วัดพระธรรมกาย มหาทานของคุณยาย
(ม้วน 1/A)
พระศักดิ์ชาย : ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐด้วยเศียรเกล้า นมัสการพระเถรานุเถระที่เคารพอย่างสูง สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และผู้มีบุญทุกท่าน (สาธุ)
สำหรับในวันนี้หลวงพี่ขอน้อมนำมงคล ๓๘ ประการซึ่งได้เล่าว่าคุณยายท่านมีมงคลอย่างไรบ้าง วันนี้ก็จะขอนำหัวข้อเกี่ยวกับการทำทานว่าคุณยายท่านเป็นผู้มีคุณธรรมในข้อนี้อย่างสูงยิ่งทีเดียว อานุภาพแห่งการทำทานนั้นเพียงอย่างเดียว ยิ่งใหญ่ไพศาลมากเกินกว่าที่พวกเราทุกคนจะคาดคิดได้ เพราะว่าโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอยู่ได้ด้วยทาน ถ้าไม่มีการให้ ก็คงจะเกิดความวุ่นวายกันมากทีเดียว
นอกจากโลกนี้จะเป็นสุข การที่บุคคลทำทานไว้อย่างดี ก็นำเขาไปสู่โลกทิพย์ด้วย แม้เป็นพรหม สำหรับการเป็นพรหมนั้นจะถือว่าเป็นทานที่ขั้นละเอียดยิ่งๆ ขึ้น เป็นละเอียดของจาคะเสียมากกว่า เพราะว่าสละอารมณ์ต่างๆ ให้อารมณ์นิ่งเป็นอารมณ์เดียว ตั้งแต่เกิดปฐมฌานเป็นต้นไป
ก็จะขอเล่าถึงเรื่องของคุณยาย เรื่องการให้ทานของท่าน ตั้งแต่สมัยเล็กๆ คุณยายท่านเคยเล่าเอาไว้ว่าสมัยที่ท่านอยู่บ้าน เวลามีคนมาขอข้าวสาร ยายท่านก็บอกว่ายายก็ไปเอาข้าวสารมาให้เขา ใครมาขอข้าวเปลือก ยายก็ไปตักข้าวเปลือกมาให้เขา อัธยาศัยในการทำทานของคุณยายท่านมีมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว ตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าวัด เป็นสิ่งที่ฝังลึกในจิตใจของท่าน
แม้เมื่อคราวที่ท่านตั้งใจจะมาฝึกธรรมะเพื่อตามหาพ่อท่านก็ดี ท่านก็ให้ทานอีกเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทอง หรือทรัพย์สินมรดกอะไรต่างๆ ท่านให้ ท่านตั้งจิตเอาไว้อย่างดี แล้วก็ให้ทานเพื่อมุ่งหวังที่จะเห็นธรรม ตรงนี้นี่สำคัญ ในที่สุดก็นำความสำคัญมาสู่ท่าน เมื่อท่านได้มาเรียนธรรมะ เข้าถึงธรรมะแล้ว มาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสิ้น ก็ได้มีโอกาสมาสร้างวัด การมาสร้างวัดของท่านด้วยเงินทุน ๓,๒๐๐ บาทนั้น เรียกว่าเป็นการสร้างวิหารทาน คือสร้างวัดพระธรรมกายของเรานั่นเอง วิหารทานนี่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าได้บุญมาก มากกว่าการถวายสังฆทานที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุขเสียอีก
การทำทานคือวิหารทานของท่าน นอกจากจะสร้างวัดแล้ว ท่านก็ยังได้เข้าที่ กลั่นวัดนี้ วัดพระธรรมกายพื้นที่ ๒,๐๐๐ ไร่ในยุคนั้น กลั่นให้ละเอียดไปถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในนิพพานอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความสามารถของปุถุชนทั่วไปอย่างมากมายทีเดียว
เมื่อสร้างวัดแล้ว คุณยายท่านบอกไว้เลย พระทุกองค์ในวัดไม่ต้องบิณฑบาต ท่านจะคำของท่านอย่างนี้ ยายจะหุงข้าวเลี้ยง เพราะว่าบุญเลี้ยงพระก็คือถวายสังฆทานนั่นเอง บุญเป็นทะเลทีเดียว เนื่องจากคุณยายท่านได้เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นภพภูมิอะไรต่างๆ ตั้งแต่ต่ำสุด อบายทั้ง ๔ ภพมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม แม้กระทั่งนิพพาน สิ่งที่ท่านรู้ สิ่งที่ท่านเห็น กระตุ้นเตือนจิตสำนึกท่านเสมอว่าคนเราน่ะ ตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ แล้วคุณยายท่านเล็งเห็นว่าถ้าคนเราไม่มีบุญ เมื่อพลาดพลั้งก็อาจจะทำบาป ตกนรกหรือตกอบายภูมิ
เพราะว่าตัวท่านเองสมัยอยู่วัดปากน้ำ ท่านก็เคยระลึกชาติดูว่าเป็นยังไงบ้าง ท่านก็บอกว่ายายน่ะระลึกตัวเองไปนะ เมื่ออดีตกาลนานไกลนั้น ท่านก็เคยเกิดเป็นสัตว์มาแล้วเยอะแยะทีเดียว และในที่สุดก็ได้มาสร้างบารมี แต่สิ่งเหล่านี้ยาวนานมากทีเดียว แล้วท่านก็ดู ระลึกชาติดูของคนอื่นบ้างว่าเป็นอย่างไร ท่านก็บอกว่าของคนอื่นก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเมื่อยายท่านรู้อย่างนี้ ท่านก็มุ่งมั่นอย่างเต็มที่ อย่างที่ทุกๆ ท่านได้ยินได้ฟังมาว่ายายงกบุญ เพราะฉะนั้นบุญอะไรยายเอาหมด แล้วบุญอะไรที่เป็นบุญใหญ่ คุณยายท่านก็ทำอย่างเต็มที่ อย่างเช่นการตั้งโรงทานคือที่ครัวยามา ท่านเองท่านเลี้ยงพระของท่านอย่างมีความสุขเบิกบาน
ก็อยากจะขอเล่าให้กับทุกท่านได้ฟังว่าอานิสงส์ของสังฆทานมีมากมาย มากมายก็กว่าปฏิ ปฏิบุคลิกทาน คือทานที่ถวายเฉพาะเจาะจงอย่างมากทีเดียว ก็คือในสมัยพุทธกาล มีผู้หญิงพี่น้องกัน ๒ คน คนพี่ชื่อภัทรา คนน้องชื่อสุภัทรา พี่สาวนี้แต่งงานไปแล้ว แต่ผลปรากกว่าตัวเองเป็นหมั้น มีลูกไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เลยอนุญาตให้สามีมา พาน้องสาวมาเป็นภรรยาด้วย คืออินเดียโบราณนั้นผู้ชายมีภรรยาได้หลายคน โดยปกติทั่วไปที่เราได้ยินได้ฟังก็ ๔ คน นี่คือประเพณีหรือธรรมเนียมของอินเดียโบราณในยุคนั้น
ทีนี้เมื่อน้องสาวมาเป็นภรรยาด้วย พี่สาวแนะนำสั่งสอนว่าสุภัทรา เธอควรที่จะทำบุญให้ทานด้วยนะ น้องสาวก็เชื่อ แต่การทำทานของบุคคลทั้ง ๒ แตกต่างกัน และเมื่อถึงคราวสิ้นอายุขัย ทั้ง ๒ ก็ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ แต่ที่พิเศษก็คือน้องชายชื่อสุภัทรานั้นน่ะไปเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานนรดี คือสวรรค์ชั้นที่ ๕ ทีเดียว เทวดานี่พอเกิดในสวรรค์ปุ๊บ ก็จะระลึกดูว่าเราทำบุญอะไรมา ถึงได้มาเกิดเป็นเทวดาอย่างนี้ ก็ระลึกได้ แล้วก็ดูว่าใครเป็นกัลยาณมิตรให้กับตัวเอง ก็นึกถึงภาพของพี่สาวก็ปรากฏขึ้นมา ก็ดูว่าตอนนี้พี่สาวไปเกิดที่ไหน ผลปรากฏว่าพี่สาวคือภัทรา เกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ชั้นที่ ๒ ส่วนตนเองนั้นเกิดในสวรรค์ชั้นที่ ๕ ชั้นนิมมานนรดี
ก็เลยลงมาหาพี่สาว ลงมาก็สว่างรุ่งเรืองทีเดียว รัศมีสว่างไสว ก็เรียกเทพธิดาภัทราว่า ภัทรา เท่านั้นเองเทพธิดาภัทราซึ่งเป็นพี่สาวก็หันมาดู บอกว่าท่านเป็นใครหรือ รัศมีทำไมถึงสว่างไสวยิ่งนัก โชติช่วงเกินกว่าเทพเจ้าในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดทีเดียว เทพธิดาสุภัทราก็เลยบอกว่าพี่จำฉันไม่ได้หรือ ฉันเป็นน้องสาวของพี่ไง เท่านั้นเองภัทราเทพธิดาก็ถามว่าสมัยเป็นมนุษย์น่ะ เธอก็ทำบุญไม่ได้มากกว่าตัวของเราเลย แล้วทำไมถึงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ มีรัศมีสว่างไสวรุ่งโรจน์อย่างนี้ เทพธิดาสุภัทราน้องสาวก็บอกว่าสมัยเป็นมนุษย์น่ะได้ทำบุญสังฆทาน คือพระเรวัตตะท่านได้แนะนำให้ตัวเองถวายสังฆทาน แต่ตัวพี่เองนั้นน่ะชอบถวายเฉพาะเจาะจง คือเคารพศรัทธาพระภิกษุรูปไหนก็ถวายเจาะจงองค์นั้นอยู่อย่างสม่ำเสมอ ส่วนตัวน้องตั้งจิตถวายเป็นสังฆทาน จึงได้อานิสงส์มากกว่า
เสร็จแล้วก็ลากลับไปสวรรค์ชั้นนิมมานนรดี ท้าวสักกะก็คือพระอินทร์นั่นแหละ เห็นความสว่างไสวไปมากมายทีเดียว กลบรัศมีของเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็เข้ามาถามเทพธิดาภัทราซึ่งเป็นผู้พี่ หลังจากที่เทพธิดาสุภัทรานั้นกลับไปแล้ว บอกว่าเธอกำลังคุยอยู่กับเทพธิดาองค์ไหนหรือ ทำไมเทพธิดาองค์นั้นรัศมีสว่างไสวเหลือเกิน เทพธิดาภัทราก็บอกว่านั่นเป็นเทพธิดาซึ่งเป็นน้องสาว แล้วทำบุญสังฆทาน จึงได้บุญมาก แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นสูงกว่าตน
ท้าวสักกะก็ยอมรับว่าเพราะว่าท้าวสักกะเองได้เคยมีโอกาสทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทำอย่างไรถึงจะได้บุญมาก เวลาเราถวายทาน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสบอกว่าถวายสังฆทานนั่นแหละบุญมาก และในความเป็นจริงท้าวสักกะซึ่งเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จะเปรียบเทียบแล้วก็คือทำสังฆทานมาก่อน ถวายสังฆทานมาก่อน เป็นแบบวิหารทาน แต่ทานนั้นไม่ได้เป็นทานที่ถวายต่อพระสงฆ์นะ เป็นการสร้างที่พักพาอาศัยให้กับคนทั่วไป พูดง่ายๆ ให้ทาน ให้สถานที่พักพาอาศัยกับคนเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากว่าทำบุญมานานตลอดชีวิต พร้อมด้วยวัตรบททั้ง ๗ อย่าง ซึ่งจะไม่ขอเล่าในที่นี้เพราะเหตุนั้นเองทำให้ท้าวสักกะหรือพระอินทร์ มาเป็นจอมเทพในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ได้ทรงตรัสเอาไว้ว่า ดูก่อน อานนท์ ปฏิบุคลิกทานก็คือทานที่ให้เฉพาะเจาะจงทั้ง ๑๔ อย่าง ไม่มีผลมากไปกว่าสังฆทานด้วยปริยายใดๆ เลย แล้วพระองค์ก็ทรงแจกแจงไว้ว่าปฏิบุคลิกทานคือการที่ให้เฉพาะเจาะจงหรือทำบุญเฉพาะเจาะจงมีถึง ๑๔ อย่าง ก็ตั้งแต่การให้ทานกับสัตว์เดรัจฉาน อย่างเราอยู่ที่บ้าน เลี้ยงสุนัขเลี้ยงแมวนี่ เราสงสารมันก็เลี้ยงมัน ให้ข้าวปลาอาหารนี่ เขาเรียกว่าให้เจาะจง
ถ้าเจาะจงกับสัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลได้ร้อยเท่า
ถ้าเจาะจงให้กับผู้ที่ทุศีล พึงหวังผลได้พันเท่า
ถ้าเจาะจงให้กับผู้ที่มีศีล พึงหวังผลได้ถึงแสนเท่า
แต่ถ้าเจาะจงให้กับบุคคลภายนอกพระพุทธศาสนาที่เขาได้ฌานสมาบัติ อันนี้ได้บุญมาก ได้ถึงแสนโกฏิเท่า
ถ้าให้ทานกับพระโสดาบัน ได้บุญเป็นอสงไขยอัปมานัง
เพราะฉะนั้นคงไม่ต้องกล่าวว่ากับพระโสดา พระโสดาปฏิมรรค ปฏิผล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล พระอนาคามีมรรค พระอนาคามีผล พระอรหัตมรรค อรหัตผล ตลอดจนกระทั่งพระปัจเจกพุทธเจ้า ในที่สุดของปฏิบุคลิกทานคือการถวายทานเฉพาะเจาะจงนั้นก็คือถวายเจาะจงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้บุญสูงสุดเป็นอสงไขยอัปมานัง
แต่บุญที่ถวายเจาะจงทั้งหมดนี้ พระองค์ก็ยังทรงตรัสไว้เลยว่าไม่มากไปกว่าสังฆทานเลย ทีนี้สังฆทานมีถึง ๗ อย่าง ก็คือ
สังฆทานในหมู่สงฆ์ ๒ ฝ่าย คือภิกษุและภิกษุณีสงฆ์ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นี่ข้อที่ ๑.
ข้อที่ ๒. สังฆทานในหมู่ภิกษุและภิกษุณีสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว
ข้อที่ ๓. สังฆทานในหมู่ของพระภิกษุสงฆ์
ข้อที่ ๔. ก็คือสังฆทานในหมู่ของภิกษุณีสงฆ์
ข้อที่ ๕. ก็คือไปร้องขอ คือพูดง่ายๆ ว่าไปที่วัดนี่แหละในยุคที่มีพระภิกษุ พระภิกษุณีนี่ว่าขอให้หมู่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีสงฆ์นี่ได้โปรดส่งภิกษุ ภิกษุณีจำนวนเท่านั้นเท่านี้รูปมาที่บ้าน เพื่อตนเองจะถวายสังฆทาน
ข้อที่ ๖. ก็คือต่อหมู่ของภิกษุสงฆ์เฉยๆ ว่ากรุณาส่งพระมาที่บ้านเท่านั้นเท่านี้รูป เพื่อตนเองจะถวายสังฆทาน
ส่วนข้อที่ ๗. ก็คือขอต่อภิกษุณีสงฆ์ว่าส่ง ช่วยกรุณาส่งพระมาที่บ้าน มารับบาตรที่บ้านเท่านั้นเท่านี้รูป เพื่อตนเองจะได้ถวายสังฆทานแด่ภิกษุณีสงฆ์
ขนาดอย่างนี้นี่บุญมาก พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าต่อไปจะมีหมู่สงฆ์ก็คือโคตรภูสงฆ์ในอนาคตกาล ซึ่งในยุคนั้นพระ พูดง่ายๆ ศีลจะไม่บริบูรณ์ จะมีความพร่อง จะมีข้อสังเกตได้ก็คือจะไม่ได้ห่มผ้าขนาดอย่างนี้ คือพระภิกษุสงฆ์ในยุคอนาคตอันไกลจะมีเพียงแค่ผ้ากาสวะ คือผ้ากาสาวพัสตร์ จะพันคอแค่นั้นเอง แม้บุคคลถวายทานอุทิศต่อสงฆ์ คือโคตรภูสงฆ์ในยุคโน้นก็จะได้อานิสงส์เป็นอสงไขยอัปปมานัง
เนื่องจากคุณยายท่านเห็นบุญแล้วก็รู้ด้วยว่าบุญที่ถวายสังฆทานนั้นเป็นบุญใหญ่ ท่านถึงได้จัดตั้งโรงทานคือครัวยามา แล้วก็เลี้ยงพระทุกวัน ท่านถึงมีความสุข ความเบิกบาน แวะมาดูครัวของท่านทุกวัน สำหรับท่านใดที่ได้มีโอกาสทำบุญเศรษฐีถาวรหรือมาเลี้ยงพระได้ทุกๆ วันเป็นสังฆทาน ก็ต้องขออนุโมทนาด้วย นี่คืออานิสงส์ของการถวายสังฆทาน ซึ่งคุณยายท่านได้บำเพ็ญทานในข้อนี้
ส่วนที่หลวงพี่เองได้ยินได้ฟังจากท่าน ก็คือนอกจากท่านสร้างวัด สร้างครัวยามา สร้างโรงทานแล้วนี่ ประตูหน้าวัดนี่ซึ่งแต่ก่อนเป็นประตูขึ้นสนิม ท่านเองท่านก็บอกว่ายายเห็นประตูมันเก่าแล้ว ยายก็คิดจะสร้าง สร้างประตูใหม่ ยายก็ไปนอนคิดเสียหลายวัน เอ๊ะจะเอายังไงดี จะไปบอกบุญใครดี แล้วก็ท่านก็บอกว่าเออ นึกถึงอีตาหริ แต่หลวงพี่ก็ไม่รู้ว่าใครนะฮะ นึกถึงอีตาหริ ชอบออกแบบโบสถ์ หัวแหลมๆ ไปบอกให้เขามาช่วยสร้างประตูสแตนเลสให้ดีกว่า
ท่านบอกว่าประตูสแตนเลสน่ะตั้งล้านหนึ่งเชียวนะ เวลาท่านบอกว่าเขาสร้างประตูนี่ ตอกเสาเข็มเสียลึก แน่นหนาทีเดียว ท่านบอกว่ากำแพงไม่พัง ประตูก็ไม่พัง เพราะฉะนั้นพอเวลานั่งรถสามล้อถีบไปนี่ พอไปถึงหน้าวัด ท่านเห็นประตูที่ท่านได้สร้างเอาไว้ ท่านก็ยิ้มแย้มเบิกบานใจ ท่านจำได้ว่าใครบ้าง แต่เท่าที่หลวงพี่จำได้ก็คือบอกว่ายายก็ไปบอกนี่ ก็มีคุณพวง คุณเรณู ทั้ง ๒ ท่านนี่หลวงพี่ได้ยินบ่อย เพราะแม้กระทั่งอาคาร ๒ ชั้นก็ดี อาพวง อาเรณูก็ได้มาสร้าง รู้สึกทำบุญหลายๆ อย่างทีเดียวในวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นถาวรทานทั้งนั้นเลย ทั้ง ๒ ท่านนี่ได้บุญมากทีเดียว แม้บางท่านที่หลวงพี่ไม่ทราบและไม่ได้เอ่ยชื่อก็มีอีกหลายๆ ท่านทีเดียว
เคยถามโยมอาเรณูว่าโยมอาเข้าวัดมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่านก็ตอบว่าถ้าจำไม่ผิดนะ ปี ๒๑ แล้วโยมอาก็บอกเองบอกว่าตั้งแต่เข้าวัดมานี่ ทุกอาทิตย์ต้นเดือนนี่อาจะไม่ยอมขาดเลย รู้สึกจะขาดอาทิตย์ต้นเดือนนี่ตลอดตั้งแต่ปี ๒๑ ถึง ๔๓ ยี่สิบกว่าปี อาขาดไป ๓ หรือ ๔ ครั้งเอง ก็นึก แล้วก็ชื่นชมอนุโมทนาบุญกับท่าน แม้กระทั่งอาทิตย์ธรรมดาก็เหมือนกัน ท่านก็จะไม่ยอมให้ขาดเลย ขาดน้อยมาก เพราะโยมอาเรณูบอกว่าเมื่อครั้งแรกที่ได้ฟังจากหลวงพ่อธัมมะท่านบอกว่าบุญอาทิตย์ต้นเดือนน่ะอย่าขาดเลย ถ้าไม่เจ็บปวดหนักๆ มาไม่ได้ มาไม่ไหวจริงๆ ขอให้มาเอาบุญนี้เถอะ แล้วโยมอาก็เชื่อฟังในถ้อยคำของหลวงพ่อ แล้วก็ตั้งใจมาเอาบุญอย่างเต็มที่ทีเดียว
นี่เท่าที่หลวงพี่ได้จำได้นะฮะว่าการทำทานของคุณยาย คุณยายท่านทำทานสม่ำเสมอ อย่างที่ได้เคยเล่าไว้ครั้งก่อนก็คือแม้กระทั่งยามก็ดี หลังจากที่คุณยายท่านฉันข้าวแล้วนี่ ก็จะเอาพวกถุงขนมเล็กๆ น้อยๆ นี่เอาไว้ บางทีหลวงพี่ประดิษฐ์ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้บวชหรือหลวงพ่ออุดม หรือตัวหลวงพี่เองซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ได้บวชเป็นอุบาสก ได้มีโอกาสรับช่วงกัน หลังจากที่หลวงพี่ต่างๆ ท่านบวชบ้าง แล้วก็หลวงพี่ก็ได้มีโอกาสมาถีบรถให้บ้างเป็นบางครั้ง ก็นำถุงขนมนี่แหละเอาใส่ไว้หน้ารถสามล้อถีบ พอไปถึงประตูหน้าวัด คุณยายท่านก็บอกกับยาม บอกว่ายาม กินขนมยายนะ ถ้อยคำท่านเรียกขานด้วยความไพเราะ ทำให้นึกถึงว่าท่านเองท่านเมตตา ให้หมดกับทุกๆ คน ตั้งแต่พระ เณร อุบาสก อุบาสิกา แม้กระทั่งยามก็ดี ทุกๆ คนเลย
ท่านมักจะบอกว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่ แล้วก็ท่านเองท่านมักจะบอกว่าคนเรามันอย่างมากก็กินแค่อิ่มเดียวแค่นั้น จะมีอะไรอร่อยๆ มาตามมาทีหลัง ก็กินไม่ลงแล้ว อย่างมากก็ ๒-๓ ชามแค่นั้นเอง แล้วจริงนะฮะ หลวงพี่เห็นว่าจริงๆ หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยพบพานหรือได้ยินได้ฟังตัวอย่างหลายๆ อย่าง ว่าเรื่องกินสำคัญจริงๆ ถ้ามองส่วนหนึ่งคือตัวอย่างในแง่ลบ ที่หลวงพี่จะยกมาก็คืออย่างก่องข้าวน้อยฆ่าแม่นี่ เพราะความหิวแท้ๆ เลย ทำให้ต้องสร้างบาปสร้างกรรมกันอย่างนั้น ก็เพราะกินเหมือนกัน ลืมหมด หูอื้อตาลาย
ส่วนในทางบวก สังเกตไหมฮะ เวลาเขาจะติดต่อธุรกิจอะไร การงานอะไรต่างๆ เขามักจะพากันไปเลี้ยงก่อน ถ้าเลี้ยงก่อนแล้วรู้สึกอารมณ์ดี คุยกันง่าย ตกลงกันง่าย ถ้าหิวๆ อะไรแล้วนี่ รู้สึกคุยไม่ค่อยรู้เรื่อง ท้องมันยังร้องอยู่ นี่ก็คือเกี่ยวกับเรื่องทานในส่วนหนึ่ง
นอกจากนั้นแล้วพอเวลาคุณยายไปหาหมอบ้าง บางทีไปหา ออกไปหาหมอข้างนอก ท่านก็ พี่อารีพันธ์ก็จะจัดเตรียมกระเช้าผลไม้บ้าง ขนมบ้างเอาไปฝาก พอคุณยายไปถึง พอรักษาอะไรเสร็จก็ คุณยายก็จะถือกระเช้านี่นะ เอ้าคุณหมอทานขนมของยาย ทานผลไม้ของยายนะ หลวงพี่เห็นหน้าคุณหมอแต่ละท่าน เวลารับจากมือคุณยายนี่ สีหน้าแบบ ทั้งเคารพรักแล้วก็เกรงใจคุณยาย รู้สึกว่าเขามีความปีติใจที่คุณยายเมตตาให้กับมือ แล้วคุณยายท่านไม่ถือสาอะไรเลย
นอกจากให้ทานกับบุคคลต่างๆ แม้กระทั่งสัตว์ที่อยู่ภายในวัดก็ดี คุณยายก็ให้ทาน บางช่วงในช่วงที่หลวงพี่ประดิษฐ์ท่านยังไม่ได้บวช พอเช้าขึ้นมาน่ะ หลังจากทานอาหารเสร็จแล้ว ได้เวลา หลวงพี่ประดิษฐ์ก็จะไปเตรียมแล้วรถสามล้อถีบ พอเอารถออกมาเท่านั้นนะฮะ พวกไก่ทั้งหลายมันกรูกันมาเป็นฝูงเลยฮะ เรียกว่าถ้าเห็นภาพนะ ต้องใช้คำว่าเหมือนวิ่งหน้าตั้งมาเลย เป็นฝูง วิ่งมาหารถ ถ้าเกิดหลวงพี่ประดิษฐ์เอาข้าวอะไรไว้ที่หน้ารถก็จะหว่านไว้ก่อน พอมารับคุณยายที่หน้ากุฏิท่าน คุณยายท่านก็จะเลี้ยงไก่
แต่ก็ทำให้นึกถึงฮะ นึกถึงก็คือสิ่งที่คาดไม่ถึงมันเกิดขึ้น เลี้ยงไก่จนไก่มันคุ้น คุ้นแล้วมันก็รวมอยู่ที่กุฏิคุณยาย ผลปรากฏว่าตอนกลางคืนนี่ซิทำเหตุ เนื่องจากไก่ก็คือคนในภพชาติอดีต คงไม่มีวินัยมาก่อน ทำพลาดพลั้งทำบาปเกิดมาเป็นไก่ ก็เป็นไก่ที่ไม่มีวินัย คือมันไม่เป็นเวลา หลวงพี่นอนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ที่ห้องเลขา ตรงข้ามกุฏิคุณยาย บางทีก็ขันแล้ว เอ๊กอีเอ๊ก ไอ้ตัวหนึ่งขัน อีกตัวหนึ่งก็สะลืมสะลือก็ขันตาม ตามกันเป็นพรวนเลย บางทีตี ๑ ก็มี ตี ๒ ก็มี ตี ๓ ก็มี ตี ๔ ซึ่งเป็นปกติ คือถ้าตี ๔ ตี ๕ ก็คงไม่เท่าไหร่ นี่ขันเป็นช่วงๆ ครึ้มอะไรก็ไม่ทราบ
แต่คุณยายซึ่งอยู่กุฏิตรงนั้นโอ้โฮ ลองนึกภาพไก่มันเยอะแยะจริงๆ ท่านก็นอนไม่หลับ ในที่สุดก็เลยต้องประมาณในการให้ทานเหมือนกัน คือให้ แต่ตอนนั้นต้องเลือกให้ ไปหว่านข้าวไกลๆ กุฏิหน่อย กว่าทำให้มันคุ้นในที่ไกลๆ ได้ ก็อีกสักระยะหนึ่งทีเดียว
เรื่องการให้ทานหลวงพี่จะขอเล่าอีกสักนิดหนึ่งก็คือหลวงพ่อธัมมะของเรานี่ ท่านเวลาก่อนจะฉันเช้านี่ ก็หลวงพี่อุดมซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้บวช จะยกถาดอาหารไป ก็จะมีกล้วยสัก ๔-๕ ผล แต่กล้วยต้องกล้วยงอมๆ หน่อยนะฮะ โดยมากผู้ใหญ่จะชอบกล้วยงอมๆ คือมันหวานแล้วความเป็นธรรมชาติของกล้วยนี่ให้ประโยชน์ มีคุณค่าสูง ถ้ายังไม่จัดดีนี่ จะห่ามๆ ก็จะไม่ค่อยดีนัก แต่พวกเราเดี๋ยวนี้ก็อร่อยทุกอย่าง หลวงพ่อท่านจะให้ทานก่อนฉัน ก็เลยนึกถึงที่หลวงพ่อทัตตะท่านได้เทศน์เอาไว้ว่า เช้าใดยังไม่ได้ทำทาน เช้านั้นอย่าเพิ่งทานข้าว จะเป็นหลวงพ่อทัตตะท่านศึกษาจากพระไตรปิฎกก็ดี แล้วก็เห็นหลวงพ่อธัมมะด้วยก็ดี หรือจะในเหตุอื่นก็ดี ก็ตรงกัน ครูบาอาจารย์ท่านได้ทำเป็นแบบอย่าง หลวงพี่ก็เห็นเป็นประจำ หลวงพ่อท่านก็นี่ นำมาอธิษฐานแล้วก็โยนกล้วยนั้นให้พวกไก่กินก่อน แล้วท่านก็ฉัน ท่านใดสามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการสร้างบุญสร้างบารมีได้
ดูเหมือนว่าหัวข้อมงคล ๓๘ ประการในวันนี้ จะได้แค่ทานเองมั๊งนี่ นอกจากที่คุณยายท่านให้ทานทุกสิ่งทุกอย่าง ว่ากับพระ เณร อุบาสก อุบาสิกา หรือแม้กระทั่งยาม สัตว์ภายในก็ดี คุณยายท่านให้หมด ท่านเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว ซึ่งหลวงพ่อธัมมะเองท่านก็ได้บอกเอาไว้เหมือนกันว่าพวกเรานี่ควรทำใจให้มันกว้าง ทำใจให้มันใหญ่เอาไว้ เพราะว่าเมื่อใจใหญ่ๆ สมบัติที่ได้ก็จะเป็นสมบัติใหญ่ การที่เราถวายสังฆทานทำบุญแล้วนี่ ทำด้วยใจที่ใหญ่ ให้แบบไม่ ไม่มีความตระหนี่หวงแหนหรือเสียดายในภายหลัง เวลาสมบัติที่ได้ก็จะเป็นสมบัติใหญ่ มนุษย์สมบัติก็เป็นมนุษย์สมบัติที่ใหญ่ ได้สมบัติมหาศาล แม้ทิพย์สมบัติก็เป็นสมบัติที่ใหญ่ มีอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ กระทั่งถึงนิพพานสมบัติ เพราะว่าเราได้ทำทานด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของเรา ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดๆ เลย อย่างคุณยาย (หมดม้วน 1/A)
(เริ่มม้วน 1/B)
อย่างที่คุณยาย อย่างที่หลวงพ่อท่านสอน แม้ว่าบางครั้งเราก็อาจจะมีของที่ระลึกบ้าง มันก็เป็นความสุขแล้วก็ทำให้เราได้ตรึกระลึกนึกถึงบุญให้ดี ก็เราได้ทำอย่างคุณยาย อย่างหลวงพ่อ ซึ่งต้องทำชนิดที่เรียกว่าไม่เหมือนใครในโลก ท่านคิดทำ อย่างเจดีย์ก็ดีนี่ ท่านก็คิดทำ ซึ่งคนทั่วไปไม่กล้าคิดทีเดียว
ก็จะขอเล่าอีกสักนิดหนึ่งก็คือ ก่อนที่เจดีย์จะเริ่มสร้างน่ะ ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเลย ยังไม่มีการกำหนดจุดว่าตรงไหนจะเป็นเจดีย์ คือกำหนดหยาบๆ ที่พื้นที่นี่ หลวงพี่ตอนนั้นยังไม่ได้บวช ได้มีโอกาสขับรถให้คุณยาย ก็ขับรถพาท่านน่ะมาบริเวณรอบๆ ที่ ๒,๐๐๐ ไร่ ไปเห็นตรงลานธรรมด้านทิศเหนือของเจดีย์ปัจจุบัน ฝั่งโน้น ก็เนินดินใหญ่ๆ พอขับรถมานี่ คุณยายท่านก็จะถาม ไหนล่ะ หลวงพ่อจะสร้างพระเจดีย์ หลวงพี่ก็ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เห็นแต่เนินดินใหญ่ๆ สูงก็คงกว่า ๒ เมตรทีเดียว ก็ชี้ไป คงตรงนั้นมั๊งยาย ท่านเห็นท่านก็ เออ ไม่รู้เมื่อไหร่จะเสร็จนะ
พอเวลาขับรถมา แล้วคุณยายท่านก็เห็นนะถนนลูกรังบดที่ทางด้านตะวันตกทางด้านนี้นะฮะ ทิศตะวันตกเป็นถนนลูกรังบด ทำเสียอย่างดีเลย ท่านมาเห็น แค่เห็นแค่ถนนนั้น แหมท่านยอดจริงๆ ฉลาด ท่านมีปัญญามาก แค่เห็นถนนเท่านั้นน่ะ ท่านบอกเลย โอ้โฮ มิน่าเล่าสมัยก่อนที่ทอดกฐินทอดผ้าป่าทีไร หลวงพ่อท่านก็บอกยาย บอกเงินหมดแล้ว หมดไปที่ไหน อ๋อ นี่มาลงถนนนี่เอง ท่านมีปัญญา ญาณของท่านไกลจริงๆ แล้วเมื่อถึงคราวทอดกฐิน ในที่สุดปลดหนี้ลงได้นี่ ท่านเบิกบาน แล้วท่านก็พูดกับหลวงพี่บอก เห็นไหมล่ะฝีมือยาย ท่านพูดนี่ท่านไม่ได้พูดแบบอวดตัวท่านนะ แต่ท่านพูดด้วยความที่ว่าท่านนี่ทุ่มเทอย่างจริงๆ จังๆ ในที่สุดหนี้วัดก็หมดในยุคนั้น
แล้วก็มายุคของพวกเรานี่แหละ ไม่มีหนี้แล้ว แต่มีสิ่งที่ทรงคุณค่ามหาศาลหลายๆ อย่าง ซึ่งถ้าเทียบ เปรียบเทียบเป็นบุญแล้วก็คือเป็นสังฆทานที่สูงขึ้นมากว่าถวายอาหารเป็นสังฆทาน ก็คือวิหารทานคือทานที่ชนิดถาวร อย่างอาหารทานนี่ก็ดีนี่ อาหารทาน สังฆทานถวายภัตตาหารเป็นแค่อิ่มหนึ่งอิ่มหนึ่ง หรือวันหนึ่งวันหนึ่ง แต่วิหารทานหรือถาวรที่พวกเรากำลังสร้างกันอยู่นี้ มันอยู่เป็นร้อยปี เป็นพันปี มีอานิสงส์มากมายไพศาลทีเดียว
หลวงพี่ บุญที่ทำมาก็ดีนี่ ก็ขอให้ทุกท่านได้อนุโมทนานะ แล้วหลวงพี่ก็ขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านด้วย แล้วก็หวังว่าคงจะทำให้ยิ่งๆ ขึ้นไปทุกๆ ท่านนะ ก็คงได้เวลาสำหรับวันนี้ อยากจะขอเชิญชวนทุกท่านได้เอาบุญทำใจให้ผ่องใส เพื่อที่จะน้อมนำบุญนี้แหละบูชาธรรมแด่คุณยายผู้มีพระคุณยิ่งของพวกเราทุกๆ คน
ขอให้ทุกท่านนะตรึกระลึกนึกถึงบุญของเรา บุญที่เรามาดี หลายๆ อย่างทีเดียว ตั้งแต่ทุกๆ ท่านได้เข้าวัดมา ได้มีโอกาสสร้างบุญในแต่ละอย่าง บางท่านก็สร้างทุกๆ อย่างทีเดียว นึกถึงบุญให้ใจเราชุ่มชื่นเบิกบาน และบุญของเราในวันนี้ที่ได้ตั้งใจมาเอาบุญกับคุณยาย จะนึกถึงบุญ จะนึกถึงคุณยายท่านก็ได้ คุณยายท่านมีบารมีธรรมสูง เป็นสิ่งที่บุคคลเป็นจำนวนมากได้พบได้เห็น ได้ประสบกับตัวเอง ทำให้มีความเชื่อในนรกสวรรค์ ในเรื่องบุญเรื่องบาป ท่านเป็นต้นบุญในการทำความดีของพวกเราทุกๆ คน นึกถึงท่านไว้ภายในกลางกายของเรา นึกเหมือนว่าท่านได้มากลั่นกายกลั่นใจของเรา
ซึ่งจริงๆ แล้ว พระเดชพระคุณหลวงพ่อธัมมชโยท่านก็ได้บอกเอาไว้ว่าใครมางานของคุณยายท่าน คุณยายท่านก็จะมาเติมบุญเติมบารมีเพื่อที่จะกลั่นธาตุกลั่นธรรมของเรา ให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ช่วยขจัดสิ่งที่เป็นอกุศลมลทินทั้งหลาย ท่านเอาบุญให้เรา เพื่อที่ว่าเราจะได้ปฏิบัติธรรมเห็นธรรมะไวๆ ได้เข้าถึงธรรมะเหมือนท่าน เราจะนึกถึงบุญ นึกถึงคุณยายท่าน หรือจะตรึกถึงดวง ถึงองค์พระก็ได้ นึกด้วยใจที่ผ่องใส ให้ใจมีความอิ่มปีติในบุญ ในคุณความดี ให้หยุดนิ่งอยู่ในกลางของกลาง
รวมใจของเราให้นิ่งๆ นึกอธิษฐานรวมบุญ บารมีที่เราทุกท่านได้ตั้งใจทำมาดีตั้งแต่ภพชาติแรกที่ขณะนี้ บุญนั้นเป็นความสว่างไสวที่อยู่ในกลางตัวของเรา กลางดวง กลางองค์พระ กลางคุณยายที่อยู่ในกลางกายของเรา นึกน้อมนำบุญกุศลนี้แหละถวายบูชาคุณยาย บูชาพระคุณคุณยายผู้ซึ่งให้ความรู้ ให้ธรรมะ ให้แสงสว่างในทางธรรมแก่พวกเราทุกๆ คน นึกถึงบุญกุศลแผ่เมตตาจิต นึกให้เหมือนดวง กระแสบุญหรือองค์พระของเราขยาย แผ่กระแสบุญนี้ให้กับทุกๆ สรรพสัตว์ทีเดียว ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ของเรา ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมิตรสหายก็ดี ทุกๆ สรรพสัตว์ ทั้งเบื้องต่ำ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาที่คอยอารักขาตัวพวกเราก็ดี อารักขเทวดาของทุกๆคน อารักขเทวดาทั้งหลาย พรหมเทวา รุกขเทวดา ชาวสวรรค์ พรหม อรูปพรหม ตลอดโลกนี้ จักรวาลนี้ จักรวาลอื่นไม่มีที่สิ้นสุดเลย
สัพเพ ….
หน้า PAGE 11/ NUMPAGES 11
431207FW-AAT