เบื้องหลังการเตรียมงานบำเพ็ญกุศลคุณยายอาจารย์
ขอนอบน้อมแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระคุณอันประเสริฐ กราบคารวะพระมหาเถระ พระเถระทุกรูป สวัสดีเพื่อนสหธรรมิกทุกรูป เจริญพรสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และเศรษฐีผู้นำบุญ ผู้เป็นกำลังแก่พระพุทธศาสนาทุก ๆ ท่าน
ในค่ำคืนนี้ก็ขอออกตัวนิดหนึ่งก่อน ก็คือขอใช้สรรพนามแทนตัวว่าหลวงพี่ก่อน เพราะว่าจริง ๆ ถือว่าการเทศน์ในครั้งนี้หรือว่าการแสดงธรรมในครั้งนี้ เป็นเวทีที่ใหญ่ที่สุด ถามว่าตื่นเต้นไหม ตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าไม่ตื่นเต้น แต่ว่าก็ขอความคุ้นเคยนิดหนึ่ง ก็ขอเรียกตัวเองว่าหลวงพี่ไปก่อน บางท่านอาจจะแก่กว่าหรืออ่อนกว่า อาจจะเป็นหลวงลุงหรือหลวงน้า ก็ขอตัวก่อน
ค่ำคืนนี้มีโอกาสได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้มาบรรยายธรรม แต่ขอให้ถือว่าเป็นเล่าเรื่องดีกว่านะ จากที่ผ่านมาหลาย ๆ รูปตั้งแต่การตั้งบำเพ็ญกุศลคุณยายของเรา ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๑๗ ก็มีการแสดงธรรมตั้งแต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโวเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ ก็มีพระอาจารย์หลาย ๆ รูป ได้เล่าเรื่องคุณธรรมของคุณยายซึ่งพวกเราก็ได้ฟังมาตลอด จะเป็นความประหยัดของท่านก็ดี ความอดทนของท่านก็ดี ความเมตตาของท่านก็ดี หรือคุณธรรมอื่น ๆ
เนื่องจากว่าหลวงพี่เองได้อยู่ในส่วนของธรรมโยธา ในส่วนของการก่อสร้าง การจัดเตรียมสถานที่ โอกาสที่จะพบปะกับคุณยายที่ว่าสัมผัสโดยตรงกับคุณยายนั้น ตั้งแต่บวชมาก็ไม่ค่อยมาก แต่ได้รับความเมตตาจากคุณยาย ตั้งแต่มาอยู่ธรรมโยธา เนื่องจากว่าเราเตรียมสถานที่ ท่านมีความรู้สึกว่าธรรมโยธาได้ช่วยท่านในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์ สร้างมหาวิหาร สร้างสภาธรรมกายสากล ซึ่งเป็นสถานที่รองรับผู้มีบุญ ที่จะมาประพฤติปฏิบัติธรรม ท่านก็ให้ความเมตตา
บางครั้งตอนเย็น ๆ ท่านก็ได้แวะเวียนไปเยี่ยมเยียน แล้วก็มีโอกาส ถวายเครื่องบำรุง ไม่ทราบรู้จักบีล็อคก้าไหม บีล็อคก้านี่ เป็นยาฟู่ บำรุงสุขภาพ ไม่ให้อ่อนเพลียมากเกินไป บางครั้งท่านเห็นว่าพระในส่วนของการก่อสร้าง อยู่กลางแดด แล้วก็คงจะเหน็ดเหนื่อย อยากให้ท่านมีกำลัง บางครั้งคุณยายท่านก็มีโอกาสได้ถวายยาบ้าง เครื่องบำรุงบ้าง แล้วก็ในโอกาสพิเศษ เช่น ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดของท่านที่ญาติโยมลูกศิษย์ลูกหาของท่านได้จัดภัตตาหารมาถวาย ท่านก็นิมนต์พระธรรมโยธาไปรับบุญในส่วนนี้ด้วย ทีนี้ก็ได้รับความเมตตาจากคุณยายมาก
ในโอกาสที่หลวงพี่ได้มาแสดงธรรมในครั้งนี้ ก็ขอยกเอาเรื่องของการเตรียมงานของคุณยาย ไม่ทราบอยากฟังกันไหม เรื่องนี้ตั้งแต่ฟังมาจากพระอาจารย์หลาย ๆ รูป ก็รู้สึกว่า ยังไม่ค่อยมีรูปใดได้เทศน์ ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับการจัดงานของยาย ยกเว้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว ซึ่งเล่ามาตั้งแต่วันแรก ซึ่งเรื่องที่ท่านเทศน์ก็เป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป เผอิญหลวงพี่มีโอกาสได้สัมผัสค่อนข้างที่จะมากหน่อยในเรื่องการจัดเตรียมงาน
ตั้งแต่การเตรียมงานก็คือ ตั้งแต่ทราบข่าวคือตั้งแต่วันที่ ๙ เมษา วันเสาร์พอดีมีโอกาสไประยอง ช่วงประมาณสักบ่าย ๒ โมง อาจารย์ลือพงษ์ก็โทรไป บอกว่ามีการใช้พื้นที่ จำได้ไหมเอ่ยพื้นที่นี้เคยใช้งานอะไร ใครเป็นนักรบ MPL บ้าง ใช้ที่นี่หรือเปล่า ใช้นะ ถ้าจำได้ ฉากหลังเดิมเป็นสีอะไรสีแดง แล้วก็มีตัว MPL สีขาว แล้วก็จริง ๆ แล้วฉากหลัง Stage นี่มันเตี้ยกว่านี้ แล้วก็ Stage ด้านหน้าสั้นกว่านี้ ได้รับ คำชี้แจงจากอาจารย์บอกว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อให้ขยาย Stage อีกเท่าตัวหนึ่ง ก็เลยลองดูเวลา เอ๊ะ MPL ๒ เพิ่งผ่านไปเมื่ออาทิตย์ต้นเดือนนี้ แล้วก็ช่วงเดือนนี้เดือนกันยา ไม่มีงานอะไร ไล่ตั้งแต่วัน จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ไปสิ้นเดือน ก็ไม่มีงาน หรือว่า ท่านบอกว่าให้เวลา ๒ อาทิตย์เสร็จไหม ก็ไล่ดูวันที่ยี่สิบกว่า หรือว่าจะมี MPL ๓ เอาไหมเอ่ย เอานะ อย่างนั้นก็กราบพระเดชพระคุณหลวงพ่อขออีกที MPL ๓ ก็นึกว่าเอ๊ะใช่หรือเปล่า แต่ไม่แน่ใจ ก็เลยติดค้างอยู่ในใจ
พอกลับจากระยองก็มาหาอาจารย์ลือพงษ์ บอกอยากจะทราบรายละเอียดของ Stage แล้วก็พื้นที่ว่าจะเตรียมยังไง เพราะถ้าว่าไปแล้วเวลา ๒ อาทิตย์ก็ถือว่าพอไหม ให้ขยายอีกเท่าตัวหนึ่ง ก็เลยขอดูแบบ แล้วก็คะยั้นคะยอ ถามอาจารย์ว่างานอะไร ท่านก็อึก ๆ อัก ๆ ยังไม่ยอมบอก ก็งานอะไรที่ไล่ตามเวลาแล้วมันไม่มีนะ แล้วท่านบอก ของยาย พอพูดว่าของยายปั๊บ สะอึกเลย แล้วก็โอเค ไม่ต้องพูดอะไรมาก ก็เลยคิดกะอาจารย์ว่าจะทำยังไง
เมื่อได้ข้อมูลมาว่าพื้น พื้นให้ปูพรม ฉากทั้งหมดติดวอลเปเปอร์ ก็คิด กดดูตามคำนวณพื้นที่ต่าง ๆ พื้นที่ที่นั่งอยู่ประมาณเท่าไหร่พอรู้ไหม จาก Stage จนถึงช่วงท้ายถึงสุดพรม ล็อคหนึ่ง ๑๖ เมตร กี่ล็อคเอ่ย เกือบ ๑๐ ล็อค ก็คูณดูว่าพื้นที่กี่ตารางเมตร ความห่างของเสาต้นหนึ่ง ๖๖ เมตร ก็กดไปดูประมาณเกือบหมื่นตารางเมตร พรมขนาดนี้ที่ไหนมี แล้วก็วอลเปเปอร์ที่มาติด จะเอาที่ไหนเข้ามา ก็ปรึกษากัน แต่ติดที่ว่าต้องเลือกแบบแล้วก็เลือกสี เลือกลาย
วันนั้นเป็นวันเสาร์ กลับมาเย็นแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าพนักงานก็หยุดกันหมด แล้ววันรุ่งขึ้นก็เป็นวันอาทิตย์ ก็คงเตรียมงานอะไรไม่ได้ มาเริ่มงานวันจันทร์ ตอนเย็นก็ได้รับโทรศัพท์จากหลวงพี่บุญธรรม รู้จักไหมเอ่ย ที่คืนก่อนมาเล่าเรื่อง จำได้อยู่คำเดียว มันช็อตนะ บางท่านฟังก็คงเป็นข้อคิดไปนะ สายตาประสานกันเดี๋ยวมันช็อตนะ ก็ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ท่านก็โทรมาบอก มีบุญจะรับบุญไหม พิเศษ บอกใครไม่ได้ ถ้าจะมา จะมารับไปที่ทำงาน ก็ยังงง ๆ อยู่เรื่องอะไร พอไปถึงก็เห็นกำลังทำงานกันอยู่ คือเห็นกำลังรีดแล้วก็กลับแผ่นทองคำ พอเห็นปั๊บ ก็ถามว่าทำอะไร แล้วไปใช้ที่ไหน ท่านบอกของยาย พอพูดแค่นี้ก็รู้กัน แต่ว่ายังไง ยังไม่รู้ว่ารายละเอียดเป็นยังไง รู้แต่ว่าแค่นี้ทำคลุมเรือนทอง ก็โอเค คืนนั้นก็ช่วยกันทั้งคืน (คืนวันเสาร์)
จริง ๆ แล้วใครว่าทองนี้อ่อน ตอนแรกว่าทองอ่อนมันน่าจะง่ายนะ รีดออกมาแล้วก็คงจะติดเลยก็ง่าย แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วมันไม่อ่อนอย่างที่คิด เพราะว่ารีดแผ่นทองมาแล้ว ขนาดประมาณสัก ๑๐ เซ็นต์ แล้วก็ยาวประมาณสัก ๕๐ เซ็นต์ หนาประมาณ ๑ มิลลิเมตร มิลนิด ๆ แผ่นหนึ่งประมาณหนึ่งกิโล แต่ปรากฏว่ารีดออกมาแล้วมันโก่ง มันงอ เมื่อโก่งงอ เอามาติดกับเรือนไม่ได้ ก็ต้องทุบ ก็ทุบไป มีช่วยกัน ๒-๓ รูป ทุบกันไปทั้งคืน ก็ทุบไม่มาก ประมาณสักเกือบ ๒๐๐ แผ่น ทุบไปทั้งคืน ตรงไหนที่โก่งที่ดุ้งที่งอ ก็ทุบ ให้ค่อนข้างที่จะเป็นแผ่นเรียบ เพราะว่าจะต้องเอามาประกบติดกับเรือนอีกครั้งหนึ่ง ก็ทุบไปทั้งคืน
ใกล้ถึงตอนเช้า ทุบได้เกือบหมด บางแผ่นก็ชำรุดบ้าง ก็ยุติแค่นั้น ก็ประมาณเกือบเช้า จึงไปพักตอนประมาณสักตี ๔ ตี ๕ ร้าวไปทั้งแขน ปวดไปทั้งแขน แต่ก็ยังพอไหว พอวันอาทิตย์ก็ร่วมงาน พอวันจันทร์ก็ระดมช่างมาปรับ Stage ฉากตรงข้างของเวที MPL ก็รื้อ รื้อ ๒ ข้าง แล้วก็ Stage พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านให้ขยายขึ้นมาอีกเท่าตัวหนึ่ง และปรับรูปแบบ บอกเป็นงานของยายก็รู้อยู่ เป็นงานของยาย จะต้องอัญเชิญเรือนของยายมาประดิษฐานมาตั้งไว้ ก็มีโอกาสรับบุญในส่วนของเรือนของคุณยาย ที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อได้เทศน์ไว้วันอาทิตย์ที่ ๑๗ บอกว่าทำด้วยไม้สัก
จริง ๆ งานของยาย พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านเตรียมมาเป็นปีแล้ว แต่ว่ายังไม่ทราบช่วงจังหวะ ท่านก็เลยให้จัดเตรียมไว้ก่อน นี่คือความกตัญญูของพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่ว่าจัดเตรียมให้ครูบาอาจารย์อย่างดีที่สุด โดยการหาวัสดุที่ดีที่สุดที่หาได้ เตรียมมาเป็นปี ก็ให้หาไม้สัก ไม้สักหนาประมาณ ๒ นิ้ว แล้วก็เป็นแผ่นเดียวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้ แผ่นหนึ่งกว้างประมาณสัก ๕๐ ๖๐ เซ็นต์ แล้วยาวเกือบ ๒ เมตร ตอนที่เอามา เนื่องจากว่า ยังเป็นไม้ที่อบมา แต่ว่ายังไม่ถึงที่สุด ก็ได้รับบุญมาให้ทำสถานที่อบไม้ อบไม้สักซึ่งมีอยู่ ๑๐ กว่าแผ่น แผ่นหนึ่งถ้าว่าไปแล้ว คนหนึ่งยกไม่ขึ้นนะ หลวงพี่ลองยกดู ยกไม่ขึ้น แล้วก็เอามาอบ อบอยู่เกือบเดือน เพื่อที่จะให้ไม้แห้งสนิทที่สุด ไม่มีการหดตัว แล้วก็ให้ช่างไปประกอบเป็นเรือน ให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้
แล้วก็หาไม้แก่นจันทร์มา กรุด้านในอีกขั้นหนึ่ง ไม้แก่นจันทร์ถือว่าเป็นไม้หอมที่มีคุณค่า มีราคา หายากมาก แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็หามาเพื่อบูชาคุณยาย ท่านได้เตรียมมานานแล้ว จริง ๆ หลวงพี่เองตอนแรกคิดว่าคุณยายท่านละสังขารตั้งแต่วันที่ ๙ ก็เลยคิดว่าจะต้องทำให้เร็วที่สุด หลวงพ่อท่านให้โอกาส ๒ อาทิตย์ แต่คิดในใจว่าคงไม่ใช่ ๒ อาทิตย์แน่ ๆ คงต้องก่อนหน้านั้นอีก ก็ตั้งใจไว้ว่าภายในอาทิตย์หนึ่ง จะต้องทำพื้นที่ให้เสร็จ แล้วก็มาทราบจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อในวันที่ท่านให้โอวาทว่าจริง ๆ คือวันที่ ๑๐ ตอนประมาณตี ๔.๔๕ ราว ๆ นั้น ก็ทราบจากตอนนั้นเหมือนกัน แต่คิดว่าท่านละสังขารไปตั้งแต่วันเสาร์ ก็เลยเตรียมพื้นที่
ดังนั้นที่ทราบมาก็คือ เรือนของคุณยาย ตัวเรือนคือไม้สัก ภายในเรือนกรุด้วยไม้จันทร์หอม ส่วนด้านนอกมี ๒ ชั้น ชั้นแรกจะกรุด้วยแผ่นเงิน ถัดจากแผ่นเงินก็จะเป็นแผ่นทองคำที่คืนนั้นไปช่วยหลวงพี่บุญธรรมรีดและทุบให้เรียบ รวมน้ำหนักแล้วก็ค่อนข้างที่จะหนัก เฉพาะตัวของไม้สักเอง ลองกดจำนวนดู ถ้าเป็นไม้สักที่เอามาแต่เริ่มต้นทั้งหมดสิบกว่าแผ่น รวมน้ำหนักแล้ว ใครเป็นช่าง ไม่ทราบว่าไม้สักหนักคิวหนึ่ง คือลูกบาศก์เมตร หนักกี่โล พอทราบไหม ใครเป็นช่างเอ่ย ลองเปิดตารางดู ไม้สักลูกบาศก์เมตรหนึ่งหนักประมาณ ๘๘๐ กิโล อันนี้เป็นไม้สักขี้ควาย แต่ของยายเป็นไม้สัก ก็คิดว่าน้ำหนักคงใกล้เคียงกัน
แต่ว่าพอทำเป็นเรือนแล้ว ขนาด ๙๐ X ๙๐ X ๑๘๐ ก็ตกมาเป็นปริมาตร แล้วก็ลบด้านในออกหมดก็เหลืออยู่ รวมน้ำหนักแล้วก็ประมาณ ๔๐๐ กิโลกรัม เรือนของคุณยาย แล้วก็ยังไม่คิดถึงไม้แก่นจันทร์ แล้วก็สิ่งที่บรรจุอยู่ภายใน พอเตรียมพื้นที่ Stage ก็เรียกว่าเรือนของคุณยายไม่เบาเป็น Stage ที่ตอนนั้นเตรียมไว้สำหรับ MPL เนื่องจากทำชั่วคราว คิดว่าใช้ชั่วคราว ก็เอาวัสดุก็คืองานมาฆบูชา ที่เป็นแท่นประธานรองที่จุดโคมแก้ว เอามาต่อ ๆ กัน เพราะเกรงว่าจะรับน้ำหนักไม่พอ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใช้อยู่ก็คือเอาของเก่าที่มีอยู่ ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พยายามที่จะเอาของเก่ามาใช้ แล้วก็เอาให้ดีที่สุด เพราะว่าพอทราบว่าต้องประดิษฐานเรือนยายซึ่งน้ำหนักมาก
ซึ่งจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่มีเฉพาะไม้สัก ก็ทราบมีที่ครอบเรือนของคุณยาย ซึ่งรวมน้ำหนักแล้วก็เกือบ ๒๐๐ โล รวมแล้ว ๖๐๐ กิโลกรัม เพราะฉะนั้น Stage ที่เตรียมไว้ เกรงว่ารับน้ำหนักไม่พอ ก็เลยต้องปรับ Stage ใหม่ เกือบจะต้องทำใหม่หมดเลย ก็เลยต้องรื้อบางส่วนเพื่อที่จะรับน้ำหนักให้ได้ ก็มีการปรับใหม่ ฐานที่รับเรือนของคุณยายก็ทำเป็นเหล็ก ดันจากพื้นขึ้นมาข้างบน ก็คือรับน้ำหนักให้เต็มที่ไม่มีการเสียหาย
ปรากฏว่าทองที่จะมากรุรอบนอกเรือนของยาย เมื่อทุบเสร็จจะต้องนำไปปิดให้เรียบร้อยต่อให้เป็นแผ่นเดียวกัน ต้องเอามาเชื่อม พอเชื่อมปั๊บ แผ่นทองเจอความร้อน จริง ๆ เราคิดว่าทำได้ เพราะในส่วนของเจ้าหน้าที่หรือว่าที่ช่วยงานเรื่องเกี่ยวกับทองนั้น ไม่เคยมีใครเป็นช่างทอง แล้วก็คงไม่มีช่างทองที่ไหนที่สามารถที่ทำทองได้เยอะถึงขนาดนี้ เราก็ทำกันเอง คือว่าเชื่อมไปแล้ว บิด โก่ง งอ ออกมาแล้วไม่สวย ตั้งแต่วันเสาร์เย็น วันอาทิตย์ก็ประกอบนิดหนึ่ง ทำแล้วเกิดการบิดงอ ก็หาช่างเข้ามาช่วย ที่มีความรู้ความชำนาญทางด้านทอง เชื่อมไปแล้ว ไม่เรียบร้อย ไม่สวย ก็เลยตกลงคุยกันใหม่ มาตกลงกันอีกทีหนึ่งเสร็จเอาวันพุธ วันพุธก็เลยหาวิธีใหม่ รีดแผ่นทองใหม่ ให้บางขึ้นอีกนิดหนึ่ง แล้วก็สอยเป็นเส้น เส้นหนึ่งประมาณเซ็นต์หนึ่ง แล้วเอามาทัก เหมือนกับผ้า เหมือนกับเสื่อสาน
ปรากฏว่าถ้าให้ช่างทั่วไปที่เขาทำ คงเป็นเดือน แต่เนื่องจากว่าทุกคนที่ไปช่วยงานในครั้งนั้นนึกถึงคุณยายอยู่ในใจ เคารพคุณยาย เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ยายนั้นเต็มที่ทุกอย่าง จะดึกแค่ไหนก็สู้กัน แล้วก็ไม่ใช่คนสองคน ถ้าใครรู้ อยากจะไปช่วยทุกคน ก็ปรากฏว่าภายใน ๓ วัน จากที่ไม่เป็นก็เป็นนะ ที่ไม่เคยถักก็ได้ถัก ที่ไม่เคยละเอียดก็ละเอียดขึ้น เพราะว่า เสร็จแล้วก็ได้ทองถักออกมาอย่างที่เห็น เป็นแผ่นทองถัก แล้วมาคลุมเรือนของคุณยายอย่างที่เราเห็นนั่นน่ะ นั่นคือทองคำแท้ ๆ แล้วหลังทองคำเข้าไป ข้างในก็กรุด้วยเงินอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มาประดิษฐานบนแท่น รวมแล้ว ๖๐๐ กว่ากิโลกรัมนะ นี่คือเรือนของคุณยาย
ส่วนการจัดพื้นที่ เมื่อได้รับมอบหมายมาก็ระดมช่าง ตั้งแต่ทำ Stage ปรับพื้น Stage ขยาย Stage แล้วก็ให้ทำ Stage พระสวดอภิธรรมยาวร้อยเมตร ที่เห็นจากต้น สุดท้ายนั่นร้อยเมตร เพิ่มอีกงานคือทุกอย่างให้เสร็จ ตอนแรกกำหนดไว้ ๒ อาทิตย์ แต่ใจคิดอยู่ว่ายังไงก็ต้องเสร็จก่อน พระเดชพระคุณหลวงพ่อคงไม่ได้ทิ้งไว้นานขนาดนั้น ต้องเร่งให้เสร็จ
พอได้รับมอบหมาย วันจันทร์ก็ติดต่อเรื่องพรม แล้วก็เรื่องวอลเปเปอร์ หาช่าง แต่ก่อนที่จะหาช่าง ผู้รับเหมาที่รับทำเกี่ยวกับพวกวอลเปเปอร์กับเรื่องพรม ต้องกำหนด Space ทั้งสี ทั้งแบบ ทั้งราคา ตอนแรกก็คิดว่าคงง่าย ๆ มั้ง เอาแค่พรม พรมจริง ๆ มีหลายแบบ ตั้งแต่พรมอัด พรมวิทยาศาสตร์ พรมชั้นดี แล้วก็พรมขนแกะ ที่ได้รู้จักก็จากงานนี้แหละ ก็เอาตัวอย่างมาดู ปรากฏว่าเลือก ๆ กัน คิดว่าจะเอาสีนี้ เพราะสีนวลแล้วก็นุ่ม ก็น่าจะเหมาะสมกับพื้นที่ ก็เลือกทั้งพรม เลือกทั้งวอลเปเปอร์ ตกลงกันก่อนที่จะรายงานพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็ตกลงเหมือนกัน ถ้าเอาสีนี้ มีไหม ขนาดนี้ประมาณหนึ่งหมื่นตารางเมตร
ก็เช็คไปที่โรงงานว่ามี เราก็ใจชื้นแล้ว ถ้าพระเดชพระคุณหลวงพ่อต้องการสีนี้ก็โอเค เราก็บอกเอาจริง ๆ แล้วถ้าจะเอาจะส่งได้กี่วัน ก็เช็คถึงเวลามาส่งให้ได้กี่วัน แล้วก็มาติดตั้งหรือมาปูกี่วัน ก็เช็คทุกอย่างพร้อมเรียบร้อย ก็จะไปเสนอท่านอีกทีหนึ่งว่าตกลงเอาแน่นะ เอาแน่ เช็คกลับไปอีกทีว่า คุณแน่ใจหรือเปล่า คุณแน่ใจไหม แล้วบอกว่าเอาจริง ๆ นะ แต่ความจริงโรงงานไม่มีสินค้า กลับบอกว่ามี ก็งง ๆ อยู่ ทำไมตอนแรกบอกว่ามีไง มีจริง ๆ คือวัตถุดิบที่จะทอเป็นพรมขนาดนี้ แต่ของที่จะใช้ได้จริง ๆ มีอยู่แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะเอาต้องขอเวลา ๒ เดือน ทอเสร็จ บอกถ้าอย่างนี้เราก็ตายซิ เวลาเราไม่ให้ เราใช้แค่อาทิตย์นี้เอง มีแต่ไม่มี ก็เลย ทำไง ก็หาใหม่
ปรากฏว่าเจอพรมตัวหนึ่ง บอกว่าเขามีนะ มีอยู่หมื่นตารางเมตรเหมือนกัน แต่ว่าเป็นพรมที่เก่าเก็บแล้วก็ราคาสูง เป็นพรมชั้นดี เป็นพรมที่จะใช้กับโรงแรมชั้นหนึ่ง ๕ ดาว ราคาสูง เนื่องจากว่าโรงแรมนั้นสั่งทอมานานพอสมควรประมาณสักเกือบ ๒ ปี เพื่อที่จะมาใช้กับกิจการของเขา แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงไอเอ็มเอฟ เศรษฐกิจฟุบ โรงแรมที่สั่งไว้ก็เลยตั้งไม่ได้ พรมที่ทอไว้ก็เลยค้างสต๊อกอยู่ ถ้าว่าถึงราคามูลค่าต่อตารางเมตรเกือบพัน เมื่อเราติดต่อไปเขาบอก เขามีอยู่ คุณจะเอาไหม ขณะนี้ลายนี้มีแค่ลายเดียวเอง ก็เลยบอกว่างั้นขอดูตัวอย่างนิดหนึ่ง
ตอนแรกสีที่เลือกเอาไว้ปูพื้นของเราตรงนี้เป็นสีไข่ไก่ สีนวลๆ เพื่อให้ดูแล้วสบายตา ก็ตัดมาส่วนหนึ่งประมาณ ๕๐ X ๕๐ ซม. ดูตอนแรก ๆ ออกมา ตายแล้ว เราเลือกพรมที่ไม่มีลาย เขาเอามาเป็นลาย แล้วดูสีมันตุ่น ๆ สีมัน ในสายตาของหลวงพี่เองนะ แล้วก็ที่ดู ๆ สีมันไม่สวย สีมันไม่สวย มันออกหมอง ๆ ตุ่น ๆ ยังไงไม่รู้ ไม่รู้พระเดชพระคุณหลวงพ่อจะเอาหรือเปล่า แต่ราคาก็พอไหวนะ เพราะว่าถ้าเกิดจะเอา เขาก็ลดให้กว่าครึ่ง จากเดิมที่ว่าตารางเมตรหนึ่งเกือบพัน หรือว่าพูดเรื่องตารางหลาคือว่าตารางหลาละ ๘๐๐ ตารางเมตรกับตารางหลาไม่เท่ากัน ตารางหลาจะเล็กกว่า ตารางเมตรจะใหญ่กว่า ๑.๑ เท่า ถ้าตีเป็นตารางหลา ก็คิดเป็นตารางหลาก็คิดมาที่ ๓๐๐ เศษ ๆ ๓๐๐ กว่า ก็เออ ราคานี้เท่ากับพรมที่เราเลือกเลย พรมที่เราเลือกว่าชั้นดีแล้ว แต่ว่าพรมที่เราเลือกชั้นดีนั้นคือพรมที่มีผสมพวกพลาสติก แต่พรมที่ทางโรงแรมเขาสั่งไว้นี่เป็นพรมขนแกะ ราคาก็พอไหวนะ ก็น่าจะลองดูก็แล้วกัน เสนอหลวงพ่อดูว่าทั้งหาพรม ทั้งหาลายวอลเปเปอร์ เลือกแล้วเลือกอีก ก็กราบเรียนหลวงพ่อท่านอีกที ก็คือวันพฤหัส
ในช่วงระหว่างนั้นจันทร์ถึงพฤหัส ก็ให้ช่างเตรียมสถานที่รื้อผนัง แล้วก็จัดพื้นที่ เตรียมพื้นที่ของ Stage ด้วย ของอะไรต่างๆ ให้พร้อมที่สุด วันพฤหัสเสนอหลวงพ่อท่าน แต่ในใจคิดว่าหลวงพ่อคงไม่เอามั๊ง แล้วก็ถาม ๆ กันดู ดูซิ สีพรมมันไม่สวยเลย ช่วงที่ปู ก็ไปเจอหลวงพี่รูปหนึ่งท่านเป็นสถาปนิก บอกพรมไม่สวยเลย ท่านบอกอื้อฮือ ยังไม่ได้บอกไม่สวย บอกเป็นไง ดูพรมนี้แล้วบอก โอ้โฮ ใครเลือกนี่ นี่ตาถึงจริง ๆ เลย บอกดูซินี่ ชั้นหนึ่งเลยนะ นี่ระดับโรงแรมชั้นหนึ่งใช้กันเลย มันตรงกับที่เราเลือกไว้ คือเสนอแล้ว หลวงพ่อโอเค แต่เรา อึม มัน มันตุ่น ๆ อยู่ ดูใกล้ ๆ ตัวอย่างพื้นเล็ก ๆ มันตุ่น ๆ สีไม่สวย มันหมอง ๆ ไงไม่รู้ แต่พอปูออกมาเสร็จ ดูแล้ว สีสวย
ตอนแรกก็ยังไม่มี แต่ก็ยังไม่ได้เอะใจ เราลองดูพรมที่เรานั่ง มันเป็นลายอะไรเอ่ย ลายคล้าย ๆ ขนนกยูงไหม เป็นเกล็ด ๆ ดูซิลาย ลายคล้าย ๆ ลายนกยูง พอทักขึ้นมานิดหนึ่ง เอะใจ เออใช่แฮะ คุณยายอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง เอ๊ะ สงสัยล็อคนี้เป็นของคุณยายแน่เลย แล้วอะไร ๆ ปกติรับงานมานี่ รับงานที่หมู่คณะมอบหมายให้ตระเตรียมสถานที่ พื้นที่ ถ้าเป็นงานใหญ่ มักจะมีความกังวลอยู่ว่าจะเสร็จไม่เสร็จ ก็ต้องให้ดี แต่แปลกเหมือนกัน งานนี้กังวลเหมือนกันนะ แต่กังวลไม่มาก แล้วมีความรู้สึกว่ามันเฉย ๆ นิดหนึ่ง ไม่กังวลมาก มีความรู้สึกว่ายังไงก็เสร็จ รับงานมาแล้วพื้นที่เกือบหมื่นตารางเมตร วอลเปเปอร์เกือบพันตารางเมตร ก็เร่ง พอหลวงพ่อท่านเอา ก็เลยสั่งไป บอกว่าถ้าพรมชุดนี้เข้าต้องใช้ ๔๐ กว่าม้วน แล้วก็สั่งทั้งหมด ส่งมาใช้เวลา ๓ วัน บอกว่าวันพฤหัสเข้า เอ่อ ไม่ใช่พฤหัสเข้า บอกถ้าจะส่ง ๓ วัน วันพฤหัสสั่ง ถ้าปกติก็คือจะส่งวันรุ่งขึ้น ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ทันไหม ไม่ทัน ทำไงล่ะ บอกถ้าอย่างนี้ไม่ทันแน่เลย ก็จะขอให้เขาเข้ามาก่อนนี้แล้วกัน เขาก็เข้าให้มาล็อคหนึ่ง ๑ คัน วันพฤหัสตอนเย็น เข้ามา เราก็คิดว่าบ่าย ๆ
พอพรมมาลง เป็นคอนเทรนเนอร์ตู้ มาได้ประมาณสัก ๖-๗ ม้วน พอมาถึง ฝนตกหนักเลย ทำไง เข้ามาก็ไม่ได้ ก็จะต้องลงชั้นหนึ่งของสภา ไปลงไว้ก่อน แล้วก็ให้เขากลับไป นึกว่าคนไม่กี่คนยกขึ้น ปรากฏว่าผืนหนึ่งยาว ๓๐ เมตร หน้ากว้างที่เรานั่ง เห็นกันอยู่หน้ากว้าง ๔ เมตร คน ๑๐ กว่าคนยก ปรากฏว่าเช็คน้ำหนักดู ม้วนหนึ่งประมาณ ๕๐๐ กิโล แล้วมาลง ปรากฏว่าพอสั่งไปว่าให้เร่งเข้ามา
พฤหัสส่วนหนึ่ง ศุกร์ เสาร์ เสาร์คือวันสุดท้ายของการเตรียมงาน เร่งวอลเปเปอร์ไป วอลเปเปอร์เช็กดูจำนวน ลายที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อเลือก ก็เป็นลายนี้ ก็เช็คดูว่าปริมาณเขามีไหม เกือบพันตารางเมตร เขาบอกโอเค มี งั้นให้เข้าเลย แต่พอเราบอกว่าให้เขาเข้าเลย พื้นที่เรายังไม่เรียบร้อย อันไหนทำได้ทำไปก่อน ได้เร่งเข้า งานทุกอย่างเลยเริ่มค่อย ๆ มา กระชันเข้ากระชันเข้า วันพฤหัส ศุกร์ก็เริ่มพื้นที่ Stage ก็ค่อย ๆ กรุกันไป ทำไป เร่งกันทำ
พอมาวันเสาร์ เห็นไหมชักจะไม่ค่อยทันแล้ว ระดมทุกส่วนเลย Stage ก็ส่วนหนึ่งรับผิดชอบไป Stage ของพระสวดอภิธรรม ฉากอะไรก็ แบ่งกันเป็นส่วน ๆ แล้วแบ่งงานกันแล้ว ต้องการให้พื้น Stage เสร็จก่อน ก็เร่งพื้น Stage คิดว่าได้แล้ว ปรากฏว่าให้วอลเปเปอร์เข้า เขาก็ยังไม่เข้า ให้พรมเข้าในวันศุกร์ เขาบอกว่าคนเขาไม่มี งั้นขอเป็นวันเสาร์ เราก็คิด วันเสาร์ วันงานคือวันอาทิตย์ แล้วก็สุดท้ายได้ ให้เสร็จในวันอาทิตย์นี้ ก็คือวันที่ ๑๗ ก็ต้องให้ญาติโยมมาร่วมงานแล้ว เพราะฉะนั้นก็เร่งงานกัน เพราะฉะนั้นมีเวลาแค่วันเดียว ก็รวมแล้วสำหรับการปูพรม การติดวอลเปเปอร์ การติดรูปคุณยายอะไรต่าง ๆ สถานที่ แท่นต่าง ๆ เสร็จเอาวันอาทิตย์ใช้งาน วันเสาร์ช่างเขาเข้า เราก็คิดว่าเขาจะเข้าเช้า เพราะว่าเขาเข้ามาประมาณ ๓ โมงครึ่ง วอลเปเปอร์เข้ามา ๓ โมงครึ่ง ช่างพรมเข้า ๑๐ โมงเช้า เราบอกรีบทำเลย ก็เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือมากันแค่ชุดเดียว ก็บอกว่าจะทันหรือ เพราะพื้นที่เกือบพันตารางเมตร ติดหมดเลย อย่างที่เราเห็นเกือบพันตารางเมตร ทั้งข้างหน้า ทั้งฉากหลัง ทั้ง Stage พระ ติดหมด เกือบพันตารางเมตร มาตอน ๙ โมงครึ่ง
ไม่ใช่มาแล้วทำได้เลยนะ ก็ต้องเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ กว่าจะลงมือจริง ๆ เกือบ ๑๑ โมง และช่างพรมมาก็มากันแค่ ๓-๔ คน พรมพื้นที่เกือบหมื่นตารางเมตรนี่นะ มาแค่นี้ คิดในใจว่ามันจะเสร็จหรือ ถ้าเสร็จก็ อัศจอ รอ หัน แล้ว ก็อื้อฮือ แต่ก็ แต่ใจมันไม่กระวนนะ แปลกเหมือนกันงานนี้ ก็เลย แปลกใจตัวเองเหมือนกัน เพราะว่ายังไงก็ต้องเสร็จน่ะ ต้องลุยกันแล้ว ก็ทำกันไป ช่างพรมมา พื้นก็ยังไม่ได้ปู มาถึงบอกจัดการเรื่อง Stage ก่อนเลย เพราะถือว่าเป็นจุดหลัก ก็เลยเอา Stage ขึ้นไป ช่างพรมมา ๔ คน ให้ยก ยกไม่ไหว บอกหลวงพี่ช่วยหน่อย ขอคนช่วยยกขึ้นไป โอเค ต้องการอะไรว่ามาเลย ยกขึ้นไปให้ แล้วเขาก็คลี่ แล้วก็ติด
ปรากฏว่า Stage เล็ก ๆ ติดอยู่จนถึงตี ๓ กว่าจะเสร็จ แล้วก็ต้องระดมช่างเข้ามาอีก ๒ ชุด เข้ามาช่วย พื้นตัวนี้ แต่ก่อนที่จะปูพรม ให้เจ้าหน้าที่พนักงานปูซาแลน พื้นเขียว ป้องกันสกปรก แล้วป้องกันพื้นพรมเสีย ก็ปูรอไว้ก่อน พอมาถึง ตอนช่างพรมชุดข้างล่างมาอีกทีเอาตอนบ่ายโมง ก็บอกมาประมาณสัก ๖ คน บอกมาแค่นี้แล้วจะทำยังไง บอกหลวงพี่ขอกำลังช่วยย้ายพรมให้หน่อย เอ้า เอาไงว่ากัน กว่าจะลงมือหาคนมาช่วย เพราะทุกส่วนงานติดหมดเลย เพราะเตรียมงาน เตรียมสถานที่ เตรียมพื้นที่กันหมดเลย ก็ขอกำลังให้มาช่วย เอ้า จะเอาตรงไหนว่ามา ขยับโน่น ขยับนี่ ช่วยคลี่ให้อะไรต่าง ๆ
กว่าจะลงมือทำได้บ่าย ๒ ครึ่ง ปูพรม บอกโอเค พอมีคนมาก็ช่วยกันปู จัดสถานที่ จัดล็อคอะไรต่าง ๆ เข้าที่เข้าทาง ปูไปเรื่อย ช่างพรมพอจะลงมือบ่าย ๒ ครึ่ง พื้นที่ใหญ่ พื้นที่ย่อยก็ตั้งแต่ตอนสาย ๆ วอลเปเปอร์กว่าจะติดสัก ๔ โมงเช้า ไล่มาเรื่อย ชุดหนึ่งไม่พอก็โทรหาอีกชุดหนึ่งเข้ามา ๓-๔ ชุดช่วยกัน คืนนั้นก็คุมกันทั้งคืน ไล่กันทั้งคืน
ในขณะที่เตรียมงาน พรมก็ปูไป วอลเปเปอร์ก็ติดกันไป ในส่วนของเรือนของคุณยาย รู้ก็รู้ว่าหนัก แต่ว่าถ้าเกิดไม่ทดลองยก ผิดพลาดขึ้นมาลำบาก แม้กระทั่ง ฐานที่ตั้งเรือนของคุณยาย ก็ต้องมีการซ้อมกัน ต้องทดลอง ยกเข้ายกออก อย่างวันที่ ๑๗ พระเดชพระคุณหลวงพ่อบอกมันนุ่มนวล แล้วก็ Smooth มาก ท่านชื่นชมมากก็เลยเต็มปลื้มนะ ก็กว่าจะเข้าที่เข้าทางได้ก็เต็มที่กัน Stage ก็จัดกันไป ข้างบนก็กรุกันไป ข้างล่างก็ปู ปูเสร็จก็มาซ้อม พอดีให้พี่ถาวรซ้อมในส่วนของการย้ายเรือนของคุณยายมา
เฉพาะเสลี่ยงหามคุณยาย ซึ่งเป็นแผ่นไม้อัดรองเรือนของคุณยายก็หนัก ๕๐-๖๐ กิโลกรัม แล้วก็มีคานเหล็กยื่นออกมาให้ยก ปรากฏดูน้ำหนักก็ประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโลกรัม รวมแล้วทั้งเรือนของคุณยาย ทั้งกรอบที่หุ้มเรือนอีกทีหนึ่ง รวมทั้งแท่น รวมทั้งเสลี่ยง ก็เกือบตัน ปรากฏว่าเกือบตันนะ แล้วจะใช้ใครยก ก็ต้องเป็นอุบาสก ต้องคัดอุบาสกที่มีความสูงไล่เลี่ยกัน ตอนแรกก็เอาแค่ ๑๖ คน ถัวเฉลี่ยคนละกี่กิโล ไม่ไหว บอกแค่ยกเสลี่ยง หน้าดำหน้าแดงกันแล้ว ไม่ได้ ต้องซ้อมให้เหมือนจริง ตอนซ้อมยกเสลี่ยงก็หน้าดำหน้าแดง ๑๖ คน เดินไปก็เดินมา ซ้อมเวียนอยู่ตรงนี้ ไม่ไหวนะ
เอาของจริงดีกว่า เอาน้ำหนักจริง อะไรล่ะใกล้เคียง เอาอะไรที่ใกล้เคียง โน่นแน่ที่เป็นม้วน ๆ ยกขึ้นมา ม้วนละกี่กิโล ๕๐๐ กิโลกรัม ถือว่าใกล้เคียง เอ้า ม้วนหนึ่ง ม้วนหนึ่งปรากฏว่า ๑๖ ยกหน้าดำหน้าแดง หนักเข้าไปอีก เดินชักปัดไปปัดมา ต้องเสริม ไม่ได้ เสริมเข้าไปอีก รวมไปรวมมา ๒๐ กว่าคน บอกอย่างนี้ เพื่อความมั่นใจ ไม่เอา ม้วนเดียวไม่พอ ๒ ม้วน ๑ ตัน ยกเดินซ้อม ไปถึง Stage จะขึ้นยังไง ต้องถัวเฉลี่ยน้ำหนักแล้วก็ให้นุ่มนวลที่สุด ก็มาซ้อมกัน นี่ก็จัดการปูกันไป พอปูเสร็จก็ต้องมายกขอบให้ แนบกันให้มากที่สุด ช่างพรมเขาก็บอกว่าเขาก็ไม่เคยเจอนะ ปูพรมขนาดนี้ ปรากฏว่าเสร็จเอาทุกสิ่งทุกอย่าง ปาเข้าไป คาดว่ากี่โมง สว่าง ๗ โมงเช้า เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมอะไรต่าง ๆ จัดโน่นจัดนี่ เข้าที่เข้าทาง วอลเปเปอร์เสร็จเอาตอนประมาณสักตี ๕ ครึ่ง พรมของเราพอปูเสร็จปั๊บ ก็ดีใจเหมือนกัน งานของคุณยายลูก ๆ หลาน ๆ ของคุณยายได้มาช่วยกันเต็มที่
วันนั้นวันที่ ๑๖ กลางคืนใครมาช่วยเย็บพรมบ้างจ๊ะ ตอนแรกเย็บพรมคิดว่าเย็บไม่ยาก เข็มของเขาไม่ใช่เข็ม ตอนแรกคิดว่าเข็มธรรมดา เพราะว่าเข็มเขางอเหมือนกะเคียว ก็ให้ช่างพรมออกมาเย็บ เขาบอกเขาเย็บไม่ได้ ข้างบนยังไม่เสร็จ ตอนนั้นประมาณสัก ๒-๓ ทุ่ม บอกคุณช่วยลงมาเย็บพรมนี้ให้มันเรียบร้อยหน่อย บอกถ้าผมเย็บก็คงไม่เสร็จ งั้นอย่างนี้จะทำยังไง มีคนช่วยไหม บอกจะเอาสักกี่คน ก็บอก จะสอนให้ แล้วให้ไปเย็บกันเอง บอกว่าอย่างนี้คุณมาสอนแล้วกัน เขามีเข็มมา มา ๔ คน มี ๔ เล่ม บอกคุณเย็บแล้วสอน แล้วเดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ช่วยกัน คุณมีเข็มกี่เล่ม ผมมีกันคนละเล่ม ทำไงล่ะ งั้นสอนมาก็แล้วกัน เดี๋ยวหาวิธีเอง เอ้า คุณสอนไป แล้วเย็บ เกี่ยว ๆ ๆ แล้วก็เย็บลงไป
เราก็ปรึกษากัน เอาไง ไปซื้อเข็มมา เข็มประเภทนี้ ไปข้างนอก ไปหาซื้อ ไม่มีในท้องตลาด เอาซิทำไง งั้นเอาเข็มธรรมดามา แต่เข็มมันยาวหน่อย ลนไฟแล้วก็ดักงอ ก็แก้ขัดกันไปได้ ก็ซื้อมาเป็นโหลเลย แล้วก็ดัด แล้วก็แจกจ่ายกัน น้อง ๆ อุบาสก อุบาสิกา แม้กระทั่งสาธุชนก็ร่วมกัน ตรงนี้ก็หย่อมหนึ่ง ตรงนี้ก็หย่อมหนึ่ง ทั่วพื้นที่เลย เย็บกันทั้งคืนเหมือนกัน เป็นไงฝีมือดีไหม พอใช้ได้นะ นี่ร่วมแรงร่วมใจกัน งานก็สำเร็จ เพราะว่าส่วนนี้เหนื่อยก็ไปพัก อีกผลัดหนึ่งก็มา รับช่วงต่อกันไป ผลัดไปผลัดมา แม้กระทั่งพระ พระที่ท่านมาอบรมที่หมู่บ้านสามัคคีธรรมเก่าที่อยู่ทางทิศตะวันตก ท่านก็มารับบุญ หัดเย็บ ชุดนี้ไป ตอนเช้า ๗ โมงเช้า โมงเช้า ท่านก็มาช่วยรับเย็บต่อ
งั้นปรากฏว่า สุดท้ายทุกอย่างก็เสร็จหมด พอเรามาหวนกลับดู ยืนอยู่บน Stage เป็นไปได้ยังไง บ่ายหนึ่งกับคืนหนึ่ง พื้นที่เกือบหมื่นตารางเมตร ทุกอย่างพร้อมหมด ผ้าระบาย พรม Stage รูปยายก็กว่าจะขึ้นได้โน่นก็ประมาณสักเกือบตี ๔ ทุกอย่างก็พร้อมหมด ก็อัศจรรย์ใจตัวเองแม้กระทั่งพระที่ช่วยกัน ก็ปลื้มอกปลื้มใจกัน ถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่พอดีผลงานเสร็จแล้วมันปลื้มใจ มันชื่นใจ ถามว่าง่วงไหม ไม่ง่วง กะว่า เดี๋ยวเสร็จนี่แล้วจะไปสรงน้ำสรงท่าแล้วนอนสักงีบหนึ่ง พอไปถึง ไม่ง่วง แล้วก็กลับมาต่อ แล้วก็มาดูผลงาน ถ้าไม่มีน้อง ๆ อุบาสก อุบาสิกา แม้กระทั่งพระเณรมาช่วยกัน งานก็ไม่เสร็จ
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีจากครั้งนี้ ก็คือว่าความเป็นหนึ่งใจเดียวกัน เพื่อคุณยาย หลวงพ่อท่านบูชาคุณยาย ท่านเคารพคุณยาย สิ่งที่คุณยายมอบให้เป็นธรรมะที่หลวงพ่อท่านได้ใส่ใจ แล้วก็ต้องการที่จะบูชาคุณยายอย่างที่สุด เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่เตรียมไว้ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะการบูชาบุคคลที่ควรบูชา อานิสงส์ผลบุญไม่เกิดขึ้นกับใคร เกิดขึ้นกับเราเอง ยายมีอะไร ถ้าเราบูชา แล้วประพฤติปฏิบัติตาม เราก็จะได้สิ่งนั้น เป็นสิ่งเลิศ เราให้สิ่งเลิศ เราก็ได้สิ่งเลิศ และวันนั้นปรากฏว่าสำเร็จ แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปด้วยดี จนเสร็จงาน พอเสร็จงานปั๊บก็เพลีย ก็พักยาวหน่อย
แต่ว่าสิ่งที่ได้มาก็คือความชื่นชม แล้วก็ความสามัคคีของพวกเราที่ร่วมแรงร่วมใจกัน เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ก็มาประดับเพิ่มเติม แล้วก็มาเสริมเพื่อให้สมเกียรติกับคุณยาย จะเห็นว่าทั้งหมดเรียบง่าย แต่มีอานุภาพ เราดูแล้วเรียบ ๆ แต่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นเป็นเพราะต้องการในลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราได้มาร่วมงานยาย ได้มาระลึกนึกถึงคุณยาย ได้มาเคารพบูชาคุณยาย อานิสงส์ผลบุญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับใคร เกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะฉะนั้นบุญนี้ขอให้เราระลึกนึกถึงไว้ หลวงพ่อบอกทำบุญที่ยาย แต่ได้ที่เรา
เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้หลวงพี่ก็ได้เล่าเรื่องการเตรียมงานซึ่งเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ได้ทราบในส่วนที่พวกเราบางท่านยังไม่ทราบ แล้วก็ให้รู้เถอะว่าสิ่งที่เราเตรียมนี้เป็นสิ่งที่เลิศ และสิ่งที่เลิศที่เราบูชาคุณยาย ถ้าเราประพฤติปฏิบัติตามคุณยาย เราก็จะได้คุณธรรมนั้น คุณยายมีคุณธรรมสูง ถ้าคุณยายไม่ได้ถ่ายทอดให้ใคร คุณธรรมนั้นก็จะหมดไป แต่คุณยายถ่ายทอดให้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็ถ่ายทอดมาที่เรา ถ้าเราฟังแล้ว คุณยายดีอย่างนี้ ดีอย่างโน้นดีอย่างนั้น แล้วเราก็ชื่นชมแต่ไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่เกิดอะไร ไม่เกิดประโยชน์เลย เพราะฉะนั้นให้เราระลึกนึกถึงคุณยาย แล้วก็เอาธรรมะของคุณยายนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ กลั่นกาย วาจา ใจของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ และเราก็จะได้อย่างคุณยาย อยากได้อย่างยายต้องทำอย่างยายนะ ในช่วงนี้ก็พอสมควรแก่เวลา งั้นให้เราระลึกนึกถึงคุณยาย หลับตาทำสมาธิ
ให้นึกคุณยายไว้กลางใจ เราลองลืมตาดูรูปของคุณยายที่อยู่บน Stage คุณยายมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีความสุข ดวงตาเป็นประกาย ให้นึกอาราธนาคุณยายมาตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย กลางใจของเรา ให้คุณยายสถิตติดแน่นที่กลางกาย กลั่นให้ใสเป็นแก้ว ใสเป็นเพชร จนมีความรู้สึกกลางใจของคุณยาย คือกลางกายของคุณยายได้แผ่รัศมี แผ่ความสะอาด ความบริสุทธิ์ เปล่งออกมา จนคลุมตัวเรา ใจเราก็ชุ่มชื่น เบิกบาน โปร่ง โล่ง ยาย ได้กลั่นธาตุกลั่นธรรมของเราให้สะอาด ให้บริสุทธิ์ ให้ผ่องใส ให้มีอานุภาพ ใจเราจะโปร่ง โล่ง เมื่อใจเราโปร่ง ใจเราโล่ง ใจเราสบาย ผ่องใส ก็กราบอาราธนาคุณยาย ขอพรจากท่าน ตั้งจิตอธิษฐานให้ดี
*********************************** จบ ***********************************