พระยายอย่าสึกนะ
(ม้วน 1/A)
พระกุศล : สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเศียรเกล้า กราบนมัสการพระเถรานุเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิก เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ลูกหลานทุกคน (สาธุ)
ก็อันดับเบื้องต้นนี้ก็ขอเชิญพวกเรานั่งกันตามสบายนะ ประโยคนี้พวกเราทุกคนจะได้คุ้นหูกันบ่อยๆ ที่บอกว่าขอเชิญพวกเรานั่งกันตามสบาย เป็นคำพูดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ของพวกเรา ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วนี่ เท่าที่หลวงพี่ได้ฟังเทศน์ฟังธรรมศึกษาพระธรรมวินัยมา ยกเว้นซึ่งหลวงพ่อ พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยแล้ว ก็มีหลวงพ่อทัตตชีโวของพวกเราทุกคนนี่แหละ ที่ท่านบรรยายธรรมหรือเทศน์สิ่งต่างๆ นี่ให้เข้าใจและลึกซึ้ง
ตัวหลวงพี่เองเติบโตจากครอบครัวที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา เหมือนกับพวกเราหลายๆ คน แต่ในขณะเดียวกัน หลวงพี่ก็มีคำถามที่สงสัยหลายเรื่องในพระพุทธศาสนา ทำให้บางครั้งนี่กำลังใจในการประพฤติปฏิบัติธรรมก็ดี ทำทาน รักษาศีลก็ดี มันหย่อนลงไป
ยกตัวอย่างอย่างเช่นเรื่องง่ายๆ พวกเราหลายๆ ท่านนี่มาฟังสวดอภิธรรมที่นี่เป็นประจำ ก็จะได้รับการอาราธนาศีล อย่างศีลข้อแรกนี่ ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ เราก็ทราบว่าพระท่านสอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ ซึ่งเมื่อก่อนตอนสมัยหลวงพี่เป็นเด็กๆ ก็รับศีลแล้วก็ ก็เข้าใจว่าพระท่านไม่ ไม่ให้ฆ่าสัตว์ แต่พอเติบโตขึ้นมา มาเรียนในโรงเรียนมัธยม ซึ่งมีเพื่อนๆ ที่หลากหลายในเรื่องความคิด และศาสนา และพื้นเพสิ่งแวดล้อม
เขาก็ตั้งคำถามหลวงพี่ ให้หลวงพี่ไป เป็นคนค่อนข้างจะมีความรู้ทางด้านพุทธศาสนาอยู่บ้าง เขาตั้งคำถามซึ่งหลวงพี่ตอบไม่ได้ เกี่ยวกับเรื่องศีลข้อที่ ๑ เขาตั้งคำถามว่านี่ พระนี่ศีลข้อที่ ๑ สอนไม่ให้โยมฆ่าสัตว์ แต่ทำไมเวลาเราเอานำภัตตาหารหวานคาวที่เป็นเนื้อสัตว์ จะเป็นหมูเป็นไก่เป็นปลา เป็นไส้กรอกอะไรพวกนี้ เอ๊ะทำไมพระท่านยังฉันอยู่ สอนอย่างหนึ่งไม่ให้โยมฆ่าสัตว์ แต่พอโยมเอาอาหารพวกเนื้อสัตว์มาถวาย พระกลับฉัน เอ๊ะ อย่างนี้ปากว่าตาขยิบหรือเปล่า เขาก็เปรียบเทียบเหมือนกับคุณครูสอนนักเรียนว่าไม่ให้นักเรียนสูบบุหรี่ แต่คุณครูยังสูบบุหรี่ เขาก็บอกว่านี่พระนี่สอนดี แต่พระยังทำไม่ได้
ซึ่งทำให้ตอนนั้นหลวงพี่เริ่มรู้สึกสับสน งงๆ เลย บอกตามตรง สารภาพ เอ๊ะ แล้วตกลงมันยังไงแน่ ตกลงยังไงแน่ ซึ่งตอนนั้นนี่กระแสการทานอาหารมังสวิรัตเริ่มมีขึ้นมา เริ่มรุนแรงว่าต้องทานเจ หลวงพี่ก็เลยชักงงๆ เอ๊ะ จริงๆ แล้วมันคืออย่างไร ไปหาคำตอบที่ไหนที่ไหนก็ได้ไม่ ไม่จุใจ ไม่กระจ่าง ไม่แจ้ง ไม่ทราบว่าพวกเรามีปัญหาประเภทเช่นนี้หรือเปล่านะ เคยโดนถามไหมจ๊ะ หลวงพี่ว่าต้องเคยโดนถามนะ นี่ พระสอนไม่ให้โยมฆ่าสัตว์ ทำไมพระยังฉันเนื้อ สู้พระฉันเจก็ไม่ได้
ซึ่งคำตอบเหล่านี้นี่ หลวงพี่มาได้ที่ ที่วัดพระธรรมกายของเรา ครั้งหนึ่งจำไม่ได้แล้วว่าม้วนไหน แล้วเป็นม้วนที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวท่านแสดงธรรมเอาไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี่แหละ เรื่องการฉันภัตตาหารของพระ หลวงพี่ฟังแล้วโอ้โฮ จับใจ เพราะมันคลายคำถาม ข้อสงสัยในใจ แล้วพอได้ยินคำตอบของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านแล้วนี่ มันกระจ่างมันแจ้ง เรียกว่ามีความมั่นใจในการรักษาศีลขึ้นอีกเยอะทีเดียว
ข้อความในเทปโดยส่วนรวมแล้วนี่ก็มีดังนี้ ท่านบอกว่าปัญหาของพระภิกษุในการเผยแผ่พระพุทธศาสนามีอยู่ข้อหนึ่งคือว่า เวลาพระจะไปเทศน์ไปสอนญาติโยมนี่ พระไม่สามารถกำหนดคนฟังได้ หรือกำหนดได้ก็น้อยจริงๆ ถ้าเผื่อเขาแจ้งมาเออ วันนี้จะไปเทศน์ให้คุณครูฟัง เออวันนี้จะไปเทศน์ให้หมอฟัง วันนี้จะไปเทศน์ให้ทหารฟัง แต่โดยทั่วไปแล้วนี่ ไม่สามารถรู้กลุ่มบุคคลได้เลย พื้นเพทางความรู้พระพุทธศาสนาก็ไม่รู้ วุฒิภาวะการศึกษาก็ไม่ทราบ ไม่เหมือนคุณครูในโรงเรียน คุณครูในโรงเรียนยังจะได้ ได้เปรียบอยู่นิดหนึ่งคือว่าเอ้า สมมติชั้น ป.๑ เรียนบวก เรียนลบ เรียนคูณ เรียนหาร พอป.๒ เอ้า ก็เรียนยกกำลัง เรียนอะไรทำนองนี้ ถ้าเป็นครูนี่จะรู้ว่าเออ นักเรียนจะต้องสอนไล่ไปลำดับๆ แต่เวลาพระท่านจะมาเทศน์ให้โยมฟังนี่ บางครั้งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าญาติโยมมีความรู้พื้นฐานขนาดไหน ถ้าเทศน์เป็นหลักวิชาการทีเดียวนี่ ญาติโยมบางท่านก็อาจจะไม่คุ้น แต่ถ้าเผื่อเทศน์เรื่องนรกสวรรค์กันเสียหมด ก็จะดูเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเข้ากับยุคสมัย
ท่านแนะนำว่าเวลาจะให้เผยแผ่หรือว่าเทศน์ดีๆ แล้วนี่ ควรจะยกตัวอย่าง เป็นลักษณะอุปมาอุปไมย หรือยกตัวอย่างเป็นนิทาน ซึ่งเรื่องที่พระท่านสอนให้โยมไม่ฆ่าสัตว์ แต่พระท่านยังฉันเนื้อสัตว์ได้นี่ ท่านก็ยกนิทานมา น่าฟังทีเดียว หลวงพี่ก็จะมาถ่ายทอดให้พวกเราทุกท่านฟัง ท่านบอกว่าป่าแห่งหนึ่งนี่ ก็ไม่ทราบที่ไหนนะ ป่าแห่งหนึ่งมีสัตว์อยู่ ๔ ตัว สัตว์ตัวแรกก็จะเป็นเสือ สัตว์ตัวที่ ๒ จะเป็นกวาง สำหรับสัตว์ตัวที่ ๓ คือเหยี่ยว สัตวีตัวที่ ๔ คืออีแร้ง
ซึ่งโดยปกติกวาง ขออภัย โดยปกติแล้วเสื้อจะกินเนื้อสัตว์ พวกเนื้อกวาง ละมั้ง ละอง สมัง สัตว์ เนื้อสัตว์ใหญ่ๆ ส่วนกวางก็จะกินอะไรเป็นอาหาร กินหญ้า เหยี่ยวล่ะ เหยี่ยวก็กินเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่ว่าเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ พวกหนู พวกงู กระรอก กระแต บางครั้งอาจจะมีผลไม้บ้างนิดๆ หน่อยๆ สัตว์ตัวสุดท้ายคืออีแร้ง อีแร้งก็จะกินเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่ว่าเป็นสัตว์ที่ตายแล้ว
สัตว์ต่างๆ เหล่านี้ก็อยู่กันมาด้วยมีความสุข แต่วันหนึ่งไอ้เจ้าเหยี่ยวเกิดอุตริขึ้นมา ไอ้เจ้าเหยี่ยวก็อยากจะกินเนื้อกวางขึ้นมา ทีนี้ทำไงกินเนื้อกวาง เล็บเหยี่ยวมันก็เล็ก ปากมันก็เล็ก ขาที่มันมีเล็บก็ไม่สามารถที่จะฆ่ากวางได้ดีตัวเอง ไอ้เหยี่ยวก็เลยไปยุเสือ ว่าเสือถ้าเอ็งหิวเมื่อไหร่นะ เอ็งกินเนื้อกวางดีกว่า ท่าทางกวางจะอร่อย เสือถูกแรงยุขึ้นมาก็เวลาหิวขึ้นมา ก็เลยไปกินเนื้อกวาง ไปฆ่ากวาง เสือมันก็กิน กินเนื้อกวางจนกระทั่งมันอิ่ม เสือกินเนื้อกวางอย่างมากก็หมดไปสักสะโพกหนึ่ง หมดไปสักขาหนึ่ง แล้วเสือมันก็เดินไปของมันตามเรื่องตามราว ส่วนเจ้าเหยี่ยวก็บินโฉบอยู่นั่น อยู่คาคบไม้ รอลุ้น รอดูว่าเสือเมื่อไหร่จะกินเนื้อกวางอิ่ม พอเสือกินเนื้อกวางอิ่มเสร็จแล้ว เสือก็เดินไป ทีนี้เหยี่ยวก็ถึงจังหวะแล้ว รอด้วยความเมามันเลยนี่ แหม อยากกินเนื้อกวางมาตั้งนานแล้ว เหยี่ยวก็ลงมากิน จิกๆๆ กินเนื้อกวาง ตอนแรกก็กินด้วยความเอร็ดอร่อย พอเริ่มอิ่มขึ้นมานี่ ชักเริ่มบ่นแล้ว ปัดโธ่เอ๊ย เนื้อกวางไม่เห็นอะไรเลย หยาบก็หยาบ คาวก็คาว สู้เนื้อกระต่ายก็ไม่ได้ ไอ้เจ้าเหยี่ยวกินเนื้อกวางอย่างมากก็หมดสักกำปั้นมือเนื้อกวาง กินอิ่มเสร็จ ไอ้เจ้าเหยี่ยวบินไป จนเวลาผ่านมาอีกนานไม่เท่าไหร่ ฝูงอีแร้งมาแล้ว บินมาเป็นฝูงหลายๆ ตัว มาถึงก็อ้าว ซากกวางนอนตายอยู่ เหยี่ยวก็ ขออภัย อีแร้งก็ลงมากินเนื้อกวางที่ตายอยู่
นิทานสั้นๆ แค่นี้ แล้วท่านก็ขยายความว่า อย่างที่พวกเราได้ยินได้ฟังนี่ เสือกินเนื้อกวางใช่ไหมคุณโยม ใช่ เหยี่ยวล่ะ เหยี่ยวกินเนื้อกวางใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่ อีแร้งล่ะ อีแร้งก็กินเนื้อกวางเหมือนกัน แล้วกวางตัวเดียวกันด้วย แล้วท่านก็ถามว่าตัวไหนบาป อึม ตัวไหนบาป หลวงพี่พอฟังแล้วก็นึกตาม นึกออกคำถามแรกเลยคือ คำตอบแรกคือยังไงเหยี่ยวก็บาป เพราะเหยี่ยวนี่ถึงแม้ไม่ได้ฆ่า ฆ่ากวางเอง แต่เหยี่ยวก็ยุให้เสือฆ่า
ถ้าเปรียบเทียบทางโลกนี่ อย่างสมมติผู้ชาย ๒ คนทะเลาะกัน นายดำกับนายมี นายดำกับนายมีทะเลาะกัน นายมีสู้นายดำไม่ได้ พอนายมีสู้นายดำไม่ได้ ก็เลยไปจ้าง จ้างใครดี จ้างนายต้นนะ มีใครชื่อต้นหรือเปล่า ขอยืมชื่อนิดหนึ่งนะ จ้างนายต้นเอาปืนไปยิงนายดำ พอนายดำตายนี่ ตำรวจก็มาจับนายต้น ถามว่าต้น เธอเอาปืนไปยิงนายดำทำไม นายต้นก็บอกอ้าว ก็นายมีมาจ้างผมครับ ตำรวจจับใคร จับนายต้นแล้ว จับนายมีด้วยไหม จับด้วย ในฐานะที่นายมีเป็นบงการฆ่า นี่หลักทางโลกตัดสินอย่างนี้
เหมือนกัน เหยี่ยวก็บาปในฐานะที่ว่าบงการฆ่า เหยี่ยวก็บาปในฐานะบงการฆ่า อันนี้เราพิจารณาง่าย ทีนี้สัตว์ตัวต่อไปที่บาปก็คือเสือ พวกเราเข้าวัดปฏิบัติธรรมมานี่ พวกเราเข้าใจทำไมเสือบาป แต่เท่าที่หลวงพี่ได้ไปสัมผัสออกเทศน์ตามสถานที่ต่างๆ เด็กรุ่นใหม่ๆ ชักเริ่มงงแล้ว เขาบอกเสือไม่บาป เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเกิดเสือไม่กินกวาง เสือก็ทำไมจ๊ะ ก็ต้องตาย เพราะงั้นการที่เสือกินกวางนี่เป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ ยิ่งบางศาสนาเขาสอนเลยนะ ไม่บาปหรอก เพราะมี ท่านผู้มีท่านวิเศษอยู่ท่านหนึ่งสร้าง สร้างกวางให้เป็นอาหารของเสือ สร้างหมู สร้างไก่ สร้างเป็ด สร้างกุ้งขึ้นมาให้เป็นอาหารของมนุษย์ เพราะงั้นนี่ถ้ามนุษย์กินสัตว์เหล่านี้ ฆ่าสัตว์เหล่านี้กินเป็นอาหารนี่ไม่บาป นี่หลักศาสนาของเขานะ
ทีนี้ เรามาดู เราจะตัดสินอย่างไร ถ้าจะตัดสิน เราก็ต้องพิจารณาตามความเป็นจริงซิว่าสิ่งที่เขาพูดตามหลักศาสนาที่ว่านี่จริงไหม สมมติถ้าเผื่อเขาบอกว่าผู้มีอำนาจวิเศษอยู่ท่านหนึ่งนี่ สร้างไก่ สมมติแล้วกันนะ สร้างไก่ขึ้นมาให้เป็นอาหารของมนุษย์ โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นไงจ๊ะ วันนี้วันอะไร วันจ่าย ใครเป็นชาวจีนบ้าง ยกมือ แสดงว่าหลวงพี่มีเพื่อน หลวงพี่ก็ลูกคนจีนเหมือนกัน ตึ่งนั้งเกี้ย ก็ในกรณี ถ้าบุคคลท่านนั้นสร้างไก่เพื่อเป็น เพื่อให้เป็นอาหารของมนุษย์ วันนี้ไก่ตายหลายตัวเลย ถ้าไก่เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์จริงๆ แล้วนี่ ถ้าสมมติที่บ้านเราเลี้ยงไก่ไว้ ถ้าสมมติที่บ้านเราเลี้ยงไก่ไว้นี่ พอเราบอกแหมวันนี้อยากจะเชือดไก่ถวายจ้าวจังเลย ใกล้ตรุษจีน ถ้าไก่ได้ยินอย่างนี้ ไก่ต้องดีใจ แล้วก็ต้องวิ่งเข้ามา กระต๊ากๆ แย่งกันเข้ามา วิ่งมา ๔-๕ ตัวเลย วิ่งขึ้นมาแล้วกระโดดขึ้นเขียง กระต๊ากๆ แล้วก็เอาคอพาดไปที่เขียง พร้อมกับทำปากพะงาบๆ ทำปีกอะไรล่ะ ขยับให้เป็นสัญญาณให้บอกว่าให้เอามีดมาเชือดคอเขา เพราะถ้าเผื่อไก่นี่เกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ หน้าที่ไก่ก็ต้องตายเพื่อมนุษย์ เพราะงั้นพอมนุษย์อยากจะฆ่าไก่นี่ ไก่ต้องยินดี ยินยอมพร้อมใจ สละชีพเพื่อมนุษย์ เพราะงั้นไก่พอรุ้ว่ามนุษย์อยากกินต้องรีบมาให้มนุษย์เชือดกินเลย
แต่จริงๆ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ ไก่ก็รักตัว กลัวตาย สัตว์อื่นๆ ที่เขาบอกว่าเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของมนุษย์ ก็รักตัวกลัวตายทั้งนั้น นี่แสดงหลักคำสอนของศาสนานี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เราชาวพุทธมีปัญญาก็ต้องพิจารณาเอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นไม่ถูกแล้ว คำสอนนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉันไม่เชื่อล่ะ ฉันไม่นับถือ แต่ถ้าใครจะเชื่อจะนับถือก็ช่างเขา เราไม่มีสิทธิไปโจมตีไปว่า นี่คือชาวพุทธ
เพราะงั้นตอบตามหลักพระพุทธศาสนา เสือที่กินกวางก็บาป บาป เพราะงั้นสัตว์ตัวเดียวที่กินเนื้อกวางแล้วไม่บาป ในกรณีนี้ก็คือ ใช่ฮะ อีแร้ง อีแร้งนี่กินสัตว์ กินกวางตัวนี้ไม่รู้ไม่เห็นกับการตายของกวาง เพราะงั้นอีแร้งกินไม่บาป เหยี่ยวบาป ในฐานะบ่งการฆ่า เสือบาปในฐานะผู้ฆ่าเอง
ทีนี้นี่ พอเราฟังนิทานเรื่องนี้แล้ว ทุกคนก็เข้าใจกันหมดว่าเออ ต้องกินแบบนี้นะ แบบนี้นะถึงจะไม่บาป อันนั้นในชีวิตประจำวันเราจะทำยังไง พระพุทธศาสนาถึงแบบพระท่านจะอะไรล่ะ มีความเข้าใจในหลักธรรมมากมายเพียงใด ญาติโยมมีความเข้าใจในหลักธรรมมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นี่ เขาจะมองธรรมะเป็นเรื่องยาก
ทีนี้ก็มีอุบายเปรียบเทียบมาเกี่ยวกับเรื่องการกินเนื้อสัตว์ อย่างสมมติถ้าพวกเรา พรุ่งนี้นี่อยากจะทานอะไรดีล่ะ ข้าวหมูทอด สมมตินะ พอเราไปตลาดตอนเช้าใครมีอาชีพเป็นแม่บ้าน ต้องจ่ายตลาดบ้าง มีไหมจ๊ะ หลายท่านเลยนะ แม่บ้านนี่มีส่วนสำคัญ มาลองฟังดูว่าจะทำยังไง ว่าเราถึงจะกินเนื้อสัตว์แบบไม่บาป เวลาเราไปตลาด เราก็จะไปซื้อหมู หมูที่เขาวางขายกันตามเขียงนี่ เวลาเราไปซื้อเราก็ต้องมีอะไร มีกระดาษใบหนึ่ง สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีน้ำตาลบ้าง แล้วที่กระดาษเขาจะมีเขียนตัวเลข เลข ๑๐ ๕๐๐ เลขร้อย เลขพัน แล้วกระดาษใบนั้นต้องมีรูปในหลวง ถ้าไม่มีรูปในหลวงก็ใช้ไม่ได้ กระดาษใบนี้เขาเรียกอะไรจ๊ะ ธนบัตร สมมติขึ้นมาเป็นเงินไว้แลกสิ่งของ เราก็กำธนบัตรนี้ไป เดินไปที่ตลาด เอ้าเห็นอาแป๊ะบ้างอาตี๋บ้าง อยู่ที่เขียงหมู ก็จะมีอะไรล่ะ มีเนื้อแดง เนื้อนอก สันนอก สันใน วางเต็มไปหมด
ถ้าจะพูดไปแล้ว เนื้อหมูที่วางอยู่นั้นคืออะไรจ๊ะ คือศพหมู คือซากศพหมู ถามว่าใครฆ่ารู้ไหม ไม่รู้ ฆ่าให้ใคร ไม่รู้ เราทำตัวเป็นอีแร้งเลย ก็เดินไป มีเนื้อหมูวางขาย เขาตายอยู่อย่างนี้ เราก็เอากระดาษที่เขาสมมติเป็นเงินนี่เอาไปแลก แลกอะไร แลกศพหมู พูดกันให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือแลกศพหมู เราไปแลกแล้วก็เอามาทำกับข้าวกินที่บ้าน ถ้าเรากินเนื้อสัตว์ลักษณะนี้เป็นลักษณะไหนจ๊ะ กินแบบอะไร กินแบบอีแร้งนะ อย่างนี้ไม่บาป
ทีนี้มาดูประเด็นที่ ๒ กินแบบเหยี่ยว กินยังไง ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทสิ่งสัตว์ที่มีชีวิต แล้วเราเข้าไปสั่งเขาฆ่า ใช่จ๊ะ พวกปลาดุก ปลาช่อนนี่ส่วนใหญ่เราจะพบกันดี แหม วันนี้อยากกินต้มยำปลาช่อน เราก็เดินไป แม่ค้าปลาช่อนโลละเท่าไหร่ โลละ ๕๐ จ้า อึม แม่ค้านี่ เอาตัวนี้นะ เอ้านี่แม่ค้าชั่งเสีย กี่กิโล โลครึ่ง เอ้านี่ ๗๕ บาทนะ แม่ค้าเดี๋ยวฉันไปซื้อเครื่องแกงเครื่องต้มยำอีกหน่อยนะ เดี๋ยวฉันมาเอานะ แม่ค้านะ อย่าลืมนะ แม่ค้าทำให้ด้วยนะ คำว่าทำให้ด้วยนี่คืออะไร คือสั่งฆ่า แม่ค้าก็รับปากบอกจ้า เดี๋ยวจะทำให้ด้วย ฉันจะขอดเกล็ดล้วงไส้ให้อย่างดีเลย เวลาเดินไป แม่ค้าก็ตีหัวปลาโปก ปลาดิ้นๆ พลั่กๆๆ ปลานี่ตายเพราะใครจ๊ะ ตายเพราะเรา เรากินแบบนี้กินแบบอะไร กินแบบเหยี่ยว อย่างนี้บาป คำโบร่ำโบราณที่เขาบอกว่าบาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกินนี่ นี่ๆ ลักษณะนี้ คือกินเนื้อสั่งเขาฆ่า บาปอยู่ที่คนทำ กรรมอยู่ที่คนกินนะ
ทีนี้ ประเด็นสุดท้าย กินแบบไหนในตลาด กินแบบเสือ เราก็ต้องไปซื้อ นั่นแหละสัตว์ที่เป็นๆ มาทำกับข้าวกินเอง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกหอยแครง หอยแมลงภู่ อึม ซื้อมาแล้วมาทำอะไร มาต้ม มาลวกมาจิ้มน้ำจิ้ม ใครเป็นขาประจำบ้าง หอยแครงลวกจิ้มน้ำจิ้มมีไหม ถึงมีก็คงไม่กล้ายกมั๊ง หรือเมื่อก่อนอาจจะมี ทีนี้เรามาดูนะ เออ สมมติว่าเราซื้อหอยแครงมาลวกต้มหรือต้มจิ้มน้ำจิ้มนี่ กิโลหนึ่งก็แล้วกัน สมมติว่า ๑ กิโลมีหอยสักร้อยตัว สมมตินะ ทีนี้เรามาดู จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงความเชื่อถือเท่านั้นนะว่าโอ้ หอยต้องสดถึงจะอร่อย ถ้าไม่สดไม่อร่อย พวกเราหลายคนเป็นแม่ครัวเคยทานอาหารประเภทนี้มา เอาเข้าจริงๆ ความอร่อยของอาหารประเภทนี้อยู่ที่ไหนจ๊ะ อยู่ที่น้ำจิ้มนะ ใช่ไหม ถ้าลองได้พริกขี้หนูสวน เม็ดเล็กๆ ผิวมันๆ สัก ๓-๔ เม็ด กระเทียมสัก ๒-๓ กลีบ มาโขลก มาตำ ตำๆๆ บีบมะนาวสักหน่อย หยอดน้ำปลาสักนิด โรยผงชูรสสักนิดหนึ่ง อื้อฮือ เป็นไง นี่น้ำลายสอกันหลายท่านแล้วนะนี่ สารภาพมาซะดีๆ นี่แล้วก็มาจิ้ม แล้วก็ทานกันนี่ ความอร่อย ความแซ่บนี่มันอยู่กับอะไร มันอยู่กับน้ำจิ้มนะ
แล้วความแซ่บความอร่อยนี่ลองไปเช็กดู ไปสังเกตดูไม่เกิน ๕ นาทีต่อ ๑ ตัว ความอร่อยลิ้นมีอยู่แค่นั้น ๕ นาที ทีนี้เรามาดูผลต่อเนื่อง ภาษาพระเรียกว่าวิบากกรรม เอ้า สมมติไปซื้อมา ๑ กิโล หอยแครง เอ้า คิดตัวเลขง่ายๆ ๑๐๐ ตัว พวกเราเคยได้ยินได้ฟังใช่ไหมจ๊ะ ฆ่าสัตว์ตาย ๑ ตัว ต้องไปเกิดสัตว์ตัวนั้นเท่าไหร่ ๕๐๐ ชาติ ๕๐๐ ชาติ เอ้าซื้อมา ๑ กิโล มาต้มกิน ๑๐๐ ตัว คูณ ๕๐๐ เติมไปสองศูนย์ ๕๐๐ เติมหนึ่งศูนย์เป็นห้าพัน เติมไปอีกศูนย์เป็น ๕ หมื่น สรุปว่าเราไปซื้อหอยแครงมาลวก ๑ กิโลนี่ มีหอยร้อยตัว เราต้องไปเกิดเป็นหอยแครงทำไมจ๊ะ ๕ หมื่นชาติ ทีนี้ ๕ หมื่นชาติ หอยแครง ๑ ชาติก็หมายถึงว่าตั้งแต่หอยแครงเกิด จนกระทั่งหอยแครงตายนี่คือระยะเวลา ๑ ชาติ สมมติว่าหอยแครง ๑ ตัวนี่ ตายโดยธรรมชาตินะ ไม่ได้ถูกลงหม้อตายนี่ ตายสัก มีอายุขัย ๑ ชาตินี่ ๙๐ วัน ก็คิดง่ายๆ ๓ เดือน ตัวเลขก็คูณยากไปอีก เอาเป็นว่า ๓๐ วันแล้วกัน ๓๐ วัน ตัวเลขจะได้คูณง่ายหน่อย ทีนี้ ๕ หมื่นคูณ ๓๐ เติม ๐ ไปตัวหนึ่ง ก็เป็น ๕ แสน ๓๐ วันก็เอา ๓ ไปคูณ ๕ แสน เป็นเท่าไหร่จ๊ะ ๑ ล้านกับ ๕ แสนวัน นี่ต้องไปเกิดเป็นหอยแครง ๑ ล้านกับ ๕ แสนวัน
พอไปเกิดเป็นหอยแครง ๑ ล้าน ๕ แสนวัน เรามาดู ๑ ปีมี ๓๖๕ วัน ตัวเลขคูณยาก หลวงพี่ตัดง่ายๆ คิดเสียว่าปีหนึ่งมี ๓๐๐ วัน ๑ ล้าน ๕ แสนวัน หาร ๓๐๐ เท่าไหร่จ๊ะ ตัดไปสองศูนย์ จื๊ดๆๆ เท่าไหร่ ๑ ล้าน ๕ แสนประมาณ ๕๐๐ เอ้า ตีเสียว่าประมาณ ๕ พันปี นี่ถ้าเราไปฆ่าหอยแครงสักกิโลหนึ่งมาเพื่อความอร่อยลิ้นประมาณ ๕ นาทีนะจ๊ะ ต้องไปเกิดเป็นหอยแครงอย่างน้อย ๕ พันปี อายุยืนยาวนานกว่าธรรมกายเจดีย์ของเราอีก และเป็นหอยแครงทำอะไรได้ หอยแครงมีขาไหม ผู้นำบุญ ไม่มี มีแขนไหม ไม่มี หางมีไหม ไม่มี หอยแครงชาติหนึ่งทำอะไรได้ ก็อย่างมากแค่อ้าปาก พะงาบ พะงาบ จะกินอะไรก็ต้องอ้าปาก แล้วรอน้ำพัดเข้ามานี่ คุ้มไหมนี่ ถ้าใครคิดว่ายังคุ้มกับความอร่อยลิ้นประมาณ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็เชิญตามสะดวกนะ แต่หลวงพี่คงไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้วจ๊ะ รู้ ไปต้มเป็นหอยแครง ๑ กิโล ไปเกิดเป็นหอยแครง ๕ พันปี แล้วก็ดีเหมือนกันนะ อยู่ช่วยเฝ้าธรรมกายเจดีย์หน่อย นี่เฉพาะแค่ ยังไม่ได้รวมวิบากกรรมอย่างอื่น ยังไม่รวมระยะเวลาที่ต้องไปทุกข์ทรมานในนรกนะ
พอฟังเทปท่านจบแล้ว โอ้โฮ ไม่ต้องพูดเลยคำว่าหิริโอตัปปะมันเป็นแปลว่าอะไร มันเกิดขึ้นมาในใจเลย เมื่อก่อนหลวงพี่ก็เอาเหมือนกันนะ ก็เลยเลิก เลิกหมด ก็เลยมากินแบบลักษณะอีแร้งแทนนะ ซากศพ ซากศพแทน นี่ก็เลย จุดประเด็นนี้แหละที่ได้ฟังแล้วมีกำลังใจในการรักษาศีลขึ้นอีกเยอะนะ มีกำลังใจรักษาศีลขึ้นอีกเยอะ ก็เลยมาวัด มาปฏิบัติธรรมมากเข้า
ก็มาช่วยเป็นอาสาสมัครแผนกมัคคุเทศก์ ก็คือมีความรู้สึก แหม เราอยากจะตอบแทนพระคุณของหลวงพ่อทัตตชีโวจังเลย ตอนนั้นยังไม่ค่อยรู้จักหลวงพ่อธัมมะ ยังไม่รู้จักคุณยายเลย ก็มาช่วยเป็นอาสาสมัครแผนกมัคคุเทศ พาคนไปชมวัด ก็ไปชมโบสถ์ ชมอะไร แล้วก็มาที่อาคารยามา ก็ไป พาสาธุชนไปกราบคุณยาย ตอนนั้นปีประมาณ ๒๕๓๗ พาสาธุชนไปกราบยาย สิ่งแรกที่หลวงพี่เห็น คุณยายจะนั่งอยู่ในเก้าอี้โซฟาตัวใหญ่ๆ ข้างบนเป็นรูปพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ อยู่เหนือเศียร อยู่เหนือศีรษะของคุณยาย พอเปิดประตูเข้าไปถึงสาธุชนใหม่ๆ เดินเข้าไป สิ่งแรกที่เห็นก็อาจจะเหมือนหลายๆ ท่าน คือคุณยายจะยกมือพนมมือขึ้นก่อน แล้วก็บอกว่าคุณ ขอให้คุณได้บุญกะยายนะ ให้คุณได้บุญกันเยอะนะนี่ ตอนนั้นหลวงพี่นี่ถือแมคกาวอร์ค สะพายแมคกาวอร์ค แล้วมือถือไมค์โครโฟน ยกมือไหว้แทบไม่ทัน นั่ง รีบนั่งสุดตัว แล้วรีบมือพนมไหว้คุณยาย นี่หลวงพี่ทำหน้าที่อย่างนี้ประมาณเกือบครึ่งปี คุณยายไม่เคยพูดอะไรเป็นส่วนตัวกับหลวงพี่เลย แต่หลวงพี่ก็ไม่ได้คิดอะไรตอนนั้น ไม่ได้คิดอะไร
มีช่วงระยะหลังๆ ใกล้ๆ ใกล้ๆ จะมีงานบวชเมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราบวชบูชาธรรมครบ วันครบรอบวันคล้ายวันเกิดท่าน ช่วงนั้นก็บอกตามตรงเลย หลวงพี่เริ่มมีใจไม่มั่นคงต่อการสร้างบารมี อยากจะไปเป็นครอบครัวธรรมกาย เป็นมหาเศรษฐีผู้ใจบุญ พูดง่ายๆ อยากจะไปเป็นฝ่ายสร้างยุวกัลยาณมิตรให้หลวงพ่อ
ทุกครั้งที่หลวงพี่พาสาธุชนไปกราบคุณยาย พอคุณยายคุยกับสาธุชนเสร็จก็จะกวักมือเรียกหลวงพี่ หลวงพี่ก็งงๆ เพราะว่านำสาธุชนชมวัดประมาณครึ่งปี ยายไม่เคยเรียก พอยายกวักมือเรียกหลวงพี่ หลวงพี่ก็หันซ้ายหันขวา ตอนนั้นโยมพี่อารีพันธ์ก็บอกว่าคุณนั่นแหละ หลวงพี่ก็เอาไมโครโฟนวางกะพื้น เอาแมคกาวอร์ควางกะพื้น แล้วก็คลานเข้าไปหาท่าน คลานเข้าไปหาท่านแล้วก็นั่งยองๆ พนมมือไหว้ คุณยายนี่ เป็นความรู้สึกที่ประทับใจมาก หลวงพี่พนมมือไหว้อย่างนี้ คุณยายก็เอามือมาจับ ๒ ข้าง แล้วถามหลวงพี่ว่าคุณ คุณเคยบวชหรือยัง เคยบวชแล้วครับ คุณ แล้วคุณเคยบวชได้กฐินหรือเปล่า เปล่าครับ อึม จะไปได้เรื่องอะไรเล่า คุณบวชให้ได้กฐินด้วยนะ ครับๆ ครับ แล้วยายก็จะลูบหัวหลวงพี่ โอ้ เป็นความรู้สึกที่อบอุ่น
พอได้ยิน พอมาบวชแล้วได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกว่านี่ตั้งแต่เจอยาย หลวงพ่อทั้งสองไม่เคยกลัวอะไรเลย หลวงพี่ได้รับสัมผัสความรู้สึกตอนนั้นด้วยตัวเอง แววตาที่พวกเราเห็นในรูปนี่นะ หลวงพี่ว่าไม่ถึง ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่หลวงพี่ได้เห็นแววตาของคุณยายอย่างแท้จริง ใกล้ๆ ห่าง ห่างไม่เกิน ๑ ฟุต พอได้ยินพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยบอกว่านี่ ไปเจอคุณยายครั้งแรกที่วัดปากน้ำ ดูลักษณะภายนอกของคุณยายนี่ สรีระก็ผอมบาง เนื้อตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น พูดง่ายๆ โหงวเฮ้งสู้อาจารย์คนอื่นไม่ได้นี่ แต่สิ่งที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยของเราสะดุดคุณยายมากที่สุดคือแววตานี่ หลวงพี่แบบ อึ่ม ครับ พอหลวงพ่อพูดอย่างนั้น หลวงพี่ครับ เพราะหลวงพี่ได้สัมผัสกับตัวเอง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หลวงพี่ว่าท่านที่มาหลังๆ นี่อาจจะไม่ได้ประสบการณ์ตรงนี้ จึงเป็นความประทับใจที่หลวงพี่มี มีกับคุณยายมาก
คุณยายทักอย่างนี้อยู่ประมาณ ๔-๕ ครั้ง แล้ววันหนึ่งหลวงพี่ก็เดินอยู่ในโรงงาน ก็เดิน หลวงพี่ทำงานเป็นวิศวกรอยู่บริษัททำสายไฟ โรงงานจะมีเส้นสีเหลืองๆ แล้วก็เดินบนเส้น สภาวะเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร มันก็แวบขึ้นมาว่าบวชดีกว่า พอบวชเสร็จ หลวงพี่ก็เดินไปเซ็นใบลา เอาใบลาไปให้หัวหน้า หัวหน้าหลวงพี่เป็น เป็นคนต่างศาสนา ก็นึกอยู่เหมือนกันว่าเอ๊ะ เขาจะเซ็นต์อนุญาตให้บวชหรือเปล่า ก็ทำใจเฉยๆ เอ้า ไม่เป็นไร พอหลวงพี่ยื่นใบลาไปให้หัวหน้าหลวงพี่ เขาก็มองหน้าหลวงพี่ ด้วยสายตามีคำถาม แต่คงด้วยบุญที่คุณยายท่านตั้งผังให้หลวงพี่บวช หัวหน้าหลวงพี่ก็เซ็น เซ็น+เสร็จก็มาบวชรุ่นที่ครบรอบพระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมะอายุ ๕๑ ปี บวชเสร็จก็ตั้งใจรับกฐิน
พอรับกฐิน ตอนนั้นก็เริ่มตัดสินใจ เอ๊ะ จะอยู่ต่อหรือจะไป จะไปหรือจะอยู่ จนกระทั่งปีนั้นเป็นปีที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยจะเริ่มสร้างวิหารพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำ ปีนั้นเป็นปีที่คุณยายอาจารย์ของเรานี่ครบอายุ ๘๘ ปีพอดี (หมด 1/A)
(ม้วน 1/B)
ให้ศีลให้พร แล้วก็มอบดวงแก้ว .๘๘ พวกเราคงจำได้ มีใครจำได้บ้าง ยกมือซิจ๊ะ มีใครเป็นเพื่อนหลวงพี่บ้าง โอ้ สาธุ ตอนนั้นเพลง เพลงแด่ครูผู้สืบสายธรรมเกิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก ที่มีเสียงขลุ่ย พวกเราจำได้ไหม ทุ่งนาฟ้าโล่ง ลมพัดโบกโบย พากลิ่นหอมผกาโชย โรยรินระรื่นชื่นใจ นี่ โอ้ เป็นเพลงที่แบบ เสียงขลุ่ยก็ซาบซึ้ง บทเพลงก็แสดงความในใจของคุณยายออกมาอย่างสุดซึ้ง
หลวงพี่เห็นญาติโยมหลายๆ คนนั่งในสภาธรรมกายสากลหลังคาจากยุคนั้น นั่งไป น้ำตาแห่งความปีติเอ่อไหลออกมา หลวงพี่ก็มีด้วยเหมือนกัน ก็มีน้ำตาเอ่อล้นออกมา ก็ฟัง แล้วก็ปลื้มใจไป แล้วก็ช่วงท้าย ก็คุณยายท่านก็ให้พร ให้พรญาติโยม หลวงพี่จำไม่ค่อยได้ แต่ให้พรพระ จะว่าให้พรพระ หรือขอบิณฑบาตก็ ไม่รู้จะใช้ความหมาย คำว่าอะไรดี แต่จำได้แม่นเลยบอกว่า พระยายอย่าสึกนะ หลวงพ่อทัตตะท่านก็นั่งยิ้มหัวเราะ แล้วท่านก็บอกไม่สึกหรอกยาย หลวงพี่ก็เอาแล้ว เอ๊ะ ถ้าเราสึกเราไม่ใช่พระยายนี่ ก็เลยนี่นั่งอยู่กระทั่งวันนี้แหละ ได้มาสรรเสริญพระคุณของคุณยาย
หรือเวลาครั้งใดที่แบบต้องได้รับภารกิจหน้าที่ที่ต้องบุกบ่าฝ่าฟันอุปสรรค กำลังใจหลวงพี่ได้คือภาพในวิดีโอประวัติของคุณยาย ชื่อคุณยายสร้างวัด จนกระทั่งคุณยายนี่ไม่มีแรง นอนอยู่บนเตียง แล้วก็เสียงคุณยายที่ประกอบในวิดีโอแหละ ยายนี่เหนื่อยจังเลย เหนื่อยจังเลย กว่าจะสร้างวัดเสร็จ กว่าจะสร้างวัดสำเร็จ กว่าจะเอา ๒ องค์นี้บวชได้ ยายเหนื่อยจังเลย พอเวลาเหนื่อยๆ ขึ้นมานะ พออึก ขึ้นมาตรงนี้นะ ปัดโธ่เอ๊ย แรงยังมีเดิน ขายังมีทำ ยายสร้างวัดให้เราขนาดนี้ เอ้า ลุยต่อ มันก็มีแรงฮึดขึ้นมา ลุยตั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นนี่ พวกเราลูกหลานยาย ซึ่งวันนี้ ตอนแรกหลวงพี่นึกว่าคนจะน้อยกว่านี้นะจ๊ะ เพราะอะไร เพราะพรุ่งนี้วันไหว้ หลวงพี่เชื่อว่ามันต้องมีหลายๆ น่าจะน้อยกว่านี้ หลายๆ ท่านคงจะเตรียมไปนึ่งหนมเข่ง นึ่งต้มไก่ แต่ที่มาได้ขนาดนี้นี่ เกินคาดในใจของหลวงพี่ นี่ก็ลูกหลานยายทุกคนเลย ขอโมทนาบุญกับทุกท่านด้วยนะจ๊ะ
แล้วก็ที่สำคัญวันก่อนนี่ ที่วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ วันคล้ายวันเกิดของคุณยาย โยมพี่อารีพันธ์ก็มาเล่าถึงเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของคุณยายที่ว่ามีเจ้าภาพท่านหนึ่งที่เป็นเศรษฐี หวงสมบัติ ตายแล้วเป็นไง ไม่ได้ไปเกิดที่ไกลๆ นะ ไปเกิดเป็นจิ้งจก ไปเกิดเป็นจิ้งจก มาคอยดูแลสมบัติ ซึ่งแหม เป็น ไม่ทราบว่าเป็นบุญหรือเป็นอะไรไม่ทราบ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาหลวงพี่ได้มีโอกาสไปฟังท่านพระเดชพระคุณพระพิพิธธรรมสุนทร ท่านได้บรรยายธรรมที่โรงเรียนฉัตรวิทยา ท่านก็พูดตรงกันเลย ของคุณยายเห็นด้วยญาณทัสสนะ แต่ของพระเดชพระคุณท่านคงอาจจะทราบด้วยวิธีการใดไม่ทราบ แต่พูดตรงกันเลย ท่านบอกอย่าไปห่วงทรัพย์สมบัติ มีก็ทำบุญ ทำบุญทำทาน ไม่งั้นตายไปแล้วเดี๋ยวเป็นจิ้งจก เกาะอยู่บนฝาผนัง ตาก็ถลึงโปนออกมา จ้องว่าลูกหลานคนไหนจะเอาทรัพย์สมบัติตัวเองไป ถ้าไปหยิบเครื่องเพชรก็ หวงนี่ ทำไง ทำไงได้ ก็แค่ จุ๊กๆๆ ถ้าไปหยิบเครื่องลายครามยิ่งหวงก็ จุ๊กๆๆๆ นี่จิ้งจกทัก ถ้าคนไหนแบบว่าเคยทำทานมาเยอะๆ เคยถวายผ้าอาภรณ์มาดีๆ แต่ว่ายังมีใจห่วงทรัพย์สมบัตินี่ ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์ประเภทนี้เกาะอยู่ตามฝาบ้าน ฝาเพดาน ใส่ผ้าไหม สวย ลายพริ้ง ผ้าไหมเป็นสีรุ้ง พอลูกหลานจะไปหยิบอะไรนี่ ฮั่นแน่ ไปหยิบเครื่องลายคราม โถทอง ฮั่นแน่ อันไหนยิ่งหวงมาก ยิ่ง ฮั่นแน่ ฮั่นแน่ เกิดเป็นตุ๊กแกนะ หวงทรัพย์สมบัติ แล้วสัตว์เหล่านี้เป็นไงจ๊ะ เกาะอยู่บนหลังคา ตานี่ถลึงโปนออกมา จ้องเขม็งเลยนี่ ลูกหลานจะหยิบทรัพย์สมบัติอะไรไป
เพราะงั้นถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างนั้นล่ะก็ ทำไมเสีย นะ รู้กันหมดแล้วทุกคน อย่าไปหวง มีก็ทำ ไม่มีก็ไปบอกเขามาทำ ใช้ปากอันเป็นมงคลไปชวนเขามานะจ๊ะ แล้วเราจะเชื่อมสายบุญสายสมบัติมาถึงพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้ ถึงคุณยายได้ ใจต้องนิ่ง ใจต้องใส เพราะงั้นเดี๋ยวขอเชิญลูกหลานยายทุกคนนะจ๊ะ ทำใจหยุดใจนิ่ง เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาธรรมให้คุณยายของเรากันทุกคนกันทุกคนเลยนะ เดี๋ยวนั่งทำใจหยุดใจนิ่งกันสักครู่นะจ๊ะ
เราก็แตะใจเบาๆ ที่กลางกายเลยนะ ตามที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราได้แนะนำไว้ดีแล้ว หรือใครจะนึกถึงใบหน้าของคุณยายไว้ในกลางกายของเราก็ได้นะจ๊ะ เราก็รวมใจนิ่งๆ ต่างคนต่างทำกันไปสักครู่หนึ่งนะ
สัพเพ…
หน้า PAGE 12
440122FW-AAT