวนนี่ก็ไม่มา มีข้ออ้างสารพัดไปหมด แต่พอผ่านวันนั้นไปก็แปลก ที่อยู่ ๆ ก็อยากจะมาวัดเอง มาวัดด้วยการเข้าไปถามเพื่อน เขาก็บอกว่าให้มากับที่ศูนย์กัลยาณมิตร จะมีมาทุกอาทิตย์ต้นเดือน แล้วก็มา
ซึ่งเมื่อวานนี้ ก็จะได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์ที่ท่านมาเล่าเมื่อวาน ว่าท่านจะไปกราบคุณยายเป็นประจำ อันนี้ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งก็ได้ที่ทำให้มีโอกาสได้เข้าไปกราบคุณยาย เพราะว่ารุ่นพี่เหล่านั้นหลังจากเลิกงานปุ๊ป ท่านก็พาอาตมาเข้าไปกราบคุณยาย นั่นก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปกราบคุณยายใกล้ ๆ มันเหมือนกับว่ายายตามมานะ ในตอนนั้นไม่คิดอะไร
แต่ตอนนี้นี่ได้มาทบทวนแล้วก็มองย้อนกลับไป คือเรื่องมันประจวบเหมาะกันโดยบังเอิญจริง ๆ เพราะว่าตอนนั้นนี่อาคารหลังไหนในวัดพระธรรมกายใช้ทำอะไร อาตมาก็ไม่รู้จัก ตรงไหนคุณยายอยู่อาตมาก็ไม่รู้ ตรงไหนอาคารยามา อาตมาก็ไม่รู้ คุณยายรับปัจจัยตรงไหนก็ไม่รู้ แต่มาถึงก็มีคนเรียกไปเข้าแผนกมัคคุเทศก์
ซึ่งเพื่อนอาตมาที่มาด้วยกันนี่ เขาก็ไปอยู่แผนกอื่น เขามาวัดก่อนอาตมา แล้วพาอาตมามาด้วย เขายังไม่เคยเข้าไปกราบคุณยายเลย แต่อาตมาได้มีโอกาสเข้าไปกราบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ อาตมาคิดเอาเองนะ ว่าเหมือนกับคุณยายไปตามมา ครั้งนั้นนี่พอมาที่วัดพระธรรมกายได้กราบคุณยายครั้งนั้น ก็เลยมาวัดพระธรรมกาย กลับเข้ามาในวงโคจร เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถึงจะมาไม่บ่อย แต่เพราะงานอาสาสมัคร แล้วก็คุณยายที่ได้เคยเข้าไปกราบ ทำให้เรากลับใจอยากจะมาวัดอีกครั้ง ครั้งนั้นถ้าเกิดไม่ได้เป็นอาสาสมัคร ก็ไม่รู้ว่าจะได้มาวัดพระธรรมกายอีกหรือเปล่า แต่เป็นเพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่อาตมาชอบอยู่ในใจ มันจึงเหมือนกับเป็นเรื่องที่ประจวบเหมาะนะ เมื่อเจอสิ่งที่ชอบก็ทำให้ดึงอาตมาเข้ามาในวัดเรื่อย ๆ
ครั้งสุดท้ายตอนที่เข้าไปกราบคุณยายสมัยที่ยังไม่ได้บวช คุณยายก็พูดกับอาตมา ไม่ได้ชวนบวชพระนะ แต่เข้าไปถวายปัจจัยกับท่าน ท่านก็พูดกับอาตมามาคำหนึ่ง ซึ่งก่อนหน้านั้นบุคคลที่เข้าไปกราบคุณยายก็จะเป็นเด็ก ๆ คล้าย ๆ กับวัยนักศึกษา คุณยายก็จะให้พรอีกอย่างหนึ่งว่าให้เรียนเก่ง ๆ นะ อย่างนี้เกือบทุกคนเลย แต่พอถึงคิวอาตมาที่เข้าไปกราบท่าน ท่านจะให้พรอีกอย่างหนึ่ง แต่ฟังแล้วดูเหมือนไม่ได้ให้พรนะ เข้าไปแล้วท่านกลับพูดอีกอย่างเลยว่า อย่าเที่ยวให้มากนักนะ ครั้งที่คุณยายพูดกับอาตมานี่ก็จำได้ไม่ลืม ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ยังคุณค่า เพราะได้ยินครูบาอาจารย์ ได้มีโอกาสพูดเจาะจงถึงตัวอาตมาเลย
หลังจากที่ได้บวชเข้ามาอยู่ในวัดพระธรรมกาย ก็มีโอกาสได้เจอคุณยายหลาย ๆ โอกาส แต่พอคุณยายท่านอายุมาก พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะนี่ ท่านต้องการให้คุณยายได้พักผ่อน ท่านก็เลยเข้าไปพักในกุฏิ พระเดชพระคุณหลวงพ่อให้เข้าไปพักในกุฏิ ในสมัยบวชนี่จะคิดอยู่เสมอว่าการเห็นครูบาอาจารย์นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกดีเหมือนเรามีบุญ ทางเดินที่พระสมัยนั้นจะผ่าน ก็จะผ่านหน้ากุฏิยาย หลังจากที่คุณยายเข้าไปพักในกุฏิแล้วนี่ ก็มักจะมองเข้าไปในกุฏิยายเสมอเลยว่า ตอนนี้คุณยายอยู่ไหมนะ คุณยายจะออกมาให้เราเห็นหรือเปล่า ก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่เห็น เพราะท่านก็จะพักผ่อนอยู่ข้างใน
กับอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ประทับใจก็คือ ในขณะที่ได้รับบุญบิณฑบาตในตอนเช้าเป็นปกติทุกวัน วันนั้นจะเป็นวันที่พิเศษมาก เพราะหลังจากกลับจากบิณฑบาตนี่ คุณยายได้ออกมาใส่บาตรด้วย ท่านก็นำขนมนี่ใส่ในบาตรของพระที่มาบิณฑบาตทุกรูป ตอนนั้นก็ดีใจมาก แล้วก็คิดในใจว่าคุณยายให้ขนมแล้ว น่าจะให้พรด้วยนะ แต่เราเป็นพระนี่ ก็หลังจากรับขนมยายเสร็จแล้วก็ให้พรยายไป ด้วยภาษาบาลี ขนมที่ได้จากคุณยายถือเป็นความวิเศษเหมือนขนมที่ศักดิ์สิทธิ์ กลับไปก็รู้สึกดีใจกันทุกรูปเลย บางคนก็แบ่งปันกัน แบ่งปันขนมยายให้กัน เพราะว่าลูกศิษย์นี่ก็จะมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อของของคุณยายเสมอ
ทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องราวที่อาตมามีโอกาสได้พบคุณยาย เรื่องราวที่เป็นคุณธรรมของคุณยาย พระคุณของท่านที่แฝงมากับเรื่องเหล่านี้นี่ยังมีอีกมาก ถ้าเกิดเราไตร่ตรองดูดี ๆ แล้ว เราก็จะพบถึงพระคุณตรงนั้น และเมื่อเราค้นพบตรงนั้น เราก็จะยิ่งรักคุณยาย
ในวันนี้ก็ขอจบการแสดงธรรมแต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวให้เราได้ตั้งใจกลั่นใจให้ใส ๆ เพื่อบูชาธรรมคุณยายนะ นึกถึงคุณยายไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วก็น้อมนำท่านวางไว้เบา ๆ ทำใจ สบาย ๆ นึกถึงพระคุณของท่านที่มีต่อเรา ต้องพิจารณาดี ๆ ว่าท่านมีพระคุณกับเราอย่างไร แล้วก็ให้เราตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาธรรมต่อท่าน ค่อย ๆ วางใจเบา ๆ ไว้ที่ศูนย์กลางกาย แล้วค่อย ๆ ประคองสติ ประคองไปเรื่อย ๆ หากว่าเราเผลอสติ ก็ให้เรากลับมาน้อมนึกใหม่อย่างค่อย ๆ ประคองไป หากเราเผลอสติเราก็ค่อย ๆ น้อมใหม่ น้อมนึกใหม่ ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ นะ ความเพียรของสมาธิขึ้นอยู่กับเรา เพียรเอาใจจรดอยู่กับศูนย์กลางกายได้นานแค่ไหนนั่นเอง
*********************************** จบ ***********************************